แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พิษวิทยา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พิษวิทยา แสดงบทความทั้งหมด

25 สิงหาคม 2568

ทำไมกินเหล้า (เครื่องดื่มแอลกอฮอล์) แล้วฉี่บ่อย

 ทำไมกินเหล้า (เครื่องดื่มแอลกอฮอล์) แล้วฉี่บ่อย

โอเค น้ำที่เข้าไปเยอะ ก็ฉี่บ่อยเป็นเรื่องธรรมดา แต่นั่นคือผลของน้ำ (free water) ยังมีผลของแอลกอฮอล์ด้วย
แอลกอฮอล์สามารถซึมเข้าไปออกฤทธิ์ที่สมองได้ง่ายมาก (ถึงเมาไง) แอลกอฮอล์ยังไปทำงานโดยตรงที่สมองส่วนไฮโปทาลามัส
ยับยั้งการหลั่งฮอร์โมน ADH โดยชะลอความไวสารสื่อประสาท ฮอร์โมนเอดีเอชทำหน้าที่ดูดเก็บน้ำที่ท่อไต ไม่ให้เสียน้ำจากไตมากเกินไป คราวนี้เมื่อเอดีเอชไม่ออกมา จึงไม่ดูดเก็บน้ำ ปัสสาวะก็ออกมามาก
แถมแอลกอฮอล์ยังไปลดความไวต่อการรับรู้ความเข้มข้นของเลือด (osmoreceptor center) ที่สมอง ทำให้ไม่มีสัญญาณบอกว่าต้องดูดเก็บน้ำ ก็ยิ่งทำให้เอดีเอชไม่ออกมา ฉี่เยอะไปอีก
วิธีแก้ไขอาการฉี่บ่อยจากการดื่มแอลกอฮอล์ คือ อย่าดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
สรุปว่า น้ำที่เยอะ ก็ขับเยอะ ฉี่บ่อย และแอลกอฮอล์ทำให้ฮอร์โมนดูดเก็บน้ำไม่ทำงาน (ไม่หลั่งจากสมอง) ก็ไม่ดูดเก็บน้ำ ฉี่ออกมาหมด
และฉี่ออกมาเยอะ ๆ ไม่ทำให้สร่างเมาเร็วขึ้นแต่อย่างใดครับ

06 สิงหาคม 2568

Acute Radiation Syndrome

 Acute Radiation Syndrome

น่าจะเป็นคำศัพท์ใหม่ที่ใช้อธิบายอาการอันเกิดจากได้รับกัมมันตภาพรังสีมากเกินไป จริง ๆ มีรายงานอาการมานานแล้วตั้งแต่เรินเก้นค้นพบรังสีเอ็กซ์ และอาการที่เกิดกับนักวิจัยค้นคว้าสารกัมมันตรังสีทั้งหลาย แต่ส่วนใหญ่เกิดเป็น chronic radiation syndrome เพราะไม่รู้ว่าเกิดจากอะไร กว่าจะรู้ก็นานแล้ว หรือเกิดมะเร็งจากการสัมผัสกัมมันตภาพรังสีอย่างยาวนาน
ภาวะบาดเจ็บจากรังสี หมายถึงการสัมผัสรังสีไม่ว่าจะทั้งตัวหรือเฉพาะส่วนเป็นปริมาณสูงในเวลาสั้น ๆ เช่น 1 Gy ต่อชั่วโมง ปริมาณรังสีและระยะเวลาที่สัมผัสจะเป็นตัวกำหนดความรุนแรง รวมทั้งชนิดของรังสีก็จะเป็นตัวบ่งบอกการทำลายเช่นรังสีแอลฟ่า รังสีเบต้า รังสีแกมม่า จะมีเป้าการทำลายที่ต่างกัน
ตัวอย่างเช่นถ้าโดนรังสี 1-5 Gy ประมาณ 1 ชั่วโมงก็จะเริ่มมีอาการแล้ว อาการที่พบบ่อยคือ คลื่นไส้อาเจียน และถ้าโดนรังสีปริมาณมากขึ้นหรือนานขึ้น อาการจะเพิ่มขึ้นตามระบบเช่น ตั้งแต่ 8-15 Gy จะมีอาการปวดศีรษะ การรับรู้ลดลง มีไข้สูง หรือถ้ามากกว่า 30 Gy อันนี้มีอาการชัก หมดสติ เสียชีวิตได้เลย
และยังตามมาด้วยอาการทางระบบโลหิตวิทยา ที่พบมากคือเม็ดเลือดขาวต่ำลง เพราะอายุเม็ดเลือดขาวนั้นสั้นมาก บอกถึงการทำลายเซลล์ในไขกระดูกได้ดี และเม็ดเลือดขาวที่ต่ำลงถือเป็นการพยากรณ์โรคที่แย่ของภาวะนี้ มักจะเกิดใน 7-10 วันต่อมา ตามมาด้วยเลือดออกตามอวัยวะต่าง ๆ ในพิพิธภัณฑ์ที่ฮิโรชิมา แสดงส่วนของอวัยวะที่ได้รับผลกระทบ ไม่ว่าจะเป็นจุดเลือดออกในคอ ลิ้น ผิวหนังที่ไหม้ดำ และขาดเลือด ส่วนของเนื้อสมองที่เต็มไปด้วยจุดเลือดออก ทั้งหมดนี้มาจากผู้เคราะห์ร้ายในช่วง 20 วันแรกหลังสัมผัสการระเบิด
ประมาณการณ์ว่ากว่าแสนคน ที่ป่วยเป็น acute radiation syndrome และเสียชีวิตในสัปดาห์แรก ตามตัวเลขที่ศึกษาหากเกิดภาวะที่สัมผัสมากกว่า 15 Gy แล้วไม่ได้รับการรักษาโอกาสเสียชีวิตจะสูงถึง 95% เลยทีเดียว สาเหตุการเสียชีวิตส่วนมากเกิดจากการติดเชื้อ เพราะเมื่อเข้าสู่สัปดาห์ที่สองเมื่อเม็ดเลือดขาวต่ำมาก จะเกิดการติดเชื้อรุนแรง พอมาผนวกกับการทำลายทางกายภาพของกัมมันตรังสี ความเสียหายเดิมจากความร้อนและแรงกระแทก การติดเชื้อจึงแทบจะคุมไม่ได้
และยังไม่นับสารพัดมะเร็งที่เกิดจากการกลายพันธุ์ของดีเอ็นเอและยีนที่รอสังหารต่อเนื่อง นับว่า atomic bomb เป็นอาวุธสังหารสมบูรณ์แบบเลยทีเดียวครับ
การระเบิดที่ฮิโรชิมาในรัศมี 1 กิโลเมตรแรกจะมีรังสีมาก 10-20 Gy เลยทีเดียว ดังนั้นผู้คนรอบพื้นที่สวนสันติภาพ ถ้ารอดจากแรงระเบิดและรังสีความร้อน ก็จะเสียชีวิตจากภาวะนี้ ส่วนการระเบิดที่เชอโนบิล แม้จะมีปริมาณสารกัมมันตรังสีเยอะมาก แต่ว่าผู้ที่สัมผัสมีการป้องกันพอสมควร
ความเสียหายมากมายที่สุดจึงเกิดที่ฮิโรชิมาและนางาซากินี่เอง ประมาณว่าผู้คนในเวลานั้นได้รับรังสีมากกว่า 50-60 Gy ในสองสามวันเลย การฉายแสงเพื่อรักษาจะใช้ 40-50 Gy ต่อคอร์สนะครับ ย้ำว่าต่อคอร์ส และจะค่อย ๆ เพิ่ม รวมทั้งเล็งเป้าที่ชัดเจน รังสีก็ถูกควบคุม พิษและความเสียหายจึงไม่เกิดมากนัก
ความรู้ความเข้าใจเรื่องบาดเจ็บจากรังสีทั้งระยะเฉียบพลันและเรื้อรัง มีที่มาส่วนใหญ่จากการศึกษาสิ่งที่เกิดหลังการระเบิดที่ฮิโรชิมา เนื่องจากพื้นที่ฮิโรชิมาเป็นพื้นที่ราบ ปริมาณการสัมผัสรังสีชัดเจน มีคนที่ได้รับผลกระทบพร้อมกันเป็นวงกว้าง ส่วนระเบิดแฟตแมนที่นางาซากิ แม้จะขนาดใหญ่กว่า แต่เนื่องจากภูมิประเทศของนางาซากิเป็นเขาและที่สูงสลับต่ำ การกระจายรังสีจึงไม่มาก อีกทั้งบ้านเรือนที่ฮิโรชิมาอยู่กันหนาแน่น โครงสร้างบ้านเป็นดินและกระดาษ ความเสียหายจึงเยอะกว่าที่นางาซากิ
อีกทั้งเวลาที่ทิ้งระเบิดคือ 08.15 ในวันธรรมดา ผู้คนและนักเรียนจึงเต็มท้องถนน มีคนที่อยู่ในบ้านและหลบภัยน้อยมาก โรงพยาบาลชิมะอันเป็นจุดใต้การระเบิด เหลือแต่ห้องใต้ดินครับ
“now I become death, the destroyer of worlds”

