แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ประวัติการแพทย์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ประวัติการแพทย์ แสดงบทความทั้งหมด

14 สิงหาคม 2568

มิเชล เดอ นอสตราดัม และปริศนาการเสียชีวิต

 มิเชล เดอ นอสตราดัม และปริศนาการเสียชีวิต : เรื่องยาว และหาสาระมิได้

วันนี้จะมาแกะปริศนากัน ว่าด้วยเรื่องของคุณมิเชล เดอ นอสตราดัม ฟังชื่อแล้วรู้เลยสินะครับว่าเป็นคนฝรั่งเศส ผมเองรู้ภาษาฝรั่งเศสแค่ครัวซองต์กับมาการองแค่นี้เอง แล้วคนคนนี้สำคัญอย่างไร หลายท่านอมยิ้มรู้แล้ว อมยิ้มได้ อย่าอมอย่างอื่น ใช่แล้วนี่ก็คือ คุณนอสตราดามุส นักทำนายชื่อดัง
คุณนอสตราดามุส แหมชื่อยาวจัง ขอเรียกสั้น ๆ ว่าคุณมุสแล้วกัน คุณมุสในสมัยเด็กอยากเป็นหมอ แต่ก่อนที่จะเป็นหมอ คุณมุสแกไปร่ำเรียนสรรพวิชามาแล้ว สมัยปลายยุคกลางต่อกับยุคเรอเนซองค์ ที่เรียกว่ายุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ เพราะวิชาต่าง ๆ จากกรีกและโรมันได้กลับมาที่ยุโรปอีกครั้ง จากการล่มสลายของอาณาจักรโรมันตะวันออก นักปราชญ์ยุคนั้นจะเรียนทั้งศิลปกรรม การเมือง ความคิด วิศวกร ปรุงยา แหมถ้ามีวิชาป้องกันตัวจากศาสตร์มืด ก็คือฮอกส์วอตเลยทีเดียว
ว่าด้วยเรื่องปรุงยา คุณมุสเธอน่าจะได้เห็นมาจากคุณตาเพราะคุณตาประกอบอาชีพแพทย์ คือหมอยุคนั้นเป็นทุกอย่างนะครับ ตรวจ รักษา ปรุงยา เรี่ยไรเงิน คุณมุสเริ่มเรียนที่มหาวิทยาลัยอาวิยอง เรียนทุกอย่าง แต่ก็ต้องออกจากโรงเรียนกลางคันเพราะการระบาดหนักของโรคกาฬโรค มาเรียนรู้วิชาปรุงยาเอง ปรับสูตรต่าง ๆ เอาเอง เกิดยุคนี้ก็คงเป็นศาสตราจารย์สเนปหรือคณะ atellier
คุณมุสเธอสอบเข้าเรียนอีกครั้ง คราวนี้มาเรียนแพทย์ที่มหาวิทยาลัยมองต์เปลลิเยร์ในปี 1529 นี่คือมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งยุค แต่เธอเรียนไม่จบ เธอโดนเชิญออก !! เพราะทางมหาวิทยาลัยจับได้ว่าเธอแอบขายของในขณะเรียน เป็นยาปรุงพิเศษสูตรของเธอเอง ผมตามไปอ่านก็พบว่า น่าจะมีความขัดแย้งในแนวขบถของคุณมุส เพราะไปขวางแนวทางการสอนของคณะปรุงยาในสมัยนั้น เรื่องแอบขายของคงเป็นเหตุผลบังหน้า
แต่คุณมุสก็ยังประกอบอาชีพปรุงยาขายในยุคสมัยการระบาดของกาฬโรคต่อไป มีชื่อยาด้วยนะว่า “rose pill” เป็นยาปรุงจากสมุนไพรนานาชนิด แบบอมใต้ลิ้น ก็คงเป็นยารักษากาฬโรคในยุคนั้น ไม่ใช่ยาฆ่าเชื้อแน่นอน แต่ยุคสมัยการระบาดของกาฬโรคในยุคคุณมุส ไม่ใช่การระบาดใหญ่เหมือนช่วงกลางศตวรรษที่ 14 จะเป็นการระบาดในช่วงสั้น ๆ และเมื่อการระบาดจบลง คุณมุสเธอย่อมงานหด เธอจึงเริ่มสนใจในเรื่องการเขียนบันทึก เรื่องของโหราศาสตร์ โชคชะตา
แม้ว่าศตวรรษที่ 16 แล้ว ยุโรปเข้าสู่ยุคฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมเต็มตัว แต่อำนาจของศาสนจักรยังคงอยู่ แถมกลางศตวรรษที่ 16 ศาสนจักรโรมันคาทอลิกพยายามยกระดับอำนาจตัวเองเพื่อคะคานและต่อสู้กับนิกายโปรแตสแตนท์ที่เพิ่งก่อตั้ง ศาสนจักรจึงรวบอำนาจโดยการจัดระเบียบและสอดส่องคนที่มีแนวคิดวิชาโหราศาสตร์ พยากรณ์ เพราะเห็นว่าเป็นพวก “นอกคอก” ทำให้เราเห็นว่าวิชาเหล่านี้จะอยู่ในรูปคำทำนาย กำกวม ส่วนหนึ่งเพราะต้องใช้ภาษาอื่น เขียนให้กำกวม จะได้ไม่ถูกจับ อย่างโคลงกลอน การทำนายไพ่ทาโรต์ นอสตราดามุสก็เป็นหนึ่งในกลุ่มนี้
มีนักทำนาย โหราศาสตร์แมนไม่กี่คนที่สามารถหลุดรอดการกวาดล้างในครั้งนั้น ในขณะที่คุณมุสเธอสบายตัว แถมตีพิมพ์ผลงานเลื่องชื่อ le prophecy คำทำนายเขียนเป็นโคลงที่กำกวมแต่โคตรดัง และยังทำนายเรื่องราวของกษัตริย์และราชวงศ์ในยุโรป ที่ส่วนมากอยู่ฝั่งคาธอลิก ซึ่งทางศาสนจักรไม่ปลื้มเอามาก ๆ แถมจะยังเอาผิดกับคุณมุสหลายที แต่คุณมุสไม่เดือดเนื้อร้อนใจเพราะมีเส้น
