แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โรคผิวหนัง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โรคผิวหนัง แสดงบทความทั้งหมด

27 มิถุนายน 2568

ฝีฝักบัว (carbuncle)

 ฝีฝักบัว (carbuncle)

ถ้าเรามองเม็ดบัวหนึ่งเม็ดคือรูขุมขนหนึ่งรู ฝีฝักบัวคือ รูขุมขนทั้งฝักที่เป็นฝี “ต่อเนื่องกัน” ไม่ใช่พร้อมกัน ไม่เคลียร์ล่ะสิ ไปอ่านกันต่อ
เราเริ่มต้นที่รูขุมขน (hair follicle) แต่ละรูขุมขนจะมีเส้นขน ต่อมไขมัน ต่อมเหงื่อ ซึ่งจะมีการอุดตันด้วยไขมัน เหงื่อ และมีการอักเสบเกิดเป็นสิว (acnes) ที่จะอุดตรงต่อมไขมันหรือรูเปิดท่อทั้งหลาย จึงมักจะเกิดตรงพื้นที่ไขมันมากเช่นใบหน้า อก
และถ้าการอักเสบมันลุกลามไปทั่วทั้งรูขุมขน จนเกิดเป็นตุ่มหนองตามรูขุมขน (folliculitis) และหากการอักเสบนั้นลุกลามรอบพื้นที่ไขมันของรูขุมขนจนเกิดเป็นฝี ขอบเขตหุ้มรอบรูขุมขนเรียกว่า furuncle ความเป็นฝีหรือ abscess จะมีโพรง มีผนัง มีขอบเขตค่อนข้างชัด
ขอบเขตชัดเกิดจากอีกหนึ่งกายวิภาค คือระหว่างรูขุมขน มันไม่ได้ต่อกันครับ มันมีสายใยบาง ๆ ผูกปลายข้างนึงไว้ที่ฉัน ... ไม่ใช่ล่ะ มันมีเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่แยกแต่ละรูที่เรียกว่า interfollicular septum
furancle จะไปเกิดกับพื้นที่ที่มีเส้นผมเยอะ ๆ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นพื้นที่ที่ "มันเยิ้ม" เช่น ตีนผม รักแร้ หรือพื้นที่จุดที่อุดตันง่าย เช่น ก้น
และหากการอักเสบติดเชื้อมันไม่จบแค่รูขุมขนเพียงรูเดียวล่ะ อันนี้แหละที่เราเรียกว่าฝีฝักบัวหรือ carbuncle
ตอนแรกผมเข้าใจว่า เป็นการอักเสบพร้อม ๆ กันในหลาย ๆ รูขุมขน แต่ความเป็นจริงแล้วไม่ใช่ มันเริ่มจากฝี furuncle นี่แหละ พอฝีสุกเต่งเต็มที่ มีการบวมโดยรอบ แรงดันในฝีของที่ว่างรูขุมขนมันเริ่มมากขึ้น และเริ่มลุกล้ำช่องอื่น แต่ก็ไปไม่ได้ไงติดเยื่อ interfollicular septum
ยกเว้นแบคทีเรียบางอย่าง ที่ไม่ยอมอยู่เฉย มันสามารถสร้างเอนไซม์เพื่อย่อยสลายโปรตีน septum และขยายอาณาเขตให้กินหรู อยู่สบายขึ้น ไอ้เจ้าเอนไซม์นี้มีหลายตัว แต่ตัวหลักที่ทำให้เกิดโพรงหนองลุกลามมาต่อกันเป็นฝักบัวคือเอนไซม์ hyaluronidase สลายเนื้อเยื่อไฮยาลิน
และแบคทีเรียตัวดีที่มีอาวุธหนักนี้คือ Staphylococcus aureus (ส่วนใหญ่นะ) แบคทีเรียรูปกลมที่อยู่ตามผิวหนังเรานั่นเอง
เป็นคำอธิบายว่าเชื้อโรคที่พบบ่อยในฝีฝักบัวจะเป็น S.aureus และการใช้ยาต้านจุลชีพจะต้องต้าน S.aureus ได้ด้วย นั่นคือ cloxacillin หรือ cephalosporins ต่างจากการติดเชื้อผิวหนังจุดอื่นเช่น cellulitis ที่มักเป็น streptococcus หรือ ฝีใต้ผิวหนังที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียไม่ต้องอาศัยออกซิเจน
เอาล่ะ เรามาต่อที่เชื้อ staphylococcus มันสร้างเอนไซม์ย่อยสลาย septum และขยายอาณาเขตไปรูขุมขนรอบข้าง กินไปเรื่อย ๆ ทีละรู ทีละรู จาก furuncle ก็ขยับเป็น carbuncle แม้จะมีหัวหนองแต่ละรู แต่ความเป็นจริงด้านใต้นั้น พรุนถึงกันหมดแล้ว
แล้วมันจะลุกลามไปถึงไหน มันจะฝักบัวลามไปทั้งตัวไหม ... ไม่แน่นอน เพราะพื้นที่รูขุมขนจะมีทั้งหนาแน่นและกระจาย มันไม่ได้ต่อกันหมด จึงจำกัดพื้นที่การทำลาย
และในแง่ระบบภูมิคุ้มกัน เซลล์ภูมิคุ้มกันที่อยู่ตำแหน่งนั้นจะทำให้เกิดกระบวนการอักเสบ การบวมรอบฝี เอนไซม์ต่าง ๆ จะทำให้เชื้อมันแผ่ขยายออกไปรอบด้านได้ยากขึ้น เซลล์อักเสบและกระบวนการอักเสบจะล้อมเชื้อโรคเป็นโพรงฝี ขังไม่ให้ลุกลามและระดมพลมาจัดการเชื้อโรคในพื้นที่สังหาร
ข้อดีคือจำกัดความเสียหาย ข้อที่ไม่ดีคือ ยาฆ่าเชื้อจะเข้าไม่ถึงจุดที่เชื้ออยู่ ขนาดแค่ furancle ยังเข้ายาก ไม่ค้องพูดถึงค่ายกล carbuncle ยาฆ่าเชื้อเข้าแทบไม่ถึง ใช้ยาอะไรก็พอกัน คือ ไม่ได้ผลเหมือนกัน
มีการศึกษาแบบ meta-analyis เทียบการรักษาด้วยยาแบบต่าง ๆ ด้วยนะครับ ปรากฏไม่มีตัวไหนดีกว่ากัน
เป็นเหตุผลว่าการรักษา carbuncle จะเป็นการผ่าตัดเพื่อระบายหนอง ทำลายโพรงหนอง โพรงรูขุมขนที่ต่อกันทั้งหลายนี่แหละ ส่วนการใช้ยาฆ่าเชื้อเป็นเพียงการรักษาเสริมครับ
ไหนใครชอบกินเม็ดบัวจากฝักบ้าง

12 มกราคม 2568

ข้อมูลคลาดเคลื่อน อย่าเพิ่งเชื่อ และอย่าแชร์ งูสวัด กับ ยางกล้วย

 ข้อมูลคลาดเคลื่อน อย่าเพิ่งเชื่อ และอย่าแชร์

เขาบอกงูสวัดและเริม ใช้ยางกล้วยทา
1.เริมและงูสวัดเป็นเชื้อคนละตัวกัน แม้จะใช้ยาตัวเดียวกันรักษา
2.เริมและงูสวัด หายเองอยู่แล้ว แต่แนะนำรักษา เพราะจะได้ลดความรุนแรงและผลแทรกซ้อน
3.การใช้ยางไม้ ยางกล้วย ไม่แนะนำครับ เพราะอาจสกปรก ปนเปื้อน เชื้อรา บาดทะยัก แนะนำให้ผ้าสะอาดชุบน้ำหมาด โปะแผลสัก 15 นาทีแล้วเอาออก ทำแบบนี้บ่อย ๆ
4.ทายางกล้วยรอบแผลแค่ไหน ก็ขังงูสวัดไม่ได้ เพราะมันกระจายตามแนวเส้นประสาทใต้ผิวหนัง
5.ผู้ป่วยสูงวัย ผู้ป่วยภูมิคุ้มกันไม่ดีเช่น เบาหวาน ใช้ยากดภูมิ ปลูกถ่ายอวัยวะ อันนี้ควรใช้ยาต้านไวรัสรักษานะครับ
May be an image of text that says "วิธีแก้พิชงสวัด (เริม) ช่วยแชร์!! เพื่อเป็น เป็น วิท ยา วิทยาทาน ทาน ใครแชร์ขอให้ได้บุญ ถูกหวย างวัลที่ 1 !! #ใครเป็นหรือมีญาติเป็นโรคนี้ ต้องอ่าน!! สมัยตอนเป็นเด็กวัด ที่วัดท่าเรือ แกลง เป็นเริมขึ้นเอว บอกว่า "ไอ้หนู มึงไปหาลูกกล้าย ปหาลูกก ยครับ แล้ว ก็บอกต่อผู้ค ไม่หายก็มาหาย ไม่จริง ย บางราย รักษาที่โรงพย นระยอง าว้าที่อ่อน ที่อ่อน อ่อนนะครับ ะครับ หลัก รกษา นพ. นพ.ฉลอง ควรหา ว่า ทำไมม้า เด๋ผล ท่านบอกว่า เชื้อ ไวรัส มันตายเอง ยางกล้วยมัน ไปช่วยยืดไม่ ให้เชื้อกระจาย เมื่อมันกระจายไม่ได้ มันก็ตาย บอกไว้เป็นวิทยาทาน เชื่อไม่เชื่อ ไม่เป็นไร ใครแชร์ต่อไปขอให้ได้บุญครับ!! แชร์ต่อ (ปล.ทา วันละครั้ง จนหายนะครับ)"
Boost
All reactions:
78

17 กุมภาพันธ์ 2567

Dermatomyositis

 สุภาพสตรีสูงวัยคนหนึ่ง มาปรึกษาอาการป่วย

โดยมีญาติเดินพยุงมา ผู้ป่วยก้าวขาลำบาก เดินลากเท้า
เมื่อพามานั่ง ก็เหนื่อยเล็กน้อย มองใบหน้า มีผื่นแดง ๆ รอบดวงตา และโหนกแก้ม
เมื่อยื่นมือไปจับชีพจรวัดความดัน ก็พบว่าหลังมือแดง ๆ อย่างที่เห็นในรูป
.....แว่บแรก คุณหมอคิดถึงโรคอะไร ก่อนจะไปคำถามต่อไป
วัดสัญญาณชีพปกติ ผู้ป่วยปรึกษาว่า สงสัยว่าจะแพ้ยา มีผื่นขึ้นที่ใบหน้า รอบตา และบริเวณใต้ลำคอ หลังจากกินยาแก้ปวด คลายกล้ามเนื้อ เพราะปวดเมื่อยเหลือเกิน
ตรวจผื่น ไม่เป็นจุด แต่เป็นรอยแดง ๆ รอบตา แก้ม และที่ knuckle ของมือสองข้าง
....คิดว่าแพ้ยารุนแรงไหม...
สุดท้าย ตรวจร่างกายพบว่าในเยื่อบุช่องปากและตา ปกติ มือทั้งสองข้างนอกจากรอยแดงตรง knuckle ก็ไม่พบผื่นอื่น
ตรวจหัวใจและปอดปกติ ตรวจกำลังกล้ามเนื้อพบกล้ามเนื้อมัดใหญ่ของแขนขาอ่อนแรงมากกว่าส่วนปลาย และเมื่อออกแรงมาก ๆ จะปวด
ให้โจทย์แค่นี้แหละ แค่ประวัติและการตรวจร่างกายพื้นฐาน ขอการวินิจฉัย

Dermatomyositis เป็นโรคของระบบภูมิคุ้มกันที่ไปจับทำลายหลอดเลือดและกล้ามเนื้อลาย เป็นหนึ่งในโรคกลุ่ม idiopathic inflammatory myopathies เป็นโรคที่พบบ่อยที่สุด น่าจะเกิดเพราะมันมีอาการแสดงทางผิวหนังที่ชัดเจนจึงวินิจฉัยได้มาก
สาเหตุที่แท้จริงยังไม่รู้ แต่ตอนนี้หลักฐานที่พอสรุปได้คือมีการอักเสบของหลอดเลือดเล็กที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อลายและหลอดเลือดที่ไปผิวหนัง และพบว่าเป็นการอักเสบแบบเดียวกัน น่าจะเกิดจากปัจจัยเสี่ยงระดับพันธุกรรม ยีนที่ควบคุมหลอดเลือดไปอวัยวะทั้งสองนี้
โรค dermatomyositis อาจจะเกิดเองเดี่ยว ๆ เกิดร่วมกับโรคการอักเสบอื่นเช่น เอสแอลอี ข้ออักเสบรูมาตอยด์ และอาจเกิดสัมพันธ์กับมะเร็งหลายชนิด โดยเฉพาะหากเกิดในผู้สูงวัย
การอักเสบและภูมิคุ้มกันที่เกิดนี้สามารถ นำมาช่วยในการวินิจฉัยคือ ตรวจพบการอักเสบเรื้อรังโดยเฉพาะการตรวจค่าเลือดที่แสดงถึงการบาดเจ็บและกล้ามเนื้ออักเสบ คือ Creatine Phosphate Kinase (CPK)
และตรวจหาแอนติบอดีที่สัมพันธ์กับการเกิดโรค dermatomyosistis เช่น anti Mi2, anti TIF1-gamma, anti MDA5 ซึ่งภูมิคุ้มกันตัวเองแต่ละชนิดจะสัมพันธ์กับอาการแสดงทางผิวหนังที่ต่างกันและชนิดของมะเร็งที่สัมพันธ์กับโรค
การวินิจฉัยที่ชัดเจนที่สุดคือการสุ่มตรวจตัดชิ้นกล้ามเนื้อไปตรวจ นิยมตรวจที่กล้ามเนื้อต้นแขนหรือต้นขามากที่สุด จะพบเซลล์อักเสบอยู่โดยรอบเส้นใยกล้ามเนื้อและหลอดเลือดและอาจพบลุกลามไปอวัยวะอื่นได้อีก
การรักษา..อันนี้จะยากแล้ว เพราะโรคมันเรื้อรังมาก ต้องอาศัยความเข้าใจ การติดตามผล การช่วยดูแลจากญาติ การกายภาพบำบัด คำแนะนำการรักษาหากอาการแย่ลง
การรักษาเริ่มต้นจะใช้สารสเตียรอยด์และยากดภูมิคุ้มกัน เพื่อลดการอักเสบ มีการศึกษาการใช้สารชีวภาพหลายชนิดเช่น anti-IL6, JAK inhibitor เพื่อลดการอักเสบ หรือการไปควบคุมเซลล์เม็ดเลือดขาว B-lymphocyte ที่สร้างภูมิคุ้มกัน
ถ้าอาการรุนแรงเฉียบพลันเช่น ควบคุมกล้ามเนื้อคอไม่ได้ หรือหายใจลำบาก จะใช้การใช้สารไปจับ antibody ที่เรียกว่า intravenous immunogloblins หรือการเข้าเครื่องฟอกเลือดเพื่อดึง antibody ตัวปัญหาออกไป ที่เรียกว่า plasmapheresis
และมีภาพอาการแสดงทางผิวหนังที่พบร่วมบ่อย ๆ มาให้ดูกันครับ

