แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จิตเวช แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จิตเวช แสดงบทความทั้งหมด

28 กรกฎาคม 2568

แนวทางการรักษาโรคนอนไม่หลับประเทศไทย 2568

 แนวทางการรักษาโรคนอนไม่หลับประเทศไทย 2568

ท่านสามารถหาอ่านอีบุ๊กฉบับจริงได้จากสมาคมนิทราเวชศาสตร์โดยสามารถดาวน์โหลดมาอ่านเป็นเอกสารพีดีเอฟได้ฟรี ส่วนที่ผมสรุปมาให้นี้เป็นเพียงหลักการเพื่อให้ประชาชนได้เข้าใจแนวทางการวินิจฉัยและการรักษา จะได้เข้าใจตรงกันทั้งหมอและผู้ป่วย
1. วงจรการหลับตื่นและโรคที่เกี่ยวกับการนอน ยังมีองค์ความรู้ที่ต้องค้นคว้าอีกมาก การวินิจฉัยไม่ง่าย จำเป็นต้องอาศัยประวัติ การตรวจร่างกายและการแยกโรค ส่วนใหญ่ใช้การซักถามประวัติ และคุณหมอเขาจะแยกโรคที่สำคัญคือ เป็นแค่พฤติกรรมการนอนที่ไม่ดี หรือเกิดจากโรคและยาอื่น ๆ ก่อนจะลงความเห็นว่าเป็นโรคนอนไม่หลับ
2. ลักษณะสำคัญสำหรับการวินิจฉัยโรคนอนไม่หลับ คือ ระยะเวลาที่เป็น ผลกระทบต่อชีวิตและสังคม และรูปแบบการนอนหลับ
2 .1 ระยะเวลา ตัวเลขคร่าว ๆ คือ มีอาการอย่างน้อยสามคืนต่อสัปดาห์และอย่างน้อยสามเดือนต่อปี
2.2 รบกวนคุณภาพชีวิต รบกวนการคิดอ่านและการรับรู้ต่าง ๆ รบกวนระบบหัวใจหลอดเลือดหรือการหายใจ
2.3 ลักษณะที่ว่า คือ เริ่มหลับยาก หลับแล้วตื่นบ่อย (และหลับต่อเนื่องได้ยาก) หรือตื่นเร็วมากแล้วไม่หลีบอีก
3. สิ่งสำคัญที่ต้องแยกคือรูปแบบและพฤติกรรมที่ทำให้นอนผิดปกติที่ไม่ใช่โรค เช่น กลุ่มที่นอนไม่พอจากความจำเป็น เช่น พวกนักเรียนเตรียมสอบ ต้องเฝ้าผู้ป่วย กลุ่มที่วงจรการหลับตื่นไม่คงที่ เช่น พยาบาลทำงานเป็นกะ ภาวะเจ็ตแลก กลุ่ม short sleeper พวกนี้นอนไม่นาน แต่ก็พอ และทำต่อเนื่องจนเป็นพฤติกรรม ผู้ที่มีพฤติกรรมในข้อสามนี้ก็จะไม่มีความผิดปกติในข้อสองที่ชัดเจน เช่นกลุ่มที่เข้าเวร พอออกเวรก็สลบเหมือด ไม่ได้นอนยากแต่อย่างใด
4. การรักษาเกือบทั้งหมดคือการปรับความคิด ปรับชีวิต เปลี่ยนพฤติกรรม ต้องมีความเข้าใจในอาการและโรค ต้องจริงจังและจริงใจในการแก้ไขปัญหานอนไม่หลับ ทำงานร่วมกันระหว่างคุณหมอและคนไข้ ใช้เวลานานพอสมควรในการรักษา เรียนรู้และปรับพฤติกรรม ส่วนการใช้ยาจะใช้เพียงช่วงเวลาไม่เกิน 4 สัปดาห์ เป้าหมายสำคัญของการใช้ยาเพื่อรอให้การปรับพฤติกรรมประสบผลสำเร็จ **เพียงเท่านั้น**
5. ให้ความรู้พูดคุยว่า การนอนไม่หลับไม่ใช่โรคร้ายแรง ไม่ทำให้เสียชีวิต และยังทำการงานในชีวิตได้ แต่ประสิทธิภาพอาจด้อยลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคในกลุ่มข้อสามที่ต้องแก้ไขปัญหาที่สาเหตุด้วย ควรทำบันทึกการนอน (sleep diary) เพื่อบันทึกเวลาที่เข้านอน ประมาณจุดเวลาที่นอนจริง และเวลาที่ตื่น เพื่อนำมาปรับพฤติกรรมและคุณภาพการนอนได้ดี คำว่าประมาณเวลาในที่นี้และต่อไป จะไม่ใช้การจ้องนาฬิกาเพื่อบันทึกเวลา นั่นคือ พฤติกรรมที่ไม่ดีของการปรับการนอน
6.ข้อคำแนะนำพื้นฐาน ดังนี้ (ต้องทำเป็นประจำ จนเป็นนิสัยและพฤติกรรม)
6 .1 หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ตื่นตัว เครียด กังวล ในช่วง 60 นาทีก่อนเข้านอน
6.2 หลีกเลี่ยงอาหารมื้อหนัก เครื่องดื่มปริมาณมาก และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อย่างน้อย 3 ชั่วโมงก่อนนอน
6.3 จัดห้องนอนไว้เพื่อนอน ไม่ทำอย่างอื่น ยกเว้นอ่านหนังสือ ฟังเพลงเบา ๆ และเข้าห้องนอนเพื่อมานอนเท่านั้น จัดสภาวะแวดล้อม มืด สว่าง อุณหภูมิ ตามที่แต่ละคนพึงพอใจ
6.4 เมื่อเข้านอนแล้วประมาณ 15 นาที แต่ไม่หลับ ไม่ต้องฝืนนอน ให้ทำกิจกรรมผ่อนคลาย (อันนี้ผมไปค้นเพิ่มมา มีคำแนะนำว่าไม่ควรเล่นมือถือด้วยนะครับ) และเมื่อง่วงจึงมานอน กระประมาณว่าหัวถึงหมอนไม่นานจะหลับเลย
6.5 หลีกเลี่ยงการนอนกลางวัน
6.6 บันทึกเวลาตื่น ถ้าตื่นมาตอนดึกและสามารถหลับต่อได้ ก็บันทึกว่าตื่นประมาณกี่โมง ใช้เวลานานไหมกว่าจะหลับต่อ เพื่อเอาบันทึกนี้ไปคุยกับคุณหมอ ปรับเวลาการเข้านอน ปรับเวลาตื่น
7. เรื่องของยานอนหลับ ตามพยาธิสรีรวิทยาปัจจุบัน นั้น ตัวยา orexin receptor antagonist น่าจะเข้าใกล้การปรับวงจรการหลับตื่นมากสุด ยาที่มีใช้ในบ้านเราคือ lemborexant เพราะยากลุ่มนี้จะไม่มีอาการถอนยาติดยา ไม่ส่งผลต่อการรับรู้และคิดอ่าน ใช้ได้ในผู้สูงวัยที่ไม่มีโรคและมีโรคทางระบบประสาท ส่วนยากลุ่มอื่นจะมีผลไม่แน่นอน และยาที่ใช้บ่อยคือกลุ่ม benzodiazepine แม้จะทำให้ง่วงซึม นอนได้ แต่ทำให้การรับรู้สติ ความฉลาดหลักแหลมลดลง และมีผลสำคัญที่น่ากังวลคือ “ติดยา” อีกด้วย
8.ขอยกตัวอย่างยาที่ใช้รักษาอาการนอนไม่หลับตัวอื่น ๆ นะครับ
8.1 Benzodiazepines อย่าลืมว่ายากลุ่มนี้มีผลข้างเคียงสูงและติดยาได้ ตัวยาที่อาจใช้ได้คือ lorazepam และ clonazepam ออกฤทธิ์สั้นกว่า อันตรายน้อยกว่า
8.2 Non benzodiazepine hypnotic กลุ่มนี้จะทำงานในตำแหน่งเดียวกับ benzodiazepine แต่ออกแบบมาเฉพาะกับการง่วงซึม ไม่ค่อยติด และไม่ไปรบกวนวงจรการหลับมากนัก ยากลุ่มนี้ที่ไม่ใช้ในบ้านเราคือ zolpidem
8.3 ยากลุ่ม melatonin ทั้งกระตุ้นตัวรับยา และเป็นตัวเมลาโทนินเองเลย ยากลุ่มนี้คาดเดาผลได้ยาก การศึกษารับรองไม่แข็งแรงมาก แต่ออกฤทธิ์สั้นและผลข้างเคียงไม่มาก ที่มีใช้ในบ้านเราคือ melatonin sustain released
8.4 ยาต้านโรคซึมเศร้า มีผลต่อการง่วงซึมและรบกวนวงจรการหลับตื่นพอสมควร จะต้องเลือกยาที่มีผลแทรกซ้อนไม่มากต่อระบบประสาทส่วนกลาง ยาที่อาจใช้เพื่อการนอนหลับเช่น trazodone, mirtazapine
8.5 *** ไม่แนะนำการใช้กัญชาเพื่อการนอนหลับ *** จนกว่าจะมีหลักฐานที่ดีกว่านี้
9.กลุ่มโรคที่สำคัญที่ต้องพิจารณาเรื่องการหลับ และต้องพิถีพิถันในการเลือกใช้ยาคือ โรคพาร์กินสัน (ทั้งตัวโรคเองและผลข้างเคียงจากยาโดปามีน) โรคสมองเสื่อม (เลี่ยง benzodiazepine) โรคลมชัก อาการนอนไม่หลับในผู้สูงวัยที่ควรให้การรักษาแบบไม่ใช้ยาก่อน อีกกลุ่มคือหญิงตั้งครรภ์ กลุ่มโรคในข้อเก้าแนะนำปรึกษาแพทย์และแพทย์ควรศึกษาแนวทางอย่างละเอียด
10.ก่อนที่จะบอกว่าต้องใช้ยาตลอดถึงจะหลับ และขาดยาไม่ได้ ให้คิดก่อนเสมอว่าเรายังทำการปรับความคิด ปรับชีวิต เปลี่ยนพฤติกรรม ได้ไม่มากพอ
ขอให้หลับสบายกันถ้วนหน้าทุกท่าน

28 ธันวาคม 2562

Masturbation การสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเอง มันมีโทษจริงหรือ