พระนางแคทเธอรีน เดอ เมดิชี จอมนางแห่งฝรั่งเศส ผู้กุมอำนาจราชสำนักฝรั่งเศสเกิน 10 ปี เกิดชื่นชอบความสามารถของคุณมุสและเชิญมาทำนายเครือญาติอยู่บ่อย ๆ และเป็นโหรหลวงด้วย ทำให้แม้คริสตจักรไม่ปลื้มแต่ทำอะไรคุณมุสลำบาก เคยมีโดนเล่นงานบ้างแต่อย่างว่า เส้นหนา ยากที่จะทำอะไรได้ (ตระกูลเมดิชีมีอำนาจในศาสนจักรเช่นกัน)
คุณมุสเธอเริ่มมีอาการป่วยมาสักพักและเริ่มป่วยหนักจากโรคเกาต์ช่วงต้นปี 1566 มีอาการปวดข้อเป็น ๆ หาย ๆ เหนื่อยมากขึ้น หายใจลำบากตอนนอนและบวม จากบันทึกของชาวิยอง ในขณะนั้นยังดำรงตำแหน่งแพทย์และโหรแห่งราชสำนักฝรั่งเศส แต่ว่าเวิร์กฟรอมโฮมเป็นส่วนใหญ่เพราะเธอป่วย เป็นการให้คำปรึกษาทางไกล
คุณมุสเธอเจ็บออดแอดมาตลอด มีลูกศิษย์คอยปรนนิบัติอยู่หนึ่งคนคือ Jean de Chavigny เป็นตัวแทน ศิษย์ทั้งวิชาแพทย์และพยากรณ์ศาสตร์ รวมทั้งเป็นคนคอยรวบรวมคำทำนายและตีความโคลงกลอนของคุณมุสในช่วงบั้นปลายชีวิต และยังทำหน้าที่เหมือนทนายความและผู้จัดการมรดกให้คุณมุสหลังเสียชีวิต
คืนวันที่ 1 กรกฎาคม 1566 คุณมุสเธอบอกกับชาวินญีก่อนเข้านอนว่า “พรุ่งนี้เธอจะไม่เห็นฉันตื่นอีก” ชาวินญีก็ไม่ได้คิดอะไรมาก แต่ตื่นเช้ามาคุณมุสเธอตายจริง
เอาล่ะ มาเข้าเรื่องสาเหตุการตาย แม้จะไม่มีประวัติชัดเจนว่าคุณมุสเป็นอะไร แต่จากคำบอกเล่าของชาวินญีและคนอื่น ๆ พอระบุปัญหาได้ดังนี้
1.ปวดข้อจนเดินลำบาก เป็น ๆ หาย ๆ
2.ตัวบวมมากขึ้น
3.เหนื่อยมากขึ้น
4.นอนลำบาก
5.มีประวัติเกี่ยวข้องกับ rose pill
6.เสียชีวิตเฉียบพลัน
สาเหตุที่เป็นไปได้เรียงตามลำดับคือ
โรคหัวใจล้มเหลว… เหนื่อยมากขึ้น บวมมากขึ้น นอนราบไม่ได้ เป็นอาการหัวใจล้มเหลวเรื้อรัง ปัจจัยเสี่ยงก็ชัดเจนคือปวดข้อเกาต์ กรดยูริกในเลือดที่สูงจะเพิ่มโอกาสโรคหัวใจ การกำเริบของเกาต์บ่อย ๆ จะเพิ่มการอักเสบและเพิ่มโอกาสการเกิดหัวใจล้มเหลวกำเริบ ในคืนที่คุณมุสเสียชีวิต เธอคงเหนื่อยมากจนไม่ไหว ส่วนเหตุกระตุ้นที่ทำให้เสียชีวิตเฉียบพลันคือ หลอดเลือดหัวใจตีบ หรือ หัวใจเต้นผิดจังหวะ เกิดได้ทั้งคู่เลย
ไตเสื่อมเรื้อรัง …กรดยูริกในเลือดที่สูงต่อเนื่อง นอกจากเพิ่มโอกาสเกิดเกาต์ เกิดโรคหัวใจ ยังไปทำให้ท่อไตบาดเจ็บจนเกิดไตวายเรื้อรังได้ และยิ่งไตวาย กรดยูริกก็ยิ่งคั่งค้าง วนไปวนไป เกิดอาการบวม เหนื่อยได้จากโลหิตจางของไตเสื่อม หรือจากสารน้ำคั่งในเลือดจนน้ำท่วมปอด (ก็คือมาสุดที่หัวใจล้มเหลว) แต่ส่วนมาก ไตเสื่อมเรื้อรังจะยังพอนอนได้ เราจึงเห็นหนังตาบวม (puffy eye lids) หรือเยื่อบุตาบวมน้ำ (chemosis) เพราะยังนอนราบได้ ถ้านอนราบไม่ได้น้ำจะไม่ค่อยบวมที่หนังตา แต่ไตวายเรื้อรังมักจะมีของเสียคั่ง จนซึม จนเบลอ จะไม่ค่อยเฉียบพลันแบบนี้ ถ้ายา rose pill มีสารหนู มี NSAIDs ก็ทำให้ไตวายได้ด้วย
rose pill … ที่เป็นยาอมใต้ลิ้น ประกอบด้วยสมุนไพรนานาชนิด จากข้อมูลไม่น่ามีสารที่เพิ่มกรดยูริก หรือทำให้ไตวาย แต่กระบวนการผลิตอาจต้องใส่สารที่มีสารโลหะหนัก อันนี้ก็พอเสริมสาเหตุไตวายพอได้ แต่เราก็ไม่มีหลักฐานว่ามันคืออะไร และไม่มีหลักฐานว่าคุณมุสเธอกินยาสูตรของตัวเอง
คราวนี้มาถึงข้อสังเกตอีกข้อของยอดนักสืบชะล้อ ฮวง ชราหน้าหนุ่ม
คุณมุสเธอเห็นอนาคตมากมาย แต่แทบไม่เคยพยากรณ์การตายของตัวเอง หรืออาจจะเคยพยากรณ์ แต่พยากรณ์นั้นไม่เคยมี “คนอื่นในโลก” ได้เห็น
คนเดียวที่รู้เห็นว่าคุณมุสยังมีชีวิตอยู่ป็นคนสุดท้ายคือชาวินญี
คนเดียวที่คอยดูแลและให้ยาคุณมุสตลอดการป่วยครึ่งปีคือชาวินญี
คนเดียวที่ให้ข้อมูลช่วงหลังของปีคือชาวินญี
คนเดียวที่คอยแปลบทความและ “ส่งออก”คำพยากรณ์ในช่วงหลังคือชาวินญี
คนเดียวจัดการทรัพย์สินหลังตายของคุณมุสคือชาวินญี
คนเดียวที่เชี่ยวชาญเรื่องกฎหมายและธุรการใกล้ตัวที่สุดคือชาวินญี
ก็คงเสียชีวิตจากโรคหัวใจล้มเหลวนั่นแหละครับ อย่าไปคิดอะไรมากเลย