08 ธันวาคม 2566

calamine lotion แก้ไขลมพิษหรือแพ้ได้ไหม

 calamine lotion แก้ไขลมพิษหรือแพ้ได้ไหม

ปฏิกิริยาลมพิษ เป็นปฏิกิริยาภูมิไว้เกินชนิดที่ 1 มีสารฮิสตามีนมาทำงานมากเกินไป หลักการรักษาคือหลีกเลี่ยงสิ่งแพ้ และให้ยาต้านฮิสตามีน แบบกินหรือฉีด
พยายามให้ยาโดยเร็ว จะหยุดยั้งปฎิกิริยาได้ดีและไม่ค่อยลุกลาม
อีกหนึ่งการรักษาคือการลดคัน อาจใช้โลชั่น ใช้ผ้าเย็นประคบ ผมเคยใช้เหล้าขาว ปูนแดงและใบชะพลู (คุณย่าทำให้) หรือใครจะใช้คาลาไมน์ก็ไม่ผิด เพราะทั้งหมดนี้แค่ลด "คัน" ไม่ได้ลดปฏิกิริยา ไม่ได้ลดฮิสตามีน
ในบางรายปฏิกิริยาไม่รุนแรง มันหายเองได้ ทำให้เราคิดว่าคาลาไมน์คือยารักษา แต่จริง ๆ คือแค่ช่วยบรรเทาอาการเท่านั้นครับ ข้อเสียสำคัญคือ พอแป้งคาลาไมน์แห้ง จะดูดความชื้นจากผิว ทำให้คันมากขึ้นไปอีก คุณหมอบางคนแนะนำล้างออกเมื่อแป้งคาลาไมน์แห้งนะครับ
ยาต้านฮิสตามีน จะใช้แบบดั้งเดิม คลอร์เฟนนิรามีน ที่เป็นยาสามัญประจำบ้านก็ได้ ร้านสะดวกซื้อก็มีขาย ยาแก้เมารถเมาเรือ ไดเมนไฮดริเนตก็ได้
หรือจะใช้แบบง่วงซึมน้อยลง ลอราทาดีน เซทีรีซีน ที่ราคาไม่แพง หาซื้อง่าย ก็ได้เช่นกัน ซื้อติดบ้านไว้ก็ไม่เสียหลายนะครับ

11 ตุลาคม 2566

dimenhydrinate เพื่อนยามยาก

ยาเม็ดแก้เมารถเมาเรือ dimenhydrinate อาจจะช่วยคุณได้ยามยาก


Dimenhydrinate เป็นยากินที่ทาง อย. อนุญาตให้จำหน่ายได้โดยไม่ต้องสั่งยา คุณสามารถพบเจอ dimenhydrinate ได้ในทั่วทุกแห่งของประเทศ ร้านชำ ร้านสะดวกซื้อชื่อดัง แผงหนังสือในสถานีขนส่ง สนามบิน ท่าเรือ และเมื่อมันอยู่ในร้านสะดวกซื้อชื่อดัง มันจึงพร้อมใช้ 24 ชั่วโมง


ข้อบ่งชี้ตามระบุของยานี้คือ แก้ไขและป้องกันเมารถเมาเรือ อันนี้เรารู้กันดี แต่รักษาเมารักไม่ได้เลย ส่วนข้อบ่งชี้อีกข้อคือลดอาการอาเจียนวิงเวียน มักใช้ในรูปแบบยาฉีด แต่ในเมื่อตัวมันคือยาต้านฮิสตามีน ที่สามารถรักษาอาการแพ้เฉียบพลัน ไม่ว่าภูมิแพ้จมูกหรือลมพิษ แล้วมันใช้ได้ไหม ในเวลาฉุกเฉินไม่มีร้านยาเปิด จะไป รพ.ก็ไม่สะดวก


ว่ากันตามกลไกการทำงาน สามารถใช้ยาเม็ด dimenhydrinate ในการรักษาโรคลมพิษหรือภูมิแพ้จมูกเฉียบพลันได้นะครับ มันออกฤทธิ์เร็วมากไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็ทำงาน แต่ข้อเสียคือหมดฤทธิ์เร็วมากเช่นกัน สามสี่ชั่วโมงก็แยกทางกัน ดังนั้นถ้าคุณไม่มียาอื่นที่ดีกว่า ไม่มีหมอใกล้ตัว ร้านยาก็ปิด จะใช้ยานี้รักษาอาการ 'เฉพาะหน้า'ให้พ้นค่ำคืนอันเลวร้ายหรือสถานที่อันลำบาก ก็ใช้ได้เช่นกัน กินแค่หนึ่งเม็ด ทุกหกชั่วโมง มากสุดก็ไม่เกิน 4 เม็ด