Masturbation การสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเอง มันมีโทษจริงหรือ ??
เป็นคำถามที่เคยมีการถกเถียงกันมานาน และมีความเชื่อที่เปลี่ยนไปตลอด ประวัติศาสตร์ของการสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเองมีมาอย่างยาวนาน แต่จะด้วยวิธีใดนั้นผมไม่อาจทราบได้ ลองมาทบทวนเรื่องราวของการช่วยตัวเองกัน
ก่อนอื่นคำอธิบายว่าการสำเร็จความใคร่ ไม่น่าจะตรงกับ masturbation มากนักเพราะ masturbation ไม่จำเป็นต้องสำเร็จ การศึกษาและผู้เชี่ยวชาญหลายคนยืนยันว่าแค่ "มีความรู้สึกดี" ก็เพียงพอไม่จำเป็นต้อง "เสร็จ" เพราะมีการศึกษาว่าแค่รู้สึกดีก็มีผลเกือบเท่าเสร็จเลยทีเดียว ... ส่วนตัวคิดว่าคงไม่เหมือนซะทีเดียว เพราะ "เสร็จ" หรือ orgasm จะมีสารโดปามีนจำนวนมหาศาลออกมาทำให้สมองมีความสุขและติด ถึงกับมีคำเหมือนคำว่า masturbation คือ onanism แต่คำหลังนี้แปลว่าการหลั่งน้ำของผู้ชายนอกสถานที่..คือนอกช่องคลอด ซึ่งหมายถึงการช่วยตัวเอง หรือ การหลั่งภายนอกก็ได้
ในตำนานอียิปต์ เทพ Atum สร้างจักรวาลด้วยการช่วยตัวเอง อืม...เห็นภาพทางช้างเผือกไหมครับ..หรือมีประเพณีที่ฟาโรห์ต้องช่วยตัวเองเพื่อให้น้ำอสุจิไปเพิ่มความศักดิ์สิทธิ์และสมบูรณ์ของลำน้ำและชีวิต หลายพื้นที่การช่วยตัวเองแสดงถึงความสมบูรณ์ของผู้ชาย คือ ตรูพร้อมแล้วนะคร้าบประมาณนี้ ในขณะที่อีกหลายพื้นที่โดยเฉพาะในแถบแอฟริกาที่การอยู่รอดของทารกไม่ได้ดีมากนัก เขาจะถือว่าการช่วยตัวเองนั้น ...เสียของ
ในบางความเชื่อศาสนาจะถือว่าการช่วยตัวเองถือเป็นการกระทำต้องห้าม ในยุคสมัยล่าอาณานิคมของพระนางเจ้าวิคทอเรียได้ปรามว่าการช่วยตัวเองจะทำให้เสียสติ โดยเฉพาะในยุคมืดของยุโรป ทำให้เรื่องราวเหล่านี้เร้นลับลี้ลับ การศึกษาเรื่องนี้มีไม่มากนัก จนเมื่อเข้าสู่ศตวรรษที่ 20 การศึกษาเรื่องจิตวิทยา เรื่องเพศ ได้รับการยอมรับมากขึ้น และได้มีความเชื่อว่าเป็นเรื่องตามธรรมชาติ ไม่ได้มีข้อเสียใด ๆ ทำให้มีการยอมรับและข้อมูลมากขึ้น
สังเกตไหมครับที่ผ่านมา เราเทียบ masturbation กับ onanism คือการปล่อยน้ำอสุจิผิดที่ มันเป็นความเชื่อของชาย จากอิทธิพลในยุคศตวรรษที่ 16-19 ที่ผู้ชายคิดว่าตัวเองครองโลก ข้อมูลออกมาแบบชายทั้งสิ้น สุภาพสตรีก็มีเรื่องราวเช่นกัน
จากการศึกษาในอเมริกาหลายกลุ่มตัวอย่าง หนึ่งในการศึกษาที่สอบถามวัยรุ่น 14-17 ปี ในยุคที่วัยรุ่นกล้าเปิดเผย พบข้อมูลที่ว่าหญิง 48.1% เคยช่วยตัวเองอย่างน้อยหนึ่งครั้งในรอบสี่สัปดาห์ที่ผ่านมา และข้อมูลนี้จะยิ่งมากขึ้นเมื่ออายุมากขึ้นเรื่อย ๆ เทียบกับชายคือ 78.8% และผู้หญิงจะมีความถี่การช่วยตัวเองน้อยกว่าชาย โดยเฉลี่ยจากการศึกษาในชายจะอยู่ที่สัปดาห์ละ 1-3 ครั้ง มีเพียง 5% ที่ทำทุกวัน (โอ้..มายก็อด) ส่วนในยุโรปข้อมูลตัวเลขจะสูงกว่าอเมริกาเล็กน้อยทั้งชายและหญิง เรียกว่าสาว ๆ ยุคใหม่ก็ใช้ประโยชน์จาก masterbation เช่นกัน
สำหรับข้อมูลการสำรวจที่น่าสนใจอีกอันหนึ่งคือ แม้ว่าจะเป็นคนที่มีคู่นอน จะเพศเดียวกันหรือต่างเพศ หรือแต่งงานแล้ว หรือหย่าร้าง ก็ยังมีสถิติการช่วยตัวเองเฉลี่ยที่ประมาณ 40% ของคนที่มี "คนช่วย" นั่นคือการช่วยตัวเองอาจจะตอบสนองความต้องการบางอย่างที่สำคัญไปกว่า orgasm หรือจากคู่ของตัว ช่วยลดความตึงเครียดในคู่และเสริมสร้างความคิดทางบวกในชีวิตคู่ได้ ที่ไม่ใช่แค่เพศสัมพันธ์อย่างเดียว
แล้วความสำคัญหรือประโยชน์ของ masturbation มีอะไรบ้าง อ่านจากข้อเขียนของผู้เชี่ยวชาญทางจิตวิทยาที่ลงในวารสารต่าง ๆ มารวบรวมสรุปได้ดังนี้
1. ข้อนี้ตรงกันในหลายที่หลายบทความ คือ ช่วยปลดปล่อยแรงกดดันทางเพศ ไม่ว่าจะไม่ "เสร็จ" หรือไม่ "สุข" จากคู่ของตน หรือความต้องการอันล้นเหลือเมื่อไม่มีใคร เป็นการตอบสนองความต้องการทางอารมณ์และความรู้สึกผ่านสารโดปามีนในตัว
2. ช่วยให้ชีวิตคู่ดีขึ้น จะอธิบายต่อเนื่องจากข้อแรก เมื่อความคาดหวังและแรงกดดันลดลง มีสุขภาพเพศที่ดี จะเข้าใจคู่ของตัวได้ดี เพิ่มแรงขับดันและความต้องการทางเพศต่อคู่ของตัวเองมากขึ้น ความคิดที่ว่า พอช่วยตัวเองแล้วจะทำให้สนใจคู่ของตัวน้อยลงนั้น ปัจจุบันได้รับการยอมรับแล้วว่าไม่จริง แถมยังส่งผลให้การร่วมรักในชีวิตคู่มีสีสัน ปลดปล่อยจินตนาการเต็มที่ได้
3. สุขภาพระบบสืบพันธุ์ดีขึ้น เพิ่มความแข็งแรงกล้ามเนื้อเชิงกราน ชายจะยืนนาน หญิงจะรัดรึง เพิ่มความสามารถในการมีบุตรจากการปรับสภาพช่องคลอดของสตรี การขับเยื่อเมือกต่าง ๆ ส่วนในชายนั้น การล้างท่อมีข้อมูลว่าลดการเกิดมะเร็งลูกหมาก และสามารถใช้การช่วยตัวเองบางวิธีจำกัดนกกระจอกที่ไม่เคยกินน้ำ ให้กลายเป็นพญาแร้งที่ทนทานได้ ความเชื่อที่ว่าทำบ่อย ๆ แล้วอวัยวะนั้นจะชินชาไม่รู้สึก เสื่อมลง เล็กลง หรือใหญ่ขึ้น ไม่เป็นความจริง
4. เติมเต็มความสุขทางจิตวิทยา ความเชื่อมั่นในตัวเอง โดยเฉพาะคนที่คิดว่ารูปร่างหน้าตาของตัวเป็นอุปสรรค เติมเต็มจินตนาการและคลายความเครียด ทำให้มีจินตนาการที่ดีผ่านสารสื่อประสาทในสมอง นอกเหนือจากนี้เชื่อว่าช่วยให้นอนหลับได้ดีและหลับสนิท หากได้ช่วยตัวเอง โดยเฉพาะเมื่อ "เสร็จ" (อาจให้คนอื่นช่วยก็ได้)
5. ไม่ตั้งครรภ์ ส่วนกรณีไม่ติดโรคจะมีข้อยกเว้นเรื่องความสะอาดของอุปกรณ์ "ของเล่น" ต่าง ๆ ด้วย และอย่าใช้ของเล่นร่วมกัน สั่นใครก็สั่นมัน อันตรายจากการช่วยตัวเองพบน้อยมาก หากไม่พิสดารจนเกินไป
6. ช่วยลดการปวดประจำเดือนในสตรี อันนี้เป็นเพียงแค่การสอบถามและข้อมูล ยังไม่มีหลักฐานยืนยันทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจน
ผลเสียของการช่วยตัวเอง มีเพียงหากหมกหมุ่นจนไม่มีเวลาทำอย่างอื่น ก็จะเสียงานหรือหมดเวลาทำกิจกรรมอื่น หรือถ้าพิสดารมากอาจอันตรายได้ เช่นพิสดารใช้เชือกรัดตัวรัดคอ พิสดารเอาเจ้าหนูไปใส่บางอย่างแล้วดึงไม่ออก ใส่วัตถุแปลกปลอมสุดขั้วเข้าไปช่องจอดรถร้อนถึงโรงพยาบาลต้องเอาออกให้
หยุดยาวนี้ ถ้าไม่มีอะไรทำล่ะก็..........
อ่านหนังสือได้นะครับ

17 กรกฎาคม 2562

รวมเลิกเหล้า

เป็นกำลังใจให้คนที่ตั้งใจเลิกเหล้าในวันนี้
เป็นกำลังใจให้คนที่ต้องดูแลและให้กำลังใจ คนที่จะเลิกเหล้า
เป็นกำลังใจให้แพทย์พยาบาลที่ต้องดูแลผู้ที่ติดเหล้าและต้องการเลิกเหล้า
ตอนที่ 1 เชื้อเชิญ
https://www.facebook.com/medicine4layman/posts/2293371090978911
ตอนที่ 2 ผลข้างเคียง การลงแดง
https://www.facebook.com/medicine4layman/posts/2294416720874348
ตอนที่ 3 ยาเลิกเหล้า
https://www.facebook.com/medicine4layman/posts/2294416007541086
ตอนที่ 4 แบบประเมินและฮอตไลน์
https://www.facebook.com/medicine4layman/posts/2294415740874446
ตอนที่ 5 วิธีช่วยลดอาการอยาก
https://www.facebook.com/medicine4layman/posts/2294415460874474
โชคดีทุกคนนะครับ

15 กรกฎาคม 2562

เลิกเหล้า ตอน 5

วิธีลดอาการอยากเหล้า
1. สร้างแรงบันดาลใจ เตือนใจ เช่นเขียนกระดาษแปะไว้ที่ประตูว่าจะเลิกเหล้า เขียนป้ายไว้หน้ารถ เปลี่ยนภาพโทรศัพท์มือถือเป็นคำช่วงเลิกเหล้า
2. หาคนที่ไว้ใจได้ช่วยคุย เพื่อน สามี ภรรยา ลูก ครอบครัว จะได้ช่วยบรรเทาและเตือนสติ
3. ทำกิจกรรมอื่น ๆ ที่ต้องใช้แรง อย่าอยู่เฉย ๆ ออกกำลังกาย ทำสวน ทำความสะอาดบ้าน
4. ดื่มน้ำผลไม้ น้ำตาลที่มีเพียงพอและวิตามินจะช่วยลดอาการ หรือจะกินผลไม้ก็ได้นะ
5. สายด่วน 1413
"เลิกเหล้าเราทำได้ แค่แรงใจและอดทน
เลิกเหล้าได้ทุกคน ไม่มีพ้นพยายาม
เลิกเหล้าต้องฮึดสู้ ล้มคือครูอย่าใจตาม
เลิกแล้วจะงดงาม ได้ก้าวข้ามความทุกข์ตรม"

