17 สิงหาคม 2568

เศรษฐศาสตร์ ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ทุกคนในประเทศ

 ชวน ChatGPT 5.0 คุย เรื่องเศรษฐศาสตร์ เรื่องยาวน่ารู้วันอาทิตย์

เมื่อวานลองชวนเอไอคุย และอยากลองดูว่าเอไอคิดอย่างไร น่าสนใจดีครับ ผมไม่ได้หมายความว่าให้เชื่อเอไอทั้งหมด แต่ใช้เขาช่วยหาข้อมูลและรวบรวมได้ดี
กับคำถามว่าถ้าปูพรมฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ทุกคนในประเทศ ดีหรือเสีย
เริ่มที่ burden ของไข้หวัดใหญ่ จากข้อมูลห้าปีย้อนหลัง พบว่ามีผู้ป่วยยืนยันไข้หวัดใหญ่จากฐานข้อมูลทางการตกเฉลี่ยที่ปีละ 2.5 แสนราย แต่ค่าอาจจะน้อยกว่าปกติเพราะในปี 2021 (6900 ราย) มาตรการป้องกันโควิดทำให้ไข้หวัดใหญ่ลดลงด้วย และมีการประมาณตัวเลขไม่เป็นทางการคือ ไม่ผ่านระบบบันทึกข้อมูลที่ 7-9 แสนคนต่อปี
ผมให้คิดค่ารักษาและความสูญเสียทางเศรษฐกิจทั้งทางตรงคือยา อุปกรณ์ ค่าใช้จ่ายรพ. และสูญเสียทางอ้อม คือ สูญเสียมูลค่างาน ค่ารถ แบบที่ป่วยไม่หนักนะครับ พบว่าเฉลี่ยที่ 113 ล้านบาทต่อปี ตกประมาณ 650 บาทต่อคน ในจำนวนนี้เป็นความสูญเสียทางอ้อมถึง 53%
แต่ถ้าป่วยหนักต้องแอดมิตจะมีค่าใช้จ่ายทั้งตรงและอ้อมสูงถึงคนละ 8000 บาท และหากป่วยวิกฤตจะสูงถึง 110,000 บาท …อันนี้ข้อมูลจากของจริงไม่ใช่การประมาณ
และมองภาพรวมผู้ป่วยนอกและใน ค่าใช้จ่ายและสูญเสียทั้งทางตรงและทางอ้อม ถ้าการระบาดปกติจะอยู่ที่ปีละ 3,000 ล้านบาท ถ้าระบาดหนักจะสูงถึง 8,000 ล้านบาทต่อปี
วัคซีนไข้หวัดใหญ่ก็ไปลดการป่วยหนักนี่แหละ มองคร่าว ๆ ลดการสูญเสียได้เป็น 10 เท่า
เอาล่ะต่อไป ถ้าเราจะปูพรมฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ทุกคนเลยนะ คิดค่ายาค่าอุปกรณ์ โสหุ้ยอื่น ๆ ตกคนละ 350 บาท พบว่าต้องใช้เงินที่ 350 x 65.95 ล้านคน เท่ากับ 2.3 หมื่นล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 0.61 ของงบประมาณแผ่นดินปี 2569 ที่เพิ่งผ่านไป
แล้วคุ้มค่ากับความสูญเสียที่คิดตอนแรกไหม ก็ป้อนค่า QALY, ICER, GDP per capita (ผมเรียนเศรษฐาสตร์สาธารณสุขมาบ้าง) ผลปรากฏว่า ถ้าฉีดทุกคน และวัคซีนมีประสิทธิผลตามการวิจัยที่ 40-60% จะลดความสูญเสียจาก 3 พันล้านมาที่ประมาณ 1,500 ล้านบาท (ต้นทุนวัคซีน 2.3 หมื่นล้าน) แน่นอนว่าการฉีดปูพรมนั้น “ไม่คุ้ม”
ต่อไปใส่ตัวเลข ตัวแปรทางเศรษฐศาตร์ว่าปูพรมจะลดอัตราการป่วย การตาย การมีคุณภาพชีวิตที่ดีไหม เทียบว่าประเทศไทยกำหนดความคุ้มค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคเพื่อได้ชีวิตที่ดีในหนึ่งปีว่าประมาณ 160,000 บาทต่อคนต่อปี พบว่า การฉีดปูพรมทุกคน “ไม่คุ้ม” เพราะต้องใช้ถึง 3 ล้านบาทต่อชีวิตที่ดีขึ้น หนึ่งชีวิตต่อปี
เหตุที่เป็นแบบนี้เพราะค่าใช้จ่ายส่วนมากไปตกกับกลุ่มเสี่ยง แม้ว่าจะมีปริมาณผู้ป่วยน้อยกว่าแต่เสียค่าใช้จ่ายมากกว่ากันเกิน 10 เท่าเมื่อเทียบกับคนแข็งแรง การฉีดวัคซีนในคนแข็งแรงที่มีจำนวนมากกว่า จึงดูไม่ใช่ทางเลือกที่คุ้มในแง่เศรษฐศาสตร์สาธารณสุขของประเทศ
ในแง่รายบุคคล หรือตามหลักฐานตามงานวิจัยการแพทย์ ฉีดทุกคน เพราะเราไม่ได้คำนวณความคุ้มทุน
เอไอแนะนำว่า วิธีที่ดีกว่าคือฉีดเฉพาะกลุ่มเสี่ยง ผมก็ลองให้เขาทำ subgroup เฉพาะกลุ่มเสี่ยง
ถ้าเราฉีดกลุ่มเสี่ยง 12 ล้านคนทุกคน ใช้เงินที่ 4.5 พันล้านบาท (ต้นทุนเข็มละ 350 บาท) คิดเป็น 0.1% ของงบ 69 แต่สามารถลดความสูญเสียลงมาได้พอกันกับฉีดปูพรมทุกคน (ลงมาที่ 1000 ล้านบาท) เพราะค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่อยู่ที่กลุ่มนี้
เป็นเหตุผลที่รัฐบาลเลือกฉีดเฉพาะกลุ่มเสี่ยงนั่นเอง เพราะลงทุนแล้วคุ้มค่าที่สุด
แต่ปัจจุบันเรามีเงินงบวัคซีนไข้หวัดใหญ่เพียง 4.5 ล้านเข็มเท่านั้น (0.04% ของงบประมาณ) และถ้ามาคิดว่าลดภาระทางสาธารณสุขเท่าไร คำตอบคือ 15-19% ของความสูญเสียทางเศรษฐกิจของไข้หวัดใหญ่เท่านั้น ยังไม่ถึงจุดที่คุ้มที่สุด
เอไอแนะนำว่า ควรฉีดเฉพาะกลุ่มเสี่ยง แต่ต้องครอบคลุม 100% กลุ่มเสี่ยงให้ได้ จึงจะมีความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์สูงสุด **ย้ำอีกครั้ง ในแง่ความคุ้มค่าของการงบประมาณนะครับ** ถ้าในแง่แต่ละคน ผมว่าควรฉีดทุกคน
นโยบายดีแล้ว เหลือแต่เพิ่มเงินและบังคับใช้ให้ได้ กระจายวัคซีนให้ได้ตามเป้า
***และข้อมูลเพิ่มมาคือ ตอนนี้ราคาซื้อวัคซีน ต่ำกว่า 100 บาทแล้วครับ ทำให้คุ้มค่ามาก***

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยม