แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การป้องกันโรค แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การป้องกันโรค แสดงบทความทั้งหมด

29 กรกฎาคม 2568

PrEP โดยใช้ Lernacaprevir

 การป้องกันคุ้มค่ากว่าการรักษาเสมอ : PrEP

พวกคุณคงรู้จักวิธีการป้องกันการติดเชื้อ HIV ที่เรียกว่า Pre-Exposure Prophylaxis กันแล้ว คือให้ผู้ที่ไม่ติดเชื้อกินยาต้านไวรัสก่อนการมีเพศสัมพันธ์ร่วมกับการใช้ถุงยางอนามัย ไม่ว่าจะชายชาย ชายหญิง มีการศึกษาวิจัยมากมายที่บอกว่าช่วยลดการติดเชื้อ HIV ได้จริง
แต่ว่าเมื่อนำมาใช้ในชีวิตจริง ทำไมอัตราการติดเชื้อ HIV มันไม่ลดลงตามคาด คำตอบคือ adherence ของการป้องกัน กินยาไม่สม่ำเสมอ ลืมกิน ไม่กินยา ไม่ใช้ถุงยาง ไม่ว่าจะเป็นวิธีกินยาแบบกินไว้ก่อน ไม่ทราบล่วงหน้าว่าจะเกิดเพศสัมพันธ์เมื่อใด หรือทราบกำหนดการมีเพศสัมพันธ์และกินก่อนมีเพศสัมพันธ์แล้วหยุด
แต่ในการศึกษามันทรงประสิทธิภาพมากว่าลดการติดเชื้อ เพราะมีการทำความเข้าใจและย้ำการป้องกันเคร่งครัดมาก แต่ในชีวิตจริงมันไม่ใช่ จึงเป็นที่มาว่าถึงแม้กินยาก็ไม่ควร “สด”
เดือนกรกฎาคมนี้คำแนะนำองค์การอนามัยโลก การรับรองจากองค์การอาหารและยายุโรป การรับรองจากองค์การอาหารและยาสหรัฐ ได้รับรองการใช้ PrEP แบบใหม่ เพื่อลดการติดเชื้อได้ทรงประสิทธิภาพและปิดจุดอ่อนของวิธีเดิม
Lernacaprevir ยาต้านไวรัสชนิดใช้ทุก 6 เดือน ได้ให้ความหวังนี้กับเรา
การศึกษายาใหม่โดยการสนับสนุนของบริษัท Gilead ชื่อการศึกษา PURPOSE I ทำในสุภาพสตรีที่ไม่เป็นเอชไอวีในแอฟริกาใต้และยูกันดา 5538 ราย แบ่งกลุ่มใช้ lernacaprevir ทุกหกเดือน กลุ่มใช้ยา TAF/FTC และกลุ่มควบคุมคือ TDF/FTC ในการป้องกันการติดเชื้อร่วมกับสวมถุงยาง พบว่ากลุ่มที่ใช้ lernacaprevir แบบฉีดทุกหกเดือน ไม่พบการติดเชื้อ HIV (0/2134) ซึ่งอัตรานี้ต่ำกว่าการติดเชื้อแบบไม่ป้องกัน และต่ำกว่าการใช้ยา TAF/FTC หรือ TDF/FTC อย่างมีนัยสำคัญ
อีกการศึกษาคือ PURPOSE II ซึ่งสนับสนุนโดยบริษัท Gilead เช่นกัน การศึกษานี้ทำในทั้งชายและหญิง ทั้ง cis และ transgender จำนวนทั้งหมด 3265 ราย พบว่ากลุ่มใช้ยาฉีด lernacaprevir มีอัตราการเกิด HIV ต่ำกว่าการติดเชื้อแบบไม่ป้องกันและต่ำกว่ายา PrEP มาตรฐานคือ TDF/FTC อย่างมีนัยสำคัญ
ฉีดยา lernacaprevir 927 mg ใต้ผิวหนังและกินยา lernacaprevir 600 mg ในวันแรก วันต่อมากินยาอีก 600 มิลลิกรัม หลังจากนั้นฉีดยา 927 มิลลิกรัม ทุก ๆ 26 สัปดาห์
ด้วยราคายาต้นฉบับจากบริษัท Gilead จะต้องเสียค่ายา 28,218 ดอลล่าร์สหรัฐต่อปี คือประมาณ 915,000 บาทต่อคนต่อปี ซึ่งมากกว่าค่ามาตรฐาน QALY ของประเทศไทย แต่ตอนนี้กำลังผลิตยาสามัญราคาไม่แพงออกมาใช้
จริง ๆ แล้วนอกจากป้องกัน ยังสามารถใช้รักษาในกรณีผู้ป่วยที่ใช้ยาพื้นฐานแล้วล้มเหลวได้อีก โดยใช้ยาคู่ lernacaprevir คู่กับยาฉีด rilpivirine (แพงเข้าไปอีก)
แต่ในอนาคตข้างหน้าหากยาราคาถูกลงและเข้าถึงประชาชนได้มากขึ้นจะเป็นทางเลือกที่ดีอย่างแน่นอนครับ

25 กรกฎาคม 2568

weekend warrior ลดอัตราการเสียชีวิตอย่างมีนัยสำคัญ

 สำหรับมนุษย์ทำงานผู้หาเวลาว่างยากยิ่ง

การศึกษาเก็บข้อมูลจากแบบสำรวจ ในผู้ป่วยเบาหวาน 51650 ราย ในอเมริกา ทำในช่วงปี 1997-2018 เอามาวิเคราะห์อัตราการเสียชีวิตกับการออกกำลังกาย
เมื่อเทียบกับคนที่ไม่ออกกำลัง แถมวัน ๆ นั่งนอน ดูซีรี่ส์ ไถมือถือ เทียบกับคนที่ออกกำลังกาย ทั้งแบบออกแหละนะ แต่ไม่ถึง 150 นาทีต่อสัปดาห์ ทั้งแบบออกประจำสม่ำเสมอ ไปหนักแต่บ่อย ได้เป้าไม่ต่ำกว่า 150 นาทีต่อสัปดาห์ กับอีกกลุ่มที่เป็นหัวข้อของเรา คือกลุ่ม weekend warrior ออกหนักเลย ขั้นต่ำ 150 นาทีต่อสัปดาห์ แต่จัดแค่เสาร์อาทิตย์
พบว่าในระยะติดตามเฉลี่ย 9 ปี ไม่ว่าคุณจะออกกำลังกายแบบไหน ลดอัตราการเสียชีวิตอย่างมีนัยสำคัญทั้งสิ้น เมื่อเทียบกับไม่ออกกำลังและขี้เกียจ
โดยกลุ่ม weekend warrior ลดอัตราเสียชีวิตลงได้ถึง 21% เมื่อเทียบกับขี้เกียจ
ส่วนกลุ่มออกสม่ำเสมอ ลดลง 17% เมื่อเทียบกับขี้เกียจ
แม้แต่ออกน้อยแต่ออกนะ ลดลง 10%
แต่มาเทียบว่าออกหนักสุดสัปดาห์จะดีกว่าแย่กว่าออกประจำ แบบนี้ไม่ได้ เพราะเขาเทียบกับกลุ่มขี้เกียจ
สรุปคือ ออกกำลังกาย และ ใช้ชีวิตแบบแอคทีฟลุกนั่งยืนเดิน จะแบบไหนอย่างไรดีกว่าขี้เกียจแน่นอน และถ้าไม่มีเวลามากนัก จะมาจัดหนักเสาร์อาทิตย์ มันก็ได้นะ
ลงใน annals of internal medicine เมื่อ 22 กค. 2025 ที่ผ่านมานี้เอง
วันนี้ ออกกำลังกายหรือยัง

