24 มีนาคม 2561

แผลถูกตี

จากละครเรื่อง "บุพเพสันนิวาส" ที่กำลังออกอากาศและได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง หนึ่งในฉากที่ประชาชนหยิบยกมาพูดถึงมากที่สุดคือ ถูกโบย  ผู้ที่ได้รับโทษทัณฑ์คือคุณการะเกดและคุณขุนเหล็ก  สำหรับคุณการะเกดนั้นบาดเจ็บเล็กน้อย แต่คุณขุนเหล็กบาดเจ็บสาหัสเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย

  บาดแผลที่เกิดจากการโบย เป็นบาดแผลจากการกระแทกอย่างแรงด้วยของแข็งไม่มีคม และอาจมีการถลอกได้ ในกรณีที่ผิวหนังเกิดฉีกขาดจนถึงชั้นหนังแท้หรือเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังก็จะมีเลือดออก แต่ถ้าผิวหนังไม่ฉีกขาดก็จะเป็นรอยช้ำเท่านั้น

  ในสมัยโบราณจากฉากในละครคือกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย การรักษาแผลสด แผลแตกแบบนี้ ใช้สมุนไพรเป็นหลักครับ หลังจากล้างน้ำสะอาดและซับเลือดแล้ว มีหลักฐานการใช้ใบสาบเสือมาตำแหลกแล้วประคบ หรือในสถานการณ์เร่งด่วนก็ใช้ใบสาบเสือขยี้แล้วทา เชื่อว่าช่วยสมานแผลและห้ามเสือด  ในอีกหลายหลักฐานบอกว่ายาเส้นยาฉุนหรือใบยาสูบนี่แหละครับ ผสมน้ำขยี้ทาแผลได้ ช่วยสมานแผลและห้ามเลือดได้เช่นกัน
  ส่วนไพลที่นำมาใช้ในเรื่องนั้น สามารถระงับอาการปวดได้ดีครับ ปัจจุบันก็มีสมุนไพร ไพล ออกมาแบบพร้อมใช้ตามร้านขายยาปัจจุบันครับ
  อีกหนึ่งยาสมานแผลที่ใช้มาตั้งแต่สมัยอียิปต์คือ น้ำผึ้ง ด้วยความเข้มข้นสูงของน้ำผึ้งทำให้แบคทีเรียไม่สามารถเจริญเติบโตได้  หนังสือประวัติศาสตร์ที่ผมอ่านหลายเล่มกล่าวถึงการรักษาแผลในสมัยโรมันว่าใช้น้ำผึ้งได้

  แต่ปัจจุบันเราคงไม่ได้ใช้น้ำผึ้งหรือใบสาบเสือแน่ๆ เพราะโอกาสติดเชื้อจะสูงเนื่องจากกรรมวิธีการเตรียมอาจไม่ปลอดเชื้อ และเชื้อที่อันตรายมากกับการเตรียมแบบนี้คือ บาดทะยัก
   แล้วปัจจุบันเราทำอย่างไร หวังว่าพวกคุณๆคงไม่ถูกโบยกันแล้ว แม้หลายคนจะหน้าเหมือนคุณการะเกดก็ตามที เอามาประยุกต์ในการดูแลแผลถูกของแข็งกระแทกและขูดขีดได้

  หากผิวหนังไม่มีการฉีกขาด มีแค่การช้ำ ถลอก ห้อเลือด ถือเป็นข่าวดีเพราะกำแพงที่แข็งแรงที่สุดยังอยู่ โอกาสติดเชื้อจะน้อยมาก ใช้น้ำสะอาดและสบู่ล้างแผลก็พอล้างหลายๆครั้ง อย่าให้ผิวฉีกขาด หลังจากนั้นก็ประคบเย็นเพื่อห้ามเลือดในวันแรก หลังจากนั้นประคบอุ่นได้
   ใช้วาสลีนหรือครีมทาเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น ผิวตรงนี้แตกง่าย ปิดผ้าหรือพันผ้าป้องกันการถลอกฉีกขาด หลังจากนั้นอาจมีไข้ ตัวร้อนได้เพราะการอักเสบและการบาดเจ็บ ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ แต่ก็ยังต้องระวังการติดเชื้อเพราะอาจมีแผลฉีกขาดที่ตามองไม่เห็น
  จะมีอาการปวดบวมแดงร้อนมากขึ้น  อาจมีหนอง  ไข้สูงหรือผื่นแดงลุกลาม ก็ใช้ยาใส่แผลฆ่าเชื้อเช่นเบต้าดีนและรับประทานยาฆ่าเชื้อกลุ่มเชื้อโรคที่ผิวหนัง

