23 สิงหาคม 2564

ติดโควิด

 ติดโควิด

"เสือ พี่ติดโควิด พี่จะแย่ไหม" เสียงจากปลายสายโทรมาปรึกษา ไม่ต้องตกใจ ผมไม่ได้ชื่อเสือ เป็นสมญาสมัยวัยรุ่น 'เสือทางวิบาก สากทางเรียบ' ตอนที่ยังโลดแล่นอยู่ในสนามแข่งโมโตครอสวิบาก ลีลาใช้ได้ดุดัน ราวกับเสือผงาด แต่พอแข่งทางเรียบ ก็ทื่อเป็นสากกะเบือ พี่คนนี้สอนวิชาแข่งรถให้ผม ตอนนี้แกก็อายุมากแล้ว

พร้อมส่งภาพผลการตรวจ RT-PCR ว่าผลเป็นบวกแบบนี้นะ และแกก็รับวัคซีนแอสตร้าซีเนก้าครบสองเข็มแล้ว เป็นกลุ่มคนแรก ๆ เพราะแกมีโรคประจำตัวเป็นโรคอ้วนและความดันโลหิตสูง ตอนนี้แกอยู่บ้านเฉย ๆ รับซ่อมมอเตอร์ไซค์ก๊อกๆแก๊กๆ ไปตามเรื่อง แต่หลานชายแกติดโควิดและอยู่บ้านเดียวกัน แกรออยู่สามวัน มีอาการน้ำมูก ไอ เลยไปตรวจ ผลก็ออกมาอย่างที่เห็น

-​ถึงรับวัคซีนครบก็ 'ติด' ได้ครับ วัคซีนแอสตร้าซีเนก้าก็ถือเป็นวัคซีนประสิทธิภาพสูงตัวหนึ่ง คนที่ฉีดวัคซีนครบแล้ว จะมีโอกาสป่วยลดลง ป่วยแล้วก็ไม่หนัก แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ติดนะครับ การป้องกันการติดต่อด้วยวัคซีนเป็นเพียงมาตรการหนึ่งสำหรับการป้องกันการติดเชื้อเท่านั้น มาตรการส่วนบุคคลไม่ว่าล้างมือ เว้นระยะห่าง สวมหน้ากาก ยังมีความสำคัญเช่นกัน

- แกถามว่า แกจะตายไหม ผมก็บอกว่า โอกาสก็น้อยกว่าคนที่ไม่ได้รับวัคซีน อันนี้เป็นความจริงที่พิสูจน์ชัดเจน เรื่องของการลดป่วยลดตาย ไม่ว่าจะจากการศึกษา (vaccine efficacy) หรือจากชีวิตจริงที่เก็บข้อมูล (vaccine effectiveness) แต่มันก็มีปัจจัยอื่นอีก เรื่องการเข้าระบบรักษาและติดตามตั้งแต่แรก ได้รับการรักษาเร็ว ผมขอเฉลยก่อนว่าตอนนี้แกอาการดีแล้ว เพราะเข้ารับการรักษาตั้งแต่แรก และเนื่องจากเสี่ยงสูง ก็ได้รับเข้ารักษาในโรงพยาบาลและได้รับยาต้านไวรัส

- อีกข้อที่อดีตจะมาไล่ล่าเราคือ โรคร่วมโรคประจำตัวเดิม อันจะกำเริบในช่วงป่วย หรือทำให้การรักษาไม่ราบรื่น ผมยกตัวอย่างกรณีอื่นเช่น เบาหวาน หากต้องได้รับยาสเตียรอยด์ เด็กซ่าเมธาโซน จะทำให้ระดับน้ำตาลสูงมาก ถ้าเราควบคุมได้ไม่ดี เวลาป่วยจะยุ่งยาก แต่รุ่นพี่ผมคนนี้แกเคร่งครัดการรักษา กินยาและติดตามการรักษาความดันตลอด น้ำหนักตัวลดลงมากจากดัชนีมวลกาย 33 ตอนนี้เหลือ 25 เมื่อควบคุมโรคประจำตัวดี โอกาสตายจากโควิดก็ลดลง

- แกถามอีกว่า แบบนี้แปลว่าวัคซีนแอสตร้าที่แกฉีดมันใช้ไม่ได้ใช่ไหม ต้องจองโมเดอน่าไหม ผมก็ตอบว่ามันไม่เกี่ยวกันสักเท่าไร จริง ๆ ต้องถือว่าวัคซีนใช้ได้ดีด้วยซ้ำ เพราะตั้งแต่แกติดเชื้อ ปาวย เข้าโรคพยาบาล จนตอนนี้ย้ายออกมา แกก็มีแต่ปวดหัว ปวดเมื่อย น้ำมูก ไม่มีไข้เลย ไม่หอบด้วย แม้แต่ในการศึกษาที่ควบคุมเคร่งครัด ผู้ที่รับวัคซีนครบสองเข็มก็ติดเชื้อได้ทั้ง ๆ ที่ระดับภูมิคุ้มกันขึ้นสูงดี