15 กรกฎาคม 2568

การรักษา การกินยา ในบางกรณีทำเพื่อปกป้องผลแทรกซ้อนของโรค ไม่ได้ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น

 ภาพนี้คือน้ำในช่องท้อง (ascites) ของผู้ป่วยตับแข็ง และเรื่องราวที่เป็นความเข้าใจสำคัญของการควบคุมโรค

ผู้ป่วยรายนี้ได้รับการวินิจฉัยไวรัสตับอักเสบ B ชนิดเรื้อรัง ตรวจพบจากการบริจาคเลือด ไม่มีอาการใด ตรวจวัดปริมาณไวรัส HBV DNA ได้ 300,000 IU/mL , HBeAg : negative, ค่า ALT อยู่ที่ 150
นั่นคือมีข้อบ่งชี้การรักษาด้วยการลดปริมาณเชื้อไวรัส
หลังจากคุยปรึกษาข้อจำเป็นของการรักษา รักษาแล้วได้อะไร ไม่รักษาแล้วเสียโอกาสอะไร ระยะเวลา โอกาสสำเร็จ ค่ารักษา ผลแทรกซ้อน
ผู้ป่วยตกลงกินยา tenofovir เพื่อลดปริมาณไวรัส โดยโอกาสที่จะกำจัดเชื้อจนไม่พบอาจจะมีแค่ 10% ในระยะเวลา 10 ปี แต่ที่สำคัญคือลดโอกาสการเกิดตับแข็ง และลดโอกาสการเกิดมะเร็งตับลงได้
ประเด็นสำคัญคือขณะเริ่มยา ผู้ป่วยไม่มีอาการใด กินยาแล้วก็จะไม่มีอาการใดดีขึ้นเพราะไม่มีอาการอยู่แล้ว และผู้ป่วยรายนี้ก็ไม่มีผลแทรกซ้อนจากการใช้ยา
สรุปว่า กินยาแล้วก็ไม่ส่งผลอะไรเลยกับความรู้สึกผู้ป่วย
เมื่อกินยาได้หกเดือน ติดตามผลปริมาณไวรัส พบว่าระดับไวรัสต่ำกว่า 20 copies/mL ...และไม่มีอาการใดดีขึ้นหรือแย่ลง
ผู้ป่วยรู้สึกว่าไม่มีอะไรดีขึ้นจึงยุติการรักษาไปเอง ทั้งที่ได้รับคำแนะนำให้กินยาต่อเนื่อง
กลับมาอีกครั้ง ผู้ป่วยเป็นตับแข็ง มีน้ำในช่องท้อง ความดันโลหิตพอร์ทัลในช่องท้องสูง อึดอัดมาก ต้องทำการระบายน้ำออก พบว่ามีการติดเชื้อด้วย
การรักษา การกินยา ในบางกรณีทำเพื่อปกป้องผลแทรกซ้อนของโรค ไม่ได้ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น
บางคนคิดว่าเป็นภาระเสียด้วยกับราคายา เสียเวลากินยา เสียเวลามาหาหมอเพื่อติดตาม
คำปรึกษาจนเข้าใจ ยอมรับทุกมิติ ทั้งข้อดี ข้อเสีย มีความสำคัญมากก่อนจะเริ่มการรักษา เสียเวลาเพื่อกลัดกระดุมเม็ดแรกให้ถูกต้อง กระดุมเม็ดต่อไปจะถูกต้อง เรียบร้อยและได้ผล

14 มิถุนายน 2568

กินพืชที่มีส่วนประกอบเหมือน statin แทนได้ไหม

 แทนกันได้ไหม ?

มีแฟนเพจท่านหนึ่งถามว่า เขาพบไขมัน LDL ในเลือดสูง ความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจในสิบปีเกิน 10% เขาทราบดีว่าควรกินยา statin เขาถามว่า
.."กินพืชที่มีส่วนประกอบเหมือน statin แทนได้ไหม ไม่อยากกินยา"
เอาล่ะ มันจะได้หรือไม่ ต้องว่ากันด้วยการศึกษาว่าพืชนั้นมีผลลัพธ์การปกป้องได้จริงเมื่อเทียบยาหลอก
ไม่สามารถคิดโยงว่า เมื่อ statin มันทำได้ พืชที่มีส่วนประกอบเหมือน statin จะใช้ได้ไปด้วย
โครงสร้างส่วนใหญ่เหมือน แต่ส่วนน้อยที่ต่าง ผลก็ต่างกันได้ครับ
ขนาดของสารที่ออกฤทธิ์มันเทียบเท่ากันหรือ
มีผลข้างเคียงหรือไม่ ซึ่งอาจเป็นผลข้างเคียงจากสารอื่นก็ได้
ความบริสุทธิ์ การปนเปื้อน
ยังไม่ต้องถึง ระเบียบวิธีวิจัยนะครับ ชีวเคมีพื้นฐานก็อธิบายแทนกันไม่ได้แล้ว ถ้าอย่างนั้น ก็กินเปลือกต้นหลิวแทนแอสไพรินกันได้แล้ว
จะกินก็ไม่ผิด แต่จะมาคาดหวังและอ้างผลแบบข้ามขั้นไม่ได้ครับ และต้องจำไว้เสมอว่า "ไม่ใช่แฟน ทำแทนได้ก็ไม่เหมือน" ครับ

13 พฤษภาคม 2568

การควบคุมวัณโรคที่บ้าน

 ตามหัวข้อนะครับ นอกจากกินยาให้ครบ การป้องกันการแพร่กระจายโรค สำคัญมาก โดยเฉพาะในช่วงสองสัปดาห์แรกของการรักษา แต่หลังสองสัปดาห์ประสิทธิภาพการแพร่เชื้อจะลดลงมาก

โดยเฉพาะถ้ามีเด็ก ผู้สูงวัย ผู้ป่วยภูมิคุ้มกันผิดปกติ ต้องระวังมาก
ขอบคุณแขกรับเชิญที่ไม่ได้เชิญด้วยนะครับ













