11 ตุลาคม 2567

บันทึกประสบการณ์ : เมื่อข้าพเจ้าเป็นนิวมอเนีย ... บทที่ 3

 บันทึกประสบการณ์ : เมื่อข้าพเจ้าเป็นนิวมอเนีย ... บทที่ 3

ย้อนกลับไปอ่านบทที่ 2 https://www.facebook.com/100068439352470/posts/838968551727782/
วันวินิจฉัย : The Judgement Day
การวินิจฉัยทางการแพทย์ คือ การเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อนำมาวิเคราะห์โอกาสความน่าจะเป็น โดยตั้งต้นที่ปัญหาใดปัญหาหนึ่ง คิดถึงโรคที่เป็นไปได้จากปัญหานั้น แล้วนำข้อมูลที่รวบรวมได้มาปะติดปะต่อ เพื่อสนับสนุนหรือคัดค้านโอกาสการเกิดโรคต่าง ๆ
และหากการวินิจฉัยจากประวัติและการตรวจร่างกายยังไม่เป็นข้อสรุป อาจต้องทำการตรวจพิเศษเพื่อสนับสนุนหรือโต้แย้งสมมติฐานดังกล่าว
เช้าวันที่สามของอาการ ผมตื่นมาด้วยอาการไข้ต่ำ ๆ ไอมีเสมหะ เหนื่อยมากขึ้นในขณะทำงานแบบเดิม ผู้ป่วยทุกคน ไม่ว่าจะป่วยเป็นโรคใดจะอ่อนเพลียครับ ไม่ใช่ว่าร่างกายอ่อนแอ ไม่ใช่ว่าโรครุนแรง แต่คุณต้องใช้พลังงานมหาศาลในการรักษาสภาพร่างกายให้เป็นปกติ แถมยังอ่อนเพลียจากการพักผ่อนไม่พอ ผู้ป่วยส่วนมากจึงนอนทั้งวัน ไม่ต้องกินก็ได้
ในเช้าวันนี้ สิ่งที่เพิ่มขึ้นมาคือ ผมเจ็บหน้าอกด้านขวา เจ็บแปลบตรงชายโครงเวลาหายใจเข้าลึก ๆ และเวลาไอรุนแรง เอามือกดซี่โครงก็รู้สึกตึง ๆ ผมมั่นใจว่าสิ่งที่เกิดคือ pleuritic pain อาการเจ็บอันเกิดจากปอดอักเสบติดเชื้อนั้น ขยายอาณาเขตไปรุกล้ำเยื่อหุ้มปอด (pleura = เยื่อหุ้มปอด)
แล้วสเต็ตโตสโคปก็เข้ามาอยู่ในมือ การฟังปอดตัวเองคือการเข้าข้างตัวเองอย่างไม่น่าอภัย คุณจะ 'ได้ยิน' เสียงที่คุณ 'คาดหวัง' เสมอ เรียกว่าหลอนระดับหนึ่ง แต่ผมก็ฟัง และได้ยินเสียงที่ไม่อยากได้ยิน ใช่แล้ว ผมได้ยินเสียงกรอบแกรบ ที่ภาษาทางการแพทย์เรียกว่า crepitation ตรงจุดที่เจ็บหน้าอกนั่นแหละ