- แล้วจะต้องฉีดตัวใหม่ไหม ผมตอบแกไปว่า ก็แล้วแต่พี่ ตอนนี้ไม่รู้เหมือนกัน ถ้าจะฉีดก็รอให้ภูมิเก่ามันลดลงก่อน ของใหม่จะได้ดูคุ้มค่า ถ้าเราไปฉีดใกล้กันเกินไป ภูมิเก่ายังสูง ฉีดใหม่ก็เปลือง แถมจะเกิดผลข้างเคียงไหม และจะปกป้องได้ดีกว่าเดิมไหม อันนี้ไม่รู้ได้

- แล้วถ้าครบกำหนดรักษาและกลับบ้านแล้ว ทำอย่างไรถึงไม่ติดอีก .. อันนี้ผมบอกแกไปเลยว่า "พี่ก็ทำตามมาตรการเดิมที่สาธารณสุขเขาแนะนำนี่แหละครับ แต่จะติดอีกไหม อันนี้ก็แล้วแต่โชค" เพราะเราป้องกันเต็มที่ วัคซีนก็ฉีด ป่วยจนหาย ถ้ามันจะติดขึ้นมาอีก เทวดาก็ช่วยไม่ได้ครับ ได้แต่บอกว่าถ้าเสี่ยงติดหรือมีอาการก็ตรวจให้เร็ว รักษาเร็วก็แล้วกัน

คิดว่าสิ่งนี้อาจจะเกิดได้กับคนไทยทุกคนครับ เรามีโอกาสติด โอกาสหาย โอกาสป่วย พอ ๆ กัน แต่โอกาสป่วยหนักหรือโอกาสตาย เราสามารถลดโอกาสนั้นได้ล่วงหน้าครับ