09 เมษายน 2568

เปิดเผยเคล็ดลับอายุยืน

 เปิดเผยเคล็ดลับอายุยืน

เกิดแก่เจ็บตายเป็นเรื่องธรรมดา ถูกต้องนะครับ แต่เราสามารถปรับได้บ้าง ไม่ให้ตายก่อนเวลาอันควร มีข้อเท็จจริงทางการศึกษามาเล่าให้ฟัง
คณะนักวิจัยจากเยอรมัน ตั้งคำถามสำคัญเกี่ยวกับสิ่งที่คนเรากำลังเผชิญในโลกยุคนี้ คือ การเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือด ที่นับวันจะเพิ่มมากขึ้น ยังความเสียหายมากมาย
พวกเขาเริ่มต้นที่ข้อมูลที่มีอยู่พบว่าความเสี่ยงสำคัญของการเกิดโรคหัวใจและการเสียชีวิตคือ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน การสูบบุหรี่ ไขมันในเลือดผิดปกติ และภาวะน้ำหนักเกิน ในคนที่มีความเสี่ยงต่าง ๆ เหล่านี้จะเพิ่มโอกาสการเกิดโรคและเสียชีวิตตั้งแต่ 5-50 เท่า ขึ้นกับปริมาณความเสี่ยงและความรุนแรง
คณะนักวิจัยจึงทำการเก็บข้อมูลรวบรวมการศึกษาเกี่ยวกับความเสี่ยงต่าง ๆ ที่มีอยู่เอาให้ครบที่จะหาได้ตั้งแต่ทศวรรษที่ 60 จากการวิจัยที่มีในทุกทวีป รวบรวมในทุกเชื้อชาติ
ได้กลุ่มตัวอย่างมาจาก 133 งานวิจัย กลุ่มตัวอย่างประมาณ 2 ล้านคน ผู้ชายพอกับหญิง อายุเฉลี่ยอยู่ที่ 54 ปี ติดตามเฉลี่ย 8 ปี ส่วนมากจะตามนานแหละ แต่ว่าการศึกษาที่ตามระยะสั้นมันมีผู้ร่วมศึกษาเยอะกว่า โดยไม่เอาคนที่เป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดมาแล้วด้วยนะ
ได้ข้อมูลแล้วเอามาจัดสรรและวิเคราะห์เชิงสถิติ เพื่อพยายามเกลี่ยความแปรปรวนให้ลดลง เพื่อตอบคำถามสามข้อสำคัญ
1. ระหว่างคนที่มีปัจจัยเสี่ยงครบกับคนที่ไม่มีเลย การเกิดโรคและอัตราการเสียชีวิต มันต่างกันขนาดไหน
2. แล้วปัจจัยเสี่ยงที่ว่าห้าอันนี่นะ อะไรที่ส่งผลมากน้อย ต่ออัตราการเสียชีวิตและอัตราการเกิดโรค
3. ข้อนี้สำคัญ หากในช่วงอายุเฉลี่ย 50-55 ปี (เฉลี่ยนะ อาจมากหรือน้อยกว่า) เราเกิดโรคปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ แล้วเราตั้งใจรักษาให้ดี มันลดอัตราตายและโรคหัวใจและหลอดเลือดสักเท่าไร
แน่นอนว่า คำตอบที่ได้คงไม่ได้แม่นยำ 100% เพราะการศึกษาที่หลากหลาย มีตัวแปรปรวนมากมาย เนื่องจากเรามารวบรวมข้อมูลทีหลัง แม้จะผ่านกรรมวิธีทางสถิติช่วยแล้วก็ตาม และอีกอย่าง อัตราการเสียชีวิตจะเปลี่ยนไปในยุคนี้ (มันเก็บข้อมูลหลายช่วง) เพราะเทคโนโลยียาและการรักษามันไปเร็วมาก
ผลที่ได้เป็นข้อเท็จจริง ที่น่าจะอธิบายประชากรส่วนใหญ่ได้ดี โดยยึดอายุที่เป็นค่าดัชนีที่ 50 ปี
1. ในทุก ๆ กลุ่ม ไม่ว่าจะเสี่ยงมากเสี่ยงน้อย ผู้หญิงอายุยืนกว่า เป็นโรคน้อยกว่า ตายน้อยกว่า
2. โอกาสเกิดโรคหลอดเลือดในช่วงชีวิต (ถึงอายุ 90)
2.1 สำหรับคนที่ไม่มีความเสี่ยงใด ๆ เลย คือ 13% และ 21% สำหรับชายหญิงตามลำดับ
2.2 แต่ถ้ามีปัจจัยเสี่ยงครบห้าข้อ โอกาสการเกิดโรคหลอดเลือดจะเพิ่มเป็น 24% และ 38% ตามลำดับ
3. สำหรับอัตราการเสียชีวิตโดยรวม
3.1 คนที่ไม่มีความเสี่ยงใด ๆ เลย คือ 13% และ 21% สำหรับชายหญิงตามลำดับ
3.2 แต่ถ้ามีปัจจัยเสี่ยงครบห้าข้อ โอกาสการเกิดโรคหลอดเลือดจะเพิ่มเป็น 24% และ 38% ตามลำดับ
4. ปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลมากต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด และอัตราการเสียชีวิต คือ โรคเบาหวาน การสูบบุหรี่ โรคความดันโลหิตสูง ความอ้วน และไขมันในเลือดตามลำดับ (แต่ไขมันนี้เขาใช้ non HDL cholesterol นะครับ)
5. การปรับปรุงความเสี่ยงให้ดีขึ้น จะลดอัตราการเกิดโรคหัวใจ จะลดอัตราเสียชีวิตลง อันนี้จริงแท้เลย
5.1 ลดความดันลงได้จะเพิ่มชีวิตยืนยาวขึ้น 1.5-2 ปี
5.2 เลิกสูบบุหรี่ จะได้ชีวิตยืนยาวขึ้น 1-2 ปี
5.3 ลดไขมัน ลดความดัน เลิกบุหรี่ คุมเบาหวาน จะมีอายุยาวนานขึ้นเฉลี่ย 3.0-4.5 ปี
👍👍👍หมายความว่าอย่างไร และเราจะเอาไปใช้อย่างไร👍👍👍
หมายความว่า ถ้าเราควบคุมไม่ให้เกิดปัจจัยเสี่ยง คือ อ้วนและบุหรี่ หรือควบคุมปัจจัยเสี่ยงที่เกิดแล้วให้ดี คุณจะมีชีวิตยาวนานขึ้น อันนี้วัดแค่ตัวเลขจำนวนปีนะครับ ถ้าคิดว่าจำนวนปีที่คุณภาพชีวิตดี (quality adjusted life year) จะยิ่งดีมาก ค่าใช้จ่ายเพื่อการรักษาโรคแทรกซ้อนลดลง มีเวลาชีวิตไปทำอย่างอื่น ลูกหลานไม่ต้องกังวล ครอบครัวและคนที่รักเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นใจ มั่นคง มั่งคั่ง
เราพูดแบบนี้มาหลายปี แต่การศึกษานี้บอกเราอย่างเป็นรูปธรรมว่ามันคือความจริง
รักษาสุขภาพ ควบคุมตัวเองตั้งแต่วันนี้เถิดครับ ได้ผลคุ้มค่าแน่นอน …health is wealth
ที่มา อ่านฟรี : Global Cardiovascular Risk Consortium, Magnussen C, Alegre-Diaz J, et al. Global Effect of Cardiovascular Risk Factors on Lifetime Estimates. N Engl J Med. Published online March 30, 2025. doi:10.1056/NEJMoa2415879