ทำไมกินเยอะ ๆ ต่อเนื่อง ไม่ดีหล่ะ ?? ก็มีเหตุผลสองประการ อย่างแรกคือเรามียาที่ดีกว่า ปลอดภัยกว่า ราคาถูก และเป็นมาตรฐานการรักษาภูมิแพ้จมูก ลมพิษเฉียบพลัน คือ ยาต้านฮิสตามีนรุ่นสอง เช่น loratadine, cetirizine เพราะมันไม่ทำให้ซึม ไม่เบลอ ไม่ง่วง นั่นเอง  


เหตุผลอีกประการคือ มีรายงานว่า dimenhydrinate ถ้าใช้ขนาดสูงต่อเนื่องกันนาน จะพบผลข้างเคียงต่อจิตประสาทเช่นเห็นภาพหลอน (มองภาพหลอนในกระจกไม่นับนะครับ) คราวนี้เราก็ไม่รู้ว่าภูมิแพ้จะเป็นมากน้อยยาวนานแค่ไหน ถ้าใช้ยามากไปก็อาจไม่ดี ควรไปใช้ยาที่ปลอดภัยกว่า


แต่ถ้าจะใช้ช่วงสั้น ๆ เพียงเพื่อให้ผ่านพ้นอาการในคืนนั้น หรือในสถานที่นั้น ผมว่าน่าจะพอช่วยได้ครับ (การปล่อยให้อาการแพ้เฉียบพลันนานเกินไป จะทำให้รักษายากขึ้นเรื่อย ๆ) ด้วยความที่ยามันหาง่ายมาก พร้อมใช้ ราคาถูก น่าจะเป็นอีกทางเลือกที่ช่วยคุณได้ 


เดินร้านสะดวกซื้อก็เรียนอายุรศาสตร์ได้ ว่าง ๆ จะเขียนการเอาตัวรอดด้วยยาในร้านสะดวกซื้อมาอ่านกันนะครับ


#NoMoreWar

24 พฤษภาคม 2566

ช็อกโกแลต ทำให้เป็นสิวจริงหรือ

 ช็อกโกแลต ทำให้เป็นสิวจริงหรือ

1.ตามกลไกการเกิดสิว ไม่ถือว่าช็อกโกแลตเป็นสาเหตุใด ๆ ไม่ได้มีส่วนร่วมกับการอุดตันรูขุมขน กับสภาพกรดด่าง กับฮอร์โมน หรือกับแบคทีเรียก่อสิว
2.เหลือแค่ระดับความสัมพันธ์กัน ไม่ใช่เป็นเหตุเป็นผล ไม่ได้หมายความว่ากินแล้วต้องเกิดสิว และเลี่ยงแล้วจะไม่เกิดสิว
3.มีงานวิจัยเก็บข้อมูลไปข้างหน้า (ไม่ได้สุ่มแบ่งกลุ่ม) งานวิจัยเก็บข้อมูลที่จุดเวลาเดียว บอกว่าการกินช็อกโกแลตชนิด dark chocolate สัมพันธ์กับการเกิดสิว แต่อย่าลืมว่ารูปแบบงานวิจัยที่ว่านั้นมีความแปรปรวนสูงมาก และเท่าที่ผมค้นดู (ประมาณ 20 งาน ไม่มีการเกลี่ยตัวรบกวนให้พอเทียบกันได้)
4.ข้อมูลตามข้อ 4 ส่วนมากเป็น สิวที่เคยหายไปแล้วเห่อขึ้นมา หรือที่เป็นอยู่แล้วเป็นมากขึ้น เพราะจะหาข้อมูลเริ่มจากหน้าสดใสๆ แต่แรกมันยากมาก
5.การศึกษาแบบสุ่มแบ่งกลุ่ม มีเหมือนกันนะแต่มีน้อยและปริมาณกลุ่มตัวอย่างแค่ 10-20 รายเอง และผลการศึกษาออกมาก็ไม่ได้ชัดเจนไปในทางเดียวกัน ว่าช็อกโกแลตจะเพิ่มสิว
6.ยังไม่นับว่าตัวแปรเรื่อง อายุ เชื้อชาติ ปริมาณและชนิดช็อกโกแลต การดูแลรักษาผิวหน้า ที่เข้ามามีผลอีก ถ้าเอามาคิด ผลอาจจะไม่เป็นอย่างที่ปรากฏก็ได้
7.สรุปว่าตอนนี้ ยังไม่แน่นอน ยังไม่ชัดเจน ว่าช็อกโกแลตจะทำให้เกิดสิว หรือสิวเห่อมากขึ้น แต่กินช็อกโกแลตมากจะอ้วน ซึ่งส่งผลต่อกลไกการเกิดสิว การอุดตัน
8.ช็อกโกแลตบางชนิดมีอายุการใช้งานสั้นมากดังอธิบายในข้อ 9
9."ได้ช็อกโกแลตมาตอนวาเลนไทน์ แล้วก็เสียเธอไปในช่วงสงกรานต์