ตอนนี้ … ติดแล้วอย่าป่วย

ต่อไป ….ป่วยแล้วอย่าหนัก

อนาคต … ใช้ชีวิตแล้วอย่าติด

สัปดาห์หน้า...ชนะเชลซีแล้วก็อย่ายิงเยอะ ไว้หน้าเขาบ้าง

ไม่มีคำอธิบายรูปภาพ

22 สิงหาคม 2564

ICU survival guidebook

 ICU survival guidebook

ในช่วงที่ร้านหนังสือปิดทำการ ลุงหมอก็มิได้ละเลยการฟื้นความรู้วิชาการครับ เรามาหนังสือมาแนะนำกันอีกแล้วกับ "ICU Survival Guidebook
หนังสือคู่มือที่แท้จริงครับ เริ่มด้วยขนาดกะทัดรัด พกพาง่าย คือ มีขนาด A5 หนาเพียง 226 หน้าเท่านั้น ต่อมาคือแบ่งเนื้อหาเป็นสี่ตอน หลักการทั่วไป ภาวะวิกฤต หัตถการและยา ลงท้ายด้วยค่าปรกติต่าง ๆ เวลาเราราวน์วอร์ด เราก็ต้องการแค่นี้แหละครับ รายละเอียดเชิงลึกไปหาอ่านต่อไป
ความเป็นคู่มือ ต้องแยกสารบัญแต่ละเรื่องใช้ชัดเจน แต่ละเรื่องสั้นและจบในตอน เล่มนี้ก็ทำได้เช่นนั้นครับ เช่น tension pneumothorax แยกออกมาหนึ่งเรื่องไม่รวมในหัวข้อ pneumothorax และแต่ละตอนสามหน้าห้าหน้าจบ ความเป็นคู่มือต้องมีดัชนี เล่มนี้ก็ชัดเจน
ความเป็นคู่มือ ไม่ต้องมีเนื้อหามาก เรื่องอะไร รู้ได้อย่างไร วินิจฉัยแยกโรคอะไร ส่งตรวจอะไร แปลผลอย่างไร รักษาเบื้องต้นให้รอดทำอย่างไร ไม่ต้องหลักการ บอกเลย ยาอะไร โด๊สเท่าไร ผสมในสารละลายใด
เล่มนี้ให้มาครบ ไดอะแกรม ตาราง ที่สำคัญเป็นภาษาไทยโดยคณาจารย์สมาคมเวชบำบัดวิกฤต เอามาแต่หลักที่จะ "รอด" ในไอซียูด้วยทรัพยากรของไทยเราครับ
เหมาะมากกับคุณหมอที่ต้องขึ้นราวด์ไอซียู แพทย์ประจำบ้าน แพทย์ประจำบ้านต่อยอด พยาบาลไอซียู หรือซื้อมาติดไอซียูไว้เลย เวลาน้อง ๆ อินเทิร์นมาอยู่เวรก็เปิดดูได้เลยครับ ผมลองใช้เล่มนี้ราวน์วอร์ดมาสามวัน ก็พบว่ามีครบในทุกปัญหาไอซียูพื้นฐานที่สามารถเอาตัวรอดได้ดีครับ
เล่มนี้จัดทำโดยสมาคมเวชบำบัดวิกฤต พิมพ์ครั้งที่สองแล้วครับ ขอบอกว่าปกนี้งามมาก กระดาษอาร์ตมัน แต่เย็บกาวอาจต้องระวังหากเปิดกว้าง ๆ ครับ สนนราคาเล่มละ 300 ถ้วน ผมซื้อกับเพจ จับฉ่ายขายตำราแพทย์ครับ สั่งเร็วและส่งเร็วดีครับ
ไม่มีส่วนได้เสียอะไรกับสมาคมฯและทางเพจจับฉ่ายนะครับ หนังสือดีและคนขายดี ก็บอกต่อกันครับ
อาจเป็นรูปภาพของ ข้อความพูดว่า "OOนSUDS ICU SURVIVAL SURV GUIDEBOOK บรรณาธิการ สุกัศน์ รุ่งเรืองหิรัญญา เพชร วัชรสินธุ์ ภัทริน ภิรมย์พานิช ชายวุฒิ สววิบูลย์ ณับพลิกา กองพลพรหม"
57
แชร์ 28 ครั้ง
ถูกใจ
แสดงความคิดเห็น
แชร์

Mahasamud สมุดบันทึกสำหรับชาวหมึกซึม

 Mahasamud สมุดบันทึกสำหรับชาวหมึกซึม

หลายวันก่อนลงภาพบันทึกในสมุด moleskine สุดโปรด ก็มีแฟนเพจท่านหนึ่งถามว่า เขียนแล้วไม่ซึมด้านหลังหรือ คำตอบคือซึมนะครับ แต่ผมโอเคกับมัน ไม่ได้กังวล และก็นึกได้ว่าเราเคยเจอเรื่องราวของสมุดสำหรับหมึกซึมนี่นา ก็ต้องจัดใช่ไหมครับ

บอกก่อนว่ารีวิวนี้ ได้รับความอนุเคราะห์และทุนสนับสนุนจาก สำนักงานสลากกินแบ่งของรัฐบาลครับ ฮ่า ๆ ไม่งั้นก็ไม่ซื้อมารีวิวเหมือนกัน เพราะสมุดที่กองอยู่ที่บ้านก็อีกตั้งห้าหกเล่ม

สมุดนี้มาจากร้าน Mahasamud ชื่อเท่มาก มาหาสมุด เขาอธิบายว่ามันเป็นกระดาษชนิด 100 แกรม ความรู้ของผมคือ 100 แกรมมันหนากว่า 80 แกรมและแพงกว่า ไม่มีมากกว่านี้เลย แต่เขาเคลมว่า มันเหมาะกับปากกาหมึกซึม เพราะกระดาษออกแบบมาเพื่อกัน

- เส้นแตก ภาษาหมึกซึมเรียก feather คือเขียนแล้วมันกระจายออกด้านข้างเหมือนขนนก ใครมีกระดาษปรูฟ หรือกระดาษโรเนียว ลองเอาหมึกซึมเขียนดูครับ แบบนั้นเลย

- ซึมด้านหลัง ภาษาหมึกซึกเรียก bleeding ลองเอาหมึกซึมเขียนลงบนกระดาษทิชชูดูครับ
ในกรณีเราเขียนหมึกซึมลงบนสมุดที่ bleeding พอสมควรทั้งสองหน้า เราจะเกิดการอ่านไม่รู้เรื่องเพราะหมึกอีกด้าน มันมารบกวนการอ่านด้านนี้ เราเรียกว่า ghosting

กระดาษของ 'มาหาสมุด' นี้เขาเคลมแบบนั้น และกระดาษเป็นแบบจุด ใครชอบจดแบบบูลเล็ตเจอร์นัล (บูโจ) หรือออกแบบกรอบอักษร กราฟ อินโฟ จะสะดวกมาก ปกหนาหุ้มพลาสติกและเล่มเย็บกี่ แข็งแรง