23 กรกฎาคม 2568

งู ที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท

 งู ที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท

ผมขอแยกประเภทเอง แบ่งเป็นสามแบบ
1.งูเห่าและงูจงอาง พิษของมันจะไปบล็อกการสื่อประสาทที่ตำแหน่ง post-synaptic คือเส้นประสาทสั่งการได้ แต่สารสื่อประสาทไปทำงานที่กล้ามเนื้อไม่ได้ พิษงูจงอางจะไปยับยั้งสารสื่อประสาทที่ pre-synaptic ได้เล็กน้อยอีกด้วย แม้พิษงูสองชนิดนี้มีกลไกการทำงานเหมือนกัน แต่ใช้เซรุ่มคนละชนิดในการแก้พิษ ต้องเลือกให้ถูกชนิดงู
ด้วยกลไกคล้ายโรค myasthenia gravis ทำให้สามารถใช้ยา choline esterase inhibitor คือ neostigmine และ pyridostigmine มาร่วมรักษาได้
2.งูสามเหลี่ยม พิษของมันจะไปหยุดการส่งสารสื่อประสาทที่ตำแหน่ง pre and post synaptic คือเส้นประสาทไม่สามารถส่งสัญญาณไปที่กล้ามเนื้อได้ กล้ามเนื้อก็ไม่ทำงาน งูสามเหลี่ยมใช้เซรุ่มของตัวเอง (งูสามเหลี่ยมจะมีลายที่ท้องด้วย ต่างจากทับสมิงคลาที่ท้องจะเนียน ไม่มีลาย)
3.งูทับสมิงคลา พิษของมันจะทำงานโดยกระตุ้นสารสื่อประสาทให้ออกมามาก ๆ แบบคุมไม่อยู่ จากตำแหน่ง pre-synaptic ทำให้กล้ามเนื้อถูกกระตุ้นจนแข็งเกร็ง จนท้ายสุดอ่อนล้าทำงานไม่ได้ แถมพิษงูทับสมิงคลายังสะสมนานกว่าจะหมด เซรุ่มก็แยกชนิดต่างหากเช่นกัน
เมื่อตัดสินใจที่จะให้การรักษาด้วยเซรุ่ม (เพราะไม่ต้องให้ทุกราย) ทางที่ดีที่สุดคือเลือกเซรุ่มให้ตรงชนิดงู ซึ่งส่วนมากทราบจากการชันสูตรซากงูที่นำมา
ถ้าไม่มีตรงชนิด แนะนำให้ประคับประคองแล้วส่งตัวผู้ป่วย หรือส่งยามาหาผู้ป่วย
เซรุ่มชนิดรวมพิษ polyvalent antivenom ชนิดพิษต่อระบบประสาท เราเพียงทราบว่าเป็นพิษต่อระบบประสาท เราเลือกให้ได้เช่นกัน แน่นอนว่าประสิทธิภาพคงไม่ดีเท่าเซรุ่มเดี่ยว และผลข้างเคียงจะมากกว่า เพราะมาจากโปรตีนหลากหลายชนิด แต่ถ้าจำเป็นคงต้องใช้
ในประเทศเรามีใช้สองแบบคือ แบบรวมพิษระบบประสาท กับ แบบรวมพิษระบบโลหิต ใครสนใจอ่านต่อ มีอ้างอิงคอมเม้นต์
อีกหนึ่งที่อยากยกเป็นคติสอนใจ คือคำกล่าว “ผู้ชายไม่เจ้าชู้ เหมือนงูไม่มีพิษ” ผมอยากบอกว่า งูพิษน่ะ ไปกัดใครเข้า ไม่เห็นตายดีสักตัว

14 มิถุนายน 2568

คำประกาศของสมาคมแพทย์โรคหัวใจอเมริกา เกี่ยวกับผลของแอลกอฮอล์ต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด

 สำหรับผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์

คำประกาศของสมาคมแพทย์โรคหัวใจอเมริกา เกี่ยวกับผลของแอลกอฮอล์ต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด ที่รวบรวมจากการศึกษาต่าง ๆ ผมสรุปได้สามข้อ
1. ข้อมูลเดิมที่เคยมีว่าการดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณไม่มากคือ 1-2 ดื่มมาตรฐานต่อวัน จะช่วยลดโรคหัวใจนั้น...มีความน่าเชื่อถือไม่สูง เพราะทั้งหมดมาจากการศึกษาเฝ้าติดตามที่มีอคติและตัวรบกวนผลจำนวนมาก ควบคุมไม่ได้
อีกทั้งเกือบทั้งหมดเป็นการรายงานตัวเองไม่มีผลอื่นมายืนยันการรายงานตัวเองนั้น ที่ส่วนมากจะรายงานการดื่มต่ำกว่าความจริง และรายงานโรคไม่แม่นยำ
เมื่อคิดเกลี่ยตัวแปร พบว่า ไม่ได้ "ลด" โรคหัวใจอย่างที่อ้าง
2. ไม่มีปริมาณการดื่มที่ "ปลอดภัย" หรือไม่มีปริมาณการดื่ม "ไม่เกินนี้" ที่ปลอดภัย เพราะไม่มีตัวเลขที่ชัดเจนจากการศึกษา ข้อมูลคำแนะนำจึงปรับเป็น หากดื่มมาก (เกิน สองดื่มมาตรฐานต่อวัน) เพิ่มโรคแน่นอน หรือดื่มน้อยครั้งก็จริง แต่ว่าแต่ละครั้งก็เยอะ เพิ่มโรคเช่นกัน
ส่วนดื่มน้อยกว่าปริมาณดังกล่าว แม้จะอันตรายไม่เท่า แต่ไม่ปลอดภัย
3. การดื่มแอลกอฮอล์ส่งผลเสียต่อโรคหัวใจในทุกมิติ ไม่ว่า กล้ามเนื้อหัวใจล้มเหลว หลอดเลือดหัวใจตีบเฉียบพลัน หัวใจเต้นผิดจังหวะ อัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจ ดังนั้นถ้าคุณมีโรคหัวใจและหลอดเลือดแล้ว ควรเลิกเหล้า หรือหากมีความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด ก็ไม่ควรดื่มเหล้ามาก ครั้นจะดื่มเล็กน้อย (เล็กน้อยจริง ๆ นะจ๊ะ) ก็ต้องรับความเสี่ยงที่จะเกิดได้ด้วย
ส่วนฉบับเต็ม ใครต้องการอ่าน ผมมีอ้างอิงไปเปิดหาได้ฟรี