18 พฤษภาคม 2566

Plummer's nail

 Onycholysis แผ่นเล็บหลุดลอกจากผิวใต้เล็บ โดยลักษณะลอกจากปลายเล็บเข้าหาโคนเล็บ สภาพเล็บเปราะบาง ไม่สมบูรณ์ พอเล็บไม่สมบูรณ์ การตรวจออกซิเจนปลายนิ้วก็ทำได้ไม่เต็มที่ ค่าที่ออกมาจึงแปรปรวน

เราอาจพบได้หลายโรคนะครับ เช่น สะเก็ดเงิน ภูมิแพ้ผิวหนัง หรือจากยา เช่น ยารักษาโรคมะเร็ง ซึ่งจะมีอาการหรือผื่นอื่น ๆ ร่วมด้วย
แต่ในผู้ป่วยรายนี้ชีพจรเร็วมาก ผมแอบขี้โกงจับมือแล้วมองตาคนไข้ (มีข้อมูลมากกว่า) พบว่ามือชื้น ๆ เย็น ๆ ตาไม่โปน มีความเป็นไปได้ว่าลักษณะเล็บนี้เรียกว่า Plummer's nail ที่เราพบได้ในผู้ป่วยไทรอยด์ผิดปกติ
โรคไทรอยด์เป็นพิษ สามารถพบ Plummer's nail ได้บ้างประมาณ 5% เรียกว่าพบไม่บ่อย แต่เมื่อพบอาจต้องคิดถึงไว้ สมมติฐานที่เชื่อกันคือผิวหนังจะมีตัวรับแอนติบอดี้ผิดปกติ ตัวเดียวกันกับที่ไปกระตุ้นการทำงานไทรอยด์จนเป็นพิษ เลยเกิดการโตและแบ่งตัวแยกชั้นเล็บเกิดขึ้น
ผู้ป่วยรายนี้พบค่า FT3 สูงมากและ TSH ต่่ำมาก เข้าได้กับไทรอยด์เป็นพิษ และตรวจพบ TSH receptor antibody ด้วย
Plummer's nail ได้รับการตั้งชื่อตาม Henry Stanley Plummer อายุรแพทย์ชาวอเมริกัน หนึ่งในผู้ก่อตั้ง Mayo Clinic
นอกจากคุณหมอพลัมเมอร์จะชำนาญทางการแพทย์ มี Plummer-Vinson syndrome, ปรากฏการณ์ plummer effect ในต่อมไทรอยด์, Plummer's nail
คุณหมอพลัมเมอร์ยังเชี่ยวชาญการออกแบบตึกและสถานพยาบาลให้สอดคล้องกับการรักษาทางการแพทย์อีกด้วย ออกแบบตึกให้เหมาะกับการเรียน การไหลเวียนอากาศ การขนส่งเวชภัณฑ์ และมี Plummer building ต้นแบบสถาปัตยกรรมตึกที่ออกแบบมาใช้งานทางการแพทย์ ตั้งอยู่ที่ Mayo Clinic อีกด้วย
No photo description available.
See insights and ads
Boost post
All reactions:
336

