25 กุมภาพันธ์ 2561

Friday the 13th

ที่เมืองโคราช ฝนตกหนัก เงียบ มีแต่เสียงฝนเปาะแปะๆ ผมชวนดูภาพยนตร์สักเรื่อง Friday the 13th ศุกร์ 13 ฝันหวาน
เรื่องราวน่าโศกเศร้าที่เกิดขึ้นในช่วงซัมเมอร์ ที่แค้มป์ทะเลสาบคริสตัล เมื่อเด็กชายที่พิการแต่กำเนิดจมน้ำตายซัมเมอร์ปีหนึ่ง จากการถูกกลั่นแกล้ง วิญญาณแค้นของเขาถูกส่งผ่านมายังแม่ของเขา และทำการฆาตกรรมผู้ที่อยู่ในแค้มป์ทุกคน
ในทุกๆซัมเมอร์ ค่ายพักของทะเลสาบคริสตัลที่สวยงาม บ้านพักที่สงบ บรรยากาศดี หนุ่มสาวนิยมมาพักและพรอดรักกันตามประสา ครอบครัวหลายครอบครัวเลือกมาหาความสงบที่นี่ แต่ทว่าในช่วงดึก ก็จะมีแขกไม่ได้รับเชิญ เป็นชายร่างใหญ่ สวมเสื้อแขนยาว กางเกงขายาว ใส่หน้ากากฮ็อกกี้สีขาว มาตามล่าผู้ที่มาพักในทะเลสาบ
ค่อยๆล่าทีละหนึ่ง ทีละสอง จนเหลือคนสุดท้ายที่จะรอดแบบหลอนไปตลอดชีวิต และการจบชีวิตชั่วคราว ของเจ้าฆาตกรโหดเจสัน วอร์ฮีส พร้อมกับปริศนาที่จะพาไปสู่การฟื้นคืนชีวิตของปีศาจประจำแค้มป์ เจสัน วอร์ฮีส ในภาคต่อไป
ครับ นี่คือหนังที่เป็นระดับตำนานเรื่องหนึ่ง ทั้งๆที่เริ่มต้นเป็นเพียงหนังเกรดบี แต่ด้วยความที่กระชากใจ หยุดลมหายใจของคนดูได้ ฉากการฆาตกรรมที่เลือดสาด มาแบบไม่คาดคิด การไล่ล่าที่ไม่ลดละของวอร์ฮีส ทำให้หนังเรื่องนี้ได้สร้างต่อมาถึงแปดภาค และมีภาคพิเศษอีกมากมาย
แม้เทคนิคการถ่ายทำจะไม่สวย ไม่ได้ล้ำหน้า หลายฉากก็หยาบจนรู้ได้ แต่ว่าหนังเล่นกับความรุ้สึกของคนที่อัดความกลัว ความสยดสยองออกมาไม่สุดไม่สิ้น
สลับฉากความงามของทะเลสาบ ความสดใสของเด็กวัยรุ่นและฉากอีโรติกที่ถือว่ามีเป็นเอกลักษณ์ของภาพยนตร์ชุดนี้เลย ...และในต้นฉบับ ไม่มีเซนเซอร์
เรียกว่าแม้หนังจะไม่มีอะไรมาก แต่เมื่อคุณเริ่มเปิดดู คุณจะไปรู้ตัวอีกทีก็หนังจบ พร้อมกับเปิดไฟทั้งบ้าน เพียงเพื่อจะไปเข้าห้องน้ำ
ลองค่อยๆหันหลังสิ มีเงาอะไรตะคุ่มๆ อยู่ข้างหลังหรือไม่