23 มกราคม 2568

เรื่องเล่าจากคลินิก :เตือนภัย เตือนใจ : 18++

 เรื่องเล่าจากคลินิก :เตือนภัย เตือนใจ : 18++

เรื่องเล่านี้ผมขอเล่าเป็นการบรรยาย เพราะบทพูดมันติดเรตเหลือคณา อยากเตือนให้ทุกคนระวัง โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
มีหญิงชายคู่หนึ่งอยู่ด้วยกันแบบสามีภรรยา แต่ไม่ได้จดทะเบียน เดินเข้ามาปรึกษาพร้อมกันทั้งคู่ เพื่อประเมินโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เนื่องจากทั้งสองคนมีรสนิยมทางเพศแบบ "มากกว่าหนึ่งคู่พร้อมกัน" โดยผู้ที่มาร่วมกิจกรรม มีทั้งคู่เหมือนกัน มีทั้งชายที่มาคนเดียว (วงการเรียก "ชายเดี่ยว") ซึ่งก็ป้องกันโดยสวมถุงยางอนามัยมาตลอด แต่ทว่า..
เมื่อหนึ่งสัปดาห์ก่อน ก็มีความสัมพันธ์กิจกรรมกลุ่มระหว่างคู่และชายหนุ่มอีกคน ซึ่งชายหนุ่มคนนี้ทางคู่เขาบอกว่ารู้จักกันมาสักพัก และประวัติสะอาด คราวนี้จึงชวนมีกิจกรรมแบบ "สด" คือไม่สวมถุง โดยมีผลตรวจเลือดไวรัสเอชไอวียืนยันทั้งสามคน ว่าไม่พบการติดเชื้อ และจากคำบอกเล่าของคู่นี้เล่าว่า 'อุปกรณ์' ของชายหนุ่มคนนี้ดูปรกติ ไม่มีแผล … และเขาเอารูปถ่าย 'อุปกรณ์' อันนั้นมาให้ผมดูด้วย OMG !!
สรุปว่าวันนั้น มีกิจกรรมแบบ 'สด'
วันนี้ผู้ชายมีแผลที่อวัยวะเพศ ตรวจดูเป็นแผลซิฟิลิส ส่วนผู้หญิงมีตุ่มเริม ทั้งคู่จึงมาปรึกษาว่าจะตรวจเลือดหรือตรวจอะไรดี เมื่อไร จะรักษาอย่างไร คราวนี้ความสนุกชั่วคืน กลายเป็นต้องฝืนทนยาวนาน ผมจึงต้องส่งตัวไปตรวจเลือด รวมทั้งตรวจเอชไอวีซ้ำ ตับอักเสบ และเฝ้าระวังอีกสารพัด แนะนำให้บอกชายหนุ่มคนนั้น แต่ก็ไม่รู้เขาจะไปบอกหรือไม่..เฮ้อ
1.ความสัมพันธ์นอกคู่ มีความเสี่ยงสูงมาก ยิ่งถ้าไม่ได้ป้องกัน ไม่ว่าจะช่องทางใด (สามคนนี้มีเกือบทุกช่องทาง)
2.การตรวจเอชไอวีไม่พบเชื้อ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะปลอดภัย โรคอื่นอีกเพียบ แถมตรวจเอชไอวีไม่พบก็อาจอยู่ในระยะที่ตรวจไม่ขึ้นก็ได้
3.นี่โชคดี (หรือเปล่า) ที่คู่นี้เขามาด้วยกัน รู้ด้วยกัน ถ้าเกิดสมมติเกิดกับฝ่ายใดไปแอบกินโดยที่อีกคนไม่รู้ ก็จะนำโรคมาสู่อีกคนได้ ..กรรม.. เรื่องยาว
4.ส่วนมากเราจะไม่สามารถเอื้อมมือไปปกป้อง "คนแปลกหน้า" ได้เลย หลายครั้งไม่บอก หลายครั้งโกรธแค้นว่าเขาโกหก (พอถามจริง ๆ เค้นจริง ๆ จะพบว่าประวัติไม่สะอาด) หลายครั้งติดต่อไม่ได้อีกเลย เขาก็ไปแพร่เชื้อต่อไป
5.ผมเคยรู้มาว่ามีกลุ่มรสนิยมแบบนี้ แต่นี่เจอกับตัว ได้ถามจนรู้ไส้พุง รายละเอียดจริงวาบหวิวกว่านี้มาก แต่ก็บอกเลยว่า อันตรายและเล่นกับไฟ
เกิดคลินิกให้คำปรึกษาโรคทางอายุรกรรม ช่างเจอเรื่องราวมหัศจรรย์มากมายจริง ๆ

19 มกราคม 2568

ยารักษา HIV

 "อํานาจที่ยิ่งใหญ่ มาพร้อมความรับผิดชอบที่ใหญ่ยิ่ง" หากเราไม่ทราบความเป็นมา เป้าประสงค์ ของพลังอำนาจ อาจนำไปใช้ในทางที่ผิดเป้าประสงค์ : ยารักษา HIV

ผมมีโอกาสได้สนทนากับผู้ป่วยรายหนึ่ง เป็นผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวีที่รักษากันมานานตั้งแต่ผู้ป่วยยังเป็นเด็กหนุ่ม ได้รับเชื้อโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จนปัจจุบันเป็นเอเจนซี่บริษัทส่งออก เดินทางไปหลายประเทศ แต่ก็ยังมารับยาและติดตามกับผมมาตลอด กดไวรัสได้ดี สุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์
ลุงหมอ : ผมถามสักหน่อยสิ ตั้งแต่อดีตตอนที่รักษากัน มาตอนนี้ สังคมเปลี่ยนไป ยอมรับผู้ป่วยแบบนี้มากขึ้น คุณมีความเห็นอย่างไร
ชายหนุ่ม : สำหรับตัวผม ผมดีใจ ที่เราได้รับการยอมรับมากขึ้น ไม่เหมือนอดีต ที่มีแต่คนไม่อยากเข้าใกล้ ปัจจุบันนี้คนเข้าใจ และยอมรับมากกว่าเดิมมากครับ
ลุงหมอ : แต่สำหรับผม การที่ทุกคนรู้จักและเข้าใจโรคและการรักษามากขึ้น ยอมรับได้มากขึ้น มันก็มีผลเสียนะครับ
ชายหนุ่ม : น่าจะดีขึ้นนะครับ ตอนนั้นคุณหมอต้องพูดอยู่นาน กว่าที่พ่อแม่ผมจะเข้าใจ
ลุงหมอ : แต่ก็ทำให้คนไม่ระวังตัว ไม่ป้องกัน ทุกวันนี้มีคนมารับยาต้านก่อนติดเชื้อ และยาต้านหลังสัมผัสเชื้อ มากขึ้นกว่าเดิม และละเลยการป้องกันพื้นฐานโดยสวมถุงยางอนามัย
ชายหนุ่ม : อันนี้จริงครับ ผมเคยเจอกับตัวเองด้วย ผมบอกว่าต้องป้องกันนะ เพราะผมกินยาต้าน คู่คนนั้นเขาก็ถามว่า กินยาต้านสม่ำเสมอนะ โอเค เดี๋ยวเขาจะได้ไปกินยาต้านหลังเรามีอะไรกัน
ลุงหมอ : อย่างไรก็ต้องป้องกันนะ ถ้าเรารับเชื้อใหม่มาเพิ่ม ก็อาจจะเป็นเชื้อดื้อยาได้
ต้องยอมรับว่าหลังจาก PrEP และ PEP ได้รับการเผยแพร่ออกมาอย่างแพร่หลาย จะมีความเชื่อแนวคิดว่า ทุกวันนี้พลังการรักษาและป้องกันสูงมาก จนไม่ต้องสวมถุงยางอนามัยกันแล้ว บางรายมารับ PEP ทุกสามเดือนก็มี
เป็นแนวคิดและปฏิบัติที่ไม่ถูกต้อง เพราะเปิดช่องโหว่มากมาย เปรียบกับฟุตบอลก็คือปล่อยให้กองหน้าเขาเลี้ยงลูกบอลไปถึงหน้าประตู แล้วไปลุ้นกับผู้รักษาประตูของเราที่เก่งมาก แต่โอกาสเสียประตูก็สูง สู้เราช่วยกันสกัดตั้งแต่แรก โอกาสทำประตูก็ลดลง อุดช่องโหว่ให้หมด
การมียาต้านไวรัสประสิทธิภาพสูง ไม่ว่าจะป้องกัน (ก่อนและหลังสัมผัสโรค) หรือรักษา เป็นเพียงมาตรการอันหนึ่งเท่านั้น ออกแบบมาเพื่อควบคุมเชื้อเอชไอวี ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อ "ลดการ์ด ลดการป้องกัน" ถ้าเราคิดแบบนั้นก็ถือว่า เราใช้พลังอำนาจอันยิ่งใหญ่ไปในทางที่ผิด และบุคลากรทางการแพทย์ที่อาจจะแนะนำไม่ครบถ้วนหรือผิดจุด ก็อาจจะใช้พลังอำนาจนั้นไปผิดทางได้
ลุงหมอ : สรุปแล้ว คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้
ชายหนุ่ม : ในฐานะที่ติดเชื้อผ่านยุคสมัยที่พูดไม่ได้มาจนพูดได้เสรี กินยาวันละหลายเม็ด จนมากินยาวันละเม็ด ก็ต้องบอกว่าป้องกันขีดสุดดีกว่า การติดเชื้อมันไม่มีความสุขแม้จะควบคุมรักษาได้ แต่ถ้าไม่ติดมันดีกว่ามากเลยล่ะครับ ไม่ต้องเครียด ไม่ต้องเสียสุขภาพจิต ไม่ต้องลำบากใจและลุ้นทุกครั้งเวลาบอกแฟนทุกคนว่า "ผมกินยาต้านอยู่นะ"
และเรื่องนี้น่าจะมีมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น PET-CT, liquid gene biopsy, high specificity but low sensitivity test, การรักษาไวรัสตับอักเสบบีหรือซี, การตรวจและรักษาหนองในที่เร็วและง่าย ...
with Great power comes Great responsibilities