  แต่ถ้าผิวหนังฉีกขาดเลือดออก ถ้าแผลไม่ลึกมากอาจไม่ต้องเย็บ การล้างแผลด้วยน้ำเกลือสะอาดมากๆ สำคัญมากเพราะไม่รู้ว่าวัตถุที่มาทำร้ายเรานั้นสกปรกเพียงใด หรือบางที ส่วนของร่างกายที่เกิดแผลสกปรกมากเช่นตกน้ำคลอง แล้วมีแผลแตก การล้างด้วยน้ำเกลือล้างแผลสะอาดหรืออาจใช้ร่วมกับสบู่ฆ่าเชื้อเช่น hibiscrub หรือ Betadine scrub มีประโยชน์มาก

  หลังจากนั้นให้ปิดแผลแบบเปียก (wet dressing) คือใช้ผ้าก๊อสชุบน้ำเกลือโปะแผล เพิ่มความชุ่มชื้นและช่วยให้หายเร็ว เปลี่ยนแผลหนึ่งถึงสามครั้งต่อวัน ลดโอกาสหมักหมมติดเชื้อและช่วยเอาเนื้อตายออก   หรือบางคนใช้วัสดุปิดแผลหรือใช้ครีมฆ่าเชื้อโปะไว้ ทั้งหมดนี้ทำจนกว่าแผลจะปิดจากด้านก้นแผลขึ้นมา
  ควรพิจารณาการให้วัคซีนบาดทะยักทุกราย และอย่าลืมหากไม่เคยฉีดกระตุ้นคอตีบ ขอหนึ่งในสามเข็มเป็น dT หรือ ใครจะฉีดคอตีบ ไอกรน บาดทะยักแบบเข็มรวมสักเข็มในสามเข็มที่ต้องได้ก็ดี

  ถามว่าอาการหนัก ไข้ ต้องใช้ยาฆ่าเชื้อหรือไม่  อย่าลืมว่ายาฆ่าเชื้อไม่ใช่ยาลดไข้ เราจะใช้ยาฆ่าเชื้อกับบาดแผลเมื่อมีหลักฐานของการติดเชื้อ หรือให้ป้องกันในบางกรณีเท่านั้น หากแผลเปิดโดยผิวหนังเราสะอาด อาวุธที่ใช้ไม่สกปรก อันนี้ไม่ต้องใช้ยาฆ่าเชื้อแต่แรก สามารถติดตามอาการต่อได้
  หากแผลมีหนอง มีเนื้อตาย ก็เพาะเชื้อแล้วให้ยาเชื้อส่วนมากก็เชื้อที่ผิวหนังเรา หรือหากขณะถูกโบยผิวหนังสกปรก หวายที่โบยเอาไปชุบน้ำสกปรกมา ก็ถือเป็นแผลปนเปื้อน อาจให้ยาฆ่าเชื้อแบบป้องกันก็ได้

  การดูแลแผลต้องทำทุกวันจนกว่าจะหาย สามารถรับประทานเนื้อนมไข่ได้ตามปกติ ในช่วงแรกของการหายอาจจะมีแผลนูนแดงขึ้นได้ หลังจากนั้นก็จะยุบลงและสีกลืนไปกับผิวหนังปรกติ