ว่ากระนั้นเราก็สั่งมาลองครับ อยากบอกว่าทางร้านประณีตมาก ห่อกันกระแทกแบบเข้ารูปสมุด เนี้ยบดี เปิดมามีคั่นหน้าเป็นแถบริบบิ้นสองสายด้วยครับ ว่าแล้วก็ลองเขียนให้ดูครับ ผมใช้ลามีซาฟารี หมึกดำของลามี และหัวปากกานิบ F

เขียนดูก็ลื่นดีครับ ไม่มีเส้นแตก ไม่ซึมและไม่มีผีหลอก ก็ใช้ได้ครับ ใครเป็นแฟนหมึกซึมและอยากได้สมุดดี ๆ อันนี้ใข้ได้เลยครับ

ผมไม่มีส่วนอะไรกับทางร้านนะครับ อยากลองเพราะอยากลองเพราะเป็นมนุษย์ชอบลองเครื่องเขียน อุปกรณ ของหนังสือและเครื่องเขียน ชื่นชมในแนวคิดสร้างสรรค์ของคนที่ใส่ใจรายละเอียดแบบนี้ครับ

ลายแทง : https://mahasamud.bentoweb.com/…/prod…/723968/product-723968

อะมิลอยโดสิส amyloidosis CISPR-Cas9

 สวัสดีเช้าวันอาทิตย์ครับ ถึงเวลาไปชงกาแฟหอม ๆ กับครัวซองต์อุ่น ๆ แล้วนั่งอ่านเรื่องสนุก ยาว ๆ กันหน่อยครับ

คุณรู้จักโรคอะมิลอยโดสิสไหมครับ (amyloidosis) โรคนี้เราไม่ค่อยพบในคนไทย แต่พบบ้างในประเทศแถบตะวันตก โรคนี้เกิดจากการมีโปรตีนที่ผิดปกติในร่างกาย โปรตีนนี้สร้างออกมาไม่ดี ใช้ก็ไม่ได้ ทำลายก็ไม่ออก เลยกลายเป็นของสะสมไม่พึงประสงค์ของร่างกาย ไปสะสมตามอวัยวะต่าง ๆ ทำให้อวัยวะต่าง ๆ เกิดสูญเสียหน้าที่ไป

โปรตีนที่มาสะสมตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายนี้มีหลายชนิด แต่ละชนิดก็จะบ่งบอกที่มาว่าเกิดมาจากเซลล์ใด และบอกไปถึงการรักษาว่าควรทำอย่างไร แต่..เอ..เรารู้ได้ถึงขนาดว่าเห็นโปรตีนแล้วรู้เลยหรือว่าสร้างมาจากที่ใดแบบไหน ก็ต้องขอย้อนความกันสักนิด

การสร้างโปรตีนในร่างกายนั้น เซลล์จะเริ่มต้นการสร้างโดยส่งชุดคำสั่งที่เรียกว่า messenger RNA (mRNA) คำสั่งนี้ถูกบรรจุไว้ในสายพันธุกรรมดีเอ็นเอที่จะเป็นพิมพ์เขียวส่งคำสั่งออกมาเป็นร้อยเป็นพันรอบ รวมทั้งถ่ายทอดคำสั่งไปสู่ลูกหลานอีกด้วย และเมื่อ mRNA ออกมาจากศูนย์ควบคุมก็จะเริ่มกระบวนการสร้างสายโปรตีนตามคำสั่ง แต่โปรตีนที่สร้างมาได้นั้นเรายังเอาไปใช้ไม่ได้ เพราะต้องผ่านกระบวนการตัดแต่ง พับซ้อน โมดิฟาย ให้ตรงตามเป้าหมายคำสั่งเสียก่อน แล้วจึงส่งโปรตีนออกไปใช้ โปรตีนที่ออกไปใช้งานเช่น ฮอร์โมน อิมูโนโกลบูลิน เอนไซม์

โรคอะมิลอยโดสิสชนิดหนึ่ง เกิดจากความผิดปกติของโปรตีนที่ชื่อ transthyretin มันผิดรูปแบบที่ควรจะเป็น ซึ่งหน้าที่จริง ๆ ของมันคือขนส่งฮอร์โมนไทรอยด์ในระบบประสาท และขนส่งเรตินอล คือวิตามินเอ แต่เมื่อตัวโปรตีนมันผิดปกติ มันก็ไม่ทำหน้าที่ กลายเป็นขยะสะสมที่เส้นประสาทเกิดเป็นเส้นประสาททำงานผิดปกติ (polyneuropathy) หรือกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ (cardiomyopathy) transthyretin ที่ยังปรกติก็ยังมีครับและพอใข้งานได้ แต่ไอ้ที่มันผิดปกตินี่แหละที่ไม่ทำงานและกำจัดไม่ออกคือปัญหา