The Liverpool Causality Assessment Tool

นอกจาก ลิเวอร์พูล จะเป็นทีมฟุตบอลที่สร้างสรรค์เกมบุกได้เร้าใจ ...ต่างจากบางทีม
นอกจาก ลิเวอรพูล จะเป็นทีมที่มาแรงและตื่นตามากในช่วงเดือนนี้...ต่างจากบางทีม
นอกจาก ลิเวอร์พูล จะเป็นทีมที่คว้าแชมป์ยุโรปเจ้าบัลลังก์มา 5 สมัย..ต่างมากๆจากทีมนั้น
ลิเวอร์พูล ยังเป็นชื่อของ The Liverpool Causality Assessment Tool เครื่องมือในการช่วยตัดสินใจและช่วยวินิจฉัย ปฏิกิริยาไม่พึงประสงค์จากยาที่ง่าย ลักษณะเป็น flow chart เพิ่งพัฒนาใหม่ ที่มาเพิ่มจากของเดิมที่ใช้มานาน Naranjo score
เดิมมักใช้ในงานวิจัย แต่ก็สามารถมาใช้ในเวชปฏิบัติได้
เคยคุยกับอาจารย์ท่านหนึ่งที่เป็นแฟนเพจนี้ด้วย ว่า score นี้ได้รับการใช้น้อยกว่ามาก ทั้งๆที่ accuracy ดี sensivity และ specificity ก็ดี แต่ไม่ค่อยแพร่หลาย ผมล่ะสงสัยว่าท่านต้องเป็นแฟนบอลลิเวอร์พูลแน่ๆเลย
พี่เภสัชทั้งหลายคงทราบดีแล้วและมีข้อมูลมากกว่าผมมากมาย ในวาระที่ลิเวอร์พูลผงาดฟ้า เลยขอนำเอา LCAT มาให้ดูกัน ว่า ก็ง่ายดีและใช้ได้ดีเช่นกัน มีการศึกษามากมายที่รองรับนะครับ
ฮี่ๆๆ (เนื้อหาวิชาการ โปรดอย่าคิดเป็นอื่น สุภาพบุรุษไม่พึงทับถมกันเรื่องทีมบอล)