27 มกราคม 2568

ใช้กัญชาในบ้าน เด็กก็ได้รับกัญชานะครับ

 ใช้กัญชาในบ้าน เด็กก็ได้รับกัญชานะครับ

มีการศึกษาลงใน JAMA Network Open ทำการเก็บข้อมูล ณ จุดเวลาหนึ่ง เพื่อดูว่าเด็กที่อาศัยในบ้านที่มีการสูบกัญชา จะเจอสารอนุพันธ์ของกัญชาหรือไม่
พบว่าเด็ก 275 รายในอเมริกา อายุประมาณ 3.5 ปี ในจำนวนนี้มีถึง 10.6% ที่พบว่ามีการ “สูบกัญชา” ในบ้าน
แต่มีเด็กถึง 27% ที่พบกัญชาในปัสสาวะ แสดงว่า ได้รับจากนอกบ้านด้วย
ถ้าไปคิดเด็กที่มีการสูบกัญชาในบ้าน จะพบสารกัญชาในปัสสาวะถึง 69%
เอาล่ะ ผมขอยกรายละเอียดมาเท่านี้ ใครสนใจไปอ่านเพิ่มฟรีได้ แต่แค่นี้ก็เพียงพอที่จะบอกแล้วว่า ควันกัญชามือสอง ก็ส่งถึงเด็กนะครับ ยิ่งสูบในบ้าน เด็กโดนกัญชาไปด้วยนะครับ
JAMA Netw Open. 2025;8(1):e2455963.

22 ธันวาคม 2567

เหล้าไม่เคยคลายหนาวใคร

 สวัสดีความหนาว และเหล้าไม่เคยคลายหนาวใคร

พอเข้าฤดูหนาว จะมีคำกล่าวกินเหล้าแก้หนาวเสมอ ซึ่งมันไม่จริง
เมื่อคุณดื่มเหล้าคุณอาจจะรู้สึกร้อนวูบวาบเหมือนจะอุ่นขึ้น แต่ไม่เลยครับ ความเป็นจริงคือ เหล้าอาจทำให้คุณแย่ลงได้หากคุณคิดว่าจะดื่มเหล้าเพื่อแก้หนาว เพราะว่า แอลกอฮอล์จะไปทำให้หลอดเลือดใต้ผิวหนังคุณขยาย (เลยดูหน้าแดง) เมื่อหลอดเลือดใต้ผิวหนังขยาย มันจะนำความร้อนออกนอกจากร่างกายมากขึ้น ไอ้ที่ว่าจะแก้หนาว ร่างกายจะเสียอุณหภูมิมากขึ้น
ไม่พอ..ปกติร่างกายเมื่อเสียความร้อนไปจากการที่หลอดเลือดขยาย อุณหภูมิกายจะลดลง ระบบป้องกันร่างกายจะสั่งการให้ผลิตความร้อน กลไกสำคัญคือการสั่นของกล้ามเนื้อเล็ก ๆ ที่รูขุมขนและใต้ผิวหนัง แต่พอเราดื่มเหล้า กลไกตอบสนองอันนี้จะถูกรบกวนและยับยั้ง ก็เลยผลิตความร้อนไม่ได้
ไม่พออีก … พอเวลาเมา การสั่งการของสมองจะทำแทบไม่ได้ เมื่อร่างกายหนาว สมองจะบอกว่า พ่อเอ๊ย ลุกไปหาที่อุ่น ๆ และใส่เสื้อผ้าหนา ๆ นะพ่อนะ แต่เหล้าทำให้การตอบสนองและการทำงานเพื่อปกป้องร่างกายทำไม่ได้ ก็จะยิ่งหนาวเข้าไปอีก เสริมจากสองข้อก่อน
ยังไม่พอ … ดื่มเหล้ามาก ๆ จะทำให้เมตาบอลิซึมของคาร์โบไฮเดรตบกพร่อง จนทำให้น้ำตาลในเลือดต่ำ ในเวลาที่ร่างกายหนาวและต้องการพลังงาน แต่ไม่สามารถสันดาปคาร์โบไฮเดรตได้ แถมหมดสติไปหาอะไรมากินไม่ได้ และยังเสียความร้อนออกไปอีก ยิ่งอันตรายเพิ่มเข้าไปอีก
สรุปว่าที่คิดว่ากินเหล้าแก้หนาว จะไม่แก้หนาว แต่จะแย่ลงเพราะความหนาวอีกด้วย ดังนั้นเลิกความคิดกินเหล้าแก้หนาวนะครับ และถ้าจะกินก็คำนึงถึงความปลอดภัยของตัวเองและคนรอบข้างด้วยนะครับ