แล้วเราจะแก้ปัญหาอย่างไร โชคดีที่ยุคนี้เรามียาในการรักษานะครับ ในขั้นตอนของการพับซ้อน การปรับแต่งโปรตีน เรามียามาลดความผิดพลาดตรงนี้คือ tasamidis และ difumisol ส่วนขั้นตอนการแปลคำสั่งเพื่อสร้างโปรตีนของ mRNA เรามียามาลดความผิดพลาดนี้เช่นกันคือ inotersen และ patisiran ฟังดูปัญหาก็น่าจะจบนะครับ โรคที่รู้สาเหตุและมีทางรักษา แต่มันก็ไม่จบ

อย่างแรกคือ ยาทั้งคู่ มันไม่ได้ทำงานแต่โปรตีน transthyretin น่ะสิ มันมีบางส่วนข้ามไปทำปฏิกิริยากับส่วนที่ดีอื่น ๆ ก็เกิดเป็นผลแทรกซ้อนเช่น หน่วยไตอักเสบ เกล็ดเลือดต่ำ หรือต้องให้ยาลดอาการแพ้ก่อนใช้ยาพวกนี้ไปตลอด มันก็มีผลแทรกซ้อนเหมือนกัน

อย่างที่สอง ถึงแม้ขั้นตอนการแปลคำสั่ง mRNA ไปสร้างโปรตีนและขั้นตอนการพับซ้อน จะได้รับการแก้ไขไปแล้วก็ดี แต่อย่าลืมว่า คำสั่งที่ผิดปกติมันออกมาจากต้นทางคือ พิมพ์เขียวดีเอ็นเอ ที่ผิดพลาด เราพบยีน (TTR gene) หรือคำสั่งการสร้างที่ผิดพลาดนี้อยู่บนโครโมโซมคู่ที่ 18 ของมนุษย์ ที่สามารถส่งผ่านความผิดปกติไปยังลูกหลานได้ เราเรียกโรคที่ผิดปกติตรงจุดคำสั่งจุดเดียวและถ่ายทอดไปได้นี้ว่า hATTR (hereditary amyloidosis TTR) ถ้าเราไม่ไปแก้คำสั่งที่ผิดพลาดนี้ ไม่ไปแก้ไขกระดุมเม็ดแรกที่กลัดพลาด มันคงพลาดตลอดไป แล้วเราจะไปแก้ไขคำสั่งนี้ได้หรือ

โชคดีต่อที่สองนะครับ หลังจากที่มนุษย์เราได้รู้จักดีเอ็นเอ จากรางวัลโนเบลของวัตสันและคริกกส์ในปี 1962 มนุษยชาติเราก็ได้ศึกษาชุดคำสั่งในดีเอ็นเอ และแยกยอดความรู้ถึงโรคที่มีความผิดปกติของยีนมามากมาย เช่นโรคเลือดออกง่ายฮีโมฟิเลีย ที่เรารู้ว่าถ่ายทอดผ่านโครโมโซมเพศ ทำให้เกิดตำนาน the royal disease ของราชวงศ์โรมันอันศักดิ์สิทธิ์และราชวงศ์ฮับสบูกส์ ในยุโรปสมัยวิคตอเรียเพราะเกิดการแต่งงานกันเองในราชวงศ์

ในยุคนี้เรารู้ว่าเกิดจากยีนหน่วยใด บนโครโมโซมใด เพราะเรามีการศึกษาระดับอภิมหาโครงการยิ่งใหญ่อลังการคือ the Human Genome Project ที่เหล่าอเวนเจอร์นักวิทยาศาสตร์ได้ไขรหัสพันธุกรรมและดีเอ็นเอทั้งหลายของมนุษย์เรียบร้อย สำเร็จแล้วในปี 2003 หลังจากนั้นเราได้รู้จักและทดลองกับสายรหัสคำสั่งยีนนี้ได้มากมาย หนึ่งในความสำเร็จที่น่าภูมิใจ คือ การรักษาโรคฮีโมฟีเลียชนิดบี โดยการใช้พันธุกรรมบำบัดนี้จากนักวิจัยและหมอไทยคือ อาจารย์ สุรเดช หงส์อิง จากรพ.รามาธิบดี

เอาล่ะ กลับมาที่ hATTR กันครับ แล้วเราจะไปลบคำสั่งเก่าที่ทำให้พิมพ์เขียวมันผิดปกติจนเกิด transthyretin amyloidosis นี้ได้ไหม แหมถ้าทำได้นะ มันไปแก้ไขที่ระดับยีน ทำให้โอกาสหายสูง และแทบไม่เกิดอันตรายข้างเคียง เพราะมันไม่ได้ไปยุ่งกับตำแหน่งอื่นเลย เราเรียกการรักษาแบบนี้ว่า precision medicine ครับ คือหาจุดเกิดโรคว่าเกิดจุดใด แล้วยิงการรักษาแบบขีปนาวุธนำวิถีไปแก้ไขจุดนั้นเลย ในอดีตเช่นการรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวเรื้อรัง เรามีการใช้ยา imatinib ไปแก้ไขระดับโครโมโซมเลย และโครโมโซมที่ผิดปกติก็ได้รับการแก้ไขเสียด้วย โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเรื้อรังจึงแทบจะหายขาด

แต่สำหรับ hATTR เราจะลึกไปกว่านั้น เราจะไปตัดต่อที่ดีเอ็นเอเลยครับ ด้วยเทคโนโลยีตัดต่อยีนล่าสุด CISPR-Cas9

Jennifer Doudna and Emmanuelle Charpentier สองสาวนักวิทยาศาสตร์ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเคมี ในปี 2020 จากผลงานสร้างกรรไกรและเทปกาว เพื่อไปตัดต่อเอายีนเป้าหมายออกจากดีเอ็นเอของเรา แล้วใส่ส่วนซ่อมแซมเข้าไป ทำให้ดีเอ็นเอที่ถูกตัดต่อไม่ย้อนกลับไปผิดปกติเหมือนเดิม และซ่อมแซมจนเป็นปรกติได้ด้วย เรียกว่า CRISPR-Cas9

นี่แหละเราจะเอามาใช้กับ hATTR โดยใช้สายดีเอ็นเอจากแบคทีเรียเป็นตัวตัดต่อ ตั้งเป้าที่ TTR gene และเซลล์เป้าหมายคือเซลล์ตับของเรา เพราะการสร้าง TTR เกือบทั้งหมดเกิดที่ตับ คำถามคือเราจะเอาเข้าเซลล์ตับได้อย่างไร

ก่อนอื่นเราสร้างยากรรไกรและเทปจากสายดีเอ็นเอของแบคทีเรีย ให้สามารถไปจับกับตำแหน่ง TTR ที่ผิดปกติบนโครโมโซมคู่ที่ 18 โดยจับคร่อมก่อนและหลังตำแหน่งที่ผิดปกตินั้น แต่ก่อนจะนำมาใช้กับคน เราได้ทำการทดลองในลิงและหนู โดยลิงและหนูจะถูกทำให้เกิด ATTR ขึ้นจากกระบวนการตัดต่อยีนอีกเช่นกัน แล้วใส่ยาในชื่อรหัส NTLA-2001 เข้าไป

ลิงและหนูที่มีความผิดปกติของการสร้าง TTR จากคำสั่งที่ผิดปกติในดีเอ็นเอ เมื่อได้รับยานี้เข้าไปพบว่า ระดับโปรตีนที่ผิดปกตินี้ลดลงอย่างรวดเร็ว !!! ไม่เพียงแต่ลดลงเท่านั้น ยีนที่ผิดปกติ ยีนที่สร้าง ATTR ก็หายไปด้วย !!! นักวิจัยจึงได้ใช้การศึกษาในลิงและหนู มาเป็นตัวเปรียบเทียบขนาดยาและระดับยาในคน ว่าให้ยาเท่านี้จะได้ระดับการรักษาเท่าไร และใช้เซลล์เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อของมนุษย์มาทดสอบก่อนเข้าสู่คนจริง นั่นคือ human hepatocyte เซลล์ตับของมนุษย์ในจานเลี้ยงเชื้อ