ฝีที่ตับ liver abscess

ฝีที่ตับ liver abscess โรคที่ยังพบอยู่ประปราย ยุคนี้พบน้อยลง มารู้จักสักเล็กน้อย
ฝีที่ตับก็เหมือนกับฝีที่อวัยวะอื่นๆ เริ่มด้วยการติดเชื้อที่จุดนั้น ร่างกายมีการควบคุมโดยส่งเม็ดเลือดขาวมากำจัดและสร้างกำแพงล้อมรอบสมรภูมิรบ ไม่ให้เชื้อโรคเล็ดรอดออกไปที่จุดอื่น แล้วก็ค่อยๆทำลาย ตัดทางลำเลียงน้ำและอาหาร เชื้อโรคก็พ่ายแพ้ไปในที่สุด
ก็เลยออกมาเป็นคำอธิบายว่าโพรงหนอง (abscess) คือมีเยื่อไฟบรินล้อมรอบที่ชัดเจน หลอดเลือดมาถึงจุดนี้แล้วผ่านเข้าไปในโพรงน้อยมาก เวลาเราถ่ายภาพเอ็กซเรย์และฉีดสี สีก็วนรอบโพรงหนอง เรียก peripheral enhancement
ยาที่ใช้ก็ต้องเป็นยาที่มีสมบัติซึมผ่านเข้าเนื้อเยื่อได้ดี หรือบางครั้งคงต้องผ่าตัดระบายหนองออกมา เพราะยาทะลวงเข้าไปยาก
ฝีที่ตับพบได้บ่อยเพราะตับมีระบบไหลเวียนเลือดสองระบบ คือ ระบบพอร์ตัล หลอดเลือดดำที่ดูดซึมอาหารต่างๆจากลำไส้จะผ่านมาที่ตับก่อนเข้าสู่หัวใจ ทำให้ตับรับเชื้อโรคในลำไส้ได้ง่าย เป็นเหตุที่ทำให้เกิดฝีบิดอะมีบิกที่ตับ (amoebic liver abscess) จากการติดเชื้อปรสิตอะมีบาในลำไส้เดินทางต่อมาที่ตับ หรือติดเชื้อจากแบคทีเรียในลำไส้ แบคทีเรียชื่อ enterobactericiae เคลื่อนที่ผ่านระบบเลือดและน้ำเหลืองมาที่ตับ เกิดเป็น pyogenic liver abscess
ระบบเลือดที่สองคือ ระบบเลือดซีสเต็มมิก (systemic circulation) ระบบเลือดที่ไหลเวียนปรกติในร่างกาย ทำให้มีการติดเชื้อที่ตับและอาจเกิดหนองได้เสมอ หากมีการติดเชื้อในกระแสเลือดและเป็นคำอธิบายสำคัญของ ฝีเมลิออยโดสิสที่ตับ ทบทวนเรื่องเมลิออยโดสิสที่นี่
https://m.facebook.com/medicine4layman/posts/1596276677355026:0
...ครบ ฝีที่ตับสามชนิด ฝีบิดอะมีบิก ฝีแบคทีเรีย ฝีเมลิออยโดสิส
อาการจะคล้ายๆกัน ไข้สูงหนาวสั่น ไข้เป็นระยะๆ (หากเขียนไข้เป็นช่วงๆจะมีคนมาต่อทันที ...หลินฮุ่ย) มีการเจ็บชายโครงขวา กดเจ็บ บางคนมีตับโต หากฝีไปกดเบียดทางเดินน้ำดีอาจมีตัวตาเหลืองได้ ประวัติที่ได้อาจมีถ่ายเหลว มีมูกเลือดนำมาก่อนได้ ...อันนี้คือที่ชัดๆนะครับ ประวัติไม่ตรงไปตรงมา ไข้สองสามอาทิตย์ ไม่มีอาการปวดเลยก็มี
การตรวจวินิจฉัยที่นิยมคือการถ่ายภาพ ไม่ว่าจะเป็นอัลตร้าซาวนด์ หรือ เอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ฉีดสี ลักษณะทางเอ็กซเรย์เมื่อร่วมกับประวัติและตรวจร่างกายจะสามารถแยก มะเร็งตับ มะเร็งท่อน้ำดี ได้ระดับหนึ่ง ฝีอะมีบิกส่วนมากจะเป็นฝีเดี่ยวๆหรือสองสามโพรงใกล้ๆกันที่ตับกลีบขวา ฝีแบคทีเรียมักจะมีโพรงเดี่ยวหรือโพรงเล็กๆกระจายทั้งสองกลีบ ส่วนฝีเมลิออยมักกระจายและจะมีลักษณะเฉพาะ (swiss-cheese appearance, necklace signs)
จำเป็นต้องเจาะออกไหม จำเป็นต้องใส่สายระบายหรือไม่ หรือจะต้องผ่าตัด ...ทั้งหมดเพื่อการรักษาและได้ทราบชนิดของเชื้อก่อโรค .. สำหรับฝีเมลิออยนั้นข้อมูลน้อยโดยมากรักษาด้วยการใช้ยาจะหายดีและตอบสนองดี ส่วนฝีอะมีบิกไม่ได้บังคับเจาะเช่นกัน จะเลือกเจาะหากโพรงหนองใหญ่มีแนวโน้มจะแตกและโพรงไม่ลึกมาก
แต่ฝีแบคทีเรีย การเจาะออกจะมีประโยชน์เลือกเจาะบ่อยๆ หรือใส่สายระบายก็ดีกว่าไม่เจาะครับ
การผ่าตัดก็ทำเมื่อไม่ตอบสนองต่อยา หรือ ฝีแตกเข้าช่องท้อง เข้าเยื่อหุ้มหัวใจเป็นต้น
การรักษาด้วยยาสามารถรักษาได้ดีและสามารถติดตามโรคได้ด้วยอัลตร้าซาวนด์ หากตอบสนองดี อาการก็จะดีขึ้น ขนาดโพรงฝีก็จะลดลง การใช้ยาในระยะแรกๆก็ใช้ยาทางหลอดเลือดดำ และสามารถติดตามให้ยาแบบผู้ป่วยนอกเมื่ออาการดีขึ้น
โรคนี้นานๆจึงพบสักที แต่พบทีนึงก็วุ่นวายและรักษานาน คนไข้ก็จะกลัวมากกับ ฝีในตับ
ที่มา
1.Liver abscess โดย อ.สุพจน์ พงษ์ประสบชัย หนังสือ clinical practice in gastroenterology
2.Sleisenger and Fordtrans textbook 10th

24 กุมภาพันธ์ 2561

นางฟ้าในสงคราม ... พยาบาลผู้ยิ่งใหญ่ "ฟลอเรนซ์ ไนติงเกล"

นางฟ้าในสงคราม ... พยาบาลผู้ยิ่งใหญ่ "ฟลอเรนซ์ ไนติงเกล" 

  ช่วงปี 1800 โฉมหน้าของโลกเปลี่ยนไป มหาอำนาจเดิมคือ สเปน ดัตช์ สหราชอาณาจักร และ ฝรั่งเศส ถูกสั่นคลอนอำนาจโดยอาณาจักรรัสเซัย รัสเซียเริ่มขยายอาณาจักรแผ่ขยายมาทางตะวันตก เพื่อเข้าสู่การเพาะปลูกเขตอบอุ่น และทางออกสู่ทะเลตะวันตก ควบคุมทางเข้าออกตะวันออกกาง ความขัดแย้งคุกรุ่นจนมาถึง..