05 มกราคม 2568

ตรวจพยาธิใบไม้ตับ ด้วยชุดตรวจปัสสาวะ

 ตรวจพยาธิใบไม้ตับ ด้วยชุดตรวจปัสสาวะ

ได้ฟังท่านนายกรัฐมนตรีประกาศว่า ได้เพิ่มสิทธิประโยชน์ให้คนไทยที่มีสิทธิประกันสุขภาพแห่งชาติ สามารถเข้ารับบริการตรวจหาการติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับ
คำถาม : ตรวจไปทำไม : การติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับ คือ สาเหตุที่สำคัญมากของโรคมะเร็งท่อน้ำดี และหากเราสามารถลดการติดเชื้อนี้ได้ อัตราการเกิดมะเร็งท่อน้ำดีจะลดลง ตายน้อยลง รักษาน้อยลง คุณภาพชีวิตดีขึ้น
แล้วจะตรวจดีไหม : ดีครับ แต่ก่อนจะตรวจ ขอให้ถามตัวเองก่อนว่า คุณตั้งใจจะลดโอกาสติดเชื้อพยาธิใบไม้หรือยัง คือ การไม่กินปลาน้ำจืดดิบ ลาบก้อยปลาที่ไม่สุก ถ้าคิดว่ายังเลิกไม่ได้ การคัดกรองก็ไม่มีประโยชน์ เพราะไม่เจอคุณก็ยังเสี่ยง เจอแล้วก็ไม่หยุดเสี่ยง
..เหมือนคัดกรองมะเร็งปอด ผมจะถามก่อนเลยว่า จะเลิกบุหรี่ไหม ถ้าไม่มุ่งมั่นจะเลิก ก็จะไม่แนะนำการคัดกรอง..
แล้วถ้าเจอ : คิดก่อนว่าถ้าเจอ แนะนำให้กินยาเพื่อรักษาและติดตามว่าหายหรือไม่ ถ้าไม่คิดจะกินยา การตรวจคัดกรองก็ไม่เกิดประโยชน์
และต้องยื่นคำถามไปที่หน่วยบริการและกระทรวงสาธารณสุขด้วย ว่าถ้าประชาชนตรวจเจอ จะมีมาตรการการกำจัดเชื้อและติดตามแบบใด ไม่ใช่แค่เพียงแจกชุดคัดกรองแล้วให้ผู้รับการตรวจไปเผชิญโชคชะตาแต่เพียงลำพัง
(และชุดตรวจคัดกรองอื่น ๆ ด้วยนะ ตรวจมะเร็งลำไส้ มะเร็งปากมดลูก มีวิธีคัดเข้า ก็ต้องมีวิธีจัดการ)
ถ้าไม่เจอ : ไม่ได้หมายความว่าเราปลอดภัย ถ้าเราเสี่ยงอาจต้องตรวจซ้ำ หรือถ้ามีโอกาสเป็นอาจต้องตรวจด้วยวิธีที่จำเพาะขึ้น (ยุ่งยากขึ้น แพงขึ้น) และไม่ได้หมายความว่า คุณจะไปกินลาบปลาก้อยปลาดิบต่อไป เพราะย้อนกลับไปข้อแรก ก่อนที่จะมาคัดกรอง ควรยินยอมพร้อมใจที่จะหยุดความเสี่ยงเสียก่อน
การคัดกรองโรคใด จะต้องมีคำตอบครบ ใช้วิธีที่ง่าย สะดวก ไวพอ เมื่อเจอแล้วต้องมีวิธียืนยัน ยืนยันแล้วต้องให้สิทธิการรักษาระยะแรก และเฝ้าระวังการเกิดซ้ำ

12 พฤษภาคม 2567

คำแนะนำการคัดกรองมะเร็งเต้านม จาก USPSTF 2024

 คำแนะนำการคัดกรองมะเร็งเต้านม จาก USPSTF

เมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา USPSTF ได้ประกาศคำแนะนำการคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยแมมโมแกรม สำหรับสุภาพสตรีทั่วไป (เรียกว่าความเสี่ยงเท่าค่าเฉลี่ยทั่วไป) ให้คัดกรองด้วยวิธีแมมโมแกรม ปีเว้นปี (ทุกสองปี) เริ่มต้นอายุ 40 ปี สิ้นสุดที่อายุ 75 ปี
ขยับลดลงจากเดิมที่แนะนำตั้งแต่ 50 ปี เพราะพบอุบัติการณ์โรคในคนอายุ 40-49 ปี ที่เพิ่มขึ้น เทคโนโลยีที่ไวและราคาถูกลง การรักษาที่มุ่งเป้า แม่นยำเพิ่มขึ้น เข้าถึงได้มากขึ้น การตรวจจับและรักษาตั้งแต่ต้น ตอนอายุน้อยจึงลดอัตราการเสียชีวิตได้ดี การคัดกรองมันจึงมีค่า
แมมโมแกรมปัจจุบันเป็น digital mammogram คือใช้เทคโนโลยีและโปรแกรมมาช่วยตรวจจับ ร่วมกับการพิจารณาของรังสีแพทย์ ทำให้แม่นยำมาก
ส่วนคนที่อายุน้อยกว่า 40 ปี อาจเลือกคัดกรองตามความเสี่ยงบุคคล เช่น มีประวัติครอบครัวโรคมะเร็งเต้านม ตรวจพบยีนกลายพันธุ์ของมะเร็ง
ส่วนคนอายุมากกว่า 75 ปี อาจเลือกคัดกรองได้ถ้าประเมินแล้วว่า โอกาสชีวิตยืนยาวแบบสุขภาพดียังมียาวนานพอ และมีวิธีที่ดีในการจัดการมะเร็ง อันนี้ตกลงระหว่างหมอกับคนไข้
วิธีอื่นเช่น อัลตร้าซาวนด์หรือเอ็มอาร์ไอ เป็นทางเลือกในการ 'คัดกรอง' เพราะข้อมูลการคัดกรองไม่ชัด หรือใช้ในบางกรณีเช่นเอาไว้ยืนยันโรค หรือในกรณีเต้านมยังแน่นด้วยเนื้อมากกว่าไขมัน
เสียงจากคนไข้บอกมาว่า ก็ไม่ได้บีบเจ็บอย่างที่คิดครับ