ปกติปอดและหลอดลมของเรา เสียงลมจะโล่ง ๆ เหมือนยืนอยู่ในท่อลมขนาดยักษ์ แต่เมื่อมีปอดอักเสบติดเชื้อ บรรดาสารคัดหลั่ง สารอักเสบ ซากศพทหารและเชื้อโรค จะท่วมท้นหลอดลมถุงลม เรียกการแปรสภาพนี้ว่า hepatization ปอดแปลงร่างกลายเป็นตับ มันจะมีความทึบ เสียงลมจะเบาลง ลมต้องแทรกสารน้ำเป็นฟองนัำดังปุ๋ง ๆ ซึ่งคือเสียง crepitation นี้เอง ถ้าเคาะปอดก็จะทึบเหมือนตับ
ครับ..ตอนนี้ปอดขวาล่างของผมได้กลายสภาพเป็นตับไปเรียบร้อย
ในใจคิดว่าน่าจะครบถ้วนการวินิจฉัยแล้ว ในที่สุดเราก็ไม่รอด ถึงวัยของปอดอักเสบติดเชื้อ โรคที่ถือว่าเป็นเพื่อนของวัยชรา และคิดว่าจะกินยารักษาตัวแบบผู้ป่วยนอก ผมเป็นคนไม่ชอบนอนที่อื่น ถ้ารักษาอยู่บ้านได้คือพรอันวิเศษ และจะวิเศษมากหากใช้ยากินได้ คุณน่าจะรู้ดี อาการกลัวเข็มฉีดยา ไม่ชอบโดนจิ้ม มันจะสั่งสมองเราเสมอว่า มียากินไหม
ผมพยายามฝืนให้ตัวเองดูเป็นปกติ เพื่อเดินอย่างสง่าผ่าเผยไปยังห้องตรวจรังสี ซึ่งมันก็ไม่น่าจะปกติ เพราะไอตลอดเวลา เดินก็เหนื่อย อยากเห็นภาพเอ็กซเรย์ปอดตัวเอง ว่าเมื่อตัวเองปอดติดเชื้อจะเป็นอย่างไร ในทางปฏิบัติหากคุณหมออยู่ในสถานที่ทำเอ็กซเรย์ไม่ได้ อาจให้การรักษาแล้วติดตามผล จะทำเอ็กซเรย์หากอาการไม่ดีขึ้นหรือสงสัยโรคอื่นด้วย อาการไม่ดีขึ้นอาจหมายถึงน้ำขังในเยื่อหุ้มปอด ที่ต้องเจาะระบาย
แล้วภาพก็มาปรากฏบนจอคอมพิวเตอร์ ปอดขวาล่างของผมมีเงาสีขาว ๆ เป็นริ้ว ๆ ชิดขอบเยื่อหุ้มปอด ไม่มีน้ำขัง ไม่มีจุดผิดปกติอย่างอื่น เป็นการยืนยันที่ชัดเจน ครบเกณฑ์ประวัติ ตรวจร่างกาย เอ็กซเรย์ปอด สรุปได้เลยว่าผมเป็นโรคปอดอักเสบติดเชื้อจากชุมชน (community acquired pneumonia) ที่เป็นโรคติดเชื้อแต่ไม่ใช่ โรคติดต่อ เพราะเป็นการติดเชื้อจากเชื้อในปอดของเราเอง
อดีตกาลเราเชื่อว่าเชื้อแบคทีเรียค่อย ๆ เลื้อยลงมาจากลำคอมาที่ปอดตามหลอดลมที่กระจายตามปอดกลีบต่าง ๆ เป็นสาเหตุการติดเชื้อ
แต่ปัจจุบันเราค้นพบแล้วว่าปอดของเรามีแบคทีเรียเจ้าถิ่นอยู่แล้ว (lung microbiota) เมื่อมีการติดเชื้อไวรัส จะทำให้แบคทีเรียประจำถิ่นเกิดไปอยู่ต่างถิ่น กระจายเข้าส่วนที่ไม่ควรจะอยู่อาศัยและก่อโรค บรรดาเซลล์ภูมิคุ้มกันที่เคยอนุญาตให้ถือสิทธิอยู่อาศัยก็จะทวงสิทธิ์ เข้าโจมตีทำให้เกิดปอดอักเสบนี่แหละครับ