  ปี 1850 ความขัดแย้งเริ่มรุนแรงบริเวณ โรมาเนีย บัลแกเรีย และ คาบสมุทรไครเมียคาบสมุทรและจุดยุทธศาสตร์สำคัญ อยู่ทางตอนใต้ของยูเครนปัจจุบัน
  ปี 1853 สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส ตุรกี และ ซาร์ดีเนีย (บริเวณอิตาลีในปัจจุบัน) เข้าร่วมกันเป็นพันธมิตร เข้ารุกไล่กองทัพแห่งจักรวรรดิรัสเซีย เป็นจุดเริ่มแห่งสงครามสมัยใหม่ มีการใช้อาวุธ มีการวางแผน มีการสร้างพันธมิตรโจมตีเป็นกลุ่มและมีสนธิสัญญา
 
  สงครามใช้เวลาสี่ปี แต่สิ่งที่ทุกคนไม่รู้คือ คนที่เสียชีวิตจากโรคระบาดในสงคราม มีปริมาณพอๆกับที่เสียชีวิตจากสงคราม

  นั่นคือจุดกำเนิดนางฟ้าแห่งสนามรบ ...ฟลอเรนซ์ ไนติงเกล...

  ไนติงเกลเกิดปี1820 ที่เมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลีในปัจจุบัน เธอเกิดมาในครอบครัวที่มีฐานะดี เรียกว่ามั่งคั่งจะดีกว่า ทำให้เธอมีโอกาสที่จะทำตามสิ่งที่สนใจ เพราะในยุคนั้นเป็นยุคของความไม่เท่าเทียม ผู้หญิงมีโอกาสเล่าเรียนน้อยมาก เรียนแพทย์นี่ไม่ได้เลยล่ะ สถานะทางสังคมเป็นช้างเท้าหลังอย่างแท้จริง คือ ทำงานบ้าน งานสวน และมักจะออกเรือนตั้งแต่อายุน้อย 15-16 ปี
   แต่ไนติงเกลไม่ใช่แบบนั้นเธอได้มีโอกาสเรียนรู้การดูแลคนเจ็บป่วย เป็นคนยากไร้ทคนงานที่มาอยู่ในเขตที่ดินของพ่อเธอ ทำให้เธอรู้สึกชื่นชอบในการดูแลรักษาพยาบาล เธอปฏิเสธพ่อกับแม่ว่า เธอจะยังไม่แต่งงาน แต่ขอไปเรียนวิชาพยาบาลอย่างจริงจัง
  ก็อย่างที่ว่าในสมัยนั้น การเรียนของสุภาพสตรีไม่ง่ายนัก ต้องจากบ้านจากเมืองไปไกลทีเดียว ไนติงเกลเข้ารับการศึกษาที่ Lutheran Hospital เมือง Kaiserwerth ปัจจุบันในประเทศเยอรมนี ในปี 1844

  **สมัยนั้น ยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง หลายประเทศยังไม่จัดตั้งเหมือนทุกวันนี้ ยังเป็นอาณาจักร แคว้น เมือง เช่น ซาร์ดีเนีย(ปัจจุบันอยู่ในเขตอิตาลี) ปรัสเซีย(เยอรมัน) **

  เมื่อไนติงเกลเรียนจบใช้เวลาห้าปี เธอได้กลับไปที่อังกฤษ ครับมันคือปี 1850 ปีที่สถานการณ์ของยุโรปตะวันออก คาบสมุทรไครเมีย ทะเลดำ คุกรุ่นสุกงอม ไนติงเกลทำงานที่โรงพยาบาลมิดเดิลเซ็กซ์ ที่นั่นไนติงเกลได้เรียนรู้เรื่องสุขอนามัยและสิ่งแวดล้อมที่ดี ในการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคอหิวาหตกโรค หนึ่งในโรคระบาดที่ร้ายกาจในยุคนั้น

   หลังจากนั้นสามปี สงครามไครเมียก็อุบัติขึ้น ทหารชาวอังกฤษล้มตายในสงครามเป็นอันมาก และข่าวก็มาถึง ฟลอเรนซ์ ไนติงเกล.... 