06 สิงหาคม 2568

The legacy : hibakusha : ฮิบัคฉะ ผู้รอดชีวิตจากระเบิดนิวเคลียร์

 The legacy : hibakusha : ฮิบัคฉะ ผู้รอดชีวิตจากระเบิดนิวเคลียร์

รำลึกเหตุการณ์ที่ฮิโรชิมาและนางาซากิเมื่อ 80 ปีก่อน เพื่อให้รับรู้ถึงภัยสงครามและอันตรายจากระเบิดนิวเคลียร์ วันนี้มีพิธีที่สวนสันติภาพฮิโรชิมาด้วยครับ ผมขอหยิบเรื่องราวของบรรดาผู้รอดชีวิตมาบอกเล่ากัน
คนญี่ปุ่น (รวมถึงรัฐบาลด้วย) เรียกคนที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์นี้ว่า ฮิบัคฉะ (อันนี้ฟังจากภาษาของเขา) คนกลุ่มนี้ควรจะได้รับการดูแลถูกไหมครับ เพราะเป็นเหยื่อสงครามโดยตรง โดยที่ไม่รู้เรื่องราวและเกือบทั้งหมดเป็นพลเรือน แต่ในความเป็นจริงมีคนญี่ปุ่นจำนวนไม่น้อยที่ไม่ชื่นชอบฮิบัคฉะ ทั้งมองว่าเป็นปัญหาเพราะมีกัมมันตรังสีติดตัว ทำให้ฮิบัคฉะอยู่ยากพอสมควร ต่อมากลุ่มฮิบัคฉะได้รับการยอมรับในสังคมมากขึ้น มีการบอกเล่าเรื่องราวในวันเกิดเหตุ หลายคนเขียนหนังสือและสื่อต่าง ๆ ทั้งหมดนี้ถูกคัดกรองและเฝ้าระวังจากหน่วยข่าวกรองสหรัฐอเมริกา เนื้อหาที่ปรากฏอยู่จึงเป็นแค่บรรยายเหตุการณ์และความทุกข์ทรมาน ส่วนการกล่าวโทษอเมริกาจะถูกควบคุม
แต่ยุคนี้ ยุคข้อมูลข่าวสาร ทุกคนทราบหมดแล้ว บรรดาฮิบัคฉะมีชีวิตที่ได้รับการยอมรับเรียบร้อย เรามารู้จักฮิบัคฉะบางคนกันนะครับ
1.michihiko hachiya คุณหมอฮาจิยะ เป็นคุณหมอคนแรก ๆ ที่เข้าถึงจุดเกิดเหตุ รพ.ของคุณหมออยู่ห่างจากจุดทิ้งระเบิดเล็กน้อย คุณหมอเป็นคนเขียนหนังสือ Hiroshima diary ลงในวารสารการแพทย์ญี่ปุ่น บันทึกเรื่องราววันที่ 6-30 สค กล่าวถึงการเจ็บป่วยและความทุกข์ยากหลังระเบิดลง ตอนนี้มีหนังสือขายและผมก็มีหนึ่งเล่มคือ the doctor of Hiroshima
2.setsuko thurlow หรือชื่อเดิม setsuko nakamura สุภาพสตรีผู้รอดชีวิตนี้ยังเป็นนักเรียนเมื่อวันระเบิดลง เธอเติบโตและเรียนต่อที่ฮิโรชิม่า จนได้ทุนไปศึกษาต่อที่อเมริกาและแคนาดา ได้เข้าร่วมกิจกรรมต่อต้านอาวุธนิวเคลียร์มาตลอด และก่อนตั้ง international campaign of abolish nuclear weapon จนได้รับรางวัลโนเบลในปี 2017
3.keiji nakasawa ผู้รอดชีวิตท่านนี้เราอาจเคยเห็นผลงานเขามาแล้ว เขาถ่ายทอดประสบการณ์หลังระเบิดลงมาทางสื่อมากมาย โดยสื่อทึ่ได้รับความนิยมและเป็นที่รู้จักมากในประเทศไทยคือ barefoot ken การ์ตูนเรื่อง เก็น เจ้าหนูสู้ชีวิต แต่ผลงานส่วนมากเขาจะอยู่เบื้องหลังเนื่องจากถูกติดตามโดย CIA
4.tsutomu yamakuchi นี่น่าจะเป็นฮิบัคฉะที่โด่งดังที่สุด เพราะเขาคือคนที่รอดจากอาวุธนิวเคลียร์ทั้งสองครั้ง ในวันที่ 6 สค เขามาทำงานของบริษัทมิตซูบิชิอยู่ที่ฮิโรชิมา วันที่ระเบิดเขาได้รับบาดเจ็บและหมดสติ แต่ก็ฟื้นมาได้หลังจากได้รับการปฐมพยาบาล และเดินทางกลับออฟฟิศตัวเองที่นางาซากิในวันที่ 8 สค และไปทำงานตามปกติในวันที่ 9 สค วันที่ระเบิดแฟตแมนมาลงที่นางาซากิ
ต้องบอกว่าจริง ๆ แล้วระเบิดลูกที่สองเจตนาไปลงที่โคคุระ แต่สภาพอากาศที่โคคุระไม่ดีนัก เลยเปลี่ยนจุดมาเป็นนางาซากิแทน และยามากูชิไม่เคยคิดว่าระเบิดจะมาลง และจริง ๆ แล้วเขาไม่เคยคิดว่าญี่ปุ่นจะก่อสงครามด้วยซ้ำ เขาเพียงแต่ทำงานที่ได้รับมอบหมายจากบริษัทอย่างเต็มที่เท่านั้น
บริษัทมิตซูบิชิเป็นกลุ่มทุนไซบัตซึในยุคพัฒนาอุตสาหกรรมแรก ๆ ของญี่ปุ่นเลยนะครับ ไม่ทราบว่ามีส่วนร่วมกับสงครามไหม แต่พนักงานระดับล่างทั้งหมดไม่รู้หรอก การทำงานของยามากูชิไม่ได้คิดเรื่องสงครามเลย พอเรื่องราวของเขาโด่งดัง เขาก็เขียนหนังสือและเข้าร่วมในภาพยนตร์สารคดี twiced survived อีกด้วย
5.กลุ่ม nihon hidankyo กลุ่มที่ทำงานเพื่อสันติภาพและลดอาวุธนิวเคลียร์ รวมทั้งบอกให้โลกรู้จึงภัยสงครามจากนิวเคลียร์รวมทั้งชีวิตที่แสนเศร้าของฮิบัคฉะ โดยผู้ที่ประสบภัยนิวเคลียร์จากฮิโรชิมาและนางาซากิ รวมทั้งผู้ที่รอดชีวิตจากการทดลองระเบิดของสหรัฐบนเรือประมงไดโกะ ฟุคุเรียว มารุ กลุ่มนี้รณรงค์มาตลอดจนได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพเมื่อปี 2024 โดยตัวแทนคือ ทารุมิ ทานากะ ผู้รอดชีวิตจากนางาซากิ
และเป็นคำขวัญของผู้ที่ต่อต้านอาวุธนิวเคลียร์ทั่วโลกว่า “No More Hiroshimas” นั่นเองครับ

17 กรกฎาคม 2568

imcranib ตอนที่ 2

 imcranib จากสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ตอนที่สอง : ความสำคัญเชิงสาธารณสุข และการชิงเหลี่ยมจังหวะทางการค้า