17 เมษายน 2566

แมลงกัด

 แมลงกัด

แผลแมลงกัด ลักษณะจะเป็นตุ่ม (papule) ส่วนมากขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 5 เซนติเมตร ตุ่มจะแยกเดี่ยว ไม่ค่อยรวมกัน ยกเว้นโดนกัดหลายจุดใกล้กัน และมีลักษณะสำคัญอีกประการคือ มีจุดตรงกลาง จุดที่ถูกกัด (central necrosis) แต่ถ้าเป็นแมลงต่อย (sting) จะมีเหล็กไนหรือเข็มพิษตรงกลาง
โดยทั่วไปแมลงกัด มักจะไม่มีอันตรายใดนอกจากเจ็บและคัน มีแค่บางส่วนและน้อยจริง ๆ ที่จะเกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้รุนแรง ผื่นขยายขนาด ลุกลามเป็นลมพิษ มีตาบวมหน้าบวม หายใจขัด และหากรุนแรงจะมีระบบไหลเวียนเลือดล้มเหลว ในกรณีนี้ต้องรีบพาไปโรงพยาบาล เพื่อฉีดสเตียรอยด์และยาแก้แพ้ หรือต้องกู้ชีวิตเลย
แต่โดยทั่วไป อาการไม่รุนแรง แล้วเราดูแลรักษาอย่างไร
ต้องบอกว่าการรักษาคือการรักษาตามอาการเพื่อลดอาการ (symptomatic treatment) หากไม่ได้รบกวนตัวคนไข้มาก ก็ไม่จำเป็นต้องจัดการอะไร แผลหายเองได้ครับ แต่ถ้ารบกวนชีวิต เรามียาอะไรบ้าง
1.ยากินแก้แพ้ (oral antihistamine) ใช่ครับ ฟังไม่ผิด ยากินแก้แพ้ โดยยาที่ได้รับการศึกษามากที่สุดคือ ยาแก้แพ้กลุ่มที่สอง (second generation antihistamine) เช่น cetirizine ที่ลดอาการได้ดี แต่ต้องกินตั้งแต่แรก ๆ โดยเร็ว แม้ว่าจะเป็นยาที่มีการศึกษามากที่สุด แต่ก็เป็นการศึกษาขนาดเล็กและไม่ได้เป็น RCTs ที่ได้มาตรฐาน คำแนะนำการใช้มาจากกลไกของยาและประสบการณ์ผู้เชี่ยวชาญมากกว่าหลักฐานเชิงประจักษ์
2.ยาทาสเตียรอยด์ ลดอาการได้พอควร ยาที่ศึกษามากคือสเตียรอยด์ความแรงต่ำเช่น hydrocortisone cream โดยไม่แนะนำใช้หากสงสัยแผลติดเชื้อหรือมีแผลจากการเกา ระดับหลักฐานไม่หนักแน่น มาจากประสบการณ์ทางคลินิกและคำแนะนำผู้เชี่ยวชาญ
3.ยาทาแก้แพ้ ยาต้านฮิสตามีนแบบทา มีคำแนะนำใช้บ้าง หลักฐานอ่อนเช่นกัน
4.ยาทาเฉพาะที่เช่น คาลาไมน์ ,ยาสมุนไพรแบบทา, ยาหม่อง มีคำแนะนำใช้บ้างแต่ก็ไม่หนักแน่นอีกเช่นกัน ของไทยมียาหม่อง,ไพล, สเลดพังพอน, พลู, หอมแดง หรือน้ำมันยูคาลิปตัส
สรุปว่าการใช้ยาต่าง ๆ ไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ชัดเจนหนักแน่น และคำแนะนำการใช้ก็เป็นประสบการณ์และความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น จะใช้หรือไม่ใช้ก็ได้ แล้วแต่อาการ และจะใช้ตัวใดก็ขึ้นกับการตอบสนองของแต่ละบุคคล
อีกหนึ่งการรักษาคือการใช้กลไกเชิงกล เช่นประคบอุ่น หรือประคบเย็น การประคบจะกระตุ้นกลไกควบคุมความเจ็บปวดที่ตัวรับความรู้สึกที่แตกต่างกัน และจะไปบดบังอาการเจ็บคันจากการถูกแมลงกัด และสามารถลดกลไกการอักเสบได้บางส่วน แต่ผลการรักษาก็เป็นประสบการณ์ทางคลินิกของแต่ละท่านเช่นกัน

07 เมษายน 2566

Basal cell carcinoma ประธานาธิบดี โจ ไบเดน แห่งสหรัฐอเมริกา

 สัปดาห์ที่แล้วมีข่าวรายงานว่า ประธานาธิบดี โจ ไบเดน แห่งสหรัฐอเมริกา เข้ารับการรักษามะเร็ง