26 ธันวาคม 2566

ป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

 การไปมีเพศสัมพันธ์ แบบไม่สวมถุงยางอนามัย แบบ one night stand ไม่ซ้ำคู่ แล้วมาขอรับยาต้านไวรัสหลังมีเพศสัมพันธ์ (post exposure prophylaxis)

ไม่ใช่วิธีการป้องกันเอดส์ที่ถูกต้อง แถมยังป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ ไม่ได้ด้วย
มีสุภาพบุรุษรายหนึ่ง มาติดต่อขอรับยาต้านไวรัส ด้วยพฤติกรรมแบบนี้เป็นครั้งที่สี่ และทุกครั้งจะกังวลว่าติดเชื้อเอชไอวี มีการตรวจเลือดซ้ำหลายครั้งมาก
แค่โชคดีที่ยังไม่ติด แค่ยังไม่รู้ว่าติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์อื่นหรือไม่ (แนะนำตรวจอย่างอื่นก็ไม่ตรวจ)
ครั้งต่อไป โชคอาจไม่เข้าข้าง
ดังนั้น สวมใส่เถิดนะ ใส่ไม่เป็นก็ฝึก คู่นอนใส่ไม่เป็นก็ใส่ให้เขา ถ้าไม่ใส่ก็อย่าเลย

21 สิงหาคม 2566

weekend warrior

 ใครเวลาไม่ลงตัวที่จะออกกำลังกาย 150 นาทีต่อสัปดาห์แบบกระจายทั้งสัปดาห์

จะมาออกกำลังกายแบบหนักขึ้นนานขึ้น 2 วันต่อสัปดาห์ ให้ปริมาณและความหนักเท่า ๆ กัน แบบนี้ก็ได้ ประโยชน์ต่อหัวใจไม่ต่างกันนัก (JAMA เดือนที่แล้ว)
มีข้อเสียนิดนึง คือ อาจบาดเจ็บได้ง่ายกว่า
แต่ก็พอใช้ได้ ปรับให้เหมาะกับชีวิตของเรา ขอให้ออกกำลังกายเถอะ

02 สิงหาคม 2566

USPSTF โฟลิกก่อนท้อง

 สั้น ๆ วันหยุด กับซูซี่ : โฟลิกก่อนท้อง

กราบสวัสดีค่า ชาวด้อมลุงหมอทั้งหลาย ไม่ได้เจอกันนานเลยนะคะ ซูซี่จะมีวาสนาได้มาเจอทุกคนก็ตอนที่อีตาลุงหมอไปเที่ยว เฟเค้ชึ่น โน่นค่ะ ไปโผล่อยู่เขื่อนภูมิพลนู่น ป่านนี้นอนกลิ้งอ่านหนังสือสบายไป คือลุงหมอเนี่ย แกไปเที่ยวไหนก็คือย้ายที่อ่านนิยายค่ะ ไม่รู้จะไปไกลทำไม
วันนี้ซูซี่เอาเรื่องเบา ๆ มาฝากค่ะ น้อง ๆ คงเคยได้ยินเรื่องการกินยาเม็ดโฟลิกก่อนตั้งครรภ์ว่ามีประโยชน์ลดความพิการของระบบประสาทที่ชื่อ neural tube defect ใช่ไหมคะ ก็แนะนำกันมาสักพัก ลุงหมอเขาก็เคยลงเรื่องนี้ค่ะ คราวนี้ระยะหลัง ๆ ก็เริ่มมีคนสงสัยว่า เอ เริ่มมีเรื่องของความผิดปกติอื่น ๆ ของการตั้งครรภ์มากขึ้น มันจะเกี่ยวกับโฟลิกนี่ไหมล่ะ มันก็โผล่มาเวลาไล่เลี่ยกับคำแนะนำโฟลิกก่อนท้องเลย
วันนี้วารสาร JAMA ลงรายงานคำแนะนำของ USPSTF (ไปหาคำแปลเองนะลูก ซูซี่ขาโหด ไม่ใจดีเหมือนลุงหมอนะคะ) เขาไปรวบรวมงานวิจัยในช่วงหลังที่ว่าเกิดเรื่อง ว่ามันจริงหรือเปล่าหว่า มีลับลมคมใน ดีลล้งดีลลับ อะไรหรือเปล่าเนี่ย
ก็ปรากฏว่าไม่เกี่ยวกันค่ะ กินได้นะคะเด็ก ๆ ปลอดภัยดีและยังช่วยป้องกัน neural tube defect ได้ดีค่ะ
จะให้ดีก็กินก่อนท้อง ..ลูก ๆ จะสงสัยว่า แม่ขา จะรู้ไหมล่ะคะว่าดอกไหนจะท้องจะไม่ท้อง ไม่เป็นไรค่ะลูก แค่คิดจะท้อง วางแผนมีลูก ก็เริ่มกินได้เลย โฟลิกราคาโคตรถูกค่ะลูก เอาเงินที่ไปเอฟ 8.8 9.9 เอาแค่ของอย่างเดียวที่ลูกไปเอฟนี่แหละค่ะ จ่ายค่าโฟลิกได้เป็นปี
ถึงท้องแล้ว ..อุ๊ยตาย !! ท้องแล้วเหรอ นึกว่าท้วม ก็ยังกินได้นะคะลูก
ใครคุมกำเนิดอยู่ ใครยังไม่มีผอ จะยังไม่กินก็ไม่ว่า ใครปิดอู่ จะไม่กินก็ไม่ว่าค่ะ
ซูซี่ก็จะหามากินบ้างนะคะ มดลูกเริ่มเขย่าแล้ว นัดไว้คืนนี้ด้วยค่ะ