ความเดิมตอนที่แล้ว : การค้นพบโครโมโซมฟิลาเดลเฟีย ว่าเป็นสาเหตุการเกิดมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิด CML ต่อยอดไปเป็นการพัฒนายาที่สามารถยับยั้งการทำงานโปรตีนที่เกิดจากยีน BCR-Abl ของโครโมโซมฟิลาเดลเฟีย ผลการรักษายอดเยี่ยมระดับ 90% โดยเพียงแค่กินยาเท่านั้น พลิกการรักษาจากปลูกถ่ายไขกระดูกมาเป็นแค่กินยา จึงช่วยชีวิตคนได้มากมาย
คลิกอ่านตอนแรกที่นี่
Nicholas Lydon คิดค้นตัวยา imatinib ตั้งแต่เริ่มมาทำงานที่ซีบา-ไกกี้ ปี 1985 ใช้เวลาเพียงไม่กี่ปีสามารถผลิตตัวยา imatinib ได้และทำการจดสิทธิบัตรทางยา imatinib ที่เป็นตัวที่ออกฤทธิ์ เรียกว่า imatinib free-base
สารเคมีที่เข้าไปออกฤทธิ์ในร่างกายจะต้องทำให้คงตัวโดยการใส่เกลือ (base) เข้าไปจับกับตัวออกฤทธิ์ ยาจะทำงานได้มากน้อยดีเด่นกว่ากัน ก็ขึ้นกับเกลือที่จับนี้ด้วย ยกตัวอย่างยาหัวใจ metoprolol จะมีเกลือสองชนิดที่วางจำหน่ายคือ metoprolol succinate กับ metoprolol tartrate ที่ออกฤทธิ์ต่างกันบ้าง ตามเกลือไซด์ไลน์ที่เข้ามา
การจดทะเบียน imatinib ในครั้งแรกนัันไม่ได้เฉพาะเจาะจงชนิดของเกลือของยา
ซีบา-ไกกี้ ได้สิทธิบัตรของ imatinib คือตัวยาออกฤทธิ์ ในปี 1992 ในขณะนั้นหลายประเทศยังไม่มีกฎหมายสิทธิบัตรทางยา ความรู้ด้านสิทธิทางปัญญายังเป็นเรื่องใหม่ ช่วงนั้นเทปผี ซีดีเถื่อน โปรแกรมพันธุ์ทิพย์ ยังมีอยู่มากมาย เราเองยังไม่รู้เลยว่ามันเถื่อน จนพี่เสก โลโซ มาบอกว่าไม่ไปพันธุ์ทิพย์นั่นแหละ ถึงได้รู้
หลังจากได้สิทธิบัตรในปี 1992 การศึกษาพัฒนายา imatinib ทำต่อเนื่องจนได้รับการรับรองและจำหน่ายในสหรัฐอเมริกาในปี 2001 และขยายตลาดไปทั่วโลกตามความครอบคลุมของบริษัทยาโนวาร์ตีสซึ่งรับเอาซีบา-ไกกี้และแซนดอส เข้ามาเป็นหนึ่งในบริษัทลูก แน่นอนว่าเมื่อมันเป็นยาพลิกโลกขนาดนี้ มันย่อมมีมูลค่าทางธุรกิจมหาศาล
มูลค่าราคาของยาในปี 2001 ยี่สิบสี่ปีก่อนนะครับ ราคายาที่ต้องใช้ต่อปีต่อคนคือ 30000 ดอลล่าร์สหรัฐ เมื่อมาเทียบกับค่าเงินในยุคปัจจุบันจะอยู่ที่ประมาณ 2 ล้านบาทต่อคนต่อปี ซึ่งผู้ป่วยต้องใช้ยาไปตลอด คิดคร่าว ๆ ที่สิบปีก็คนละ 20 ล้าน ..เอิ๊ก ราคาอาจจะแพงกว่าการปลูกถ่ายไขกระดูกเสียอีก แต่ว่ามันง่ายกว่าไง
แม้ว่าผู้ป่วยที่ได้รับยามีอัตราการเสียชีวิตต่ำมาก แต่อัตราการเสียชีวิตโดยรวมของประชากรไม่ลดลงเพราะคนไม่สามารถเข้าถึงยาได้ มองในภาพรวมสาธารณสุขมันคือกุญแจทองคำที่วางบนยอดเขาทุนนิยม มองเห็นแต่เอื้อมไม่ถึง สิ่งที่ทำได้คือ รอให้ยาหมดสิทธิบัตรคุ้มครองเพื่อสามารถนำสูตรไปทำซ้ำเพื่อประโยชน์มวลมนุษยชาติได้ ซึ่งการหมดความคุ้มครองนี้ แต่ละประเทศใช้เกณฑ์ที่ต่างกัน ในกรณี imatinib จดในปี 1992 ตามกฎหมายอเมริกาจะหมดอายุ imatinib free-base ในปี 2013 บริษัทอื่นสามารถนำเอา imatinib ไปต่อยอดเพื่อรักษาคนในราคาถูกได้
โลกทุนนิยม มักจะไม่ใจดีเช่นนั้น ...
กระบวนการ evergreening คือการจดทะเบียนสิทธิบัตรสินค้าใหม่ที่ทำการต่อยอดจากเดิมเล็กน้อย การต่อยอดนี้ไม่ได้ทำให้สาระสำคัญของตัวยาเปลี่ยนไป แต่อาจจะเพิ่มอะไรบางอย่างเช่น เปลี่ยนชนิดเกลือที่ใช้เพื่อให้ละลายน้ำได้ดีขึ้น นำเอาสารที่ใกล้เคียงกับสารเดิมมาใช้ที่ราคาถูกกว่า แต่ประสิทธิภาพเท่าเดิม เพื่อให้สิทธิบัตรยังอยู่ในมือของเจ้าของผลิตภัณฑ์และต่อยอดอายุสิทธิบัตรแห่งยานั้นออกไป มองในโลกแห่งการค้าก็ทำให้บริษัทได้ประโยชน์แห่งสิทธิบัตรนั้นต่อไป เพราะอายุสิทธิบัตรแห่งยาโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 15 ปีเท่านั้น
บริษัทโนวาร์ตีสได้ทำการปรับโครงสร้างเกลือของ imatinib ให้กลายเป็น beta crystalline ตามคุณสมบัติที่ทำให้การละลายดีขึ้น แต่ประสิทธิภาพหลักในการรักษามะเร็ง ไม่ด้อยไปกว่ายาสูตรเดิม โดยยื่นจดทะเบียนในปี 1997 ที่สวิสเซอร์แลนด์ และได้รับอนุมัติในปี 1998
กลยุทธสร้างเกลือเข้าไปใหม่เพื่อต่อสิทธิบัตรการใช้งาน ทำให้มูลค่าทางการตลาดของ imatinib ไม่ตกลงไป แถมยังเพิ่มขึ้นอีกด้วย ถ้าเทียบกับมูลค่าเดิมปี 2001 (เทียบกับราคาเงินในปัจจุบัน) ที่เฉลี่ยสองล้านบาทต่อคนต่อปี ในปี 2012 เพิ่มเป็นเฉลี่ยที่ 3.7 ล้านบาทต่อคนต่อปี ...สำหรับการ evergreening