และไวรัสตัวการตัวหลักที่ทำให้เกิดปอดติดเชื้อ ก็คือ ไวรัสไข้หวัดใหญ่ การฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่จึงสามารถลดปอดอักเสบโดยรวมได้ด้วยนั่นเอง
ยังไม่พอ เนื่องจากเป็นการป่วยโรคปอดอักเสบติดเชื้อครั้งแรกในชีวิต ถึงจะเคยรักษาโรคนี้มาเป็นร้อย จึงถือโอกาสนี้ทำเสมือนว่าผมเป็นผู้ป่วยที่ผมสั่งการรักษาเองและนี่คือสาเหตุของกล่องพลาสติกใส่เหรียญขนาดเล็กในมือ ที่ตอนนี้กลายสภาพเป็นกล่องเก็บเสมหะสีเขียวอื๋อเก็บมาได้เมื่อเช้านี้
การเก็บเสมหะไม่ได้ยุ่งยากมากนัก เรียกว่าเลือกได้เลยจะดีกว่า เพราะเยอะมากจริง ๆ ผมใช้อุปกรณ์ใกล้ตัวเก็บมาตรวจ รู้มาพอสมควรว่าใช้ปริมาณไม่มาก แต่นี่เก็บมาเกือบเต็ม ห่อกล่องด้วยกระดาษทิชชู่ ใส่ถุงซิบล็อกมา ไม่ได้กลัวว่ามันจะหนีไปจนหาตัวไม่เจอ แต่กลัวว่าจะมีเชื้ออื่นตกลงไป แล้วไปเจอเชื้ออื่นพาลคิดว่าเป็นเชื้อก่อโรคต่างหาก
ผมทำแค่ย้อมเชื้อดูชนิดเท่านั้น ไม่ได้ส่งเพาะเชื้อตามขั้นตอนมาตรฐาน เพราะคิดว่าโอกาสเชื้อดื้อยาไม่มาก อันเป็นความประมาทนะครับ ควรส่งเพาะเชื้อทุกครั้งหากไม่ติดขัดปัญหาใด เพราะสามารถนำมาใช้ปรับยาให้ไวต่อเชื้อ หรือใครจะรู้คุณอาจเป็นผู้โชคร้าย ติดเชื้อดื้อยาตั้งแต่ต้น หรือโชคร้ายกว่านั้น ไปเจอเชื้อก่อโรคอื่นที่ซับซ้อนกว่าแบคทีเรีย
ผมปรับกล้องจุลทรรศน์อย่างตื่นเต้น มันก็น่าตื่นเต้นพอสมควร เมื่อเป็นผู้ป่วยเอง นำส่งสิ่งส่งตรวจเอง และกำลังจะดูหน้าศัตรูหมายเลขหนึ่งในเวลานี้ด้วยตัวเอง พร้อมกับคิดว่าหากเรารู้จักกันแล้ว ผมจะโค่นคุณลงได้ไหม หลังจากที่คุณโจมตีเล่นงานผมอย่างหนักมา 60 ชั่วโมงแล้ว
ส่องไปประมาณสามวงรอบพื้นที่ตรวจ ผมเจอเม็ดเลือดขาวของตัวเองกำลังเผชิญหน้ากับกลุ่มแบคทีเรียที่ประเมินแล้วว่านี่คือผู้ก่อการร้าย ซึ่งเขาก็คือ...
(โปรดติดตามตอนต่อไป)