  ส่วนขุนเหล็กที่เสียชีวิต น่าจะเกิดจากการติดเชื้อซ้ำซ้อนครับ ดูๆแล้วเลือดจะไม่ได้ออกมาก การทนพิษบาดแผลไม่ไหวไม่ว่าจะเป็นสาเหตุแห่งการเสียชีวิตครับ สำหรับคุณการะเกดก็มีปฏิกิริยาแค่เล็กน้อยเท่านั้น

   บุพเพสันนิวาส..ง่ายนิดเดียว

ยาคุมผู้ชาย

มันจะเป็นอย่างไร หากผู้ชายเป็นฝ่าย..กินยาคุมกำเนิด

  ข่าวความคืบหน้าความหวังการพัฒนายาคุมกำเนิดในผู้ชายจาก งาน ENDO2018 ที่ชิคาโก สหรัฐอเมริกา และลงใน CNN health พาดหัวเสียด้วย

  เราเคยมีความพยายามจะคุมกำเนิดกับผู้ชายมาก่อนหน้านี้แล้ว โดยใช้ยาฉีดฮอร์โมน norethisterone enanthate คู่กับ testosterone undecanoate แบบฉีดเข้ากล้ามทุกแปดสัปดาห์ ศึกษาในปี 2016 ก็พบว่าลดการสร้างสเปิร์มได้จริง แต่มีปัญหาอารมณ์แปรปรวนและความต้องการทางเพศแปรปรวน ก็เลยตกไป
   วิธีคุมกำเนิดสำหรับผู้ชายจึงยังมีแค่สามวิธี

1. ถุงยางอนามัย อันนี้แพร่หลายสุด ประสิทธิภาพสูง ป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ด้วย ราคาถูก ใข้ง่าย หาง่าย

2. ถอนสมอ หมายถึง การหลั่งภายนอก เป็นวิธีที่ประสิทธิภาพต่ำ ไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อได้ ไม่มีราคา แต่ใช้ยาก

3. vasectomy หรือทำหมัน เป็นวิธีถาวร ทำง่ายแต่ตัดสินใจจะทำยาก

  แม้ว่าจะมีวิธีการคุมถึงสามวิธี ไปรวมกับวิธีของเพศหญิงอีกหลากหลาย ก็ยังมีการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ คุณแม่วัยใส คุณพ่อวัยทีน มากมาย

  ความพยายามที่จะหายาคุมกำเนิดสำหรับเพศชายที่เป็นการคุมชั่วคราว ประสิทธิภาพดี หาง่าย ใช้สะดวก เหมือนยาเม็ดคุมกำเนิดของหญิงก็ยังมีต่อไป จนเมื่อสัปดาห์ที่แล้วมีการศึกษาขนาดเล็กๆ ใช้ยา DMAU dimethandrolone undecanoate ไปยับยั้งฮอร์โมนควบคุมฮอร์โมนเพศ ยับยั้งการสร้างสเปิร์ม แต่ความเป็นผู้ชายยังไม่ลดลง
  โดยให้กินยาทุกวันยี่สิบแปดวัน พบว่าก็กินยาได้ ไม่เกิดผลข้างเคียง (ให้กิน 100 คน กินจนครบแค่ 83 คน) กดฮอร์โมน LH ลดฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนลงได้ อารมณ์ไม่แปรปรวน อารมณ์และความสุขทางเพศปกติ
   มีความต้องการทางเพศลดลง 9คน รับยาจริง 8 รับยาหลอก 1

  แม้ว่ายังต้องการการศึกษาต่อไปอีกมาก แต่ก็จุดประกายความหวังการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดในผู้ชายมากขึ้น หวังผลการคุมกำเนิดและตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์มากขึ้น