ราคายาที่เพิ่มขึ้นไป คือผลประกอบการที่เพิ่มขึ้นของบริษัท ในทางตรงข้าม หมายถึงโอกาสที่ผู้ป่วยจะเข้าถึงก็ลดลง
ในที่สุดจึงเกิดเรื่องที่โด่งดังไปทั่วโลกเพราะครั้งนี้มีคนได้ผลกระทบมากจริง กับประเทศที่ประชากรมากที่สุดในโลก ใช่แล้วครับ ข้อพิพาทระหว่างบริษัทโนวาร์ตีสกับรัฐบาลอินเดียในปี 2005
ยุคสมัยที่อินเดียเริ่มปฏิวัติตัวเองตั้งแต่ปี 2004 สมัยนายกรัฐมนตรีมาห์นโมฮาน ซิงห์ ผู้ล่วงลับ มีการเปิดประเทศเพื่อลงทุนสารพัดอย่าง ดึงต่างชาติมาลงทุนรวมทั้งบริษัทยาโนวาร์ตีสด้วย อินเดียจึงต้องปรับปรุงกฎหมายต่าง ๆ ให้เข้ากับการพัฒนาประเทศ และมีการใช้กฎหมายจดทะเบียนสิทธิบัตรในปี 2005 และในปีนั้นโนวาร์ตีสก็ยื่นจดทะเบียนสิทธิบัตร imatinib mesylate (beta crystalline) ทำการ evergreening ตามมุมมองของรัฐบาลอินเดีย
ในเวลานั้นหน่วยงานสิทธิบัตรของอินเดียและเอกชนในประเทศกำลังหมายมั่นปั้นมือจะผลิตยาสามัญหลังจากสิทธิบัตรของ imatinib free-based หมดลง
ทางการอินเดียไม่อนุมัติการต่อสิทธิบัตร ด้วยเหตุผลว่ามันเปลี่ยนแปลงในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญแห่งการรักษา ไม่รับจดทะเบียนเป็นสิทธิบัตรใหม่ ไม่ใช่นวัตกรรมใหม่ และนี่คือการ evergreening ซึ่งกฎหมายสิทธิบัตรอินเดียใหม่นี้ “ห้ามทำ”
บริษัทโนวาร์ตีสจึงยื่นฟ้องศาล การต่อสู้ทางศาลดำเนินไปจนถึงศาลสูงสุดอินเดีย ทุกศาลตัดสินเหมือนกันคือ ยกคำร้องของโนวาร์ตีส เพราะไม่ใช่นวัตกรรมใหม่ที่จะมาจดทะเบียนสิทธิบัตรใหม่ได้ ทำให้โนวาร์ตีสไม่ได้สิทธิบัตรของเกลือใหม่ในอินเดีย โดยการตัดสินนี้จบในปี 2013
แต่ทางอินเดียได้ทำการผลิต imatinib ราคาถูกมาตั้งแต่ปี 2006 ทั้ง ๆ ที่การพิจารณาของศาลยังไม่ยุติ เพราะในกฎหมายอินเดีย การยื่นขอสิทธิบัตรไว้ก่อน หากไม่ได้รับรองจากทางการ ยังไม่ถือว่ามีสิทธิบัตร (Mailbox applications) และไม่มีผลย้อนหลัง
การผลิตยาสามัญ imatinib mesylate ในอินเดียจึงไม่เป็นการละเมิดสิทธิบัตร เพราะสิทธิบัตรนั้นยังไม่เกิดขึ้น (หน่วยงานสิทธิบัตรไม่รับรองและศาลไม่รับรอง)
สำหรับผม..อินเดียมองเกมขาดกว่า
ทำให้โลกได้รู้จักยา imatinib mesylate เวอร์ชั่นอินเดียในปี 2007 ในราคา 98 ดอลล่าร์สหรัฐต่อเดือน จากยาต้นฉบับที่ 2600 ดอลล่าร์สหรัฐต่อเดือน เมื่อราคายาถูกลง ผู้ป่วยเข้าถึงยามากขึ้น อัตราการเสียชีวิตต่ำลงและช่วยเหลือชีวิตผู้ป่วยได้เพิ่มถึง 80000 รายรวมประเทศกำลังพัฒนาด้วย
ยาที่ราคาไม่แพงทำให้มีการศึกษาอรรถประโยชน์แห่งยา การลดอัตราการเสียชีวิตในโรคอื่น และการรักษาในโรคอื่น ๆ เพิ่มขึ้นอย่างมากมาย จนในปี 2017 องค์การอนามัยโลกประกาศว่ายา imatinib เป็นยาบัญชียาจำเป็นของโลก
ทั่วโลกสามารถใช้เป็นข้ออ้างนี้เพื่อเจรจาต่อรองราคาและสต็อกกับบริษัทผู้ผลิตได้ โดยการรับรองขององค์การอนามัยโลก
ปัจจุบันเราสามารถขยายยา imatinib เพื่อรักษา CML ที่ไม่มีโครโมโซมฟิลาเดลเฟียแต่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาหลัก การรักษาโรค myelodysplastic syndrome บางประเภท และที่สำคัญหากเราผลิตเอง จะควบคุมต้นทุนและได้ราคาถูกลง
สำหรับประเทศไทยนั้นตัวยาหลัก imatinib ได้หมดสิทธิบัตรยาหลักไปเมื่อปี 2013 ส่วนการผลิต imatinib GPO โดยองค์การเภสัชกรรม มีมาตั้งแต่ปี 2007 แต่ตอนนั้นใช้การบังคับ สิทธิเหนือสิทธิบัตร (compulsive licence) ไม่ใช่หมดสิทธิบัตรทางยา
และตอนนี้ นอกจากนำเข้ายาจากอินเดีย จากยาต้นฉบับของบริษัทโนวาร์ตีส เรายังสามารถผลิต imcranib ซึ่งมีต้นแบบมาจากบริษัทอื่นที่ไม่ใช่โนวาร์ตีส (อ่านดี ๆ นะครับมันต่างกัน ไม่ใช่จากตัวยาต้นฉบับ Gleevec) ทำให้ผู้ป่วยชาวไทยมีโอกาสเข้าถึงยาและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นครับ
หวังว่าคงเข้าใจและรู้จัก imcranib 100 จากสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ได้เต็มอิ่มกันเลยนะครับ