13 กรกฎาคม 2562

เลิกเหล้า ตอน 4

แบบทดสอบการติดเหล้า องค์การอนามัยโลกมอบลิขสิทธิ์ให้ แผนงานการพัฒนาระบบ รูปแบบ และวิธีการรักษาผู้มีปัญหาการบริโภคสุรา แบบบูรณาการ (ผรส.) ตีพิมพ์ภาษาไทย เป็นแบบทดสอบ AUDIT ที่ใช้ทั่วโลก
สามารถ download และทำแบบทดสอบได้ที่นี่
ประเด็นคือดื่มจนเป็นเรื่องธรรมดาทุกวัน ดื่มจนเสียหน้าที่การงาน ควบคุมตัวเองเวลาดื่มไม่ได้ ก็น่าจะติดเหล้า
อีกหน่วยงานของรัฐบาลที่ช่วยเลิกเหล้าคือ ศูนย์ปรึกษาปัญหาสุรา โทร 1413 (ไม่ใช่ 1412 อันนั้นเป็นเพจการแพทย์สุดฮิต)
แบบทดสอบจะเป็นตัวช่วยประเมินและชักจูงการเลิกได้อย่างเป็นรูปธรรม

08 กรกฎาคม 2562

เลิกเหล้า ตอน 3

ตอนที่ 3 ยาช่วยเลิกเหล้า
หลายคนคงอยากรู้ว่ามียาเลิกเหล้าหรือไม่ คำตอบจะเหมือนกับยาช่วยเลิกสารเสพติดทั่วไป นั่นคือเป็นแค่ adjunctive คือ เป็นแค่ตัวช่วยเท่านั้น สิ่งสำคัญคือความตั้งใจเลิกและแรงสนับสนุนจากคนรอบข้าง
การใช้ยาจะต้องอยู่ภายใต้การควบคุมเท่านั้นนะครับ อย่าซื้อหามาใช้เอง และที่สำคัญคือบางทีคนรอบข้างชอบซื้อมาให้ผู้ติดเหล้ากิน โดยไม่บอกกล่าว คิดว่าคงจะทำให้เลิกได้ อันนี้ผิดวิธีนะครับ ต้องบอกและแนะนำผู้ที่จะเลิกเสมอ
1. naltrexone และ acamprosate สองตัวนี้ถือเป็นยาเลิกเหล้าที่ดี เพราะออกฤทธิ์โดยตรงต่อจุดติดเหล้าในประสาทส่วนกลาง ยังไม่มีใช้ในประเทศไทย
2. disulfiram อีกหนึ่งตัวที่องค์การอาหารและยาสหรัฐรับรอง ออกฤทธิ์โดยไม่ยับยั้งการกำจัดแอลกอฮอล์ ทำให้กินแอลกอฮอล์แล้วจะมีสารพิษคั่ง (acetalehyde) เกิดอาการไม่สุขสบายหลังดื่มเหล้า ใจสั่น บ้านหมุน วูบวาบ อาเจียน มีใช้ในบ้านเรา แต่ยามีผลเสียคือซึมมาก ปลายประสาทอักเสบ การรับรู้ด้อยลง ขนาดยา 250-500 มิลลิกรัมต่อวัน ปัญหาสำคัญคือผู้ติดเหล้าจะไม่กินยาเพราะมันสร้างอาการไม่พึงประสงค์
3. ยากันชัก ตัวนี้ไม่ได้รับรองจากองค์การอาหารและยาในแง่ใช้หยุดเหล้านะครับ แต่มีการศึกษาว่าช่วยทำให้หย่าขาดจากเหล้าได้นานและลดอาการก่อนลงแดงได้บ้าง คือยา topiramate และ gabapentin ตามการศึกษาจะใช้ยาขนาดสูงที่อาจมีผลเสียได้ง่าย
4. ยาต้านการซึมเศร้า อันนี้ก็ยังไม่ได้รับการรับรอง แต่มีที่ใช้บ้างในผู้ติดเหล้าที่มีอาการซึมเศร้า มีหลายงานวิจัยพบว่าผู้ติดเหล้าส่วนมากมีโรคซึมเศร้าเป็นปัจจัยประกอบให้ติดเหล้า การรักษาโรคซึมเศร้าจึงได้ผล ยาที่ศึกษามากคือ fluoxetine
แต่ไม่ว่ายาตัวใด หากจิตใจไม่พร้อมจะเลิก ครอบครัวไม่สนับสนุน ไม่มีทางเลิกได้เพราะเลิกยาง่ายกว่าเลิกเหล้าครับ

06 กรกฎาคม 2562

เลิกเหล้า ตอน 2

ตอนที่สอง การเลิกเหล้าอาจมีผลข้างเคียงได้
เมื่อเราตัดสินใจเลิกเหล้าแล้ว บอกทุกคนแล้ว สิ่งที่เราต้องรู้ก่อนคือ หากเราเป็นคนที่ดื่มเหล้ามานานต่อเนื่อง การหยุดทันที อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายที่เรียกว่า "ลงแดง" คืออาการถอนยาเสพติดนั่นเอง
อาการจะเริ่มได้ตั้งแต่ 8 ชั่วโมงแรกหลังหยุด จนสามารถเกิดอาการได้นานถึงหนึ่งถึงสองสัปดาห์หลังหยุด จะเริ่มมีอาการกระสับกระส่าย อยู่ไม่สุข มือสั่น ใจสั่น เหงื่อออก ชีพจรเต้นเร็ว บางคนอาจมีอาการมากถึงเห็นภาพหลอน ได้ยินเสียงคนมาพูด และหวาดกลัวสิ่งเหล่านั้น หากมีอาการดังกล่าวให้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลครับ ก่อนที่จะชักเกร็งและสับสน
หลายคนที่ติดเหล้า ไม่อยากเลิกเพราะไม่อยากทรมานกับภาวะลงแดง เมื่อไปถอน อาการลงแดงจะหาย แต่จะเลิกเหล้าไม่ได้ เราต้องผ่านอาการนี้ไปให้ได้ บางคนพยายามเลิกเองแต่ทนภาวะนี้ไม่ได้ เดินไปปากซอยซื้อเหล้าจะหายเร็ว แต่นั่นไม่ใช่วิธีเลิกไงครับ
ก่อนหยุดเหล้า ควรปรับภาวะโภชนาการ กินข้าวกินน้ำให้สมบูรณ์ เสริมผลไม้หรือวิตามินบี อย่าปล่อยให้ขาดน้ำ เมื่อเริ่มมีอาการให้ดื่มน้ำมากขึ้น และไปพบแพทย์ อาการลงแดงนี้ เราสามารถจัดการได้ดีครับขอแค่รีบมา
คนรอบข้างมีความสำคัญในการช่วยตรวจจับอาการและพามาโรงพยาบาล คนเลิกก็ต้องรู้อาการและมาโรงพยาบาล อย่าไปถอน มันจะทำให้เลิกไม่ได้ คุณหมอก็จะช่วย ให้สารน้ำ สารอาหารและยา ป้องกันอาการชักจากขาดเหล้า
แค่เรารู้ทัน เราก็จัดการมันได้

04 กรกฎาคม 2562

เลิกเหล้า 1

ตอนที่หนึ่ง ชักจูงใจ เชื้อเชิญกัน
หลายท่านคงมีเจตนาที่ดีที่จะเลิกเหล้าในช่วงเข้าพรรษาที่จะถึงนี้และเป็นโอกาสที่ดีที่จะเลิกตลอดไป เราขอชื่นชมในเจตนาดีและขอชักชวนผู้ที่ยังไม่ริเริ่ม เราสามารถมาเริ่มพร้อมกัน กับรายการ "ชวนหยุดเหล้า เราทำได้" จะมาแนะนำวิธีและนับถอยหลังเลิกเหล้าไปพร้อมกัน
ตั้งใจเลยครับ พลังที่ตั้งมั่นมาจากจิตใจที่เข้มแข็ง เราทุกคนทำได้ ไม่ว่าจะลองครั้งเดียวหรือต้องทำหลายครั้ง ขอให้อย่าหยุดความพยายาม
เมื่อพร้อมด้วยใจแล้วบอกทุกคน บอกคู่ชีวิต บอกลูกหลาน บอกพ่อแม่ เป็นคำมั่นทางใจ บอกเพื่อนฝูง โดยเฉพาะเพื่อนที่ชอบชวนเรากินเหล้า ว่าเราขอเลิกเหล้า อย่าได้ชวนดื่มอีกเลย เขียนบอกในไดอารี่ เขียนในเฟซบุ๊ก
และคนรอบข้างต้องให้กำลังใจ พร้อมจะช่วยเหลือ อย่าผลักไสเขากลับไปหาเหล้า อย่าบอกว่า "เลิกอีกแล้วเหรอ ไม่เห็นเคยได้" อย่าบอกว่า " แล้วแต่แก ชีวิตแก" พลังครอบครัวและคนรอบข้างสำคัญมากกว่าที่คิด จะสำเร็จหรือไม่ขึ้นกับใจคนจะเลิกและแรงจากคนรอบข้างนี่แหละครับ
อย่าละทิ้งคนที่เรารักนะครับ

03 กรกฎาคม 2562

hypochondriasis

หมกมุ่น..หลายครั้งทำให้เรามีสุขภาพจิตที่ไม่ดี
hypochondriasis เป็นกลุ่มอาการทางจิตเวชแบบหนึ่งที่ผู้ป่วยมักจะเพ่งพินิจพิจารณาและหมกมุ่นกับการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ในร่างกายมากเกินไป ว่าจะเป็นโรคร้ายทั้ง ๆ ที่ไปพบแพทย์และได้รับการตรวจยืนยันด้วยวิธีมาตรฐานแล้วก็ตาม ส่วนมากจะไปพบแพทย์มากกว่าหนึ่งที่ จนกระทั่งความกังวลนี้ไปรบกวนชีวิตประจำวัน
ไม่ใช่การแกล้งป่วยเพื่อวัตถุประสงค์ใด ๆ นะครับ แต่นี่คือมีความกังวลจริง ๆ ในอาการของตัวเองจริง ๆ ผมขอยกตัวอย่างแบบสุดโต่งเพื่อให้เข้าใจง่าย ๆ นายเจี๊ยบเลียบด่วนมีจุดเล็ก ๆ ที่ผิวหนัง (ไฝ) มาหกปีแล้ว กังวลมากว่าจะเป็นมะเร็งผิวหนัง ทั้ง ๆ ที่ไปตรวจมาตลอดหกปี ตัดชิ้นเนื้อก็แล้ว หมอแล็บแพนด้ามาบอกก็ยังไม่คลายกังวล กังวลจนกระทั่งทุ่มเงินกว่าสามสิบล้านที่ถูกหวยมาได้ ซื้อประกันชีวิตตัวเองจนเกลี้ยง หนี้สินอื่นไม่ยอมใช้ ชีวิตต่ำตมลง
แบบนี้ต้องไปพบจิตแพทย์นะครับ
ส่วนแกล้งป่วย (malingering) หรือป่วยการเมือง (take a sickie) คือ ไม่ป่วยและรู้ตัวด้วยว่าไม่ป่วย ไม่ได้กังวลกับความป่วย แต่ได้ประโยชน์หรือเล็งประโยชน์จากการป่วยนั้น ตัวอย่างนี้มาจากวรรณคดีเรื่องหนึ่งที่ผมคิดว่าอธิบายคำว่า "ป่วยการเมือง" ได้ดีที่สุด
สามก๊กในตอนที่กวนอูตีเมืองเกงจิ๋วได้ และกำลังรุกคืบไปตีเมืองอ้วนเสีย ในขณะนั้นมีลิบองเป็นผู้รักษาราชการที่ลกเค้า ก็ฮึ่ม ๆ จะเอาเมืองเกงจิ๋วเช่นกัน ด้วยความที่เป็นเมืองยุทธศาสตร์คุมด่านแม่น้ำ ใครก็ต้องการ
กวนอูไม่กล้าละสายตาจากเกงจิ๋วได้มากนัก เพราะประหวั่นพรั่นฝีมือของลิบองแห่งง่อก๊ก ลิบองเองก็ไม่กล้าหาญหักบุกยึดด้วยกำลังของทัพกวนอูตอนนั้นแข็งแกร่ง ลิบองรับอาสาซุนกวนไปยึดเกงจิ๋ว แต่ไม่สามารถคิดอุบายยึดได้ พอถึงเวลารายงานซุนกวนว่าแผนการบุกยึดไปถึงไหน ลิบองแกล้งป่วยครับ จะได้ไม่ต้องไปพบหน้าเจ้านาย (อืม...มันมีมาตั้งแต่ยุคสามก๊กเลยรึ)
แต่ปรากฏว่า ซุนกวนเชื่อเฉยเลย !! ลิบองและลกซุ่น สองขุนพลจึงคิดว่า เฮ้ย..งั้นเราเอาแผนนี้ไปหลอกกวนอูก็ได้นี่หว่า ลิบองและลกซุ่นไปวางแผนกับซุนกวน ถึงแผนการ "ป่วยการเมือง" (พยายามหาว่าแล้วซุนกวนไม่โกรธลิบองหรือไง ที่แกล้งป่วย ก็ไม่พบ ก็คงหยวน ๆ )
ให้ลกซุ่นไปรักษาลกเค้าแทน คือลกซุ่นนี่เรียกว่าอ่อนพรรษากว่าลิบอง ให้เหตุผลกับสื่อมวลชนว่า ลิบองป่วยหนักไม่สามารถปฏิบัติราชการได้ กวนอูรู้เข้าก็แปลกใจเช่นกันที่ส่งหนูน้อยลกซุ่นมาแทน แต่ในใจก็รู้สึกดีว่า เออ ดีนะ มันคงไม่สามารถหักตีเกงจิ๋วได้ เพราะอ่อน งั้นเรายกทัพขึ้นเหนือไปตีเมืองอ้วนเสียดีกว่า
ครับ...อย่างที่ท่านคาด ลิบองเข้าตียามที่ทหารของกวนอูไปรบที่อื่น เรียกว่า ตีท้ายครัวโดยแท้ การศึกครั้งนี้ส่งผลให้กวนอูสิ้นชื่อ ถึงแพ้ก็ไม่ยอมไปเป็นข้าราชการของซุนกวน ขอตายดีกว่าจะรับใช้เจ้านายคนอื่น (สปิริตสุดยอดมาก) และส่งผลให้ลิบองได้ชื่อว่าผู้พิชิตแมนยู เอ้ย ผู้พิชิตกวนอู ตั้งแต่นั้นมา
อย่าป่วยการเมืองนะ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ

27 เมษายน 2562

เรื่องของกัญชา

เล่าให้ฟังนะครับ สรุปมาที่ประชาชนอย่างเราท่านน่าจะได้มีความเข้าใจที่ดี ผมยังไม่ได้ไปค้นเพิ่มเติมนะครับ เรียกว่าสรุปและเล่าสด คิดว่าการบรรยายนี้มีค่ามากในเรื่องของกัญชา โดย รศ.พญ.สุดา วรรณประสาท, ผศ.นพ.วรพันธ์ เกรียงสุนทร, ผศ.นพ.สหภูมิ ศรีสุมะ
1. สำหรับทางการแพทย์แล้ว กัญชาเป็นที่มาของสารออกฤทธิ์ที่สำคัญสองชนิดเรียกว่า THC (tetrahydrocanabivarin) และ CBD (canabidiol) ซึ่งการใช้ทางการแพทย์จะสกัดเอาสารทั้งสองมาทำเป็นยาในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ได้นำมาใช้แบบตรง ๆ ในการเผาใบกัญชาหรือนำใบกัญชามาผสมในอาหาร ซึ่งการจะสกัดมาใช้ทางการแพทย์ได้ต้องมีการควบคุมคุณภาพ มีสัดส่วนของสารสกัดที่ชัดเจน มีการรับรองการผลิต ดังนั้นการใช้กัญชาทางการแพทย์ต้องนำไปผ่านกระบวนการทางอุตสาหกรรมอีกหลายขั้นตอนครับ
2. สารที่ออกฤทธิ์จากกัญชามีสมบัติพิเศษคือ มันละลายในไขมันได้ดี แทรกซึมไปในเนื้อเยื่อต่าง ๆ ได้ดีและรูปแบบที่เราเห็นกันคือ น้ำมันกัญชา นั่นเอง อีกประการคือจะต้องอาศัยความร้อนจึงจะปล่อยสารออกฤทธิ์ออกมาได้ เราจึงเห็นการเผาการสูบในกัญชาอยู่บ่อย ๆ
3. การใช้ THC และ CBD โดยวิธีสูบจะออกฤทธิ์เร็วมากพอ ๆ กับการฉีดเข้าหลอดเลือดดำ สำหรับการหยดใส่ใต้ลิ้น (แบบที่เคยเห็นกันนั่นแหละ) จะออกฤทธิ์ช้าลงมา แต่วิธีที่ช้าที่สุดคือการกิน เพราะการดูดซึมน้อยและช้า แต่รูปแบบการกินจะเกิดพิษมากสุด เพราะผู้ใช้ไม่รอจนกระทั่งยาออกฤทธิ์ 1-3 ชั่วโมง พอยายังไม่ทันออกฤทธิ์ก็คิดว่าไม่ได้ผลจึงกินซ้ำ ๆ สุดท้ายจะเกินขนาดและเป็นพิษได้
4. THC จะมีฤทธิ์เมาและทำให้เคลิ้ม คนที่เสพกัญชามักจะชอบผลอันนี้ ในขณะเดียวกันก็จะมีอาการทางจิตประสาทและหลอนได้ ฤทธิ์ลดปวดสูง สามารถแก้อาเจียนได้ดี แต่ CBD จะมีฤทธิ์ต้านเมาหลอน มีผลทำให้สงบมากกว่าอาการจิตประสาท ลดปวดได้แต่ไม่ดีเท่า THC ในทางการแพทย์เราต้องการ CBD มากกว่า THC หรือใช้ CBD ผสม THC จะได้ไม่ต้องใช้ THC ในขนาดสูงมากจนเกิดผลเสีย
5. กัญชาที่นิยมมากขึ้นในการใช้เพื่อความบันเทิงจึงจะเป็นพันธุ์ที่สามารถสกัดแล้วให้ THC สูง ส่วนทางการแพทย์จะขอสายพันธุ์ที่ CBD สูง มันสวนทางกัน ในอดีตต้นกัญชาไม่ได้มีการปรับปรุงและดูแลให้มี THC สูงแบบทุกวันนี้ กัญชาสมัยก่อนจะมีสัดส่วน THC/CBD ต่ำกว่านี้ จึงสามารถใช้เป็นยาได้ดี แต่กัญชาปัจจุบันสายพันธุ์เปลี่ยนไปจากอดีตแล้ว จึงใช้กัญชาแบบเดิมในการรักษาโรคแบบในอดีตไม่ได้
6. สาร THC และ CBD ที่มีสัดส่วนเหมาะสมคงที่ ทั้งจากการสกัดแบบพิเศษหรือจากการสังเคราะห์ มีที่ใช้และได้รับการรับรองในหลายประเทศคือ โรคลมชักบางชนิด, โรคปลอกประสาทอักเสบ multiple sclerosis, อาการปวดเรื้อรังแบบปวดจากเส้นประสาท และลดอาการคลื่นไส้อาเจียนจากการใช้ยาเคมีบำบัดรักษามะเร็ง ข้อรับรองต่าง ๆ เหล่านี้ไม่ได้มาจากหลักฐานที่ดีเลิศ และต้องศึกษาเพิ่มเติมอีกมากมาย และยังไม่มีข้อตกลงขนาดยาในการรักษาแต่ละโรคที่ชัดเจน
7. ส่วนการรักษามะเร็ง การรักษาอัลไซเมอร์ การรักษาพาร์กินสัน ยังคงต้องศึกษาต่อไปอีกมาก ข้อมูลส่วนใหญ่มาจากสัตว์ทดลองและหลอดทดลอง ที่ยังสรุปประโยชน์และโทษที่ชัดเจนในคนได้ยาก หรือแม้แต่การศึกษาที่เป็นหลักฐานสนับสนุนข้อบ่งชี้ก็ไม่ได้เป็นการศึกษาที่ได้ผลดี ยังจำเป็นต้องศึกษาอีกมาก ในหลาย ๆ ประเทศจะมีการอนุญาตให้มีการปลูกเพื่อนำไปวิจัยทางการแพทย์หรือใช้ทางการแพทย์ ไม่ได้อิสระเสรีเต็มที่นัก
8. อันตรายจากสารสกัดกัญชาที่ต้องระวังเพราะการกำหนดขนาดรักษายังไม่ชัดเจนนัก โอกาสจะได้ผิดวิธีหรือขนาดสูงเกินไปจะมีมาก หากได้รับพิษในขนาดสูงจะมีอาการสับสนกระวนกระวาย มีอาการทางจิตประสาท มือสั่นปากแห้งได้ มีผลมากต่อการพัฒนาการสมองเด็ก อันตรายต่อทารกในครรภ์ ในประเทศสหรัฐอเมริกาหลังจากที่อนุมัติให้ใช้ในทางการรักษายังพบการเกิดพิษเพิ่มขึ้นมากมาย และในหลายรัฐที่อนุมัติเสพเพื่อความบันเทิงก็ยิ่งพบอันตรายจากพิษเฉียบพลันมากขึ้น รวมทั้งอุบัติเหตุท้องถนนก็เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย
9. อันตรายในระยะยาวที่แน่นอนคือ เสพติด โรคจิตประสาท และเพิ่มอัตราการฆ่าตัวตาย อันตรายที่พบน้อยแต่รุนแรงเรียกว่า canabinoid hyperemesis syndrome เป็นอาการอาเจียนต่อเนื่องรุนแรง ไม่ตอบสนองต่อยาต้านอาการอาเจียน พบในผู้ที่ใช้กัญชามานาน ๆ ข้อแปลกของอาการนี้คือ เวลาอาบน้ำร้อนอาการอาเจียนจะลดลง (เป็นผลของการขยายหลอดเลือดของกัญชา)
10. แต่เนื่องจากโอกาสพัฒนาของสารสกัดกัญชาในการพัฒนายาหลายชนิด จึงมีการปลดล็อกระดับสารเสพติดของ CBD และปรับระดับสารเสพติดของ THC จากระดับ 4 เป็นระดับ 1(ปรับเกรดมาเท่ากับการใช้อนุพันธุ์ของฝิ่นมาเป็นยา) ตามเกณฑ์ของ WHO ไม่ได้หมายถึงปลดล็อกเพราะปลอดภัยแล้ว เสรีได้ หลาย ๆ สมาคมการแพทย์ยังไม่สนับสนุนเสรี 100% แต่สนับสนุนให้ปลูกได้แต่ต้องควบคุมเคร่งครัดและใช้ในทางการแพทย์เท่านั้น (medical purpose) ไม่ให้ใช้กัญชาและสารสกัดกัญชาเพื่อความบันเทิง (recreation purpose)
11. จะต้องสร้างปัจจัยแวดล้อมมารองรับและสนับสนุนมาพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารที่ดี ความรู้ความเข้าใจของผู้ใช้ การควบคุมและกำหนดคุณภาพผลิตภัณฑ์ การดูแลเมื่อเกิดพิษหรือการใช้แบบไม่ได้ตั้งใจโดยเฉพาะในเด็ก การออกกฎหมายควบคุมที่ดี นโยบายและการติดตามผลที่รัดกุม
อาจารย์ผู้บรรยายแนะนำ อันนี้เยอะและละเอียด ผมจะทยอยอ่านแล้วมาเล่าให้ฟัง
http://www.nationalacademies.org/…/health-effects-of-cannab…