  ตอนนี้ก็ใช้ถุงยางอนามัย และ ทำหมันไปก่อนนะครับ

  สงสัยถ้าได้ผลจริงต้องหามากินบ้าง...ความต้องการทางเพจของแอดสูงมาก

เครดิตภาพ : justbento.com

23 มีนาคม 2561

ข่าวสั้น CVD REAL

ข่าวสั้น ทันสมัย ง่ายนิดเดียว
ยาเบาหวานกลุ่ม SGLT2 inhibitor กลุ่ม gliflozin ทั้งหลาย ในบ้านเราก็ dapagliflozin, empagliflozin, canagliflozin เป็นยาเบาหวานที่โด่งดังมากเพราะลดอัตราการเสียชีวิตและอัตราการเกิดโรคหัวใจได้ แถมยังลดน้ำตาลได้ดีด้วย
มีการศึกษาทดลองหลายอันพิสูจน์แล้ว แต่การศึกษา CVD-REAL เป็นการศึกษาติดตามจากสถานการณ์จริง (with propensity score matching)การใช้จริงกับคนที่เป็นเบาหวาน ไม่ว่าจะมีโรคหัวใจหรือโรคหลอดเลือดหรือไม่ ไม่ว่าจะทราบหรือไม่ว่ามีโรคหัวใจหรือเปล่า ว่าคนที่ใช้ยากลุ่มนี้กับไม่ใช้(คือใช้ยากลุ่มอื่น) อัตราการเสียชีวิต อัตราการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเพราะหัวใจวาย อัตราการเกิดอัมพาต ต่างกันไหม
เก็บหลายที่ทั้งเอเชีย อเมริกา ยุโรป พบว่าแต่ละทวีปส่งผลเหมือนกันคือ ลดอัตราการเกิดทั้งหมดเมื่อเทียบกับไม่ใช้ยากลุ่มนี้ ลดประมาณ 50% (ตัวเลขหลวมๆให้เข้าใจง่ายๆ) และมีนัยสำคัญทางสถิติทั้งหมดด้วย ในทุกๆอัตราการเกิดโรคแต่ละอันและโดยรวม
ยังคงแสดงประโยชน์อย่างต่อเนื่องสำหรับ SGLT2i
แต่..อย่าลืม ดูการักษาพื้นฐานของเราก่อนว่าได้เป้าหรือยัง ควบคุมอาหารทำได้หรือยัง ก่อนจะไปใช้เทคโนโลยีใหม่ ให้ทำพื้นฐานที่ต้องทำให้ดีก่อน เพราะที่เขาประสบความสำเร็จมากๆนั้น เขามีพื้นฐานที่ดีมาก่อนทั้งสิ้น