16 กรกฎาคม 2568

imcranib 100 ตอนที่ 1

 ประมาณสองสัปดาห์ก่อนมีข่าวว่าสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ได้ทำการคิดค้นและผลิตยารักษามะเร็ง imatinib ในชื่อ imcranib 100 เรื่องราวมันเป็นอย่างไร เรามาอ่านกันเถอะ รับรองเกินแปดบรรทัดแน่นอน

เรามารู้จักยาต้นแบบกันก่อนคือยา imatinib ยาตัวนี้คิดค้นแรกเริ่มจากนักชีวเคมีชาวอังกฤษ Nicholas Lydon โดยคิดค้นขณะที่เขาทำงานอยู่ที่บริษัท Ciba-GeiGy หลายคนอาจจะเคยได้ยินชื่อบริษัทสัญชาติสวิสนี้ แสดงว่าคุณอายุไม่น้อยแล้วนะ เพราะเขาไปควบรวมกลายเป็น Sandoz และปัจจุบันก็คือบริษัทยาโนวาร์ตีส บริษัทที่เป็นเจ้าของสิทธิบัตรยา imatinib mesylate ที่ใช้ชื่อทางการค้าว่า Gleevec
คุณ Lydon เขาเริ่มคิดค้นมาตั้งแต่ปี 1985 จนมาประสบความสำเร็จขึ้นทะเบียนและได้รับการรับรองใช้ครั้งแรกในปี 2001 สำหรับการรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเรื้อรังชนิดมัยอีลอยด์ (chronic myeloid leukemia) ที่ตรวจพบโครโมโซมพิเศษชื่อ Philadephia chromosome ดังนั้การที่เราจะเข้าใจความยิ่งใหญ่ของ imatinib เราต้องมารู้จักโรคนี้และโครโมโซมนี้กันพอสังเขป
โครโมโซมมนุษย์จะมีการคัดลอกตัวเองเพื่อที่จะแบ่งเซลล์ เป็นการส่งรหัสพันธุกรรมส่งต่อไปยังเซลล์ต่อไปและส่งต่อไปยังลูกหลานอีกด้วย
ในกระบวนการแบ่งตัว แบ่งโครโมโซมที่ก๊อปปี้มามีโอกาสเกิดข้อผิดพลาดได้ ความผิดพลาดของโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเรื้อรังคือ เกิดการไขว้กันอย่างผิดปกติของโครโมโซมคู่ที่ 9 และคู่ที่ 22 (translocation 9:22) พอมาไขว้กัน ลำดับเบสบนโครโมโซมที่มาไขว้และหลอมรวมกัน จึงผิดธรรมชาติ
ลำดับยีน abl1 (Abelson murine leukemia 1) บนโครโมโซมคู่ที่ 9 เกิดมาโจ๊ะกับ BCR (breakpoint cluster region) บนโครโมโซมคู่ที่ 22 รวมร่างเป็น BCR-abl gene และเรียกโครโมโซมเจ้าปัญหานี้ว่า philadephia chromosome
ชื่อนี้เกิดเนื่องจากการค้นพบที่เมืองฟิลาเดลเฟีย ในปี 1960
เมื่อโครโมโซมฟิลาเดลเฟีย เกิดจากการข้ามสาย ยีนที่ปรากฎก็เป็นยีนที่ผิดปกติ ยีนตัวนี้สร้างโปรตีนที่ผิดปกติเช่นกัน เรียกว่า tyrosine kinase ส่งผลทำให้การจ่ายพลังงานผิดพลาด ไปส่งเสริมการแบ่งตัวอย่างไม่มีขีดจำกัดของเซลล์เม็ดเลือดสายมัยอีลอยด์ เลยเกิดมะเร็งเม็ดเลือด CML
ในอดีตการรักษามะเร็ง CML ทำได้โดยการลดปริมาณเซลล์เม็ดเลือดผิดปกติที่สร้างออกมาแล้ว เปรียบเหมือนโรงงานสร้างแจกันออกมามากมาย รักษาโดยเอาไม้ไปฟาดแจกันให้แตกที่ปลายสายพานการผลิต ก็พออยู่ได้ แต่ก็ยังสร้างไม่หยุดอยู่ดี สุดท้ายปลายทางจะกลายเป็นมะเร็งเม็ดเลือดชนิดเฉียบพลัน
อีกวิธีคือปลูกถ่ายไขกระดูก เอาเซลล์ต้นกำเนิดที่ผิดปกติออกไปทั้งหมดโดยเผาทำลายให้เหี้ยน แล้วนำเซลล์ไขกระดูกอันใหม่บรรจุเข้าไปแทน อันนี้หายเลยนะ แต่ต้นทุนมหาศาล และโอกาสสำเร็จต่ำ เพราะคนไข้จะแย่ตั้งแต่เผาทำลายให้เหี้ยนแล้ว
เรามาดูตัวเลขกัน สำหรับมะเร็ง CML คนไข้เกือบทั้งหมดเสียชีวิต (case fatality ประมาณ 90%) เมื่อมีการรักษาด้วยการปลูกถ่ายไขกระดูก พบว่ามีโอกาสหายขาด และเพิ่มอัตราการอยู่รอดโดยรวมได้สูงถึง 70% (overall survival) ถ้ามีไขกระดูกที่เข้าได้และสำเร็จ โอกาสอยู่รอดในห้าปีโดยโรคสงบประมาณ 70% เช่นกัน (progression-free survival)
แต่ช่วยชีวิตคนได้น้อยมากในระดับประชากร คือ ไม่ลด mortality เพราะจะมีเพียงไม่กี่คนที่
-สามารถหาไขกระดูกที่เข้ากันได้
-สามารถรอดจากกระบวนการเตรียมร่างการก่อนปลูกถ่าย ที่ต้องทำลายเซลล์ภูมิคุ้มกัน จนอาจเสียชีวิตจากการติดเชื้อเพียงเล็กน้อย
-สามารถรอดจากกระบวนการปลูกถ่ายและ engraftment คือสำเร็จ
-สามารถรอดจากการต่อต้านเนื้อเยื่อปลูกถ่าย (GVHD)
-มีเงินเหลือพอจะติดตามผลและรักษาผลแทรกซ้อน
คราวนี้มาถึงพระเอกของเรา imatinib ยังจำโปรตีน tyrosine kinase ที่ผิดปกติจากโครโมโซมฟิลาเดลเฟียได้นะครับ ยาอิมาตินิบ จะไปขวางกั้นไม่ให้โปรตีนนี้จ่ายพลังงานให้โปรตีนกระตุ้นมะเร็ง เมื่อไร้พลังงานเซลล์ก็ตาย
เซลล์ที่มีโครโมโซมฟิลาเดลเฟียจะตาย นั่นคือ เราจะไม่เจอโครโมโซมฟิลาเดลเฟียอีกตั้งแต่เซลล์ลูกปลายแถว จนถึงเซลล์ตัวพ่อในไขกระดูก ส่วนเซลล์ที่ไม่มียีน BCR-abl จะปลอดภัยดี เรียกว่า ขุดรากถอนโคนแบบล็อกเป้า (targeted therapy)
การศึกษาวิจัยในคนทำในปี 1998 เป็นยาพลิกโลกตัวแรก ๆ ลงพาดหัวนิตยสาร TIME ส่งผลให้ Nicholas Lydon ได้รับรางวัล Lasker Award ในปี 2009
มาดูตัวเลขผลการรักษากัน
อัตราการอยู่รอดโดยรวมที่ 90% โดยตอบสนองดีมากทันทีในปีแรกถึง 70% โอกาสอยู่รอดในสิบปีถึง 83%
โดยการตอบสนองนั้น เป็นการตอบสนองในระดับโครโมโซม หมายถึง โครโมโซมฟิลาเดลเฟีย หายไปได้ถึง 80% ของผู้ป่วยทั้งหมด ไม่ใช่แค่เซลล์ลดลง ไม่ใข่แค่ตายลดลง แต่หายในระดับ cytogenetics
ทั้งหมดนี้เพียงแค่ “กินยา” วันละเม็ดตลอดไป ไม่ต้องเสี่ยงในการปลูกถ่ายไขกระดูก คนไข้โทรมแค่ไหนเสี่ยงแค่ไหนก็กินได้
ก่อนจบศตวรรษที่ 20 นี่คือยาที่มหัศจรรย์ที่สุดแห่งยุคสมัย
ปัจจุบันนอกจากมารักษามะเร็ง CML
ยังใช้รักษาเนื้องอกทางเดินอาหารชนิด GastroIntestinal Stromal cell Tumors (GIST) และเนื้องอกผิวหนัง DermatoFibroSarcoma Protuberance (DFSP) ที่เกิดจากยีนผิดปกติเช่นกัน
และรักษาโรคอื่น ๆ ได้ เพียงแต่ไม่ตรงเป้าเป๊ะเหมือนอย่างสามโรคที่ว่า
นี่คือความสำคัญและปฐมบทความสำคัญของ imatinib
คอยติดตามต่อว่าทำไม imcranib ที่สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์จึงสำคัญมาก