10 ตุลาคม 2567

บันทึกประสบการณ์ : เมื่อข้าพเจ้าเป็นนิวมอเนีย ... บทที่ 2

 บันทึกประสบการณ์ : เมื่อข้าพเจ้าเป็นนิวมอเนีย ... บทที่ 2

ย้อนอ่านบทที่ 1 ได้ที่นี่
กลางดึกคืนนั้น หนึ่งวันก่อนการวินิจฉัย
ผมรู้สึกตัวกลางดึก ไม่ใช่ว่ามีอะไรมาสะกิดหรอกครับ แต่รู้สึกแน่นจมูกและมีน้ำมูกไหล จนหายใจติดขัดและรู้สึกเปียกชื้นที่ริมฝีปาก เมื่อตื่นขึ้นมาก็เจ็บคอมาก ถึงตอนนี้ผมเริ่มมั่นใจแล้วว่า ตัวเองน่าจะเป็นโรคติดเชื้อ เรียกว่าปฏิกิริยาของการอักเสบมากขึ้นไปเรื่อย ๆ
ผมรู้สึกไปเองว่าตัวอุ่น คราวนี้ไปวัดไข้ครับ 37.8 องศาเซลเซียส คราวนี้ยอมรับตัวเองแล้ว ไข้ เจ็บคอ น้ำมูก ปวดเมื่อยครั่นเนื้อครั่นตัว อาการเฉียบพลันในสองวัน ผมน่าจะติดเชื้อเข้าแล้ว
อ้าปากดูคอตัวเอง ส่องไฟฉาย พบว่าในปากและหลังคอบวมแดงเพียงเล็กน้อย ไม่มีจุดหนอง พยายามคลำต่อมน้ำเหลืองที่ลำคอตัวเอง ต้องบอกว่าเพื่อน ๆ หมออย่าทำเลย จะเข้าข้างตัวเองว่าต่อมไม่โต แต่ผมก็คลำไม่พบ
ใช่แล้วผมกำลังหาหลักฐานตัวเองมาดูว่า ที่เราป่วย เป็นการติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียทางเดินหายใจส่วนบนกันแน่ จะได้พิจารณาให้ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ตามเกณฑ์การวินิจฉัยติดเชื้อแบคทีเรียในลำคอแบบง่ายที่เรียกว่า Modified CENTOR criteria แต่ปรากฏว่าน่าจะเอียงไปทางเชื้อไวรัส
คืนนั้นผมล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ กินยาเม็ดพาราเซตามอลขนาด 500 มิลลิกรัม หนึ่งเม็ด (ผมจะใช้ยาพาราเซตามอลขนาดต่ำก่อน ถ้าไม่ได้ผลจึงปรับตามน้ำหนักตัว) ปรับเอาหมอนมากองรวมกันที่หัวนอน แล้วนอนยกหัวเอียงสูงระดับ 40-45 องศาเลย เวลานอนหัวสูงมันหายใจโล่งขึ้น น่าจะเกิดจากสารคัดหลั่งไหลลงตามแรงโน้มถ่วงโลก และผ่านพ้นคืนนั้นไปได้อย่างกระสับกระส่ายและง่วงซึม
หนึ่งวันก่อนการวินิจฉัย : สงครามเริ่มกำเนิด
นับเวลามาประมาณชั่วโมงที่ 48 หลังจากเริ่มผิดปกติ ตื่นเช้ามาก็ตรวจสอบอาการตัวเองก่อน วัดอุณหภูมิกายได้ 37.6 องศาเซลเซียส ยังมีอาการเจ็บคอ หายใจขัด คัดจมูก และที่เริ่มมากขึ้นคือ เสมหะ .. สารคัดหลั่งที่เหนียวข้น สีเหลือง ออกมามากทีเดียว เรียกว่าไอแต่ละครั้ง เสมหะก็ออกมาโดยไม่ต้องออกแรงขาก ไม่ต้องสั่งน้ำมูก
ผมเริ่มมั่นใจว่าเราป่วยเป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจแน่นอน การที่ไอมีเสมหะมาก โรคอาจจะเกิดที่ไซนัส โรคอาจจะเกิดที่ระบบทางเดินหายใจส่วนล่างก็ได้ และสีเสมหะก็ไม่ได้เป็นตัวบ่งชี้ว่าจะติดเชื้ออะไร
เราควรตรวจแล้วล่ะ