27 พฤศจิกายน 2567

งูเขียวหางไหม้

 เมื่อเช้าเจองู เลยมาเล่าสู่กันฟัง

เมื่อเช้ามีงูเขียวหางไหม้ ตัวขนาดปานกลาง มาเกาะที่ทะเบียนรถจักรยานยนต์ รัดแน่นเชียว กว่าจะไล่ไปได้ ก็ใช้เวลาสักพัก เลยมาเล่าเรื่องงูเขียวหางไหม้ให้ฟัง
1.งูเขียวหางไหม้ มีพิษต่อระบบแข็งตัวเลือด นับว่าพิษอ่อน และการกัดทุกครั้งไม่จำเป็นต้องเกิดพิษ แต่มักจะบวมแดงจากการกัดและเอนไซม์สลายเนื้อเยื่อในน้ำลายงู
2.พิษงูเขียวหางไหม้ ทำหน้าที่คล้ายโปรตีน thrombin ในร่างกาย แล้วโปรตีนทรอมบิน ทำอะไร มันไปเปลี่ยนโปรตีน fibrinogen ที่ล่องลอยอยู่ ให้กลายเป็น fibrin เพื่อเอาไฟบรินไปเกาะที่รอยแผล เกิดเป็นลิ่มเลือดอุดรอยแผลและหยุดเลือด
3.แต่พิษงูเขียวหางไหม้ มันแค่คล้าย มันสามารถไปเร่งการเปลี่ยน fibrinogen ให้เกิดเป็น fibrin อย่างมากมาย ที่สำคัญคือเป็น fibrin ไม่สมประกอบด้วย เจ้าไฟบรินที่ได้มานี้มันจะไม่มี fibrinopeptide A ส่วนสำคัญที่จะไปเกาะร่างประสานเป็นลิ่มเลือด
4.ทำให้เมื่อเกิดพิษจากงูเขียวหางไหม้ จะมีการสลาย fibrinogen มากมายจนเกิด hypofribrinogenemia หรือ fibrinogen ต่ำมาก การตรวจวัดระดับ fibrinogen จึงเป็นการตรวจว่าเกิดพิษหรือไม่ มีความไวความจำเพาะสูงมาก ข้อเสียคือทำยาก ทำได้ไม่กี่ที่ในไทย
5.และที่มันเลือดออก ก็เพราะ fibrinogen ก็หมด แถม fibrin ที่ได้ก็ไม่เกาะกลุ่มกัน ไม่ทำงานเสียอีก วัตถุดิบก็หมด ผลิตภัณฑ์ที่ได้ก็เสีย จึงเกิดภาวะขาดการแข็งตัวเลือดอย่างรุนแรง เลือดจึงออกง่าย หรือออกเองได้เลย
6.การตรวจเลือดที่ดีมากคือ ระดับ fibrinogen มันทำยาก ก็มาถึงการตรวจต่อไปคือการตรวจ thrombin clotting time หรือ thrombin time ที่หากเวลาการแข็งตัวเลือดยาวนานจากการทดสอบนี้ แสดงว่ากระบวนการ fibrinolysis ผิดปกติ หนึ่งในนั้นคือการขาด fibrinogen ซึ่งตรงกับข้อ 4 แต่การตรวจ thrombin time ก็นานและทำได้ไม่ทุกที่
7.ก็มาถึงการตรวจที่นิยมทำ คือ 20 minutes whole blood clotting time เจาะเลือดตั้งทิ้งไว้ 20 นาที ถ้าเลือดไม่แข็ง จะสัมพันธ์กับระดับ fibrinogen ที่ต่ำโดยเฉพาะถ้า fibrinogen ต่ำกว่า 100 อันนี้มีความจำเพาะถึงเกือบ 100% จึงบอกได้ว่าถ้างูเขียวหางไหม้กัด แล้วทำการทดสอบนี้และผลบวกคือเลือดไม่จับตัว โอกาสเกิดพิษสูงมาก แนะนำใช้ยาต้านพิษได้
Tongpoo A, Niparuck P, Sriapha C, Wananukul W, Trakulsrichai S. Utility of Thrombin Time in Management of Patients with Green Pit Vipers Bite. SAGE Open Med. 2020 Oct 21;8:2050312120966468. doi: 10.1177/2050312120966468. PMID: 35154756; PMCID: PMC8826260.
8.แต่การให้ยาต้านพิษ คือ แอนติบอดี ที่จะไปจับกับโปรตีนพิษงู เพื่อทำให้พิษงูไม่ทำงาน แอนติบอดีนี้มาจากสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่มนุษย์ จึงมีโอกาสเกิดปฏิกิริยาต่อต้านรุนแรง และรุนแรงกว่าพิษงูได้ การใช้จึงต้องอยู่ภายใต้การควบคุมและใช้เมิ่อถึงที่สุดแห่งความจำเป็นเท่านั้น **ไม่จำเป็นต้องได้เซรุ่มต้านพิษงูทุกราย**
9.ในกรณีเกิดพิษ + เลือดออก + ไม่มียาต้านพิษ มีการรวบรวมการศึกษาอยู่บ้าง ปริมาณน้อยและไม่ได้เป็นการทดลอง พบว่า การใช้สารแข็งตัวเลือด FFP, PCC ช่วยหยุดเลือดได้ แต่ไม่ได้ทำให้กระบวนการเกิดพิษมันหยุดลง ต้องรอพิษหมดจึงจะดีขึ้น แต่ส่วนมากการศึกษาทำในงูแมวเซานะครับ เพราะความรุนแรงมากกว่างูเขียวหางไหม้
10. อ่านมาถึงตรงนี้ ผมคิดว่าทุกคนคงมีคำถามเดียวกัน ที่อยากรู้ที่สุดคือ …ทะเบียนรถผมเลขอะไร…ใช่ไหมครับ

14 พฤศจิกายน 2567

Canabinoid Hyperemesis Syndrome ภาวะอาเจียนรุนแรงจากการใช้กัญชา

 Canabinoid Hyperemesis Syndrome ภาวะอาเจียนรุนแรงจากการใช้กัญชา

อาการพิษเรื้อรังของกัญชามีหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคืออาการอาเจียนอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง กลุ่มอาการนี้จะยาวนานเป็นสัปดาห์ได้เลยครับ จะเกิดกับผู้ที่ใช้กัญชามานานและยังใช้ต่อเนื่อง และจะบรรเทาลงเมื่อ “อาบน้ำอุ่น” สุดท้ายเมื่อหยุดใช้กัญชาก็จะหายไปได้
ทำไมอาบน้ำอุ่นจึงดีขึ้น กลไกอธิบายยังไม่ชัดเจนนักครับ แต่พอจะอธิบายได้ว่า เมื่อผิวหนังได้รับอุณหภูมิร้อนขึ้น จะมีการกระตุ้นตัวรับสัญญาณ transient receptor potential vanilloid type 1 (TRPV-1) สัญญาณประสาทจากตัวรับนี้จะไปเพิ่มการหลั่งสารสื่อประสาทอีกหลายชนิด และสารสื่อประสาทเหล่านั้นจะช่วยลดอาการอาเจียนได้ หนึ่งในคำแนะนำการรักษาคือ อาบน้ำอุ่น นั่นเอง
เมื่อพบผู้ป่วยที่มีอาการอาเจียนรุนแรงมาก นอกจากโรคระบบทางเดินอาหาร โรคสมอง อีกหนึ่งโรคที่ต้องคิดถึงคือสารพิษหรือผลจากยา และหนึ่งในนั้นคือ กัญชา ซึ่งส่วนมากจะเกิดกับผู้ป่วยที่จุดสูบ เพราะสารกัญชาที่เป็นอันตราย จะเข้าสู่ร่างกายเร็วมาก ปริมาณมาก จึงเกิดพิษได้ง่ายครับ
การรักษาคือ หยุดใช้กัญชาในทุกรูปแบบ และให้การรักษาประคับประคอง ใช้ยาลดอาเจียนในกลุ่ม dopamine antagonist เช่น metoclopramide มีรายงานการใช้ยากลุ่ม benzodiazepine และยาจิตเวชช่วยลดอาการได้ และให้สารน้ำสารอาหารจนอาการดีขึ้น

24 เมษายน 2567

Atomic bomb Injuries

 Atomic bomb Injuries จากเอกสารและบันทึกจากระเบิดที่ฮิโรชิม่าและนางาซากิ

หลังสงคราม สหรัฐอเมริกาได้จัดตั้งหน่วยงาน Atomic Bomb Casualty Commission (ABCC) เพื่อสำรวจความเสียหายทุกด้านของระเบิด เป็นหนึ่งในแผนการศึกษาผลจากระเบิดในโครงการแมนฮัตตันด้วย ผลที่ออกมา ผมเลือกมาให้พวกเราได้เข้าใจกันง่าย ๆ
วัตถุประสงค์เพื่อต่อต้านสงครามนะครับ จะไม่ไปคิดว่าใครผิดใครถูก เพราะไม่มีคนผิดคนถูกในสงคราม มีแต่คนตายและสูญเสียเท่านั้น
ความรุนแรงของระเบิดและความเสียหายขึ้นกับระยะห่างจากจุดระเบิดในแนวราบ วัดจากจุด hypocenter หรือใต้จุดระเบิด และความเสียหายขึ้นกับการกระจายและรังสีนิวเคลียร์อันนี้วัดจากความเข้มรังสีตามโครงสร้างโลหะวัดจากจุดระเบิด
การบาดเจ็บทันทีหลังระเบิด เกิดจากแสงวาบที่ทำให้ตาบอดชั่วคราวได้ ต่อมาจะมีคลื่นกระแทกที่รุนแรงระดับบิดโครงสร้างอาคารที่เป็นเหล็กได้ คลื่นกระแทกนี้สามารถทำให้อวัยวะภายในฉีกขาดได้ด้วยตัวเอง กระดูกและข้อต่อหักได้
และหากร่างกายปลิวไปกระแทกของแข็งก็จะเกิดการบาดเจ็บและอันตรายจากการกระแทกจากของแข็งอื่นที่ปลิวมาโดนอีกด้วย บันทึกจากผู้รอดชีวิตบอกว่าเศษกระจกที่กระจายทั้งเมือง เข้าเสียบร่างกายผู้เคราะห์ร้ายจนเลือดออกทั้งตัว
แนะนำหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บแบบนี้ แนะนำให้นอนราบแบนติดกับพื้นให้มากที่สุด
ต่อจากคลื่นกระแทกจะตามมาด้วยคลื่นความร้อน ใต้จุด Hypocenter ได้มีการประมาณว่าความร้อนสูงเกือบเท่าผิวดวงอาทิตย์ แล้วแผ่กระจายออกโดยรอบและจะเริ่มบรรเทาลงในรัศมีประมาณ 2 กิโลเมตร จากบันทึกของผู้รอดชีวิตบอกว่า แม่น้ำโมโตยาสุกลายเป็นหม้อน้ำเดือดต้มผู้เคราะห์ร้าย ผู้คนที่หนีร้อนจากบนพื้นกระโดดไปเสียชีวิตในน้ำมากมาย
ผลจากความร้อนสูงมาก จะทำให้ผิวหนัง กล้ามเนื้อ เส้นผม ไหม้ทันทีกลายเป็นโปรตีนแข็งจับก้อน และหลุดลุ่ยออกจากร่างกาย หลอมรวมไปกับเสื้อผ้าเลยก็มี
ทางเดียวที่จะช่วยไม่ใช่ถอดเสื้อ แต่คือตัดหนังที่หลอมติดกับเสื้อออกไป โปรตีนในร่างกายจะเสียสภาพ ผิวหนังหลุด กล้ามเนื้อทำงานไม่ได้ เกิดการขาดน้ำรุนแรง ภาพที่ผู้รอดชีวิตเขียนจากความทรงจำ คือ ผู้ประสบเหตุเดินไปมาทั้ง ๆ ที่ผิวหนังหลุดห้อย ใบหน้าคล้ำดำ ไม่มีดวงตา ไม่มีจมูกและปาก
ผู้คนส่วนมากจะเสียชีวิตจากการถูกเผาและการเสียน้ำจากแผลไฟไหม้ คำแนะนำคือให้หาแผ่นผ้าคลุมตัวหลายชั้น นอนราบโดบปกป้องมือ เท้าและใบหน้าให้มากที่สุด
อันตรายจากการแผ่รังสี ที่แย่คือ รังสีนิวเคลียร์พวกนี้มองไม่เห็นจะทะลุทะลวงเข้าทำลายร่างกายทั้งเฉียบพลันและเรื้อรัง ยังไม่นับฝุ่นกัมมันตรังสีที่ค่อย ๆ ลงมาร่วมกับการควบแน่นของน้ำที่เรียกว่า ashes of death และ black rain สิ่งเหล่านี้คือกัมมันตภาพรังสีล้วน ๆ
ในระยะเฉียบพลันจะทำลายเซลล์ที่แบ่งตัวเร็ว ผมร่วง ผิวหนังลอก ปากและลิ้นเปื่อย หลอดเลือดฝอยแตก เม็ดเลือดและเกล็ดเลือดต่ำ บันทึกจากแพทย์เขียนถึง spot of death คือจุด petechiae เลือดออกใต้ผิวหนัง คุณหมอเขียนว่าหากใครมีจุดแบบนี้ขึ้นอีกไม่นานก็เลือดออกทั่วตัวจนเสียชีวิต โดยไม่มีทางช่วยได้เลย
ภาพในพิพิธภัณฑ์ฮิโรชิมา แสดงภาพทหารที่มีจุดแบบนี้และระบุว่าเสียชีวิตในอีกสองวัน ทั้ง ๆ ที่อยู่ในบ้านไม้ห่างจากจุดระเบิดไปหนึ่งกิโลเมตร และมีชิ้นส่วนดองทางพยาธิวิทยาแสดงชิ้นเนื้อส่วนลิ้นและคอหอยที่เต็มไปด้วยจุดเหล่านี้
อันนี้ยากที่จะป้องกัน ต้องลงไปอยู่ในหลุมหลบภัยเท่านั้น
ฆาตกรต่อมาคือ มะเร็ง ทั้งมะเร็งผิวหนัง มะเร็งลำคอและช่องปาก (อาหารและน้ำปนเปื้อน) มะเร็งเต้านมและที่พบมากสุดคือมะเร็งเม็ดเลือดขาว ลูคีเมีย ที่พรากชีวิต ซาซากิ ซาดาโกะ เด็กน้อยนกกระเรียนหนึ่งพันตัวอันโด่งดังนั่นเอง ตัวเลขประมาณว่า 38% ของผู้รอดชีวิต เสียชีวิตในอีก 7 ปีต่อมาด้วยโรคมะเร็งชนิดต่าง ๆ ที่เรียกรวมว่า A-bomb disease
ทางองค์กร ABCC แถลงว่า ผลจากระเบิดนั้นจะไม่ส่งต่อไปยังรุ่นลูกหลาน ด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ (มีนักวิจัยชาวญี่ปุ่นร่วมอยู่ด้วย) แต่ชาวญี่ปุ่นไม่เชื่อ เรียกกลุ่มผู้รอดชีวิตจากระเบิดปรมาณูทั้งสองครั้งนี้ว่า Hibashuka ที่คนในสังคมญี่ปุ่นจะไม่แต่งงานและสืบลูกหลานด้วย เนื่องจากเชื้อว่ายังมีเชื้อร้ายแห่งระเบิดอยู่ในตัวและไม่ควรสืบสานลูกหลานต่อไป
"ไม่มีใครคือผู้ชนะในสงคราม"

18 เมษายน 2567

Minamata disease

 Minamata disease

โรคที่เกิดจากการสัมผัสสารปรอท ปนเปื้อนจากการกิน โดยพบในปี 1954 จากน้ำเสียปนเปื้อนสาร methylmercury ที่ปล่อยออกมาตั้งแต่ 1932-1968 เมื่อพิสูจน์แล้วมีการเอาผิดโรงงานนั้นด้วย
ชื่อโรคมาจากเมือง minamata ในเขตเมืองคุมาโมโต้
ถ้าจำสับสน จะเป็น minamoto คือนามสกุลของชิซุกะจัง จากโดราเอมอน

06 เมษายน 2567

ตับวายจากการดื่มเหล้า

 เหล้า ตอนกินก็ยังดี แต่ตอนป่วย..อาจไม่ได้กลับบ้าน

ผู้ป่วยสุภาพบุรุษวัยกลางคน เข้ารับการรักษาด้วยภาวะตับวายเฉียบพลัน ตัวเหลือง สับสน อาการรุนแรงจนสุดท้ายพาอวัยวะต่าง ๆ ล้มเหลวไปหมด สูญเสียค่ารักษาพยาบาลในห้องไอซียูเกือบล้านบาท โดยผู้รับผิดชอบคือ คนใกล้ชิดที่คอยเตือนให้หยุดเหล้ามาตลอด และคนที่เศร้าเสียใจคือพวกเขาอีกเช่นกัน
มีเรื่องที่อยากฝากบอกจากการถามประวัติของผู้ป่วย ดังนี้
1.ผู้ป่วยดื่มเบียร์บ้าง เหล้าบ้าง ปริมาณไม่มาก ประมาณสัปดาห์ละห้าวัน ต่อเนื่องกันประมาณ 8 ปี … คิดเป็นปริมาณคือประมาณ 45 กรัมแอลกอฮอล์ต่อวัน ก็เยอะนะแต่อาจจะไม่ได้เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ชัดเจนของโรคตับจากแอลกอฮอล์ และ ณ เวลานั้น คนใกล้ชิดเริ่มเตือนว่าดื่มมากไปแล้ว ผู้ป่วยบอกว่าก็ดื่มเป็นปกติ ไม่เยอะและตัวเองยังแข็งแรงดี จึงดื่มต่อไป
2.ผู้ป่วยดื่มหนักมากในช่วงห้าปีหลัง คือ ดื่มเหล้าขาวและเหล้าสี วันละ 'หนึ่งขวดกลม' ต่อเนื่องกัน อันนี้ต้องถามย้ำหลายครั้ง เพราะเยอะมาก … คิดเป็นปริมาณคือ 240 กรัมแอลกอฮอล์ต่อวันต่อเนื่องกัน และ ณ เวลานั้น คนใกล้ชิดก็เริ่มเตือนมากขึ้น ขู่ บังคับ ให้ดื่มลดลง แต่ผู้ป่วยก็ไม่ฟัง และดื่มต่อไป
3.ปริมาณแอลกอฮอล์ที่ส่งผลต่อโรคตับอักเสบจากเหล้าที่ชัดเจนตามเกณฑ์คือ 60-80 กรัมแอลกอฮอล์ต่อวัน ต่อเนื่องกัน 20 ปี สำหรับผู้ป่วยรายนี้ก็น่าจะถึงเกณฑ์ ไม่ได้หมายความว่า ดื่มน้อยกว่านี้จะไม่เป็นนะครับ ดื่มน้อยกว่านี้ก็มีผลเช่นกัน ยิ่งคนที่เป็นโรคตับเรื้อรังอื่น ๆ ตัวเลขที่ส่งผลน่าจะต่ำกว่านี้
4.ห้าปีหลังมานี้ คนใกล้ชิดให้ประวัติว่าผู้ป่วยเครียดหลายเรื่อง ปัญหาครอบครัว ปัญหาหนี้สิน ปัญหาที่ทำงาน จึงเลือกดื่มเหล้าเพื่อลืมปัญหา … แต่ความเป็นจริงคือปัญหาไม่ได้รับการแก้ไข และยิ่งมากขึ้นอีกเพราะตัวผู้ป่วยมีสมรรถนะในการทำงาน การแก้ปัญหาที่ลดลง จากแอลกอฮอล์
แม้จะมีตัวเลขว่า การดื่มแอลกอฮอล์ที่เริ่มมีผลต่อสุขภาพ คือไม่เกินหนึ่งดื่มมาตรฐานต่อวันสำหรับสุภาพสตรี และไม่เกินสองดื่มมาตรฐานต่อวันสำหรับสุภาพบุรุษ แต่ไม่ได้หมายความว่าดื่มตามนี้แล้วจะไม่มีผล มันมีผลนะครับ จะมากหรือน้อยก็ขึ้นกับแต่ละบุคคล
เหมือนกับบุหรี่ คือ ตอนที่ใช้เหล้าหรือบุหรี่ จะยังไม่มีความผิดปกติทางร่างกาย แต่เมื่อเกิดโรคจากเหล้าและบุหรี่ คนไข้ทุกคนจะนึกเสียใจ เสียดาย 'รู้อย่างนี้ เลิกเสียตั้งแต่ตอนนั้น'
และสิ่งที่ผู้ติดเหล้าและบุหรี่คิดว่า 'มันก็เป็นผลเสียแต่ตัวฉัน ไม่ได้กระทบกับใคร' ความเป็นจริงแล้ว มันส่งผลกระทบมากกว่าที่คิด ไม่ใช่แค่เรื่องสุขภาพของตัวเอง เสียงถอนหายใจและแววตาเศร้าจากญาติผู้ป่วยทุกคนที่ผมรักษาโรคกลุ่มนี้มา บ่งบอกได้อย่างดีถึงผลกระทบ 'ในทุกมิติ' ของการใช้สารเสพติดครับ

13 กุมภาพันธ์ 2567

อัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจที่เกี่ยวเนื่องจากการใช้สารเสพติด

 คอเหล้า ต้องอ่าน

มีรายงานชิ้นหนึ่ง ลงตีพิมพ์ใน Journal of American Heart Association เมื่อมกราคมที่ผ่านมา เกี่ยวกับอัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจที่เกี่ยวเนื่องจากการใช้สารเสพติด (ไม่นับบุหรี่) โดนเอาฐานข้อมูลมาจาก CDC มาคิดข้อมูลอัตราการเสียชีวิตในช่วงปี 1999-2019
จากการเสียชีวิตกว่า 52 ล้านคน (คาบเกี่ยวช่วงโควิด) พบว่าอัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือด "ลดลง" จากการรักษาและการป้องกันที่ดีขึ้นมาก ส่วนการเสียชีวิตจากสารเสพติดกลับ "เพิ่มขึ้น" เพราะเริ่มมีการอนุญาตใช้มากขึ้น ตัวสารเสพติดที่เพิ่มความเข้มข้นมากขึ้น และไปเกิดอัตราการเสียชีวิตในกลุ่มผู้ที่อายุน้อย ซึ่งเดิมมีการเสียชีวิตจากโรคหัวใจน้อยมาก
และหากเอาข้อมูลทั้งสองอย่างมารวมกัน พบว่าเสียชีวิตจากโรคหัวใจ "อันเกิดจากสารเสพติด" กลับเพิ่มสูงขึ้น อุตส่าห์คิดวิธีลดการตายจากโรคหัวใจตั้งมากมาย โดนสารเสพติดไปทีเดียว หมดท่าเลย
โดยสารเสพติดที่เกี่ยวข้องกับโรคหัวใจที่โดดเด่นมากคือ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจจากเหล้า เพิ่มรายปีเฉลี่ยที่ 9.9 ต่อแสนประชากร ทิ้งห่างที่สองคือฝิ่น มอร์ฟีน เฮโรอีนถึง สามเท่า (คงเพราะคนใช้เยอะด้วยครับและใช้ได้ระยะยาว มันจึงสะสมได้) และถ้ามองภาพรวม ทุกสีทุกชนิดกำลังขยับเพิ่มขึ้น รวมทั้งสีเขียวอ่อนล่างสุดคือกัญชาด้วยนะครับ
ภัยร้ายจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กำลังเพิ่มเงียบ ๆ ไม่เป็นข่าวแต่คือเรื่องจริง นอกจากอุบัติเหตุ โรคตับ มะเร็งทางเดินอาหาร สมองเสื่อม ตอนนี้เพิ่มโรคหัวใจและหลอดเลือดมาด้วยครับ
ถ้าเลิกได้ เลิกเถอะครับ และถ้าเลิกไม่ได้ ...ก็เลิกนะครับ