หญิงสาวผู้ชนะมะเร็ง

เรื่องราวสุดประทับใจของ Jennifer Pratt หญิงสาวผู้ชนะมะเร็ง
เด็กหญิงเจนนิเฟอร์ แพร็ต จากมินเนโซต้า สหรัฐอเมริกา เด็กหญิงสาวสดใสวัย 11 ปี กำลังรื่นเริงสนุกสนานตามวัย แต่วันหนึ่งเธอเริ่มรู้สึกปวดขา ปวดมากขึ้นเรื่อยๆ เดินลำบาก จนสุดท้ายเธอได้รับการวินิจฉัย osteosaccoma มะเร็งของกระดูก
มะเร็งกระดูกมักพบในเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ แต่อย่างไรก็จัดเป็นมะเร็งที่พบน้อยอยู่ดี กับชีวิตเด็กอายุ 11 ปี ทุกสิ่งทุกอย่างพังลง เธอต้องเข้ารับการผ่าตัด ให้เคมีบำบัด ใช้เวลาเป็นปีๆ
เวลาเป็นปีๆ ที่เธอต้องอยู่โรงพยาบาล เข้าออกโรงพยาบาลบ่อยๆ ย่อมบั่นทอนสุขภาพกายและใจของเด็กน้อย เธอต้องใช้ไม้ค้ำยัน ความเจ็บปวดทางกาย ขาดเรียน ไม่สามารถทำกิจกรรมเหมือนเพื่อนๆได้ ช่างแสนทุกข์ทน
แต่ทว่าเธอมีครอบครัวที่คอยช่วยเหลือให้กำลังใจ มีเพื่อนฝูงที่ดี รวมทั้งได้รับการดูแลดุจญาติมิตรจากบุคลากรทางการแพทย์ เพราะเธอต้องอยู่โรงพยาบาลนานมาก
เธอได้กำลังใจ และมีโอกาสให้กำลังใจเด็กอื่นๆ ได้รับการช่วยเหลือจากมูลนิธิต่างๆ พาไปเที่ยวดิสนีย์แลนด์
การรักษาผ่านไปได้ด้วยดี การให้ยาเคมีบำบัดแม้มีผลข้างเคียงบ้างแต่ก็ประสบความสำเร็จ เธอกลับมาเดินได้ เรียนหนังสือ ใช้ชีวิตร่วมกับครอบครัวได้ และด้วยแรงบันดาลใจและประสบการณ์อันแสนเจ็บปวดในวัยเด็ก ผ่านมาจนเธออายุ 20 ปี หมอบอกว่าเธอหายและมะเร็งไม่กลับมาอีกแล้ว
วันนี้นางสาวเจนนิเฟอร์ แพร็ต เรียนจบแพทย์ศาสตร์จากมิดเวสต์เทิร์น ที่ชิคาโก และกำลังจะศึกษาต่อเพื่อมาดูแลคนไข้เด็กที่เป็นมะเร็งเหมือนเธอ
เธอบอกว่าด้วยความที่เธอเคยทุกข์ทรมานจากการป่วยมาก่อน ทำให้เธอเข้าใจความรู้สึกของเด็กๆพวกนี้ดีมาก ว่าทรมาน เจ็บปวดทั้งกายและใจ เธอให้ความหวังและเติมกำลังใจให้เด็กกลุ่มนี้เสมอ
ดังเช่นที่เธอเคยได้รับโอกาสนี้...ในอดีต
ต้นเรื่องจาก CNN และไปค้นเพิ่มเติมมาเล็กน้อย
https://edition.cnn.com/…/cancer-patient-become…/index.html…

การใช้ยา nicardipine

ยาลดความดันแบบฉีด จะใช้เมื่อความดันโลหิตสูงเข้าขั้นวิกฤตเท่านั้น คือ มีอวัยวะเสียหายแล้วเช่น สมอง หลอดเลือดแดงใหญ่  หรือในภาวะตั้งครรภ์แล้วความดันโลหิตสูงจนเป็นพิษต้องรีบจบการตั้งครรภ์ หรือ หลอดเลือดสมองตีบและเราต้องการลดความดันเพื่อให้ยาละลายลิ่มเลือด
  การศึกษาทั้งหลายทำในภาวะเร่งด่วนฉุกเฉินแบบนี้ และแสดงให้เห็นประโยชน์ ดังนั้นหากไม่เร่งด่วนฉุกเฉิน ใช้ยากินเท่านั้นนะครับ

  หนึ่งในยาที่มีที่ใช้แพร่หลายและใช้ง่ายคือ Nicardipine เป็นยากลุ่มต้านแคลเซียม dihydropyridine calcium channel blocker ที่มีทั้งยากินและฉีด สำหรับยากินมียากลุ่มนี้หลายตัวแต่ยาฉีดมีตัวเดียวคือ nicardipine

   ข้อบ่งใช้ในปัจจุบันก็คือ ความดันโลหิตสูงมากจนเกิดความเสียหายต่ออวัยวะส่วนปลายนั่นเอง และที่เรานิยมใช้ในโรคหลอดเลือดสมองตีบเฉียบพลันก็เพราะมีการศึกษาด้วยว่า การใช้ยาตัวนี้ลดความดันโลหิต ไม่ได้ทำให้ส่วนอื่นของสมองผิดปกติ ไม่ได้ส่งผลต่อการรับรู้  ไม่ส่งผลต่อหน้าที่สมองในระยะยาว
   ส่วนการใช้ในหญิงตั้งครรภ์ ตัวยานั้นเป็น pregnancy category C ไม่ได้มีการศึกษาในคนที่ชัดเจนว่าทำอันตรายต่อทารก จริงๆแล้วการศึกษาที่ออกแบบดีๆสำหรับ nicardipine ในผู้ป่วยตั้งครรภ์มีน้อยกว่า labeterol และ hydralazine ดังนั้นตามคำแนะนำของสมาคมสูตินรีแพทย์อเมริกาปี 2017 แนะนำ labeterol และ hydralazine
  ส่วน nicardipine เขียนว่าหากประโยชน์จากการลดความดันมีมากกว่าจะปล่อยไว้ ในกรณีไม่มียาสองตัวนั้น ก็ให้ได้