หากใครไม่มีทรัพยากรและความเข้าใจ ผมแนะนำให้ไปตรวจที่สถานพยาบาลนะครับ แต่เนื่องจากผมเปิดคลินิกส่วนตัว อุปกรณ์เหล่านี้จึงพร้อมใช้เสมอ ผมตัดสินใจที่จะตรวจไข้หวัดใหญ่และโควิด-19 โดยวิธีการตรวจ nasal swab เพราะมีอาการมาไม่เกิน 48 ชั่วโมง หากป่วยจริงน่าจะยังมีประโยชน์จากการรักษาด้วยยาต้านไวรัส เพราะเราก็มีอาการพอควร อายุอานามก็ไม่น้อย
ระยะเวลาภายใน 48 ชั่วโมงและมีอาการแบบนี้ การตรวจ nasal swab พอเชื่อถือได้ คงไม่ต้องถึงขั้นตรวจนับสารพันธุกรรม ทุกคนคงเคยตรวจด้วยตัวเอง เป็นการตรวจที่เสียวไส้มากเลย แหย่-แยง-ทะลวง-ควง-หมุน เล่นเอาน้ำหูน้ำตาทะลัก เช่นเคย เมื่อหยอดตัวอย่างลงหลุมทดสอบ ผมก็ไปชงกาแฟดื่มรอ นึกในใจขอให้ไม่เป็น เพราะไม่อยากเก็บตัว อยากออกไปลั้นลาตามประสาชายชราหน้าหนุ่ม
ผลการตรวจออกมาว่าไม่พบเชื้อ คราวนี้ผยองมากเลย น่าจะเป็นไวรัสตัวใดตัวหนึ่ง ที่ไม่มียาเฉพาะเจาะจงต้องรักษา และแน่นอนว่าแค่ประคับประคองอาการมันก็หายเองได้
ผมขโมยน้ำเกลือล้างจมูกจากคลินิกไปหนึ่งขวด แล้วขับรถไปตลาด …ใช่แล้วตลาด ผู้ป่วยไปตลาด
ขิงแก่หนึ่งถุง น้ำตาลทรายแดงหนึ่งถุง มะนาวห้าลูก ชาจีนอีกหนึ่งกล่อง นี่คือโอสถวิเศษของผมเพื่อทำน้ำขิงต้ม ชาน้ำขิง จิบเพื่อชุ่มคอ ขับเสมหะ เป็นสูตรสมุนไพรที่ใช้ประจำ ทำแบบใจเย็นมาก ไม่ค่อยกังวลแล้วเพราะคิดว่าคงเป็นไวรัสหวัดที่หายเอง จนหลงลืม…อาการไอที่มีเสมหะปริมาณมากไปเสียสนิท
ในทางการแพทย์หากเราไม่รวบรวมปัญหาสำคัญ (probelm list) ให้ครบถ้วน เราอาจวินิจฉัยผิดพลาดได้
แต่ผมก็ยังไม่ได้ต้มน้ำขิง กลับมาถึงบ้านก็หลับไปด้วยความอ่อนเพลีย การที่ไอและคัดจมูกตลอดคืน ทำให้นอนไม่สนิท ส่งผลทำให้ง่วง เหนื่อย และมานึกย้อนหลัง สิ่งที่เกิดน่าจะเป็นเพราะเริ่มเหนื่อย ทำให้ทำกิจวัตรเดิม เท่าเดิม แต่ต้องออกแรงมากขึ้นจนอ่อนเพลีย แต่ก็ไม่ได้มานั่งนับว่าตัวเองหายใจกี่ครั้งต่อนาที หายใจเร็วไหม แรงไหม ใช้กล้ามเนื้อคอช่วยหายใจไหม แต่เอ ถ้าขนาดนั้นก็น่าจะเหนื่อยรุนแรง (dyspnea) เราน่าจะเหนื่อยจริงแต่ไม่รุนแรง
อาการเหนื่อยมาชัดมากขึ้นในช่วงบ่ายที่กำลังต้มขิง รู้สึกว่าทำงานเท่าเดิมแต่ทำไมเหนื่อยขึ้น บวกกับเสมหะก็ยังออกมาไม่หยุด วินาทีนี้เริ่มคิดรวบรวม ไข้สองวัน อ่อนเพลีย เหนื่อยมากขึ้น ไอมีเสมหะมาก อาการเหมือนปอดอักเสบติดเชื้อ (pneumonia)
ปอดอักเสบติดเชื้อจากชุมชน (community acquired pneumonia) นับเป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่างในผู้ใหญ่ที่พบมากสุด ผมเองรักษาโรคนี้มานับไม่ถ้วน ท่องเกณฑ์ต่าง ๆ และวิธีการรักษาจนอยู่ในระบบอัตโนมัติของกล้ามเนื้อและไขสันหลังแล้ว คิดอยู่เสมอว่าเป็นโรคของผู้สูงวัย เราคงไม่เป็นโรคนี้หรือเราสูงวัยไปแล้วนะ
คืนนั้นผ่านไปไม่ราบรื่น เพราะไอ ตื่นบ่อย ซึ่งผมก็ยังทำตัวแย่ โดยการเล่น the legend of zelda : echoes of wisdom จนดึกดื่น
วันวินิจฉัย : The Judgement Day
(โปรดติดตามตอนต่อไป)