03 กันยายน 2561

โรคซึมเศร้า

โรคซึมเศร้าเป็นโรคอารมณ์แปรปรวนทางจิตเวชแบบหนึ่ง ผู้ป่วยอายุรกรรมเราพบโรคซึมเศร้าแฝงอยู่มากมายครับ
ผู้ป่วยที่ต้องรักษานาน ๆ ผู้ป่วยที่สภาพโรคเรื้อรัง ผู้ป่วยที่ต้องทรมานจากโรคและการรักษา เช่น ผู้ป่วยไตเสื่อมเรื้อรัง ผู้ป่วยข้ออักเสบเรื้อรัง ผู้ป่วยมะเร็ง บางครั้งโรคดูตอบสนองแต่อาการโดยรวมไม่ดีขึ้น เพราะมีโรคซึมเศร้าแฝงอยู่
การดูแลรักษาจำต้องรักษาโรคเดิมให้ดี บางโรคไม่หาย แต่ก็ต้องควบคุมและให้คนไข้ได้มีชีวิตอย่างปกติสุขพอสมควรแก่อัตภาพ หากภาวะแห่งความสุขเริ่มลดลงมาก โรคซึมเศร้าจะเข้ามา
โรคซึมเศร้าอีกแบบคือมีความผิดปกติตั้งต้นทางอารมณ์ สารสื่อประสาทที่ผิดปกติ เป็นโรคทางจิตเวชที่ต้องการการรักษา หรือโรคซึมเศร้าอันเกิดจากโรคทางอายุรกรรมก็ต้องการรักษาเช่นกัน
การรักษามีทั้งการพูดคุย การปรับพฤติกรรม การใช้ยา ฝากถึงคุณหมอที่ดูแลผู้ป่วยเรื้อรังว่าอาจต้องคิดถึงโรคนี้บ้าง ฝากถึงผู้ที่ดูแลผู้ป่วยเรื้อรังว่าต้องคิดถึงโรคนี้บ้าง หากคนไข้ดูแย่ลง และที่สำคัญกว่านั้น
ฝากถึงทุกคนว่า คนที่เป็นโรคซึมเศร้า สามารถหายและกลับเป็นปรกติได้ โรคซึมเศร้าไม่ติดต่อ มักไม่เป็นอันตรายต่อคนอื่น แต่อาจเป็นอันตรายต่อตัวเองคือพยายามฆ่าตัวตายได้
ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าส่วนมากไม่ได้ต้องการกำลังใจแบบมองเขาเป็นคนไข้หรือน่าสงสาร เขาต้องการให้คนอื่นยอมรับเขาอย่างที่เขาเป็นและมองเป็นคนปรกติ ทำทุกอย่างเหมือนดังคนธรรมดา
ไม่ควรรังเกียจ หรือแสดงความสงสารแบบทำให้เขาดูด้อยค่า แค่ให้เกียรติและยอมรับเขาเสมือนว่าเขาคือคนปรกติเช่นทุกคน สักวันหากเขารักษาจะดีขึ้น
และฝากถึงผู้ป่วยและผู้ที่เสี่ยงจะป่วย ให้ต่อสู่และเข้ารับการรักษากับจิตแพทย์ การเข้ารับการรักษาจากจิตแพทย์ไม่ได้แปลว่าตัวผู้รักษาเป็นโรคจิต ห้ามเข้าใกล้แต่อย่างใด นี่คือความเข้าใจที่ผิดและอยากให้แก้ไขมาก ๆ
เราทุกคนก็มีโอกาสป่วยทางจิตเวช ที่อาจเป็นอารมณ์แปรปรวน เครียด ความคิดผิดปกติ หวาดระแวง ย้ำคิดย้ำทำ เราก็เข้ารับการรักษาเฉกเช่นโรคทางกายทั่วไปครับ
บางที บางโรค ถ้าเราไม่เป็นหรืออยู่ในภาวะเดียวกับเขา เราจะไม่มีวันเข้าใจเลย ดังนั้น ให้โอกาสทุกคนและเปิดกว้างทางความคิดนะครับ

28 กรกฎาคม 2561

hesitation mark, suicidal mark

hesitation mark, suicidal mark เก็บตกจาก "เมีย 2018"
ใครเป็นแฟนละคร เมีย 2018 ยกมือขึ้น เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาเราได้เห็นฉากที่ "กันยา" ใช้คัตเตอร์กรีดข้อมือแล้วส่งสัญญาณภาพสดไปยัง "ธาดา" เพื่อเหตุผลทางการเมือง เรามารู้จักแผลกรีดข้อมือตัวเองกัน
hesitation mark คือรอยแผลอันเกิดจากการพยายามทำร้ายตัวเองแต่เป็นการทำร้ายที่ยังไม่ถึงระดับจะเสียชีวิต การกระทำอันเป็นที่นิยมคือการใช้มีดกรีดข้อมือให้เป็นรอย หลายๆรอย มักจะเกิดกับข้อมือข้างที่ไม่ถนัด มือที่ถนัดใช้กรีดมืออีกข้างหนึ่ง
รอยแผลมักจะไม่ลึกมาก และมีหลายรอยขนานในทิศทางเดียวกัน เพราะส่วนมากผู้ทำไม่ได้มีเจตนาที่จะฆ่าตัวตายด้วยวิธีนี้ หรือลังเลที่จะทำ เพราะแผลไม่ลึก ที่ดูเลือดมากเพราะมีหลายแผล การเห็นรอยแผลที่หายเป็นแผลเป็นภายหลังหลายๆรอย อาจเกิดจากกรีดหลายครั้งหรือครั้งเดียวหลายรอยก็ได้
แต่ว่าการกรีดข้อมือแบบนี้ก็เกิดอันตรายได้หากกรีดลึกเพราะบริเวณข้อมือเป็นจุดรวมของเส้นประสาทและหลอดเลือดจากแขนส่งไปที่มือ และเป็นจุดรวมของเส้นเอ็นที่ใช้ควบคุมการเคลื่อนที่ของนิ้วอีกด้วย รวมกันตรงไหน รวมกันตรงที่นิยมกรีดกันนั่นแหละแต่ว่าอยู่ลึกกว่า
การกรีดพลาดไป เกิดกดน้ำหนักมากขึ้น อาจมีเส้นประสาทขาด เส้นเอ็นขาด ส่งผลทำให้พิการได้หากแก้ไขไม่ทัน หรือหากไปโดนหลอดเลือดแดงใหญ่ที่ไปเลี้ยงมือ (ลองจับชีพจรดู) แล้วห้ามเลือดไม่ทัน เลือดจะไหลออกมากเป็นอันตรายได้
การปฐมพยาบาล ให้ใช้ผ้าสะอาดกดปากแผลเอาไว้ งอข้อมือ และใช้ผ้าพันกดห้ามเลือด และรีบไปโรงพยาบาลเพื่อสำรวจความเสียหายและซ่อมแซม ในกรณีต้องห้ามเลือด หากกดหรือรัดแน่นแบบขันชะเนาะนานเกินไปจะทำให้มือขาดเลือดได้ ไม่ควรทำเอง ปฐมพยาบาลและไปโรงพยาบาลเลย
สิ่งที่อาจจะตามมาอีกได้คือ บาดทะยักนะครับ อย่าลืมพิจารณาการให้ยาป้องกันบาดทะยักด้วย
นอกจากนี้การพยายามทำร้ายตัวเอง ไม่ว่าจะถึงชีวิตหรือไม่เป็นเหตุให้ถึงแก่ชีวิตก็แล้วแต่ ควรได้รับการประเมินทางจิตเวชนะครับ เพราะหากมีอาการซึมเศร้าแล้วพยายามฆ่าตัวตาย ถือว่าอันตรายมากครับต้องรักษา ไม่งั้นเขาอาจทำสำเร็จในครั้งต่อไป
แต่สำหรับ "กันยา" ในเรื่องเมีย 2018 ไม่ถือเป็นการพยายามฆ่าตัวตายนะครับ เขาแอบแฝงการประชด พฤติกรรมการฆ่าตัวตายไม่ใช่แบบนั้น เด็กไม่ควรลอกเลืยนแบบและผู้ใหญ่ก็ต้องสอนว่า ทำแบบนั้นอาจอันตรายมากกว่าที่คิด

06 กรกฎาคม 2561

อะไรคือเสพติด

คุณเที่ยง แห่ง ข้ามสีทันดร หรือ คุณโป๊บ ฝาแฝดของผม ได้แสดงอย่างสมบทบาทในอารมณ์ ในฉากคิดถึงสิ่งเสพติด อะไรคือเสพติด
1. มีผลทั้งทางร่างกายและจิตใจ ทำให้ผู้เสพมีความสุข ไม่ว่าจะติดทางร่างกายเพราะสารเคมีหรือติดทางจิตใจ
2. หยุดใช้ไม่ได้ ทนไม่ไหวหากจะต้องหยุดไปนานๆ หากต้องเว้นไปนานๆจะมีอาการกระสับกระส่าย และไม่สามารถที่จะหยุดพฤติกรรมตัวเองที่จะไปหาสารนั้นหรือกิจกรรมนั้นๆ อาจจะต้องทำผิดกฎหมายหรือศีลธรรมเพื่อจะไปหาสิ่งนั้น
3. ต้องเสพมากขึ้น เพื่อจะให้ได้ความพึงพอใจระดับเดิม อาการนี้จะเด่นชัดกับการเสพติดทางกาย เนื่องจากตัวรับสารเคมีในร่างกายจะลดปริมาณลง หลังจากที่ได้รับสารนั้นๆต่อเนื่อง
4. เมื่อขาดยาหรือขาดกิจกรรมเสพติด จะเกิดอาการขาดยาหรือลงแดง (withdrawal) และเมื่อใดก็ตามได้สารเสพติดหรือกิจกรรมเสพติด อาการลงแดงจะหายไป
5. สารหรือพฤติกรรมที่เสพติดเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดผลร้าย ต่อผู้เสพและคนรอบข้าง ดังนั้นใครที่วิ่งออกกำลังกายแล้วมีความสุข ต้องการวิ่งบ่อยๆ ก็จะไม่เรียกว่า เสพติด นะครับ
และยิ่งนานไปจะยิ่งถลำลึก ซับซ้อนทั้งกายและใจและพฤติกรรมมากขึ้นจนแยกยากว่าติดเพราะติดทางกาย ติดทางใจ ติดเพราะพฤติกรรมหรือสิ่งแวดล้อม การแก้ไขปัญหาจะยากขึ้นๆ ช่วงแรกๆจะเสพเพราะต้องการความสุข ช่วงหลังๆ จะเสพเพราะไม่ต้องการความทุกข์ทรมานจากการหยุดเสพ
สมัยก่อนมีหมอคนนึง มีความสุขจากการอ่านค้นคว้าและมาเขียนสรุป ต่อมาเขาเริ่มต้องการอ่านมากขึ้น ต้องการสรุปมากขึ้น เพื่อให้คนอ่านมีความสุข หากช่วงใดไม่ได้ทำจะเริ่มมีอาการแปลกๆ เริ่มปล่อยมุกเสี่ยวๆ ห้าบาทสิบบาท เมื่อไรที่กลับมาค้นและเขียน อาการเพี้ยนๆ จะหายไป
พฤติกรรมของเขาเริ่มเป็นอันตรายต่อคนรอบข้าง เช่น นำรูปหนุ่มหล่อๆหุ่นแน่นๆ มาให้คนอื่นน้ำลายไหล หรือนำรูปสาวสุดเซ็กซี่มาทำให้คนอื่นๆใจสั่นและเจ็บข้อมือ
คุณว่าคุณหมอคนนั้น เป็นผู้ติดสิ่งเสพติดไหมครับ