ทำไมต้องเป็นตับ และเราจะนำ NTLA เข้าเซลล์ตับได้อย่างไรกัน หน้าที่สำคัญของตับคือ การสร้างโปรตีน ต้องบอกว่าโปรตีนที่เราใช้งานกันนี้เกือบ 80% สร้างที่ตับ ไม่ว่าจะเป็นโปรตีนอัลบูมินที่คอยรักษาสมดุลในเลือด คอยขนส่งยาและสารเคมี หรือโปรตีนโกลบูลินที่ใช้ขนส่งอาหาร สารเคมี หรืออนุพันธุ์ของโปรตีนเช่น ไลโปโปรตีน ที่คอยขนส่งและจัดการไขมันในเลือดเช่น HDL,LDL เราก็สร้างที่ตับ และจากการศึกษาก็พบว่า transthyretin ก็สร้างที่ตับเช่นกัน แม้จะมีการสร้างที่อื่นบ้าง แต่ที่ตับเป็นจุดใหญ่จุดหลัก เกือบ 100% เราจึงต้องส่งยาเข้าเซลล์ตับให้ได้

CRISPR-Cas9 ที่เราสร้างขึ้นจะถูกห่อหุ้มด้วย Lipid NanoParticle (LNP) โมเลกุลไขมันขนาดเล็กจิ๋วที่สามารถแทรกตัวผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ได้ ท่านอาจจะคุ้นชื่อนี้ เพราะวัคซีน mRNA ทั้งหลายก็ใช้ Lipid NanoParticle เพื่อนำ mRNA ดัดแปลงและติดส่วนที่สร้าง spike protein ของเชื้อ SARS-CoV2 เข้าไปในเซลล์เม็ดเลือดขาว และเราจะติดตัวรับพิเศษที่ผิวของ LNP เพื่อให้เซลล์ตับใช้เจ้านี่ล็อกเกี่ยวเจ้าเซลล์ ตัวรับที่จะมาติดบนผิว LNP คือ apoE และเจ้า apoE นี้จะถูกโปรตีนบนผิวเซลล์ตับชนิดหนึ่งที่ชื่นชอบกัน จับและนำเข้าเซลล์ โปรตีนบนผิวเซลล์ตับนั้นคือ LDL receptor นั่นเอง

ในธรรมชาติก้อนไขมันไลโปโปรตีนในเลือด … ไขมันในเลือดจะขนส่งในรูปไลโปโปรตีนเช่น chylomicron, VLDL, LDL, HDL ไหลเวียนในกระแสเลือด ไลโปโปรตีนเหล่านี้จะมี "tag" ติดป้ายติดตัวว่าจะไปสู่อวัยวะใด และที่อวัยวะปลายทางจะมีตัวรับ (receptor) ไว้คอยมองหาป้ายและรับเข้าเซลล์ เช่น ก้อนไขมันไคโลไมครอนจากลำไส้ จะถูกติดป้ายด้วย apoE จากเซลล์ลำไส้ โดยตัวจ่าย apoE ที่สำคัญคือ HDL เมื่อก้อนไขมันไคโลไมครอนถึงตับ ซึ่งแม้จะถูกแบ่งไขมันไปหลายส่วนแต่ apoE ยังอยู่ จะจับกับ LDL receptor และนำไขมันเข้ามาจัดการในตับต่อไป

เราก็ยืมป้ายและเจ้าหน้าที่ตรวจป้าย มาใช้กับ NTLA-2001 เพื่อให้ยามุ่งไปที่ตับ เข้าไปที่ตับ เข้าไปเซลล์ตับ เข้านิวเคลียสของเซลล์ตับ เข้าไปเกาะกับ DNA ในเซลล์ตับตรงจุด TTR แล้วตัดสายยีนที่ผิดปกติออก ใส่ยีนที่กระตุ้นการซ่อมแซมให้ปกติ ...จบข่าว หลังจากนี้พิมพ์เขียวในดีเอ็นเอถูกแก้ไข แน่นอนว่าโปรตีนนี้จะลดการสร้างลง ทั้งชนิดปรกติและผิดปกติ โรคอะมิลอยโดสิสจะดีขึ้น โปรตีนใหม่ลดลง แต่หน้าที่สำคัญของทรานสไทรีทินก็อาจจะบกพร่องได้นะ อาจจะต้องชดเชยวิตามิน A

การศึกษาเรื่องการใช้ CRISPR-Cas9 ในชื่อรหัส NTLA-2001 ได้ทำการทดลองจริงในคน โดยเป็นการทดลองในเฟส 2 มีอาสาสมัครที่เป็น hATTR จำนวนหกราย โดยมีสามรายเคยได้รับ difumisol มาก่อน แต่ผลการรักษาก็ยังไม่ดี ทุกรายจะได้รับยา NTLA-2001 หยดเข้าทางหลอดเลือดดำ แล้ววัดผลปริมาณโปรตีน transthyretin ที่เปลี่ยนแปลงไป ในขณะเดียวกันก็ทดสอบคู่ขนานไปกับสัตว์ทดลองคือ ลิง ว่าขนาดยาที่เทียบเท่ากับการใช้ในคนนั้น จะอยู่ได้นานเท่าไรที่จะต้องฉีดยาซ้ำ และในขนาดที่รักษานั้นสามารถซ่อมดีเอ็นเอได้เท่าไร