13 พฤศจิกายน 2566

การสูบบุหรี่ในที่จัดให้สูบ

 เรื่องเล่าระหว่างทาง : เหตุการณ์ในปั๊มน้ำมัน

การเดินทางระยะกลางหรือไกลด้วยรถจักรยานยนต์ สิ่งสำคัญคือการพักระหว่างทาง ต่อให้รถคุณดีแค่ไหน ตัวคุณแข็งแรงแค่ไหน คุณควรจะพัก จะนับระยะทาง 70-100 กิโลเมตรหรือนับเวลา 2-3 ชั่วโมง เหตุเพราะการขับรถจักรยานยนต์จะปะทะแดด ลม ทำให้ร่างกายอ่อนล้า เสียน้ำ สายตาสู้แดด ยิ่งขับนาน ๆ โดยไม่พักจะเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย
สิ่งที่ผมทำประจำเมื่อแวะปั๊ม นอกจากการตรวจระดับน้ำมันเชื้อเพลิงแล้ว คือการตรวจสภาพตัวเอง เข้าห้องน้ำ ล้างหน้าล้างตา เหยียดขาพักเท้า ดื่มน้ำขวด 600 มิลลิลิตรจนหมด ถ้าไม่ใช่เวลาอาหารจะหยิบผลไม้อบแห้งหรือช็อกโกแลตหนึ่งชิ้นเพื่อเติมพลังเสมอ จุดที่พักก็เก้าอี้หน้าร้านสะดวกซื้อในปั๊มครับ
และครั้งนี้ก็ได้เห็นสิ่งดี…
ถัดจากเก้าอี้ที่ผมนั่ง มีสุภาพสตรีท่านหนึ่ง หอบหิ้วของพะรุงพะรัง สามกระเป๋ากับอีกหนึ่งถุงใหญ่ เสื้อผ้าเก่า ไม่ทราบว่านั่งมานานหรือยัง ข้าง ๆ ตัวเธอมีขวดน้ำดื่ม ถุงข้าวเหนียวและไก่ย่าง เธอนั่งกินและดูคนเดินผ่านไปมาเหมือนกับผม แล้วสักพักเธอก็ลุกขึ้นโดยไม่ได้เอาของไป มองซ้ายมองขวาอยู่หลายที แล้วเดินไปที่ทางออกจากปั๊มตรงจุดที่ติดกับถนนใหญ่
ไอ้ผมก็สอดรู้เสียด้วย จึงทำทีเดินไปที่ตู้เอทีเอ็มหน้าปั๊ม แล้วดูว่าเธอจะทำอะไร พอเห็นแล้วก็ยิ้ม
เธอไปจุดบุหรี่สูบที่นอกปั๊ม ตรงจุดที่ไม่มีคน นั่งกับพื้นสูบบุหรี่อย่างสบายใจ ผมก็กลับมาเตรียมตัวออกเดินทางต่อ ก่อนจะออกรถ เธอคงสูบบุหรี่เรียบร้อยแล้วเดินกลับมา ผมไม่ทันเห็นว่าเธอจะจัดการอย่างไรกับตัวเองต่อไป หาใช่ธุระอันใดของผม จึงออกรถเดินทางต่อไป
ผมไม่เห็นป้ายตำแหน่งสูบบุหรี่ในปั๊ม เพราะปั๊มน้ำมันเป็นจุดห้ามสูบบุหรี่ตามกฎหมาย แต่จากการแวะปั๊มและนั่งกินอาหารหน้าร้านสะดวกซื้อในปั๊มมาหลายครั้ง ผมได้กลิ่นควันบุหรี่ เห็นคนยืนสูบบุหรี่หน้าร้านสะดวกซื้อที่มีคนเดินพลุกพล่าน ในตลาดร้านค้าก็พบเจอ ทั้งควันบุหรี่มวนและบุหรี่ไฟฟ้า จากคนที่หน้าตาและแต่งตัวภูมิฐาน จากรถหรูราคาแพงก็มี
แต่ในปั๊มวันนั้น แทบไม่มีผู้คนเดินไปมา มีแต่ผมนั่งอยู่ผู้เดียวกับสุภาพสตรีท่านนั้น ที่เดินไปสูบบุหรี่ในจุดที่ห่างไกลออกไป
ถ้าใครยังไม่เลิกบุหรี่ ยังไม่พร้อมกับการเลิก สิ่งหนึ่งที่ควรทำคือ การสูบบุหรี่ในที่จัดให้สูบ เพราะควันมือสองทั้งจากปลายมวนและจากที่พ่นออกมา รวมถึงควันมือสองจากบุหรี่ไฟฟ้า ยังจัดว่าไม่ปลอดภัยและควรเลี่ยงครับ มีหลักฐานชัดเจนเรื่อง bystander smoker ทำให้เกิดอาการผิดปกติและโรคแย่ลง ส่วนการเกิดโรคยังไม่ชัดเจนเท่าการสูบเอง ส่วนควันบุหรี่ไฟฟ้า พบว่ายังมีสารพิษ volatile organic compound ที่ส่วนมากน้อยกว่าบุหรี่เผาไหม้ แต่ยังมีบางส่วนมากกว่าและบางส่วนที่ไม่เจอในบุหรี่เผาไหม้
สรุปว่าควรเลี่ยง และผู้สูบต้องระวังไม่ให้ควันของตัวไปสู่ผู้อื่นด้วย

13 ตุลาคม 2566

การกินกระท่อมเกินขนาด

 การกินกระท่อมเกินขนาด โดยเฉพาะจากน้ำกระท่อม เกิดได้ง่ายกว่าเคี้ยวใบสด (ขนาดเคี้ยวไม่เกินห้าใบต่อวัน)

พิษคือ ตาลาย คลื่นไส้อาเจียน ถ้ารุนแรงมาก จะมีอาการเดินเซ ทรงตัวไม่อยู่ กล้ามเนื้อเกร็งกระตุก ถ้าขับรถจะอันตรายมาก และจะมีพิษต่อระบบไฟฟ้าหัวใจ ทำให้หัวใจเต้นเร็วมากได้
นอกจากนี้หากกินนาน ๆ เวลาหยุดก็มีอาการถอน กล้ามเนื้อกระตุก น้ำมูกน้ำลายไหลเยอะได้
การรักษาจะเพียงประคับประคองอาการเท่านั้น ไม่มียาต้านพิษครับ

22 กันยายน 2566

น้ำกระท่อม พิษต่อตับ

 น้ำกระท่อม รักษาโรคตับไม่ได้นะ

ฝากถึงคนที่กินน้ำท่อม และคนขายที่ให้ข้อมูลว่ากินน้ำกระท่อม แล้วรักษาโรคตับ ว่ามันไม่จริง
ข้อเท็จจริงคือ มันมีพิษต่อตับครับ !!!
นอกจากพิษต่อตับ (ขึ้นกับแต่ละบุคคลและปริมาณ) ยังมีเรื่องท้องผูก และอาจทำให้อาการลมชักรุนแรงขึ้นได้ด้วย

18 กันยายน 2566

ยาพาราเซตามอลเกินขนาด จาก consensus management ของสมาคมแพทย์พิษวิทยาของแคนาดาและอเมริกา ปี 2023