29 ตุลาคม 2560

Renfield's syndrome

Vampires คุณคิดถึงใคร เอ็ดเวิร์ด ท่านเค้าท์ดราคูล่า เบลด จอมเมฆินทร์
Renfield's syndrome เป็นชื่อโรคทางจิตเวชอันหนึ่งที่พบน้อยมาก ผู้ป่วยจะมีพฤติกรรมชอบดื่มเลือดเพื่อความพึงพอใจบางประการ ส่วนมากคือความพึงพอใจทางเพศ ซึ่งโดยมากก็เป็นพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรม
ชื่อ Renfield ไม่ได้เป็นชื่อผู้ค้นพบโรคนะครับ แต่เป็นชื่อตัวละครที่ปรากฏอยู่ในนิยายอมตะของ บราม สโตเกอร์ นิยายเรื่อง "Dracula" นั่นเอง
เรนฟีลด์เป็นคนไข้ของคุณหมอซีเวิร์ดครับ มีพฤติกรรมชอบกินสัตว์เป็นๆ ที่เรียกว่า zoophagia และต่อมาก็เริ่มพอใจในการดื่มและลิ้มรสเลือด และเลือดของคนแรกที่ลิ้มรสคือ เลือดของคุณหมอซีเวิร์ดเอง ด้วยความเชื่อต่อแดรกคูล่าว่ากินพวกนี้แล้วจะอมตะ
สุดท้ายเขาก็ถูกท่านเค้าท์แดรกคูล่าสังหารครับ จริงๆถ้าคนไทยเราขยันรายงานเคส อาจจะมีชื่อ ซีอุย ซินโดรม ก่อนหน้านี้ก็ได้
ผู้ที่ตั้งชื่อนี้คือสองจิตแพทย์และนักจิตวิทยา Katherline Ramsland นักนิติจิตวิทยา และนักเขียนนิยาย เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับฆาตกรรมต่อเนื่อง ผีปีศาจ และ คุณหมอ Richard Noll อาจารย์จิตเวชแห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
ทั้งสองสนใจในพฤติกรรมทางจิตวิทยาของผู้ก่ออาชญากรรม ทั้งศึกษา สอนบรรยาย และเขียนนิยาย คล้ายๆแอดมินแถวๆนี้น่ะครับ คิดว่าด้วยความที่เป็นนักอ่านนักเขียน ทั้งสองจึงตั้งชื่อภาวะนี้ตามตัวละครในเรื่อง
น่าสนใจ ทำไมไม่เรียกแดรกคูล่าเสียเลย ผมคิดนะครับ ที่เขาใช้ Renfield แทนแดรกคูลา เพราะว่า renfield ก็เป็นคนธรรมดาที่หลงผิดและมีความผิดปกติทางจิตเวช แต่ท่านเค้าท์เป็นผี !! ก็เหมือนกับคนที่มีพฤติกรรมชอบดื่มเลือดเพื่อความพึงพอใจนี้เช่นกัน
ชื่อทางการของโรคนี้คือ clinical vampirism เป็นกลุ่มโรคจิตเภทชนิดหนึ่งครับ
โรคนี้พบยาก และอาจจะมีเพียงบทเล่าขาน แต่ตอนต่อไปที่ผมจะเล่าเรื่องแวมไพร์ น่ากลัวกว่าโรคนี้หลายเท่า แถมพบมากกว่าด้วย คอยติดตามกันนะครับพี่น้อง...เหอๆๆๆๆ

06 กันยายน 2560

suicidal mark

เรื่องมันนานมาแล้ว เพิ่งนึกได้
เราๆอาจเคยเห็นแผลเป็นแนวยาวๆเป็นริ้วๆ ขนานกันที่ท่อนแขนด้านใน ใกล้ๆข้อมือ สักสี่ห้ารอย หรือบางคนก็มากกว่านั้น มักจะเกิดในแขนที่ไม่ใช่ข้างถนัดของตัวเอง ส่วนมาก..ส่วนมากนะครับ เกิดจากการกรีดข้อมือตัวเอง
suicidal mark เป็นจุดสังเกตอันหนึ่ง เวลาซักประวัติตรวจร่างกายคนไข้ ว่าเขาอาจมีอดีตที่ไม่อยากพูดถึง หรือโรคทางจิตวิทยาที่แฝงเร้นอยู่ และข้อมูลที่ได้ก็อาจมีความไม่แน่นอนเนื่องจากภาวะจิตใจได้ ต้องตรวจสอบให้แน่ใจ
บางครั้งก็ต้องใช้เวลาในการถาม หรือ ต้องเลือกใช้คำพูดที่ดูน่าไว้ใจ เขาจะได้เชื่อใจว่าเรามาช่วยเขาครับ ไม่ว่าโรคใดๆก็ตาม หรือคุณหมอสาขาใดก็ตาม
ไม่ได้หมายความว่า ณ ปัจจุบัน สภาพจิตใจจะไม่ปกตินะครับ คนที่ผ่านอดีตขมขื่น ตอนนี้เขาอาจเป็นผู้รู้และไม่หวนกลับไปทำอีกก็ได้
บางทีก็เกิดจากสาเหตุอื่น ค่อยๆถามนะครับ บางคนก็เกิดจากอุบัติเหตุแสนเศร้า
ตัวอย่างแผล อันนี้ แอดยอมทุ่มใจแฟนเพจเลยนะ ขีดบนแขนตัวเองให้ดูเลย จะเป็นแบบนี้แหละ แต่ไม่ดำแบบหมึกดำแบบนี้นะครับ เป็นรอยแผลเป็นนี่แหละขวางๆ ขนานกัน สี่ห้ารอย แต่ถ้าใครสังเกตดีๆ ใต้หมึกดำๆนั้นจะเห็นรอยขีดแผลเป็นจริงๆ ทแยงอยู่เป็นรอยจางๆ ใครเห็นแผลของผม อย่าคิดว่าผมกรีดข้อมือตัวเองนะ
มันเกิดจากกระจกบานเกร็ดบาดแขนเป็นทางยาว เมื่อนานมาแล้ว .....

08 กรกฎาคม 2560

เกณฑ์การวินิจฉัยการติดเหล้า

วันพรุ่งนี้คือวันเข้าพรรษา วันดีเดย์ของหลายๆคน ที่จะหยุดเหล้า หลายคนมีวันดีเดย์มาหลายครั้ง คือ หยุดทุกเข้าพรรษาพอออกพรรษาก็มาดื่มอีก บางคนก็มีดีเดย์ครั้งเดียว ใจเด็ด หยุดได้เลย...ในขณะที่บางคน เสียชีวิตไปโดยยังไม่ได้เริ่มหยุดเลย
จริงๆแล้ว การเลิกเหล้า ไม่ได้ง่ายเหมือนเลิกบุหรี่จะครับ เพราะการเลิกเหล้าจะมีอาการถอนเหล้าที่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้ เพียงแต่ว่าการถอนเหล้าจะพบกับผู้ที่ติดเหล้าอย่างเป็นทางการ ซึ่งมีปริมาณผู้ติดไม่มากเท่ากับผู้ที่ดื่มเล็กๆน้อยๆ คนที่ติดเหล้าแล้วตั้งใจและมีเจตนาดีจะเลิก ทางที่ดีควรปรึกษาแพทย์ครับ
นี่คือเกณฑ์การวินิจฉัยการติดเหล้าครับ เราจะมาดูกันทีละวรรคเลย
เกณฑ์นี้มี 6 ข้อ จะบอกว่าติดเหล้าจะต้องมีเกณฑ์อย่างน้อย *สามข้อ* เป็นเวลาอย่างน้อยหนึ่งเดือน หรือถ้าอาการสามข้อไม่ครบเดือน ก็ต้องเป็นๆหายๆซ้ำๆ ในช่วงปีที่ผ่านมา
1. รู้สึกอยากดื่มมาก หรือต้องการซ้ำๆ ความต้องการนี้ต้องดูไปถึงการกระทำนะครับ เช่นออกไปซื้อเหล้าหรือถ้าไม่มีเงินก็ไปขอเงิน หยิบยืม เป็นหนี้ หรือร้ายสุดก็จี้ปล้นชิงทรัพย์
2. ควบคุมพฤติกรรมการดื่มไม่ได้ เรียกว่าไหล เช่น ตั้งใจจะดื่มครึ่งขวดและสุดท้ายจบที่สองขวด หรือขอสักเป๊กก่อนกินข้าวแต่ต้องดื่มถึงสองเป๊ก หรือไม่สามารถหยุดได้ เช่น ตั้งใจว่าบอลคู่นี้จบก็หยุดแล้ว พอบอลจบก็ไม่หยุดดื่ม ไปซื้อมาอีก
3. เมื่อหยุดดื่มจะลงแดง (withdrawal) เป็นลักษณะของสารที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาททั่วไป ไม่ว่าเป็นยานอนหลับ สารเสพติดเฮโรอีน หรือเหล้า ..การลงแดงเหล้าก็จะมีอาการใจสั่นมือสั่น ชีพจรเร็ว ความดันสูง ต่อมาก็จะเริ่มสับสน หลอน หวาดกลัว ต่อมาก็จะชัก หลังจากชักก็จะเพ้อคลั่ง ลองอ่านเพิ่มจากของเก่าทีาผมเคยเขียนเอาไว้
http://medicine4layman.blogspot.com/…/alcoholic-withdraw.ht…
และอาการทั้งหลายเหล่านี้ ผู้ที่ติดเหล้าจะไม่ทนนะครับ วิธีแก้ไขอาการ "ขาด" ก็แค่ "เติม" เข้าไป เท่านั้นเอง
4. ต้องการมากขึ้น (tolerance) หมายถึงเมื่อดื่มไปนานๆก็จะต้องเพิ่มปริมาณมากขึ้นถึงจะเมา หรือถึงจะพอแก่ความต้องการ เป็นที่มาของ..คอทองแดง..คอแข็ง...ไม่ได้หมายถึงเก่งนะครับ แต่คือร่างกายต้องการแอลกอฮอล์มากขึ้นถึงจะสามารถส่งผลเหมือนเดิมได้ จากเคยหนึ่งแบนก็ต้องแบนครึ่ง สองแบน ขวดกลม... และถ้าดื่มเท่าเดิม ก็จะไม่ส่งผลพึงพอใจเท่าเดิม
อันนี้ลิงค์เรื่องปริมาณการดื่ม
http://medicine4layman.blogspot.com/2016/…/blog-post_16.html
5. หมกหมุ่น เสียเวล่ำเวลาอยู่กับการดื่มเหล้า หาตังค์มากินเหล้า นั่งแช่จมอยู่ในวงเหล้า อาจถึงขั้นเสียงานเสียการ หรือมีปัญหาครอบครัวได้ กิจกรรมอื่นๆก็จะทำน้อยลง หันมาเป็นเพื่อนกับเหล้า ดังเช่นเพลงที่ร้อง โอ้เหล้าจ๋า ไหนลองหันมายิ้มหน่อยซิ ...
6. รู้ทั้งรู้ว่าเหล้าส่งผลเสีย หรือ เคยได้รับผลเสียจากเหล้า แต่ก็ยังดื่มต่อไป แม้จะเคยมีคนเตือน เคยผิดกฎหมายเช่นถูกจับจากเมาแล้วขับ หรือเคยเลือดออกกระเพาะจากดื่มเหล้า เคยถอนเหล้าจนเข้าไอซียู ..แต่ก็ยังไม่เลิกดื่มเหล้า
ถ้ามีสามข้อในหนึ่งเดือน หรือสามข้อเป็นๆหยุดๆซ้ำในหนึ่งปี ก็ถือว่าติดเหล้า แต่จริงๆนะครับที่เคยพบเห็น จะมีครบทุกข้อเป็นมาเป็นปีๆไม่เคยหยุดไม่เคยซ้ำ และเข้ารับการรักษาตลอด
แต่ทุกคนเลิกได้นะครับ ใจพร้อม ครอบครัวพร้อม โรงพยาบาลพร้อม รับรองเลิกได้ครับ ติดต่อสถานพยาบาลใกล้บ้านท่านได้ เริ่มเลยตั้งแต่พรุ่งนี้
ของแถม...
ผลของเหล้าต่อหัวใจ ที่เรียกว่า holiday heart syndrome
https://m.facebook.com/medicine4layman/posts/1707576529558373:0
เลือดออกจากเหล้า
https://m.facebook.com/medicine4layman/posts/1754738751508817
ดาวน์โหลดแบบประเมินการติดเหล้า AUDIT ได้จากลิงค์นี้ครับ
http://www.i-mapthailand.org/content-view-116.htm