  ไนติงเกลได้อาสาไปช่วยทหารเหล่านั้น สมัยนั้นไม่มีการพาหน่วยสตรีออกรบด้วย ไนติงเกลต้องส่งคำร้องไปยังผู้ใหญ่ในกองทัพสหราชอาณาจักร อย่าลืมว่าเธอมีต้นทุนทางสังคมดีอยู่แล้ว...อ้อ ลืมไปในบางเล่มเขียนว่าเธอย้ายมาอยู่อังกฤษตั้งแต่เด็ก แต่อีกหลายเล่มบอกว่าครอบครัวเธอมีบ้านอยู่หลายเมือง ผมเชื่อทฤษฎีย้ายมามากกว่า เพราะพ่อของไนติงเกลเป็นนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์สมัยนั้นที่ต้องการแสนยานุภาพของกองทัพอังกฤษคอยคุ้มครอง
   สุดท้าย ไนติงเกลได้รับอนุมัติให้จัดทีมพยาบาลกองผสมหลายเชื้อชาติศาสนา ไปดูแลรักษาทหารสัมพันธมิตรของอังกฤษ โดยให้ไปตั้งโรงพยาบาลสนามที่ Scaturi ฐานทัพของอังกฤษที่เมืองคอนสแตนติโนเปิล ฐานที่ใกล้คาบสมุทรไครเมียที่สุด หลายท่านคงทราบคำตอบในใจแล้วว่า คอนสแตนติโนเปิลก็คือ อิสตันบูลในปัจจุบันนั่นเอง เดี๋ยวจะเข้าใจว่า ตำแหน่งที่ตั้งที่อิสตันบูล ตุรกี มีส่วนสำคัญของการเป็น Lady with the Lamp 

   โรงพยาบาลสนามที่ไนติงเกลและอาสาสมัครพยาบาลทั้ง 34 ท่าน ตั้งอยู่บนแหล่งเสื่อมโทรม น้ำเสีย ภายในก็สกปรก หนู แมลงสาบมากมาย สิ่งแรกที่ไนติงเกลทำคือ "จัดระเบียบสังคม" ทำความสะอาดให้โล่ง เปิดหน้าต่างให้ลมพัดผ่าน แสงแดดส่องถึง จัดหาน้ำสะอาด ตามสิ่งที่เคยมีประสบการณ์จากโรคอหิวาห์ เริ่มได้ผล...ทหารไม่ได้ล้มตายจากติดเชื้ออีก ทั้งๆที่ไนติงเกลยังไม่มียาฆ่าเชื้อ (ซัลฟาและเพนิซิลลินเกิดหลังจากนี้ไปเกือบแปดสิบปี) แต่อัตราการเสียชีวิตยังคงสูง..เพราะอะไร
  ท่อน้ำเสียและทางระบายน้ำเสียอันสกปรกและขังอยู่ใต้อาคารนั่นเอง

   ไนติงเกลขอความร่วมมือจากทหารช่วยกันวางระบบระบายน้ำและของเสีย ปิดฝังท่อระบายน้ำสกปรกใต้อาคารพยาบาล สร้างสิ่งแวดล้อมและระบายน้ำใหม่ทั้งหมด สิ่งนี้เอง อนามัยและสิ่งแวดล้อมที่ดี สะอาด จะช่วยให้ผู้คนปลอดโรค

  ใช่แล้ว Theories of Nightingale ตามวิชาพยาบาลนั่นเอง ....