 กินยาพาราเซตามอลเกินขนาด

1.นิยามใหม่ acute ingestion คือ กินยาพาราเซตามอลรูปแบบใด แบบใดก็ได้ ที่คิดว่าจะเกินขนาด ภายในเวลา 24 ชั่วโมง ซึ่งคำนิยายจากการคำนวณกราฟแสดงพิษเดิม จะใช้ปริมาณมากกว่า 7.5 กรัม คือประมาณ 15 เม็ดขึ้นไป ส่วนคำว่า repeated supratherapeutic ingestion หมายถึงกินยาเกินขนาดในเวลาที่มากกว่า 24 ชั่วโมง ที่แยกแบบนี้เพราะการจัดการแตกต่างกัน
2.สำหรับ Repeated Supratherapeutic Ingestion ไม่ต้องล้างท้อง ไม่ต้องกินถ่านชาร์โคล และการตัดสินใจการรักษาขึ้นกับระดับยาพาราเซตามอลในเลือดที่เกิน 20 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร หรือระดับเอนไซม์ตับที่สูงกว่าปกติ ถ้าเป็นไปตามนี้จึงตัดสินใจรักษาด้วยยา N-Acetylcysteine
3.ส่วนการกินเฉียบพลันใน 24 ชั่วโมง การตัดสินใจรักษาขึ้นกับระดับยาพาราเซตามอลในเลือดเทียบกับระยะเวลาที่กิน (revised Rumak-Matthew Nomogram) ว่าถึงเกณฑ์รักษาแล้วหรือยัง และหากในกรณีกินยามาเกิน 30 กรัม (60 เม็ด) หรือผลการตรวจระดับยาจะกลับมาหลัง 8 ชั่วโมง ให้ยา acetylcysteine รอผลไปก่อน … ส่วนมากในประเทศเราจึงให้ยาไปก่อนนั่นเอง
4. Rumak-Matthew Nomogram ของเดิม ได้รับการปรับปรุงให้เริ่มรักษาที่ระดับพาราเซตามอลที่ลดลงกว่าเดิม 25% เพราะจากข้อมูลยาต้านพิษที่หาง่ายและให้ได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น จะได้ให้การรักษาได้เร็วและลดภาวะตับวายได้มากขึ้น
5.ยาที่ใช้รักษาพาราเซตามอลเกินขนาดคือ N-acetylcysteine ในขนาด 300 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัมต่อหนึ่งวัน ใช้แบบกินหรือหยดเข้าทางหลอดเลือดก็ได้ แต่ต้องใช้ใน 24 ชั่วโมง ไม่มีสูตรการใช้แบบไหนพิสูจน์ว่าเหนือกว่าแบบอื่น จะใช้สูตรที่เราคุ้นชิน 150-50-100 ก็ได้ จริง ๆ แล้วการใข้แบบกินจะยากกว่าและคาดเดาผลได้ยากเพราะ ผู้ป่วยอาจกินไม่ได้หรืออาเจียน ส่วนการให้ยาทางหลอดเลือดดำง่ายกว่า เพียงแต่ต้องระวังปฏิกิริยาภูมิแพ้ที่ไม่ได้ผ่านระบบภูมิคุ้มกัน มันแสดงออกเหมือนกัน จึงเรียกว่า anaphylactoid แทนที่จะเป็น anaphylactic
6.ความสำคัญของการใช้ยาคือ เมื่อตัดสินใจใช้ยา "ควรใช้ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะถึงเกณฑ์หยุดยา" ที่เรียกว่า stopping criteria คือ ผู้ป่วยอาการปกติดี + ค่า INR ไม่เกินสอง + ค่า AST ALT ลดลงมาอย่างน้อย 50% + ระดับพาราเซตามอลในเลือดไม่เกิน 10 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร ซื่งการประเมิน stopping criteria ให้ประเมินทุก 12-24 ชั่วโมง
7.เมื่อให้ N-acetylcysteine ไปใน 24 ชั่วโมงแรกแล้วและประเมินซ้ำ แต่ยังไม่ถึง stopping criteria แนะนำให้ยาต่อทางหลอดเลือดในอัตรา 6.25 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อชั่วโมง จนกว่าจะถึง stopping criteria อย่าลืมประเมิน ทุก 12 ชั่วโมงนะครับ
8.ยาพาราเซตามอลชนิดออกฤทธิ์ยาว ยังไม่มีการศึกษาแก้พิษที่ชัดเจน แต่แนะนำว่าอาจจะมีพิษสูงกว่าและใช้เวลานานในขนาดการกินยาที่เท่ากัน และต้องระมัดระวังการใช้ยาอื่นร่วมกับพาราเซตามอล ที่ทำให้การทำงานของลำไส้ลดลง นั่นคือโอกาสมีพิษสูงขึ้นเพราะการเคลื่อนที่ขับออกมันลดลง
9.ในกรณีตับอักเสบรุนแรง หรือ ระดับพาราเซตามอลมากกว่า 900 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร นอกจากการใช้ยา N acetylcyteine แล้วอีกหนึ่งวิธีที่อาจพิจารณาทำได้คือ การฟอกเลือด
จาก consensus management ของสมาคมแพทย์พิษวิทยาของแคนาดาและอเมริกา ปี 2023

01 สิงหาคม 2566

เลิกเหล้า เข้าพรรษา แนะนำแบบนี้

 เลิกเหล้า เข้าพรรษา

ก่อนอื่น ขอยินดีด้วยที่มีฉันทาคติต้องการเลิกเหล้า ผมแนะนำแบบนี้
1.บอกคนในครอบครัว ว่าจะเลิกนะ และอยากให้ทุกคนให้แรงใจในทางบวก อย่าเย้ยหยัน อย่าหัวเราะ จะเลิกได้ไหมขึ้นกับคนในครอบครัว สำคัญสุด
2.นอกจากกำลังใจแล้ว คนในครอบครัวจะช่วยสังเกตอาการถอนเหล้าให้ด้วย ถ้ามีอาการควรปรึกษาแพทย์เลย เพื่อไม่ให้ลุกลามจนรักษายาก
3.สำหรับคนที่ติดมาก เคยหยุดแล้วสั่นเคยหยุดแล้วเพ้อ อันนี้ไม่แนะนำเลิกเอง แนะนำปรึกษาแพทย์ก่อน เพื่อป้องกันอาการถอนเหล้ารุนแรง นอกจากป้องกันอันตรายแล้ว ถ้ามีอาการถอนเหล้ารุนแรง คุณจะไม่อยากเจอสิ่งนี้อีก ก็คือจะไม่เลิกเหล้าอีก
4.คนที่ติดไม่มาก ไม่มีอาการถอน อันนี้เลิกได้เลย แล้วคอยสังเกตอาการ ส่วนมากอาการถอนจะแค่ กระสับกระส่าย กระวนกระวาย งึกงึกงักงัก หลับยาก แต่ขอให้อดทน เดี๋ยวก็พ้นไปเอง
5.ในข้อสี่ อาจให้ยานอนหลับกลุ่ม benzodiazepines ช่วยลดอาการได้
6. สังเกตอาการสั่น ไม่ว่ามือสั่น เสียงสั่น เคลื่อนที่ไม่ราบรื่น สังเกตเนื้อหาที่พูดว่าสับสนหรือไม่ สุดท้ายคืออาการโวยวาย ถ้าเริ่มมี ก็ไปหาหมอได้เลย
7.ถ้าไม่มีอาการรุนแรง แนะนำดื่มน้ำมากขึ้น อาจดื่มน้ำผลไม้เพื่อเติมวิตามินและเกลือแร่ กินอาหารทีละน้อย ๆ แต่บ่อย ๆ ได้
8.หลังจากอดทนกับอาการถอนเหล้าไแสักสามถึงสี่วัน อาการจะลดลง ช่วงเวลาสำคัญคือจุดนี้ ขอให้อดทน การไปหยิบเหล้ามาดื่ม ทำให้อาการลดลงก็จริง แต่จะเลิกเหล้าไม่ได้
9.สิ่งสำคัญไม่ใช่ยา สิ่งสำคัญคือแรงใจและแรงสนับสนุนจากครอบครัว เลิกครั้งแรกไม่สำเร็จก็เลิกครั้งใหม่ได้ ขอให้ยังไม่หมดหวัง

04 กรกฎาคม 2566

สารให้ความหวานแทนน้ำตาลดีไหม มีข่าวเป็นสารก่อมะเร็ง

 เมื่อมีคนไข้ถามว่า ควรหยุดเครื่องดื่มน้ำที่ใส่สารให้ความหวานแทนน้ำตาลดีไหม มีข่าวเป็นสารก่อมะเร็ง

แต่ผู้ป่วยรายนั้น ดื่มแอลกอฮอล์ 8 ดื่มมาตรฐานต่อวัน ทุกวันมา 25 ปี และไม่คิดจะเลิกหรือลดการดื่มแอลกอฮอล์
aspartame นั้น ทางองค์กร IARC เตรียมที่จะประกาศเป็นสารก่อมะเร็งในระดับ probable (2B) จากหลักฐานใหม่ ๆ ที่พบ ซึ่งยังไม่มีหลักฐานในมนุษย์ที่ชัดเจน และมีหลักฐานในสัตว์ทดลองยังไม่มากพอ
แต่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ได้รับการประกาศเป็น group I carcinogen คือหลักฐานการก่อมะเร็งในคนชัดเจน ประกาศมาตั้งแต่ปี 1989 แล้วด้วย
ควรเลิกอะไรก่อนดี
May be an illustration of map and text
See insights and ads
Boost post
All reactions:
587

บทความที่ได้รับความนิยม