05 กรกฎาคม 2560

ยานอนหลับ hypnotics

ยานอนหลับ hypnotics

หลายๆคนที่ประสบปัญหานอนไม่หลับ มักจะใช้ทางลัดในการรักษาคือยานอนหลับ เรามาพิจารณาเรื่องการใช้ยาของเราสักหน่อย
ปัญหาการนอนไม่หลับ โดยส่วนมากมักจะเป็นเรื่องทางจิตใจมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นคิดมาก กังวล มีเรื่องให้เครียด หุ้นตก นกบิน ดินสอหัก รักร้าว ข่าวลือ ซื้อเรือดำน้ำ
ส่วนปัญหาทางร่างกายพบน้อยกว่ามาก ซึ่งก็จะมีเหตุอธิบายชัดเจนเช่น หอบหืดคือมันเหนื่อยจนนอนไม่ได้ โรคทางเดินหายใจอุดกั้นขณะหลับ หรือ กินสารกระตุ้นเช่น ชา กาแฟ บางคนนอนกลางวันมาก ออกแรงน้อย ก็หลับยาก

เรียกว่าสาเหตุส่วนมากคือ ใช้เวลานานกว่าจะหลับ (sleep latency) หรืออาการนอนไม่หลับช่วงสั้นๆเฉียบพลัน(short term insomnia) ที่มักเป็นความตึงเครียดหรือภาวะทางจิตใจ การแก้ไขจึงมักจะต้องอาศัยการดูแลทางประคับประคองจิตใจกับจิตแพทย์ ผมขอยกตัวอย่างเช่น สินค้าเกษตรราคาตก..เครียด..นอนไม่หลับ พอรัฐบาลประกาศพยุงราคา ก็ไม่เครียด นอนได้ เป็นต้น
ส่วนโรคนอนไม่หลับเรื้อรังที่ต้องใช้ยาช่วยนอนหลับจริงๆ (primary insomnia) พบได้ไม่มากนักซึ่งต้องดูแลโดยจิตเวชผู้เชี่ยวชาญครับ

การใช้ยาต้านฮิสตามีน ยาแก้แพ้ หรือยาต้านซึมเศร้า เป็นการนำเอาผลข้างเคียงการซึมของยามาใช้ เรียกว่าไม่ได้ไปส่งผลต่อการควบคุมการหลับโดยตรง จึงมักจะตามมาด้วยผลอื่นๆอาทิเช่นปากแห้ง ปัสสาวะลำบาก ท้องผูก วูบเป็นลม โดยเฉพาะกับผู้สูงวัย

ยาที่ใช้รักษาอาการนอนไม่หลับที่เป็นหลักคือ ยากลุ่มเบนโซไดอะเซปีน (benzodiazepine) ที่ออกฤทธิ์ทั้งทำให้ง่วงและส่งผลต่อความจำการรับรู้ (ผ่านสารสื่อประสาท GABA) เราจึงพบว่าถ้าใช้ยาที่ออกฤทธิ์ทั้งสองจุดก็จะง่วงด้วยเบลอด้วย ตัวอย่างเช่นยาที่ชื่อว่า midazolam หรือ ดอร์มิคุ่ม ที่ทำให้หลับได้เร็วแต่ก็จะทำให้เบอลและจดจำเหตุการณ์ไม่ค่อยได้ คล้ายๆกับยาอีกตัวคือ flunitrazepam หรือ rohypnol ที่ออกฤทธิ์เร็วมากเช่นกัน ยาสองตัวนี้มีผู้ไม่ประสงค์ดีนำมาใช้ในทางอาชญากรรมมากเลยทีเดียว
ส่วนยาที่ลงท้ายด้วย ซีแปมๆทั้งหลายถ้าไม่ออกฤทธิ์นาน ทำให้ตื่นมาก็ยังซึม ก็จะมีผลต่อความจำการรับรู้ด้วยนั่นเอง เช่น ไดอาซีแปม ลอราซีแปม ส่วนยาอัลปราโซแลม หรือ ซาแนกซ์จะออกฤทธิ์และหมดฤทธิ์เร็ว เรียกว่าพอเคลิ้มๆจะหลับก็หมดฤทธิ์แล้วครับ

นอกเหนือจากนี้ผลอันตรายอย่างมากของยาคือ กดการหายใจ ผู้ป่วยที่มีทางเดินหายใจอุดกั้นขณะหลับหรือหลอดลมอุดกั้นเรื้อรังต้องระมัดระวังมากๆ และผลปากแห้ง ท้องผูก ฯลฯ ที่เหมือนยาแก้แพ้ก็พบในยากลุ่มนี้ด้วยเช่นกัน

หมายความว่าอย่างไร...หมายความว่า ไม่ควรใช้ยาถ้าไม่จำเป็นจริงๆ หรือควรปรึกษาแพทย์เพื่อรักษา "ต้นเหตุ" ของการนอนไม่หลับ เพราะสาเหตุส่วนมากเกิดจากความเครียดหรือภาวะอ่อนไหวทางจิตเวช การใช้ยาพร่ำเพรื่อ เพียงเพื่อหวังเป็น "ทางลัด" ในการนอนหลับไม่ดีแน่นอน ถ้าใช้ก็ต้องทราบข้อดี ข้อจำกัดของยาเป็นอย่างดี

อันตรายในระยะยาวของยาอีกอย่างหนึ่งคือ ติดยา (tolerance) ไม่ใข้ยา..ไม่หลับ ใช้ขนาดเดิมไม่หลับ..ต้องอัพขนาด มักจะเกิดกับยาที่ออกฤทธิ์สั้น (ฤทธิ์นอนหลับสั้นแต่ฤทธิ์ง่วงซึมอาจจะยาวนาน)

จึงมียาที่สร้างมาเพื่อการนอนหลับในรุ่นใหม่ๆ ที่ออกฤทธิ์ควบคุมการหลับได้ดี (BZ1 receptor) โดยที่ไม่ไปรบกวนการรับรู้ การซึม การเบลอ (BZ2 receptor) มากนัก ..ผมเขียนให้ทราบและไม่แนะนำให้ซื้อใช้เอง แพทย์ท่านใดจะใช้ก็ต้องรู้จักยาเป็นอย่างดี ส่วนมากและส่วนมากๆคือจิตแพทย์ครับ (และส่วนมากจิตแพทย์จะหาสาเหตุของอาการนอนอไม่หลับร่วมกับแก้สาเหตุ มากกว่าใช้ยาเพื่อเป็นทางลัด)
ได้แก่ยา zolpidem, zpiclone, zalepron ยาพวกนี้ไปจัดการการง่วงการนอนอย่างเดียว ไม่ไปส่งผลต่อการรับรู้การเรียนรู้ ผลข้างเคียงต่อระบบประสาทอื่นๆ และการกดการหายใจต่ำมาก การออกฤทธิ์ก็พอดีๆ ไม่สั้นเกินไปจนต้องกินบ่อยๆและติดยา

ผู้ป่วยบางราย มียากลุ่ม benzodiazepine กินคู่กับยาเบาหวาน ความดัน ไขมัน มาตลอด ถ้าไม่กินจะนอนไม่หลับ ตื่นมาก็ง่วงซึม เบลอๆ ยืนๆก็เซวูบ ฉี่ยากอึยาก ..หาสาเหตุมากมายไม่พบ ลืมมองไปว่ามียากลุ่มนี้อยู่ด้วย เพียงปรับยา ลดยา หยุดยา สิ่งต่างๆก็จะดีขึ้นมาเอง จะใช้สมุนไพร ดอกขี้เหล็ก ก็ได้
ส่วนใครนอนไม่หลับเรื้อรังที่ต้องใช้ melatonin หรือ L-tryptophan ให้ปรึกษาจิตแพทย์นะครับ
แต่ถ้าท่านชายอยากมีคนกล่อมนอน...ถึงจะหลับ ปรึกษา พ่อบ้านใจกล้า นะครับ

04 กรกฎาคม 2560

ฮิปนอส ..เทพแห่งการหลับ hypnos

ฮิปนอส ..เทพแห่งการหลับ hypnos...ทางการแพทย์มาใช้ในคำว่า hypnotics, hypnosis คือการนอน ยาที่ทำให้นอนนั่นเองนะครับ

ฮิปนอส เป็นเทพกรีก วงศ์ไกอา คือยุคเก่าโบราณก่อนยุคซูสจอมเจ้าชู้นั่นเอง ฮิปนอสเป็นบุตรของ นิกซ์(nyx)และเอรีบัส(erebus) พ่อกับแม่ก็มีส่วนทำให้ลูกหล่นไม่ไกลต้น เพราะ nyx คือ เวลากลางคืน และ erebus คือ ความมืดมิด
ส่งผลให้ฮิปนอส มีต้นธารจากความมืดในเวลากลางคืน จึงกลายเป็นเทพแห่งการหลับใหล วันหลังคงต้องไปค้นว่าพวกที่ชอบนอนกลางวันนี่ คงไม่ใช่การควบคุมของฮิปนอสแน่ๆ และคงต้องหารูปปั้นฮิปนอสให้หมอแล็บแพนด้าบูชาสักหน่อยจะได้นอนหลับ ตาไม่คล้ำเสียที

ยัง..ยังไม่พอ ฮิปนอสมีลูก ลูกทั้งสามคือ มอร์เฟียส,แฟนตาซัส, และโฟบีเตอร์ ทั้งสามนี่ช่วยพ่อทำงานครับ morpheus คือ รูปร่าง phobetor คือ ความกลัว phantasos คือ จินตนาการ เมื่อสามพี่น้องร่วมแรงแข็งขัน ทำงานกับผู้พ่อ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ dream นั่นเอง

ที่กล่าวมาทั้งหมด..ก็เพราะเห็นว่า ฮิปนอส น่าจะเป็นที่ชื่นชมของทุกๆท่านนะครับ แต่ทว่า..ถ้าใช้ฮิปนอสผิด เช่นทางการแพทย์ใช้ยานอนหลับผิดวิธี หรือทางสังคมเช่นหลับในเวลางาน เวลาเรียน หรือทางครอบครัวเช่นหลับในเวลาโซเดมาคอมกัน
แสดงว่าคุณไม่ได้เลือก ฮิปนอส..คุณเลือกผิด สิ่งที่คุณเลือกคือ ทานาทอส