ผลปรากฏว่า หลังจากให้ยาเกิดเหตุการณ์ดังนี้ ที่ 28 วัน

- ในขนาดยา 0.1 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม ลด TTR ได้ 52%

- ในขนาดยา 0.3 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม ลด TTR ได้ 87%

และเมื่อเทียบขนาดยาที่เท่ากันในคน พบว่าในสัตว์ทดลองนั้น สามารถซ่อมดีเอ็นเอ จนแทบไม่พบยีน TTR

ผลการศึกษาในลิง เมื่อใช้ขนาดยาที่เทียบเท่าในคนพบว่า สามารถ knock ยีน TTR ได้ถึง 74% โดยกลุ่มที่น็อคยีนได้นั้น ประสิทธิผลยาวนานกว่า 12 เดือนถึง 94% และไม่พบปรากฏการณ์ไปยุ่งกับยีนอื่น และดีเอ็นเอส่วนอื่นเลย (ผลระยะสั้น)

การศึกษานี้ลงตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ที่มีการอ้างอิงสูงที่สุดในโลก (impact factor) คือ New England Journal of Medicine เมื่อ 5 สิงหาคมที่ผ่านมานี่เอง เป็นการศึกษาที่แสดงถึงความก้าวหน้าและท้าทายธรรมชาติอย่างยิ่งของมนุษย์ กับโรคที่เกิดจากความผิดปกติระดับยีนที่แม่นยำมาก และเปลี่ยนจนถึงระดับยีน อนาคตการแก้ไขโรคมะเร็ง โรคหลอดเลือดตีบจากไขมัน โรคฮอร์โมนหลายชนิด รวมไปถึงการแก้และปรับแต่งยีนเพื่อต่อสู้โรคติดเชื้อ ก็อาจอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

และน่าสนใจว่า การเปลี่ยนธรรมชาติแบบนี้ จะส่งผลอะไรในระยะยาว ฤาจะเป็นแบบที่ ยูริ โนวาล แฮรารี่ ผู้แต่งหนังสือแห่งศตวรรษ "Sapiens" ได้กล่าวไว้ในหนังสือ "Homo Deus" เผ่าพันธุ์มนุษย์แห่งอนาคตว่า "ความตายเป็นเพียงข้อผิดพลาดทางเทคนิค ที่แก้ไขได้"

"ดื่มกาแฟท่ามกลางหมอกยามเช้า
แม้อยู่กลางเขา แต่เราอยู่คนเดียว"

ไม่มีคำอธิบายรูปภาพ

21 สิงหาคม 2564

เลือดดำเป็นลิ่มและตีบตันในหลอดเลือดดำสมอง (cerebral venous sinus thrombosis)

 ภาพแสดง เลือดดำเป็นลิ่มและตีบตันในหลอดเลือดดำสมอง (cerebral venous sinus thrombosis)

จะเห็นรอยโรคที่เป็นลิ่มเลือดสีขาว ๆ เทา ๆ ที่หลอดเลือดดำสมองหลายตำแหน่ง ผมเลื่อนตัวชี้ที่เม้าส์มาชี้เอาไว้

สาเหตุการเกิดมีได้หลายอย่างมากครับ ที่พบบ่อยคือ มีความเสี่ยงเพิ่มจากการใช้ยาคุมกำเนิด โดยเฉพาะส่วนผสมอีสโตรเจนสูง มีประวัติการติดเชื้อในเยื่อหุ้มสมอง และมีโรคที่ทำให้เลือดแข็งตัวมากกว่าปรกติ (hypercoagulable state)

และในยุคนี้ ตำราไม่มีเขียน แต่ต้องซักประวัติเพิ่มเติมด้วยนะครับ คือ ได้รับวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ชนิดไวรัลเวกเตอร์มาก่อน ในช่วง 1-2 สัปดาห์หรือไม่ ตอนนี้เราฉีดวัคซีนไวรัลเวกเตอร์มากขึ้นครับ อย่าลืมคัดกรองโรคจากวัคซีนนี้ด้วยนะครับ

อาจเป็นรูปภาพของ การตรวจเอกซ์เรย์
อาจเป็นรูปภาพของ การตรวจเอกซ์เรย์ และข้อความพูดว่า "A Zoom"
ไม่มีคำอธิบายรูปภาพ

บทความที่ได้รับความนิยม