22 มิถุนายน 2568

การป่วยและตายอย่างปริศนาในเมือง Sverdlovsk

 ไม่ได้พาทุกคนไปเที่ยวกันสักพักแล้ว เช้าวันนี้จะพาทุกท่านไปเที่ยวรัสเซียกัน กรุณาไปชงกาแฟและอุ่นขนมปัง มานั่งบนโซฟาอุ่น ๆ แล้วเดินทางกันเลยครับ

เรามาเริ่มที่ทะเลดำ พรมแดนแยกยุโรปจากเอเชีย ทางตอนเหนือของทะเลดำ คือ พื้นที่สงครามยูเครนรัสเซียในปัจจุบัน โดยเฉพาะแคว้น Luhansk ดินแดนที่รัสเซียอ้างว่า ประชาชนที่นี่ต้องการอยู่กับรัสเซียมากกว่า และรัสเซียได้รับรองความเป็นเอกราชของ Luhansk ด้วย
แต่เราไม่ได้พามาเมืองลูฮาสค์ ทางตะวันออกสุดของยูเครนที่ติดรัสเซียครับ เราจะลงใต้ลงมาอีกจนเกือบจรดพรมแดน ที่นั่นมีเมืองสำคัญที่เราเคยพาท่านมาครั้งนึง
Yekaterinberg เมืองที่เป็นจุดสังหาร ซาร์ นิโคลัสที่สองแห่งราชวงศ์โรมานอฟ ในตอนนั้นเราจบเมื่อโรมานอฟสิ้นสุดลง เวลานั้นเป็นช่วงจบสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และจักรวรรดิรัสเซีย เปลี่ยนไปเป็น สหภาพโซเวียต ม่านเหล็กแห่งคอมมิวนิสต์
มีความพยายามจะเปลี่ยนสัญลักษณ์จากยุคจักรวรรดิมาเป็นยุคสังคมนิยม แม้แต่ชื่อเมือง เช่น เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก กลายเป็น เปโตรกราดและเลนินกราด (ตอนหลังก็เปลี่ยนกลับ) อีกเมืองคือ Yekaterinberg เปลี่ยนไปเป็น Sverdlovsk ในปี 1924 ตามชื่อเทศมนตรี Yakov Sverdlov และเมือง Sverdlovsk นี่เองคือเป้าหมายของเรา
2 เมษายน 1979 : มีเหตุการณ์ประหลาดเกิดขึ้นที่เมืองนี้ รายงานผู้ป่วยโรคแอนแทรกซ์ 94 ราย ผู้ป่วยทั้งหมดอาการรุนแรง ในจำนวนนี้เสียชีวิตถึง 68 ราย ภายในเวลาไม่กี่วัน ตามรายงานท้องถิ่นของทางการโซเวียต
ทางการโซเวียต แจ้งต่อสาธารณะว่า เป็นการระบาดจากการปนเปื้อนเนื้อวัวที่ติดโรคแอนแทรกซ์จากปศุสัตว์ท้องถิ่น ดูเรื่องราวก็น่าจะเรียบร้อยดี
ถ้าไม่อยู่บนพื้นฐานบางอย่าง ในปี 1979 ลิโอนิด เบรซเรฟ ผู้นำสูงสุดโซเวียตนำระบบแห่งความกลัวเข้ามาปกครองโซเวียตในยุคตกต่ำ มีการใช้หน่วยข่าวกรองเคจีบี เข้าควบคุม ขู่ และครอบงำกิจกรรมทางการเมืองทุกรูปแบบ ทำให้บรรยากาศการเมืองและสงครามเย็นน่าสะพรึงกลัวมาก ตบท้ายด้วยการบุกยึดอัฟกานิสถาน แน่นอน จะบุกยึดต้องมีข่าวเรื่องกองกำลังและอาวุธ
ข่าวเรื่องอาวุธที่โซเวียตซุ่มพัฒนาเพื่อการสงครามก็หลุดการเซนเซอร์ออกมาเป็นระยะ หนึ่งในนั้นคือข่าวเล็ก ๆ เรื่องการระบาดในเมือง Sverdlovsk
เดือนตุลาคม ปี 1979 มีสื่อหนังสือพิมพ์ภาษารัสเซียของเมืองแฟรงค์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนีตะวันตก ลงข่าวว่ามีการป่วยและตายอย่างปริศนาในเมือง Sverdlovsk เมื่อ 6 เดือนก่อน โดยไม่รู้แหล่งที่มาของการตายที่ชัดเจนว่าเกิดจากเชื้อโรคใด และสื่อรายนี้ก็ยังไม่หยุดคุ้ย
จนเมื่อต้นปี 1980 สื่อเจ้าเดียวกันนี้ได้ตีพิมพ์ว่า มีการระเบิดของโรงงานทหารแห่งหนึ่งในเมือง Sverdlovsk และนั่นคือสาเหตุการป่วยตายกว่าพันรายในเดือนเมษายน 1979 สอดคล้องกับการรายงานทางการโซเวียตว่ามีผู้เสียชีวิต 68 ราย เนื่องจากกินเนื้อสัตว์ปนเปื้อนแอนแทรกซ์ และรายงานว่ามีการกำจัดเชื้อบางชนิดไล่ตามทิศทาง “ลม” จากเมือง Sverdlovsk อีกด้วย
เอาล่ะสิ สื่อตะวันตกจอมขุดคุ้ย เผชิญหน้ากับเคจีบีหน้าบึ้งของโซเวียต ความจริงเป็นเช่นไร และใครตอแหล
อนึ่ง ก่อนไปต่อนะครับ แทรกความรู้สองข้อ ข้อแรก ในปี 1979 มีเมืองแฟรงก์เฟิร์ตอยู่ 2 เมืองในเยอรมัน คือ
Frankfurt am main เมืองแฟรงก์เฟิร์ตที่เรารู้จักกันดีในตอนนี้ เดิมอยู่ในเยอรมันตะวันตก เป็นเมืองแฟรงก์เฟิร์ตในเรื่องราวของเรา
Frankfurt an der order เมืองนี้อยู่เยอรมันตะวันออก ติดกับโปแลนด์
เรื่องที่สองคือ ยุคปี 1979 เคจีบี หรือหน่วยข่าวกรองโซเวียตสมัยสงครามเย็น มีอำนาจมาก บิดข่าวกรองใดก็ได้และแทรกซึมไปทั่วโลก ท่านวลาดีเมียร์ ปูติน ปธน.รัสเซีย ในเวลานี้คือหนึ่งในสายลับเคจีบี
เอาล่ะเรามาว่ากันต่อ
ข่าวในต้นปี 1980 ไม่เงียบอีกต่อไป ทางฝั่งโลกตะวันตกนำโดยอังกฤษ คิดว่าเป็นไปได้ว่าไม่ใช่การระบาดของแอนแทรกซ์ตามปกติ แต่เป็นการรั่วไหลของสปอร์เชื้อจากโรงงานอาวุธชีวภาพของโซเวียต หรือ อาจเป็นการทดลองที่ไม่สามารถคุมได้
ร้อนถึงพี่ใหญ่โลกเสรี สหรัฐอเมริกา ตอนนั้นออกมาเรียกร้องให้ทางการโซเวียตเปิดเผยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้
ศาสตราจารย์ Matthew Meselson จากฮาร์วาร์ดได้รับเชิญมาช่วยแกะปริศนาชิ้นนี้ อาจารย์มีเซลสัน เขาเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ต่อต้านการใช้อาวุธชีวภาพ
รายงานของมีเซลสันระบุว่าน่าจะเกิดจากการแพร่ของสปอร์จากโรงงานอาวุธชีวภาพ โดยอาศัยหลักฐานแวดล้อม ข่อมูลจากผู้รอดชีวิต ญาติผู้เสียชีวิต หลักฐานจากปศุสัตว์ แต่ไม่มีหลักฐานปฐมภูมิที่ครบถ้วน ทั้งเวชระเบียน และข้อมูลโรงงานปริศนาในเมือง Sverdlovsk ทั้งหมดอยู่ในความควบคุมของเคจีบี
หลายท่านอาจงงว่าอเมริกามาเรียกร้องทำไม ก็เพราะทั้งโซเวียตและอเมริกาต่างได้ลงนามในอนุสัญญาว่าด้วยการห้ามอาวุธชีวภาพในปี 1972 แต่อนุสัญญานี้ไม่มีกำลังคนไปตรวจสอบ ใช้รายงานของแต่ละประเทศที่ส่งมาแทน
ส่วนรายงานจากทางโซเวียตอย่างเป็นทางการ ระบุเชิญผู้เชี่ยวชาญต่าง ๆ มาร่วมพิสูจน์ ผลออกมาว่า เป็นแอนแทรกซ์จากการปนเปื้อนในอาหารแน่นอน โดยประทับตรารับรองจากเคจีบี
สงครามเย็นระหว่างโรนัลด์ เรแกนและเบรซเรฟ ต่อสู้รุนแรงจนหมดยุคสมัย โซเวียตเริ่มเปลี่ยนไปจากนโยบายเสรีภาพและอิสระ ในยุคประธานาธิบดีกอร์บาชอฟ และสิ้นสุดสหภาพโซเวียตในเดือนธันวาคม 1991 สิ่งที่เราไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นในปี 1992
บอริสต์ เยลซิน ประธานาธิบดีรัสเซีย ได้ประกาศต่อสาธารณะว่า การระบาดของโรคแอนแทรกซ์ที่เมือง Sverdlovsk ปี 1979 เกิดจากการรั่วไหลของอาวุธชีวภาพ ที่โซเวียตละเมิดข้อตกลงไม่พัฒนาอาวุธชีวภาพ พร้อมอนุญาตให้ผู้ตรวจสอบภายนอกเข้าไปตรวจสอบได้ หลังจากเกิดเหตุไป 13 ปี
Matthew Meselson คนเดิมเข้าไปตรวจสอบพื้นที่จริง เก็บตัวอย่างสปอร์ที่กระจายออกมาวิเคราะห์ สรุปได้ว่าเป็นการระบาดของสปอร์เชื้อ Bacillus anthracis จากโรงงานจริง คือ สปอร์อยู่ในสิ่งแวดล้อมได้เกือบร้อยปีนะครับ ถ้าสปอร์เล็กพอ ลมแรงพอ อากาศแห้ง สปอร์ไปได้ไกลเกือบร้อยกิโลเมตร และการระบาดในวงกว้างด้วยสปอร์แบบนี้ มีเหตุเดียว คือ อาวุธชีวภาพ
ด้วยหลักฐานปฐมภูมิที่ถูกเคจีบีทำลายไปมากแล้ว เยลต์ซินแจ้งว่าไม่ได้ระเบิดนะ การรั่วไหลเกิดจากคนงานลืมเปลี่ยนไส้ตัวกรองระบบควบคุมอากาศตามเวลา จึงเกิดเหตุขึ้น
เป็นอันจบข่าวการระบาดของ inhalation anthrax จากสปอร์เชื้อที่เก็บในโรงงานอาวุธชีวภาพเมือง Sverdlovsk เมื่อปี 1979 …
แต่ไม่มีใครพูดถึง การระเบิดและเสียงระเบิดที่เมืองนี้ ณ วันที่ 2 เมษายน 1979 ว่าระเบิดหรือไม่ และใครเป็นผู้เข้ามาระเบิด
บทส่งท้าย
ริมทะเลดำ ปี 1979
มองต่ำลงจากหน้าผา มีเรือลำหนึ่งจอดรออยู่ ภาพตัดมาที่สายลับคนหนึ่งของ IMF หน้าคล้ายอีธาน ฮันท์ ในมือมีเครื่องยิงจรวดอาร์พีจี สายลับคนนั้นโยนจรวดอาร์พีจีทิ้งน้ำ
ก่อนจะกระโดดหน้าผาไปยังเรือเล็ก เขาดึงหน้ากากอีธานฮันท์ออก เผยเห็นใบหน้าหนุ่มคมเข้ม รอยยิ้มมหาเสน่ห์ มองมาที่แผ่นอกแน่นเปรี๊ยะ มีเสื้อยืดคอกลมสีขาว พร้อมลายสกรีนอักษรสีน้ำเงินบนอกเสื้อว่า “อายุรศาสตร์ ง่ายนิดเดียว”