ทานาทอส เป็นแฝดผู้น้องของฮิปนอส หน้าตาเหมือนกันเป๊ะ..(ก็แหงล่ะ ฝาแฝดนี่หว่า) ทำให้คนหลงผิดไปเลือกเขาแทนฮิปนอสก็จะเกิดหายนะ เพราะทานาทอส คือ เทพแห่งความตาย ที่เป็นความตายอย่างสงบด้วย

ทั้งฮิปนอสและทานาทอส แน่นอนต้องอยู่ในดินแดนมืดมิด นั่นคืออยู่ในโลกแห่งความตาย อยู่ในถ้ำที่มีแม่น้ำแห่งการลืมเลือนไหลผ่าน หน้าถ้ำมีดอกไม้ที่เป็นดอกที่ทำให้หลับขึ้นเต็มไปหมด นั่นคือ ดอกป๊อปปี้ ใช่...ป๊อปปี้สามกุมภาพันธ์นั่นแหละครับ เพราะว่าเมล็ดของมันสามารถนำมาสกัดเป็นสาร opioid คล้ายฝิ่น มอร์ฟีน ที่มีฤทธิ์ง่วงซึมได้
ส่วนที่เป็นสัญลักษณ์ของทหารผ่านศึก มาจากทุ่งดอกป๊อปปี้กลางสนามเพลาะสงครามโลกครั้งที่หนึ่งในเบลเยี่ยมครับ

เอ้า..กลับมาทานาทอส ถ้าเราเลือกใช้ผิดคน เราเจตนาจะใช้ฮิปนอสเพื่อการหลับ แต่เราดันเลือกทานาทอสมาใช้ เพราะดูหน้าตารูปร่างคล้ายกัน แน่นอน..คุณไม่ได้หลับอย่างเดียวแน่ๆ คุณอาจต้องเจอผลเสียมากมายเฉกเช่นต้องเผชิญกับทานาทอส มือขวาของเฮเดส เจ้าแห่งยมโลก
และการเลือกใช้ ฮิปนอส หากถ้าไม่รู้จักเขาดีๆ อย่าลืมว่า เขาอยู่ในยมโลกและเป็นมือซ้ายของเฮเดสเช่นกัน เขาอาจจะแว้งกัดด้วยผลเสียอันคาดไม่ถึงก็ได้

สนุกๆก่อนนอน เพราะพรุ่งนี้ เราจะคุยกันเรื่อง..hypnotics..ยานอนหลับนั่นเอง
คิดถึงกันไหม ??

30 พฤษภาคม 2560

ดนตรี ใช้ในการรักษาได้จริงไหม

ดนตรี ใช้ในการรักษาได้จริงไหม

เรื่องนี้ติดอยู่ในใจมานานแล้วนะครับ และอ่านมาหลายที่ หลายฉบับ มีข้อมูลทั้งที่ช่วยและไม่ช่วย มีความแตกต่างกันในการศึกษามากมาย เอาเป็นว่าผมเล่าให้ฟังโดยรวมแล้วกันนะครับ จำอ้างอิงไม่ได้แล้วบันทึกไว้นานแล้วครับ

การใช้ดนตรีเพื่อการกระตุ้นภาวะร่างกายนั้นมีมาตั้งแต่กรีกโบราณ ในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกเพื่อให้นักกีฬามีพละกำลังมากขึ้นซึ่งสมัยนั้นก็ใช้ดนตรีประเภทเครื่องเป่าและเครื่องเคาะจังหวะเป็นหลักซึ่งก็พบว่า โอเค..เล่นสนุกขึ้นแหละนะ แต่ก็ไม่รู้ว่าเป็นผลทางดนตรีหรือไม่ แหม..ใครน่าจะลองเปิดเพลงเวลาลิเวอร์พูลแข่งสักหน่อยนะครับ

การใช้ดนตรีบำบัดมาเริ่มพัฒนาในการรักษาผู้ป่วยทางจิตเวช ผู้ป่วยสมาธิสั้น หรืออารมณ์พลุ่งพล่าน ในยุคนั้นเพลงที่ใช้ก็จะเป็นเพลงคลาสสิคของโมสาร์ท,บาค,ไฮเดิน,บีโธเฟ่น ก็พบว่าได้ผลดีเพียงแต่ว่ากลุ่มการศึกษาเป็นกลุ่มเล็ก ไม่สามารถแปลผลในวงกว้างได้เลย รวมทั้งความนิยมในบทเพลงในส่วนต่างๆของยุโรปก็ไม่เหมือนกัน การศึกษาที่ทำในอิตาลีส่วนมากก็ใช้เพลงที่แต่งขึ้นในอิตาลี ไม่ได้ใช้เพลงคลาสสิคสากลนิยมมากนัก บังเอิญว่าการศึกษาส่วนใหญ่ทำในอิตาลี
หลังจากนั้นผ่านมาในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง การพัฒนาการรักษาต่างๆเริ่มเข้าสู่ยุคของการศึกษาแบบหลักฐานเชิงประจักษ์และคิดหาเหตุผล จึงมีการศึกษาที่ออกแบบดีขึ้น ควบคุมตัวแปรและวัดผลออกมาดีขึ้น จับต้องได้ ทำให้ข้อมูลของการใช้ดนตรีออกมาเป็นที่ประจักษ์ ผมขอยกตัวอย่างที่น่าจะดูสมเหตุสมผลทางวิทยาศาสตร์นะครับ

มีการศึกษาการใช้ดนตรีเปิดให้กับผู้ป่วยที่ผ่าตัดหัวใจ ก็พบว่ากลุ่มที่ได้รับดนตรีบำบัด มีชีพจรเต้นต่ำลงซึ่งเราต้องการตรงนั้นนะครับ การใช้ยาลดอาการปวดลดลง หรือในไอซียูที่มีผู้ป่วยวิกฤตทางหลอดเลือดและหายใจ การเปิดเพลงคลาสสิกสามารถลดระดับการใช้ออกซิเจนของเนื้อเยื่อ ลดชีพจร ลดยานอนหลับลงได้ อีกหลายการศึกษาในไอซียูที่บอกว่าช่วยลดความเครียด เพิ่มความสำเร็จในการหย่าเครื่องช่วยหายใจ แต่ยังไม่มีการศึกษาใดพิสูจน์การลดอัตราตายครับ อีกอย่างกลุ่มตัวอย่สงของทุกการศึกษาเล็กมาก ส่วนการศึกษาในสายงานจิตเวชเขามีขนาดใหญ่และน่าเชื่อถือกว่าทางอายุรศาสตร์มากมายนัก
มีการศึกษาเชิงสรีรวิทยาว่าการฟังดนตรีนั้น แม้แต่ในขณะไม่รู้ตัว ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงของการทำงานในสมอง โดยใช้เครื่อง PET-CT scan (วันหลังคงหาเวลาเขียนเรื่อง PET-CTอีกครั้ง) นักวิจัยเชื่อว่าเซลประสาทรับเสียงที่มีอยู่เป็นแสนๆเซลในหูแต่ละข้าง ทำงานอย่างยุ่งเหยิงทำให้กระแสประสาทที่เข้าสู่สมองยุ่งเหยิงไปด้วย แต่...แต่..ถ้าเราเปิดเพลงที่เหมาะสม ซึ่งเหมาะสมนี้เดี๋ยวจะว่ากันอีกที จะทำให้การทำงานของประสาทนี้เป็นจังหวะ สอดประสานกันได้ เรียกว่าทำงานเป็นทีมเลยระหว่างซีกซ้ายและขวา การควบคุมระบบอัตโนมัติในร่างกายดีขึ้น

หรือแม้แต่การเรียนรู้ การควบคุมอารมณ์ ซึ่งก็ได้รับอิทธิพลเช่นกัน เรียกว่ามีผลทั้งทางกายและทางใจ
แล้วประเด็นคืออะไร...นักวิจัยค้นพบว่าสิ่งที่ซ่อนอยู่ และพบโดยมาก..โดยมากของเขานี่ เรียกว่ากลุ่มเล็กๆ แต่ก็เป็นส่วนใหญ่ของกลุ่มที่มาศึกษา ... คือ rhythm จังหวะเพลงที่ประมาณ 60 beats/minutes ไม่เร็วเกินไม่ช้าเกิน จะช่วยได้ดีที่สุด ซึ่งไปตรงกับบทเพลงของคู่ศิษย์และอาจารย์(ต่างยุค)ที่แต่งเพลงคล้ายๆกันคือ โจฮาน เซบาสเตียน บาค ศิลปินเพลงในยุคบาโรค และ โวฟกัง อมาดิอุส โมสาร์ท ศิลปินในยุคกลาง

การศึกษาส่วนมากใช้เพลงของสองท่านนี้ ก็เลยไม่รู้ว่าเพราะใช้ของสองท่านนี้มากมายหรือไม่ ผลการศึกษาจึงเลี้ยวมาทางสองท่านนี้ หรือว่าจริงๆแล้วเป็นเพราะสองท่านนี้มีแนวเพลงตรงจริตคนส่วนมาก ที่เรียกว่าตรงจริต เพราะเป็นการตรงแบบถึงระดับจิตใต้สำนึก ระบบประสาทอัตโนมัติเลย

มีการศึกษาถึงเพลงยุคที่ทันสมัยขึ้นมาก็พบว่าผลน้อยลงไป ไม่ว่าจะเป็น ซิมโฟนี่ที่ชื่อก้องที่สุดในโลกอย่าง หมายเลขเก้าของบีโธเฟ่น ลองไปหาฟังนะครับ (ที่ถือว่าเป็นขบถของซิมโฟนี เพราะท่อนสุดท้าย มีเนื้อร้องด้วยนั่นเอง) ก็พบว่าการไหลเวียนเลือดสมองไม่ต่างจากไม่มีเพลง
เพลงแจ๊สยุคใหม่ก็พบว่าไม่มีหลักฐานชัดๆว่าช่วย มีทั้งบวกและเท่าตัว โดยมีสถาบันของเพลงที่พยายามทำเรื่องนี้ตั้งชื่อตามปรมาจารย์แจ๊ส คือสถาบันดนตรีบำบัดหลุยส์ อาร์มสตรอง

เพลงอิเล็กโทรนิกแด๊นซ์ ดนตรีร๊อค ฮิปฮอป มีคนนำการศึกษาเช่นกันแต่ก็ไม่พบว่าจะช่วยเหมือนอย่างคลาสสิค ดนตรีอื่นๆเรายังไม่ทราบเพราะยังไม่มีใครศึกษาจริงจังครับ และอีกอย่างที่ผมกล่าวตอนแรก แต่ละภูมิภาคของโลกก็มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและฟังดนตรีต่างกัน ประเด็นนี้ยังไม่มีใครทำให้กระจ่างนะครับ ว่าถ้าใช้ดนตรีท้องถิ่นจะดีหรือไม่ ใครทำงานอยู่ในไอซียูอีสานจะลองหมอลำดูบ้างไหมก็เข้าทีนะครับ

แต่สุดท้ายผลสรุปออกมา ก็จะมีแนวโน้มว่าการฟังดนตรีจะช่วยบำบัดให้ดีขึ้นอย่างแน่นอนครับ

สุดท้ายขออัญเชิญตอนหนึ่งของพระราชนิพนธ์ของล้นเกล้ารัชกาลที่หกมานะครับ
"...ชนใดไม่มีดนตรีกาล................ในสันดานเป็นคนชอบกลนัก อีกใครฟังดนตรีไม่เห็นเพราะ........เขานั้นเหมาะคิดขบถอัปลักษณ์ .."

วันนี้คุณฟังดนตรีแล้วหรือยัง ???

ภาพสต๊อกฟรีจาก pixabay.com โหลดมาใช้ได้ไม่ติดลิขสิทธิ์ครับ

บทความที่ได้รับความนิยม