  และแล้วก็มาถึงตำนาน  ยุคสมัยนั้นอย่างที่เรียนให้ทราบตั้งแต่ต้นว่าไม่มีความเท่าเทียมกันทางเพศ สุภาพสตรียังไม่สามารถออกไปทำงานหรือธุระปะปังอะไรได้มากมาย ยิ่งการไปให้การพยาบาลในช่วงเวรบ่ายหรือเวรดึก แทบไม่มีใครทำ (คุณพยาบาลแอบยิ้มเลย..ขึ้นแต่เวรเช้า สวรรค์)
  แต่ฟลอเรนซ์ ไนติงเกล ได้ทำลายกฎและความเชื่อแห่งความอยุติธรรมอันนั้น สุภาพสตรีจะได้มีสิทธิ มีอำนาจและคนไข้คนเจ็บก็ได้รับการดูแล เปลี่ยนผ้าพันแผล เช็ดตัว กินยา สิ่งนี้ทำให้พลิกโฉมการพยาบาลยุคนั้นที่จะรักษากันเฉพาะเวรเช้าและเป็นที่มาของ the Lady with the Lamp

   ไนติงเกลเริ่มพาทีมอาสาสมัครแบ่งออกเป็นชุดๆ สลับกันไปดูแลคนไข้ช่วงกลางคืน การทำแผล กมรทำความสะอาด รับคนไข้ใหม่ เดินราวด์วอร์ดไปเตียงสู่เตียง การทำแบบนี้ร่วมกับการจัดสุขลักษณะอนามัยคนไข้และสถานที่ ทำให้อัตราการเสียชีวิตลดลงอย่างมากเกือบ 60% โรคระบาดไม่ใช่ปัญหาของสงครามอีก (อย่าลืม สงครามคือ ไม่ได้อาบน้ำ อาหารแค่พออยู่ แออัด เชลยศึก แผล ...ฯลฯ)  และพอดีกับอังกฤษก็ชนะสงครามเสียด้วย
   แน่นอนในโรงพยาบาลสนาม ย่อมไม่มีไฟฟ้า ไนติงเกลและเหล่าอาสาสมัครพยาบาลผู้กล้าใช้ตะเกียงเดินไปตรวจคนไข้และทำหัตถการ เป็นตะเกียงที่เรียกว่า Turkish lantern ภาษาท้องถิ่นว่า Fanoos เหล่าบรรดาผู้บาดเจ็บจึงขนานนามว่า "The Lady with the Lamp" หรือ "Angel of Crimea"

  ความกล้าหาญและความคิดของไนติงเกลได้รับการยกย่องมาก และบันทึกของเธอเกี่ยวกับการดูแลคนไข้อย่างเอาใจใส่ สุขอนามัย อาหารที่ดี สิ่งแวดล้อมที่สะอาด การดูแลผู้ป่วยตลอดเวลา ที่เธอบันทึก  Efficiency and Hospital Administration of the British Army ได้รับการประยุกต์ใช้ไปทั่วกองทัพอังกฤษ รวมทั้งเป็นมาตรฐานการพยาบาลในปัจจุบัน
  หลังจากไนติงเกลกลับมาจากสงคราม เธอได้รับรางวัลและเงินทุนจากสมเด็จพระราชินีแห่งอังกฤษเพื่อจัดตั้งการเรียนการสอนพยาบาลอย่างเป็นหลักฐาน เป็นจริงเป็นจังที่ โรงพยาบาลเซนต์ทอมัส "the Nightingale Training School for Nurses"

  บั้นปลายเธอได้เป็นกวี คุณครูและเป็นแรงบันดาลใจกับพยาบาลทั่วยุโรป และตราบจน..ทุกวันนี้
  ภาพตะเกียง fanoos ดั้งเดิมที่ไนติงเกลใช้ จากพิพิธภัณฑ์ ฟลอเรนซ์ ไนติงเกล ประเทศอังกฤษ

23 กุมภาพันธ์ 2561

กว่าจะจบแพทย์ 5 ตอน

กว่าจะจบแพทย์ 5 ตอน
เรื่องราว วิธี แนวคิด เมื่อมองย้อนหลังกลับไป อ่านพอสนุกๆ อย่ายึดเป็นแนวทางมากเพราะผมก็เกรดไม่ได้สูงมาก ไม่ได้เป็น cream เพียงแต่ ...อึด ทน ขยัน ... หึหึ เรียนครับเรียน ไม่ใช่เช่นนั้น
ต่างคนต่างมีวิธีที่ต่างกัน ไม่มีใครถูกใครผิด ถ้าผมเป็นรุ่นพี่ผมจะแนะนำรุ่นน้องแบบนี้

บทความที่ได้รับความนิยม