บันทึกประสบการณ์ : เมื่อข้าพเจ้าเป็นนิวมอเนีย ... บทที่ 1

 บันทึกประสบการณ์ : เมื่อข้าพเจ้าเป็นนิวมอเนีย ... บทที่ 1

พวกเราทุกคนล้วนแต่เคยเจ็บไข้ได้ป่วยกันทั้งสิ้น แต่ละคนย่อมมีประสบการณ์ที่ต่างกัน สำหรับตัวผมเองและบุคลากรทางการแพทย์หลายท่าน คงจะมีประสบการณ์มีส่วนร่วมในกรณีเป็นบุคคลที่สองเสียเป็นส่วนมาก พวกคุณก็เคยฟังผมเล่าประสบการณ์การเป็นบุคคลที่สองมามากมาย วันนี้จะมาเล่าให้ฟังในฐานะบุคคลที่หนึ่ง : ผู้ป่วยโรคนิวมอเนีย
สามวันก่อนการวินิจฉัย : คลุมเครือ-สับสน-ย่ามใจ
อาการเจ็บป่วย โดยเฉพาะโรคติดเชื้อเฉียบพลันนั้น มันต้องมีระยะเวลาการฟักตัว การบ่มเพาะปริมาณเชื้อ สั่งสมปฏิกิริยาระหว่างระบบป้องกันภัยของร่างกายและสรรพอาวุธของเชื้อโรค ผมเชื่อว่าทุกคนจะ 'รู้' ว่าตัวเองเริ่มผิดปกติแต่ว่าจะยอมรับมันได้หรือช่างสังเกตเพียงใด
ความรู้สึกไม่สบายตัวคือสิ่งแรกที่รู้สึกได้ ปกติผมจะเดินขึ้นบันได ไม่ขึ้นลิฟต์ ทำให้พอรู้สึกได้ว่าทำไมวันนี้ร่างกายมันเมื่อยล้า (malaise) โดยที่เดินเท่าเดิม ท่าเดิม และก็ไม่ได้ออกกำลังกายหนัก มันก็เดินได้เพียงแต่ไม่สบายเท่าเดิม ไม่เหนื่อย แต่ด้วยความที่ต้องเพ่งพินิจกับงานตรงหน้า ความเมื่อยล้าจึงไม่ได้อยู่ในอารมณ์เท่าไร
กิจวัตรประจำวันทำได้ตามเดิมยกเว้นแค่เมื่อยล้าและเริ่มปวดเมื่อยตามตัว (myalgia) ในใจยังคงคิดว่าน่าจะเพราะออกกำลังกายกล้ามเนื้อแกนกลางเมื่อวานนี้ ส่งผลปวดเมื่อย จึงไม่ได้ติดใจสงสัย และอาการต่อไปก็ตามมา คือ นอนไม่สบาย
โดยปกติผมจะเป็นคนที่อ่านหนังสือจนง่วงและหลับเป็นตาย แต่คืนนี้รู้สึกตัวเองเลยว่าตื่นบ่อย นอนไม่สบาย ต้องพลิกตัวหลายท่า จนตื่นมาก็งัวเงียไม่สดชื่น อ่อนล้า เหมือนไม่ได้นอนตลอดคืน
สองวันก่อนการวินิจฉัย : สงสัย-ประมาท-เข้าข้างตัวเอง
ตื่นมาด้วยอาการงัวเงีย อาการปวดเมื่อยอ่อนล้าไม่ได้ถูกบรรเทาไปเลยหลังจากนอนหลับ พร้อมกับอาการที่เพิ่มขึ้นมาคือ รู้สึกเจ็บคอเวลากลืนน้ำลาย ผมคิดว่าถึงจุดนี้คุณไม่ต้องเป็นหมอพยาบาล คุณก็น่าจะเริ่มสงสัยตัวเองแล้วล่ะ ว่าไม่ปรกติ ผมเองก็เริ่มจับอาการได้ ระบบประมวลผลข้อมูลในสมองทำงานทันทีในขณะกดกาแฟและต้มไข่