   เนื่องจากยากลุ่ม dihydropyridine CCB ยากลุ่ม -dipine ทั้งหลาย จะมีผลต่อกล้ามเนื้อหัวใจเพราะกล้ามเนื้อหัวใจก็ใช้แคลเซียมในการบีบตัว ไปบล็อกมันเสีย การบีบตัวย่อมแย่ลง และอาจเกิดหัวใจเต้นเร็วได้   จากการศึกษาทั้งในสัตว์ทดลอง ในคน และการศึกษาทางคลินิก พบว่าผลของการบีบตัวไม่แย่ลงมากนัก การเต้นของหัวใจเร็วขึ้นเล็กน้อย แต่ภาพรวมทั้งหมดไม่แย่ลงเพราะ ความดันที่ลดลงจากหลอดเลือดแดงส่วนปลายขยายตัว เลือดไปเลี้ยงหัวใจและไหลออกจากหัวใจสะดวกขึ้น (ยาไม่มี coronary steal effect)
   ผู้ที่กังวลว่าหากต้องใช้ในคนที่หลอดเลือดหัวใจตีบ หรือหัวใจวาย ก็ยังพอใช้ได้เพราะประโยชน์ที่ได้มากกว่าโทษครับ เชื่อว่ายาจะเฉพาะเจาะจงกับกล้ามเนื้อหลอดเลือดมากกว่ากล้ามเนื้อหัวใจ

  ยาบรรจุมาในขนาด 10 มิลลิกรัมต่อสิบซีซี เวลาให้อาจฉีดครั้งละ 2.5 -5 มิลลิกรัมแต่วิธีนี่ไม่ค่อยดีเพราะเดี๋ยวยาก็หมดฤทธิ์ ความดันกลับมาสูงอีก แนะนำวิธีหยดเข้าหลอดเลือด
  สามารถผสมได้ในสารละลายที่ไม่มีด่างไบคาร์บอเนตทุกชนิด ( Lactated Ringer's ก็มีด่างไบคาร์บอเนต) จะผสมอย่างไรก็ได้ สูตรที่นิยมคือ 2 vial ใน น้ำเกลือ 80 ซีซี จะได้สัดส่วนในการหยด น้ำเกลือ 5 ซีซีต่อยา 1 มิลลิกรัม
  การหยดต้องใข้เครื่องควบคุมการหยดยาเสมอ ห้ามหยดมือเปล่า เพราะยานิดเดียวอาจส่งผลความดันลดได้มาก เราจะเริ่มหยดที่ 5 มิลลิกรัมต่อชั่วโมง หรือ 25 ซีซีต่อชั่วโมง แล้วติดตามระดับความดันตลอด วัดความดันที่แขนเอาก็ได้หรือจะใส่สายในหลอดเลือดแดงวัดแบบเรียลไทม์ก็ได้

  ในส่วนตัวผม คนไข้ต้องรับการรักษาในไอซียูเท่านั้น และเฝ้าแบบติดตามใกล้มาก เพราะเราใช้เวลาไม่นานในการลดความดัน เกือบ 90% ของคนไข้จะได้ระดับความดันที่ต้องการใน 30 นาที