แต่ทำไมเป็นข่าวเล็ก ไม่ตื่นเต้นเลย
รายงานข่าวนั้นคือท่านประธานาธิบดีเข้ารับการรักษามะเร็งผิวหนังชนิด basal cell carcinoma และตอนนี้การรักษาเสร็จสิ้นแล้ว ปลอดภัยดี กลับมาทำงานได้ปรกติ เรามารู้จักมะเร็งผิวหนังชนิด basal cell กัน
ชื่อก็บอกแล้วว่า มาจากเซลล์ชั้น base ของผิวหนัง การที่เราจะรู้ว่ามันมาจากไหนก็ต้องตัดชิ้นเนื้อไปตรวจใช่ไหมครับ การวินิจฉัยคือการตัดชิ้นเนื้อซึ่งไม่ค่อยพลาดเท่าไร ทั้งการดูด้วยตา การย้อมสี แต่ปัญหาของการวินิจฉัยที่สำคัญคือ วินิจฉัยล่าช้า เพราะปล่อยให้ก้อนโตขึ้นลุกลาม คิดว่าไม่น่าเป็นอะไร โดยเฉพาะคิดว่าเป็นไฝ
มะเร็ง basal cell เป็นมะเร็งที่พบมากในฝั่งคนผิวขาว ส่วนคนไทยนั้นข้อมูลปี 2013-2015 จากสถาบันโรคผิวหนัง พบอยู่ที่ประมาณ 3.8 ต่อแสนคนปี และพบมากในผู้ที่อายุเกิน 60 ปี อัตรานี้น้อยกว่าอเมริกาเป็นสิบเท่า (แต่ส่วนหนึ่งเพราะเราวินิจฉัยน้อยด้วยนะครับ)
Basal cell carcinoma เป็นที่ทราบและพิสูจน์ชัดเจนว่ามีปัจจัยการก่อโรคที่สำคัญอันหนึ่งคือ แสงแดด แสงยูวี โรคจึงมักพบในพื้นที่ผิวหนังส่วนที่สัมผัสแสงแดดครับ แต่ไม่ได้หมายความว่าคนที่ต้องทำงานกลางแจ้งนาน ๆ โดนแดดทั้งวัน จะต้องเป็นมะเร็งนะครับ
ปัจจุบันเราเริ่มพบว่าเชื้อชาติ และยีนก่อนโรคน่าจะมีผลสำคัญด้วย ว่าใครโดนแดดแล้วจะเกิดมะเร็งมากกว่า แต่เนื่องจากยีนนั้นยังไม่ได้รับการพิสูจน์เป็น pathogenic gene หรือยีนก่อโรค ดังนั้นการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงจึงจำเป็น สำหรับคนที่ต้องทำงานกลางแจ้งบ่อย ๆ โดนแดดนาน ๆ การสวมเสื้อป้องกัน การทาครีมกันแดด จึงมีความสำคัญครับ
ท่านประธานาธิบดีรักษาหายง่ายดาย เพราะเขาดำรงตำแหน่งหมายเลขหนึ่งของสหรัฐหรือเปล่า ก็ไม่นะครับ เพราะโรคนี้การพยากรณ์มันดีมากต่างหาก หากรักษาโดยการผ่าตัดตั้งแต่ต้น ขนาดเล็กและยังไม่ลุกลาม ผมก็มีข้อสังเกตไฝฝ้าราคีในตัวง่าย ๆ ให้มาสังเกตกัน หากผิดปกติแนะนำให้ไปปรึกษาแพทย์ใกล้บ้านให้ช่วยดูให้ครับ
1.แผลผิวหนังที่ไม่หายเสียที มีน้ำเหลืองซึม มีเลือดซึมตลอด
2.สีผิวหนังที่เปลี่ยนไป ไม่ว่าจะแดงขึ้น แดงเรื่อ คล้ำลง เหมือนมีไฝขึ้น โดยเฉพาะหากมีอาการ คัน เจ็บ หรือขนาดโตขึ้น น่าจะลองไปให้คุณหมอตรวจ
3.พื้นที่เปลี่ยนไป นูนขึ้น เป็นก้อน หรือยุบลง เมื่อเทียบกับพื้นที่โดยรอบ ยิ่งถ้าสีเปลี่ยน ยิ่งน่าสงสัย
4.มีลักษณะของแผลเป็น โดยที่ไม่เคยมีแผลบริเวณนั้นมาก่อน
สำหรับคนที่ไปเจอตอนก้อนใหญ่แล้ว การรักษาอาจจะซับซ้อนทั้งการผ่าตัด การจี้ความเย็น การให้ยา hedgehog pathway inhibitor แต่ไม่ค่อยพบโรคมะเร็งชนิดนี้ลุกลามไปบริเวณข้างเคียงหรือแพร่กระจายไปอวัยวะต่าง ๆ ครับ
ท่านประธานาธิบดีเข้ารับการรักษาและหายดี กลับมาทำงานได้ตามปรกติแล้วครับ
อ่านฟรี
Di Nardo, L., Pellegrini, C., Di Stefani, A. et al. Molecular alterations in basal cell carcinoma subtypes. Sci Rep 11, 13206 (2021). https://doi.org/10.1038/s41598-021-92592-3
Tiyawatanaroj A, Sudtikoonaseth P, Chayangsu O. Basal cell carcinoma trends in Thailand: A 10-year retrospective study of demographic, clinical and histopathological features. Dermatol Reports. 2021 Dec 30;14(1):9413. doi: 10.4081/dr.2022.9413. PMID: 35371421; PMCID: PMC8969878.
Chattinnakorn S. Basal Cell Carcinoma of the Skin. SRIMEDJ [Internet]. 2015 Feb. 28 [cited 2023 Apr. 7];29(6):574-80. Available from: https://li01.tci-thaijo.org/.../SRIMEDJ/article/view/31592

04 มกราคม 2566

lichen simplex chronicus

 lichen simplex chronicus

เป็นผื่นผิวหนังเรื้อรัง เกิดจากการคันแล้วเกาแล้วเกาแล้วคัน ซ้ำแล้วซ้ำอีกเป็นเวลานาน
ผลจากการเกาอย่างยาวนานและเมามัน ทำให้เกิดการหนาตัวของผิวหนัง ด้านบนเป็นรอยแห้งแตกคล้ายเปลือกไม้ (lichenification) พื้นล่างเป็นสีแดงคล้ำออกม่วง มีจุดเลือดออกกระจายเป็นหย่อม ๆ จากการเกา เส้นผมเส้นขนจะร่วงและไม่ขึ้น เป็นนาน ๆ อาจแข็งเป็นพังผืดได้
มักเกิดที่ต้นคอ หลังเท้า หลังมือ ศอก
การรักษาต้องรักษาโรคต้นเหตุของการเกา เช่น เชื้อรา ผื่นแพ้ และตัดเล็บสั้น รักษาความชุ่มชื้น ใช้มอยส์เจอไรเซอร์
การลดการอักเสบและลดผื่น นอกจากรักษาสาเหตุก็สามารถใช้ยาได้
ยาทาใช้ยาสเตียรอยด์ ที่มีการบริหารยาหลายแบบทั้งครีม ทั้งขี้ผึ้ง หรือแบบเจลแปะ หากไม่ดีขึ้นอาจใช้ยากดภูมิคุ้มกันแบบทา เช่น ครีม pimecrolimus
ถ้าไม่ไหวจริง ๆ ก็อาจฉีดสเตียรอยด์เข้าผื่น หรือใช้การผ่าตัดได้ครับ
อาจเป็นรูปภาพของ 1 คน

บทความที่ได้รับความนิยม