มีความเป็นไปได้จากสภาพอากาศ เพราะฝนตกต่อเนื่องมาสามวันก่อนจะเปลี่ยนเป็นอากาศแห้งแบบฉับพลัน เราอาจจะมีปฏิกิริยาสนองตอบการเปลี่ยนแปลงนี้ก็ได้ หรือเกิดจากนอนอ้าปาก หรืออาจเกิดจากติดเชื้อไวรัส แน่นอนผมเป็นคนที่มีความเสี่ยงเต็มขั้น โอกาสรับเชื้อมีทุกนาที ทำไมคิดถึงไวรัสน่ะหรือ ก็มันพบบ่อย อยู่ในช่วงระบาดและติดต่อง่าย
ผมแตะตัวเอง หน้าผาก คอ เพื่อตรวจสอบว่ามีไข้ไหม ช่างเป็นวิธีการที่น่าเขกกะโหลกมากนะครับ ไม่มีความแม่นยำใด ๆ ทั้ง ๆ ที่ตัวเองก็รู้ว่าไม่แม่นและที่สำคัญผมมีเทอโมมิเตอร์วัดไข้ติดตัว !!! เหมือนนิยาย แต่ผมพกเทอโมมิเตอร์จริง ๆ นะครับ อยู่ในกระเป๋าปากกา นอกจากน่าเขกกะโหลกแล้วยังน่าถูกตบกบาลอีกด้วย เพราะไม่ยอมไปใช้อุปกรณ์ที่มีมาวัดไข้ ผมตีขลุมเอาเองว่าไม่มีไข้ แล้วดื่มกาแฟ ขนมปังปิ้งหนึ่งแผ่นทาโยเกิร์ต และไข่ต้มสองฟอง ไปทำงานอย่างปรกติ
แม้จะคิดว่าเกิดจากสภาพอากาศ ขอวินิจฉัยแยกโรคสักหน่อย โดยการสังเกตอาการ และไม่ลืมสวมหน้ากากอนามัยเพื่อลดการแพร่กระจายเชื้อ
ถามว่าอาการปวดเมื่อย อาการไม่สบายตัวลดลงไหม ตอบเลยว่าไม่ แต่ก็ไม่ได้รุนแรง ยังกินอาหารดื่มน้ำพูดคุยได้ปกติ จับตัวตลอดทั้งวันก็ไม่มีไข้ แถมอาการกลืนเจ็บเมื่อเช้าก็ลดลงอีกด้วย มันก็น่าจะไปทางปฏิกิริยาภูมิแพ้ใช่ไหมล่ะ
นี่คือความโน้มเอียงของผมครับ เพราะคิดว่าตัวเองแข็งแรงไง ไม่เป็นอะไรหรอก พอดีกับอากาศเปลี่ยน คิดว่าน่าจะเป็นแค่สภาพอากาศเย็นลงและชื้น หรือมากสุดก็แค่เป็นหวัด เดี๋ยวก็หาย เมื่อโน้มเอียงก็นำสู่ความประมาท
เสาร์อาทิตย์ได้พักคงจะดีขึ้น ผมคิดในใจ เสาร์อาทิตย์นี้จะไม่ทำอะไร นอนพักอ่านหนังสืออย่างเดียว และคืนนั้นก็เข้านอนทั้งที่ยังเมื่อยล้า ไม่สบายตัวและเจ็บคอ ไม่ว่าจะกลืนหรือไม่กลืนก็ตาม
กลางดึกคืนนั้น หนึ่งวันก่อนการวินิจฉัย
(โปรดติดตามตอนต่อไป)
See insights and ads
Boost
All reactions:
424

03 ตุลาคม 2567

เมนูเจ

 เมนูเจ

ช่วงนี้เทศกาลกินเจครับ ไปลองสำรวจอาหารและตลาดมา พบว่า อาหารเจจะมีรายการผัดทอดเยอะพอควร กินได้นะครับ แนะนำลดปริมาณลง จะได้ไม่เพิ่มแคลอรี่มากไป
กินโปรตีนเกษตร ธัญพืช ด้วย จะได้ไม่ขาดโปรตีน เมนูคล้ายอาหารจริงเลยทีเดียว
ดื่มน้ำเต้าหู้ แทนนมวัวได้ อย่าใส่น้ำตาลมาก เอาแค่พอมีรสชาติ เดี๋ยวน้ำหนักเพิ่ม
เนื่องจากอาหารเจส่วนมากมีน้ำมัน ผัก และอาจย่อยยาก อืดท้อง กินแค่พออิ่ม และหลังจากกิน แนะนำอย่าเพิ่งนอนทันที กินเร็วขึ้นอย่าดึกมาก
ขอให้มีความสุขและอร่อยกับการกินเจนะครับ

02 ตุลาคม 2567

ข้อเตือน ข้อระวัง การใช้ยาเบาหวานกลุ่ม SGLT2i

 ข้อเตือน ข้อระวัง การใช้ยาเบาหวานกลุ่ม SGLT2i

ยากลุ่มนี้ลดน้ำตาลได้ดี ลดโรคหัวใจ ลดอัมพาต ป้องกันโรคไตเสื่อมจากเบาหวาน ปัจจุบันนับเป็นยาเบาหวานตัวเลือกแรก ๆ แต่ว่ามีข้อควรระวังหลายข้อ หนึ่งในนั้นคือสิ่งที่จะมาบอกวันนี้
คือ การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ
เจอบ่อยมาก และทำให้คนไข้กลัวจนไม่อยากใช้ยา
พบทั้งในการศึกษาและชีวิตจริง พบทั้งเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา บางรายรุนแรงลุกลามติดเชื้อทั่วเชิงกราน
อาจมีอาการปัสสาวะแสบขัด อาจมีตุ่มมีแผลบ่อยขึ้น อาจมีเชื้อราขาหนีบ ด้วยเหตุที่ผู้ป่วยเบาหวานฉี่บ่อย โอกาสติดเชื้อจึงมากขึ้น แถมหลายคนน้ำหนักมาก และทำความสะอาดไม่ทั่วถึง จะยิ่งติดเชื้อ
ดังนั้น
ต้อง !!! ทำความสะอาดอวัยวะเพศ ท่อปัสสาวะทุกครั้งหลังขับถ่ายปัสสาวะ ถ้าล้างได้จะดีมาก โดยเฉพาะเวลากลางคืน
เมื่อเริ่มมีอาการ ต้อง !! รีบไปตรวจรักษาและนำยาเบาหวานไปด้วย
สามารถใช้ยาต่อได้ ถ้ารักษาติดเชื้อดีแล้วและเน้นย้ำการรักษาความสะอาดให้ดี จะได้ประโยชน์จากยาและโทษลดลงครับ

บทความที่ได้รับความนิยม