   เมื่อเริ่มหยดยาและปรับยา ต้องวัดความดันบ่อยทุกๆ 5 นาที หากยังไม่ถึงระดับที่ต้องการให้ปรับเพิ่มครั้งละ 2.5 มิลลิกรัมต่อชั่วโมง ก็คือปรับเพิ่ม ครั้งละ 12.5 ซีซี ปรับทุก 15 นาทีจนกว่าจะถึงระดับที่ต้องการ

  ** มันจึงต้องติดตามตลอดเพราะหากเลยให้ยามากไปความดันจะตกนะครับ ** ยาจะเริ่มออกฤทธิ์ตั้งแต่ 5-10 นาทีแรก หากความดันตกหรือชีพจรเร็วมากให้หยุดยาก่อน อีกประมาณ 10-20 นาทีหากความดันขึ้นมาอีกก็ค่อยๆใส่กลับและปรับใหม่

  อย่าลืมการรักษาที่ใช้ยากินคู่กันด้วย หรือการรักษาเฉพาะแบบที่ต้องทำคู่กัน ไม่ว่าการผ่าตัดคลอดเด็ก การให้ยาสลายลิ่มเลือดในหลอดเลือดสมองตีบ  หรือยากินที่จะควบคุมระยะยาว จากการศึกษาการใช้ยา labeterol เทียบกับ nicardipine  พบว่าลดระดับความดันได้พอๆกัน แต่สามารถเข้าถึงเป้าที่ต้องการในสามสิบนาทีแรกของการรักษาได้ดีกว่า ประมาณ 91% เทียบกับ labeterol ที่ 82% ของผู้ป่วย และ nicardipine จะใช้ยาน้อยกว่า (CLUE trial)
  ระดับความดันที่ลดลงประมาณ 20 มิลลิเมตรปรอทต่อ 30 นาที ดังนั้นเราจะใช้เวลาแค่ 1-2 ชั่วโมงเท่านั้นในการลดความดัน

  ข้อห้ามที่ชัดเจนของยาตัวนี้คือ ลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบรุนแรง เพราะเมื่อให้ยาความดันจะร่วงจนเป็นอันตรายได้เลย ส่วนข้อควรระวังคือ ผู้ป่วยที่การทำงานของตับบกพร่อง เพราะยาถูกทำลายที่ตับดังนั้นหากตับบกพร่อง ยาจะอยู่นานขึ้น ขนาดที่ใช้ก็จะไม่สูงมาก ต้องระวังดีๆ และในผู้ป่วยโรคหัวใจแม้ข้อมูลจะไม่ได้แย่กับทางหัวใจแต่ก็ต้องเฝ้าระวังอยู่ดี

  แต่ผลเสียที่ได้จากยาส่วนมากมาจากการใช้ยารูปการกิน ผลเสียที่สำคัญของยาฉีดคือ ลดความดันเร็วเกินไปนั่นเองครับ  อย่าลืมว่าลดความดันเร็วมากเลือดอาจไปเลี้ยงอวัยวะสำคัญไม่พอ เกิดการขาดเลือดได้
  นี่ใช้ง่ายที่สุดแล้วนะ สำหรับยาลดความดันแบบฉีด labeterol, nitroprusside, nitroglycerine ใช้ยากและละเอียดกว่านี้มากมายนัก ส่วน hydralazine ตั้งแต่เขาเลิกนำเข้ามาก็ไม่ได้มีโอกาสใช้อีกเลย

  และแม้เรามีความรู้เรื่องนี้ดีมาก สิ่งที่ต้องคิดเสมอคือ "จำเป็นต้องรีบลดความดันเร่งด่วนโดยใช้ยาทางหลอดเลือดจริงหรือไม่" นี่คือคำถามสำคัญที่สุดที่ต้องตอบ

ที่มา
Angiology. 1990 Nov;41(11 Pt 2):978-86.
CLUE trial  Crit Care 2011;15(3)
Drug Aging. 1993 Mar-Apr;3(2):165-87
J Neuro Sci. 2009 Aug 15;283(1-2):219-23
Clin Exp Hypertens. 2008 No ;30(8):803-26
ACOG guidelines 2017

บทความที่ได้รับความนิยม