13 กุมภาพันธ์ 2566

การป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

 พรุ่งนี้วันวาเลนไทน์

จากผลการสำรวจ จะเป็นวันที่มีกิจกรรมทางเพศมากขึ้น และเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มากขึ้น
ผมไม่ได้มาเชียร์ให้มีกิจกรรมทางเพศมากขึ้น เพราะเขาทำกันอยู่แล้ว ไม่ว่าจะพร้อมหรือไม่ จะยินยอมหรือเปล่า ประเด็นที่อยากเขียนคือ ควรป้องกันให้เป็น โดยเฉพาะกลุ่ม first kiss
1. หัดสวมถุงยางอนามัยก่อนใช้จริง สาเหตุของการติดเชื้อคือใส่ไม่ถูก ถอดไม่เป็น มีรอยฉีกขาด น้องผู้ชายหัดใส่ซะ มีคลิปเพียบ น้องผู้หญิงก็ต้องใส่เป็นจะได้รู้ว่าคู่ของน้องใส่ถุงถูกวิธีไหม จะช่วยกันใส่เพื่อเพิ่มบรรยากาศ (double check) ก็ได้
2. มีถุงสำรอง ถ้าพกอันเดียวแล้วเกิดขาด ถามจริงเหอะ จะหยุด 15 นาทีแล้ว เดินไปปากซอยเพื่อซื้อใหม่กันรึ พอไม่มีก็ไม่ใช้ ปัญหาก็ตามมานะครับ น้องผู้หญิงจะพกก็ไม่ผิดกติกา
3. จะฝ่ายรุกหรือรับ จะทางปาก ทางช่องคลอด ทางทวารหนัก มีวิธีป้องกันหมด ถุงนิ้ว ถุงยางแบบช่องคลอด ถุงยางใช้ทางทวารหนัก, dental dam ใครถนัดแบบไหน ก็ช่วยป้องกันคู่รักตัวเองด้วย และถ้าแบบผสมหรือหลายคู่ ให้ใช้หนึ่งครั้งต่อหนึ่งช่องทางแล้วเปลี่ยน อย่าเสียดาย
4. ถุงรั่ว ถุงขาด หรือเผลอไม่ใส่ (มันเผลอได้รึ) ก็ใจเย็น ๆ อย่าตื่นตูม ถามไถ่ความเสี่ยงกัน พรุ่งนี้พากันไปหาหมอ แต่ส่วนใหญ่ไม่มีใครมาเป็นคู่ ให้สมมติฐานไว้ก่อนว่าคู่เรา..ไม่ปลอดภัย
5. อันนี้บอกหลายปีแล้ว ใช้สารหล่อลื่นสูตรน้ำดีกว่า ถุงยางลาเท็กซ์จะได้ไม่เปื่อย ถ้าไปโดนวาสลีน ครีม น้ำมัน ประสิทธิภาพถุงยางจะลดลง เสี่ยงนะครับ
6. โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ใน พ.ศ. นี้ รุนแแรงขึ้น ดื้อยามากขึ้น ไม่ว่าจะหนองในแท้ หนองในเทียม ซิฟิลิส ช่องคลอดและมดลูกอักเสบ หูด เริม ตับอักเสบ ..ไม่ได้มีแต่เอดส์นะ
7. คู่ใครเป็นเอชไอวี นอกจากสวมถุงยางแล้ว อาจใช้การกินยาต้านไวรัสก่อนการมีเพศสัมพันธ์ช่วยลดโอกาสการติดเชื้อได้อีกทาง แต่..กินยาแล้วยังต้องสวมถุงยางต่อไปครับ
8. นอกจากโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์แล้ว การใช้ถุงยางจะลดการตั้งครรภ์โดยไม่ตั้งใจได้ ถ้าพลาด ไม่แนะนำกินยาคุมฉุกเฉินเอง แนะนำพบผู้เชี่ยวชาญเพื่อแนะนำการใช้ยาและแนะนำการตรวจตั้งครรภ์ในอนาคต
9. ไม่แนะนำสวมถุงยางสองชั้น ไม่ช่วยอะไร แถมหลุดง่ายขึ้น และสิ้นเปลือง
10. สุดท้ายคือ ตั้งสติก่อนสตาร์ท ทั้งน้องชายน้องสาวนะ เรา "พร้อม" จริงไหม ป้องกันเป็นไหม หลังจากคืนนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป บางทีเราไม่คิดอะไร (แต่อย่าเลย คิดเหอะ) อีกฝ่ายเขาคิดนะ ถ้าวันนี้ยังไม่พร้อม ไม่แน่ใจ รอได้ครับ มันไม่ "emergency" เฉพาะคืนพรุ่งนี้

29 มกราคม 2566

ออกกำลังกาย ยากง่าย อยู่ที่ใจ

 ออกกำลังกาย ยากง่าย อยู่ที่ใจ

ผมออกกำลังกายมาตั้งแต่ชั้นประถม !!
เริ่มด้วยการเล่นกีฬาครับ โชคดีที่โรงเรียนไม่ได้เข้มงวดเรื่องสถานที่และอุปกรณ์เล่นกีฬา ทำให้เราใช้ทรัพยากรได้มาตลอด หลังจากนั้นก็ติดนิสัยชอบเล่นกีฬา แต่ไม่ได้เล่นเป็นงานเป็นการนะครับ เล่นเอาสนุก ว่ายน้ำ กรีฑา ฟุตบอล วอลเล่ย์บอล ตะกร้อ ชกมวย สเก็ตบอร์ด ยุคนั้นยังเด็ก พลังกล้ามเนื้อไม่สิ้นสุด ใส่เต็มทุกวัน
พอมาเรียนแพทย์ ชีวิตเปลี่ยนมากครับยิ่งในช่วงพรีคลินิก เรียนเยอะ เลิกค่ำ บ้านไกล แทบไม่ได้ออกกำลังกายเลย แถมกินเยอะมาก เป็นอาหารจานด่วนและขนมปัง ทำให้ตอนนั้นอ้วนขึ้นและไม่รู้ตัว จนประธานรุ่นมาทักว่าดูอ้วนนะ จึงเริ่มลดน้ำหนัก กินน้อยลง กินที่จำเป็น น้ำหนักจึงเริ่มลด เมื่อผ่านมาถึงชั้นคลินิกเปลี่ยนมาอยู่หอพัก จัดการเวลาได้ดี คราวนี้พอมีเวลาว่างเมื่อไร ลงไปเล่นฟุตบอลและว่ายน้ำ หรือถ้าเวลาไม่มากพอ เช่น มีเวลาก่อนขึ้นเวรสักสองชั่วโมง ก็จะไปวิ่งครับ วิ่งรอบโรงยิม วิ่งบนดาดฟ้า และออกกายบริหารมือเปล่า จนน้ำหนักลดลงมาก ไม่เหนื่อยง่าย
หลังจากนั้นก็เริ่มขยับหาอุปกรณ์เสริมกล้ามเนื้อ ดัมเบล บาร์เบล ก็เรียกว่าพอมีกล้ามบ้าง หาหนังสืออ่านวิธีการออกกำลังกายแบบง่าย ๆ ตามสถานการณ์และเวลาเอื้ออำนวย
ครั้นพอเรียนจบมา ตั้งใจจะออกกำลังกายทุกวันและทุกครั้งที่มีเวลาว่าง ไปอยู่ต่างอำเภอก็หาวิ่งรอบสนามโรงเรียน วิ่งรอบสระว่ายน้ำชุมชน หรือบางทีไม่มีสนามก็วิ่งทางยาว ๆ สักร้อยสองร้อยเมตร ไปกลับหลาย ๆ รอบ ต่อด้วยออกกำลังกายมือเปล่า โหนบาร์ที่มี โหนต้นไม้ ควอท แพลงกิ้ง ซิตอัพ วิดพิ้น
พออายุมากขึ้น และเวลาลดลงเรื่อย ๆ ผมทำทุกอย่างเลย เดินขึ้นบันไดเวลาไปราวด์ เดินไปซื้อของหน้าหมู่บ้าน ขี่จักรยานไปตลาด แม้จะไม่ได้เป็นการออกกำลังกายแต่เป็นการเพิ่มการออกแรง (physical activity) ดีกว่าอยู่เฉย ๆ นะ
เจอเพื่อนฝูงนัดไปตีแบด ตีปิงปอง ก็ไปบ้างครับ เวลาไปประชุมวิชาการหรือไปบรรยาย ก็จะเลือกโรงแรมที่มีห้องออกกำลังกาย สนาม ออกกำลังกายทั้งเช้าและเย็น ผมอยากจะบอกว่าบทความหลายบทก็เขียนบนอานจักรยานนะครับ หรือถ้าไม่มีก็ออกกำลังกายมือเปล่าในห้องพักโรงแรม 15-20 นาที ก่อนอาบน้ำ ท่าที่ใช้บ่อย ๆ เราจำได้เองครับ เปิดพอดแคสต์ตอนนึงครบก็ออกกำลังกายเสร็จพอดี
ผมเป็นคนชอบออกกำลังกายที่โล่ง โดยเฉพาะวิ่งไปฟังพ็อดแคสต์ไป ฟังเปเปอร์ใหม่ทางนี้แหละครับ ยุคโควิดก็ต้องปรับตัว ออกไปไหนลำบาก ผมใช้เกมนินเทนโดสวิตช์มาใช้ออกกำลังกายครับ ringfit adventure เล่นจนกล้ามขึ้น ซิกส์แพ็คขึ้น เล่น fitness boxing มาตลอด หลัง ๆ นี้ชอบมากเพราะหากมืดเร็ว หรือทำงานเลิกค่ำ การไปวิ่งนอกบ้านไม่ปลอดภัย ก็เลือกเล่น ริงฟิต, ฟิตเนสบ็อกซิ่ง, just dance ก็ใช้ได้เลย
ปีหนึ่งผมกล้าพูดว่า ออกกำลังกายไม่ต่ำกว่า 350 วันต่อปี และทำต่อเนื่องกันมานานมากกว่า 30 ปี โดยที่ไม่ได้สิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย ไม่ต้องหาอุปกรณ์หรูหรา และยังรักที่จะทำต่อเนื่อง
ผมคิดว่าเราสามารถออกกำลังกายได้ทุกที่ ทุกเวลา และสามารถหาเวลาออกกำลังกายหรือเพิ่มการออกแรงได้ตลอด ขึ้นกับเราคิดจะทำไหม และกล้าพอที่ลุกมาทำหรือเปล่า
ไม่มีเวลา ไม่มีสถานที่ เหนื่อยงาน ไม่พร้อม ไม่มีอุปกรณ์ …. บอกตามตรง ไม่ใช่อุปสรรคเลย อย่าให้สิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นมาเกาะกินจิตใจและนิสัยของเราครับ

20 มกราคม 2566

ตรวจคัดกรองแล้วจะทำอะไรต่อ

 ตรวจคัดกรองแล้วจะทำอะไรต่อ ?

อ่านเปเปอร์แล้วได้ข้อคิด เอามาบ่นให้ฟัง
หลาย ๆ คนอาจจะเคยตรวจ อาจจะเคยมีญาติพี่น้องไปทำการตรวจที่เรียกว่า การตรวจคัดกรอง คือ ตรวจก่อนเกิดโรคในตอนที่ร่างกายปกติ ยังไม่มีโรคใด
ซึ่งในความจริงแล้ว มีการตรวจไม่กี่อย่างเท่านั้นที่มีความไวมากพอที่จะแยกผู้ป่วยออกจากผู้ไม่ป่วยได้ และหลายอย่างที่เราตรวจก็ไม่ไวไม่จำเพาะ และไม่เหมาะกับการคัดกรอง ไม่ว่าจะไม่รู้ ไม่ว่าจะถูกจัดโปรแกรมให้ ไม่ว่าจะถูกบังคับจากหน่วยงาน หรือเกิดจากความเข้าใจก็ตามที
สิ่งที่เราต้องคิดเสมอก่อนที่จะตรวจคือ ตรวจแล้วจะทำอะไรต่อไป ไม่ว่าผลออกมาจะบวกหรือลบ
1.คุณอาจจะต้องตรวจต่อไปนะ เพราะการตรวจหลายอย่างยังไม่ถึงที่สุด เช่น การคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยแมมโมแกรม ถ้าเจออาจจะต้องตัดชิ้นเนื้อ ถ้าไม่เจอเราจะต้องตรวจอีกครั้งเมื่อไร
2.การตรวจขั้นต่อไปอาจจะไม่ง่าย ไม่สะดวกอย่างที่ผ่านมา เพราะการตรวจคัดกรองจะเลือกวิธีที่ง่าย คัดกรองได้ดีพอควร ใช้กับคนหมู่มากได้ เช่นการตรวจกรองมะเร็งปากมดลูก หากผลออกมาเป็นบวกอาจจะต้องนัดหมอ เตรียมตัวตัดชื้นเนื้อ หยุดงาน และที่สำคัญเสียค่าใช้จ่ายมากขึ้น สิทธิประโยชน์ในการคัดกรองพื้นฐานที่ได้รับ อาจจะไม่ครอบคลุมในขั้นต่อไป
3.เมื่อคิดจะตรวจต้องคิดจะเปลี่ยน ถ้าตรวจแล้วก็ช่างมันก็อย่าตรวจ เช่นการตรวจคัดกรองมะเร็งปอด ถ้าคุณยังสูบบุหรี่อยู่แล้วไม่คิดจะเลิก อย่าไปคัดกรองเลยครับ เพราะไม่ยอมลดความเสี่ยงการเกิดโรค จะไปคัดกรองทำไม
4.เมื่อได้ผลมา ใช้ผลให้คุ้มค่า หลายคนมีสมุดตรวจสุขภาพกองโต พบว่าโลหิตจางทุกครั้งแต่ไม่เคยไม่ปรึกษาแพทย์เลย เพราะตัวเองแข็งแรงดี… โอ๊ะ ๆ ฮัลโหล อย่าลืมว่า เรา..คัด..กรอง..ใน..คน..ปรก..ติ นะครับ เพื่อลดโอกาสการเกิดโรคหรือวินิจฉัยให้เร็ว รักษาได้ทัน
ยกตัวอย่างดีกว่า งานวิจัยลงใน JAMA network เขาเก็บข้อมูลคนปรกติ ความเสี่ยงทั่วไป ที่เข้ารับการคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ด้วยวิธีการตรวจหาเลือดในอุจจาระ ซึ่งเป็นวิธีที่ง่าย ไม่รุกล้ำ สะดวก ราคาไม่แพง มีความไวพอสมควรแต่ไม่จำเพาะ คือถ้าบวกแล้วต้องตรวจต่อไป ข้อมูลในอเมริกา (ที่การส่องกล้องมีมากพอ แต่แพง) เก็บข้อมูลก่อนโควิด จะได้ไม่ติดขัดเรื่องการเดินทางไปตรวจ พบว่าจากผู้ที่ผลการตรวจอุจจาระผิดปกติคือพบเลือด 32769 ราย มีคนไปเข้ารับการส่องกล้องเพื่อตรวจต่อเนื่องเพียง 56% ทั้ง ๆ ที่ผลตรวจผิดปกตินะ
หลายการศึกษาวิเคราะห์ผลของการตรวจอุจจาระคัดกรองมะเร็งว่าไม่ค่อยได้ผล ส่วนหนึ่งต้องมาคิดแยกคนที่ติดตามตรวจตามคำแนะนำกับคนที่ไม่เข้ารับการตรวจด้วย อย่างในงานวิจัยนี้
ไม่ได้วิเคราะห์วารสารแบบ critical appraisal แต่มาเสนอแนวคิดในอีกมุมครับ
อ่านฟรี
Mohl JT, Ciemins EL, Miller-Wilson L, Gillen A, Luo R, Colangelo F. Rates of Follow-up Colonoscopy After a Positive Stool-Based Screening Test Result for Colorectal Cancer Among Health Care Organizations in the US, 2017-2020. JAMA Netw Open. 2023;6(1):e2251384. doi:10.1001/jamanetworkopen.2022.51384

บทความที่ได้รับความนิยม