15 มิถุนายน 2568

flatbush diabetes , ketosis-prone diabetes

 Flatbush

400 กว่าปีก่อน …
ในยุคแห่งการตื่นรู้และสิ้นสุดของยุคกลาง เรามักจะถือว่าเริ่มต้นเมื่อคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส เดินเรือไปค้นพบทวีปอเมริกา
หลังจากการค้นพบของโคลัมบัส ที่เดินทางด้วยค่าจ้างและทุนรอนของราชอาณาจักรสเปน เราอาจจะคิดว่าสิ่งที่ค้นพบย่อมเป็นของสเปน แต่ความเป็นจริงตลอดศตวรรษที่ 16 ประเทศสเปน โปรตุเกส และเนเธอร์แลนด์ ได้แย่งชิงความเป็นเจ้าอาณานิคมและการเดินเรือ สเปนจะเน้นเดินเรือแล้วยึดครอง โปรตุเกสและสำรวจและหาทรัพยากร ส่วนดัตช์จะมาในรูปบริษัทร่วมทุนรัฐและเอกชน ที่เรารู้จักคือบริษัทดัตช์อีสอินเดีย ที่มายังมะละกาและปัตตาเวีย และบริษัทดัตช์เวสต์อีนดีส ที่มุ่งหน้าอเมริกา
แต่ละประเทศในยุโรปเข้าครอบครองอาณานิคมในอเมริกา ตั้งพื้นที่และเขตแดนกันตามชอบ อยู่ด้วยกันได้บ้างไม่ได้บ้าง บางทีอาณานิคมที่อเมริการักกันดี แต่ต้องมาตีกันเพราะแผ่นดินแม่ตีกัน โดยพื้นที่ที่ถือว่าเป็นทำเลทองคือพื้นที่ชายฝั่งตะวันออกของอเมริกา แต่ละประเทศต่างแย่งกันครอบครอง
ซึ่งครอบครองกันตามอัธยาศัยจนเมื่อตอนกลางศตวรรษที่ 17 อังกฤษมีชัยชนะเหนือสเปนในสงครามยุทธนาวีชนะกองเรืออาร์มาด้า และแผ่ขยายเข้าครอบครองพื้นที่ทำเลทองตั้งเป็น the 13 colonies มลรัฐแรกเริ่มทั้ง 13
นั่นรวมถึงดินแดนบริเวณเกาะลองไอส์แลนด์ เกาะแมนฮัตตัน บริเวณริมน้ำฮัตสัน ที่ตอนแรกบริษัทดัตช์เวสต์อินดีส ได้ขอซื้อผืนดินจากชนพื้นเมือง กลุ่ม Lenape ตั้งเป็นเมืองในชื่อ new amsterdam และเมื่อถูกอังกฤษยึดครอง บริเวณนี้เปลี่ยนชื่อเป็น New York ตามชื่อ ดยุคแห่งยอร์ค ผู้ซึ่งต่อมากลายเป็นพระเจ้าเจมส์ที่สองแห่งอังกฤษ
นั่นหมายความว่า พื้นที่นิวยอร์คยังมีคนท้องถิ่นเดิม บรรดาเชื้อสายทาสในอดีต สืบเชื้อสายกันมาโดยเฉพาะพื้นที่ดั้งเดิม ที่เป็นอาคารเก่าแก่และโบสถ์คริสต์คาทอลิก (ดัตช์ก็สร้างโบสถ์ และที่น่าสนใจคือเจมส์ที่สอง ก็เป็นคาทอลิก) ตั้งอยู่ทางตะวันตกสุดของเกาะลองไอส์แลนด์ เป็นพื้นที่ที่ปัจจุบันเรียกว่า flatbush มาจากภาษาดัตช์ Vlacke Bos แปลว่าพุ่มไม้เตี้ย เป็นการทำ anglicization คือเปลี่ยนภาษาดั้งเดิม เป็นภาษาอังกฤษ เพื่อแสดงว่าตูข้ายิ่งใหญ่ ในยุคกลางถึงปลายศตวรรษที่ 17
หากสามารถทำการสืบสายยีนได้ พื้นที่ตรงนี้น่าจะใกล้เคียงชนพื้นเมืองเดิม เพราะเมืองขยายออกไปโดยรอบ แต่พื้นที่บริเวณนี้ยังเงียบสงบประดุจแช่แข็งเวลาเอาไว้ มีการย้ายถิ่นฐานไม่มากนัก ส่วนพื้นที่อื่นมักจะผสมสายพันธุ์ยุโรป เอเชีย และแอฟริกา จนปนเปไปหมด
ถ้าใครอ่านวารวารทางการแพทย์ การศึกษาที่ทำในอเมริกา จะมีการแยกกลุ่มเชื้อชาติที่ชัดเจน white, african-american, black, hispanic แต่ที่ flatbush นี่น่าจะยังเป็นกลุ่มเดิมตั้งแต่ก่อนดัตช์มายึดครอง
ปี 1984 วารสาร New England Journal of Medicine ได้ตีพิมพ์รายงานผู้ป่วยผู้ใหญ่จากย่าน flatbush ที่มีภาวะเลือดเป็นกรดจากเบาหวานทั้งที่เป็นเบาหวานชนิด non-insulin-dependent DM (NIDDM) หรือเบาหวานชนิดที่สอง ที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน
เพราะภาวะเลือดเป็นกรดมักจะพบในเบาหวานชนิดที่หนึ่ง ที่เป็นโรคภูมิคุ้มกันตัวเอง ไปทำลายเบต้าเซลล์ที่สร้างอินซูลินจนเกลี้ยง มักจะมีอาการแรกที่พบคือเลือดเป็นกรด (diabetic ketoacidosis : DKA)
แต่นี่กลับพบในเบาหวานชนิดที่สอง แต่มันก็คงเกิดได้นะ หนึ่งในร้อย หนึ่งในพัน หรือมีเหตุปัจจัยอื่น ๆ แต่ความบังเอิญดูจะไม่บังเอิญเสียแล้ว ในอีกเจ็ดปีต่อมา 1994 ปีที่แผ่นดินอเมริกาจัดฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรก
รายงานผู้ป่วยเลือดเป็นกรด DKA อีก 21 ราย ในเบาหวานชนิดที่สองที่ได้รับการตรวจหาแอนติบอดีเรียบร้อยว่า ไม่มีแอนติบอดีที่ไปจับทำลายเบต้าเซลล์ของตับอ่อน นั่นคือไม่ใช่เบาหวานชนิดที่หนึ่งอย่างแน่นอน และจะพบในกลุ่ม african-american นี้เท่านั้น
เป็นจุดกำเนิดการศึกษาเบาหวานชนิดที่ชื่อว่า Ketosis-prone diabetes (KPD) ที่พบว่าเบาหวานชนิดที่สอง ก็มีกลุ่มที่เกิด DKA ได้ง่าย โดยคนที่ศึกษาเรื่องนี้และตั้งชื่อ KPD
หรือเรียกตามพื้นที่ศึกษาและพบผู้ป่วยแบบนี้บ่อยว่า flatbush diabetes คนนั้นคือ Mary Ann Banerji แพทย์ด้านต่อมไร้ท่อ ที่รพ.คิงส์เค้าท์ตี้ ที่ย่านบรู๊คลิน นิวยอร์ก หนึ่งในทีมศึกษาการศึกษา ACCORD อันเป็นการศึกษาระดับตำนานของโรคเบาหวาน
ทำให้เราได้รู้จัก flatbush diabetes , ketosis-prone diabetes เบาหวานชนิดที่สองในเชื้อชาติ african american ที่จะเกิด DKA ได้ถึง 50%
จบการรายงานด้วยอาหารเหนืออร่อย ๆ ..จอผักกาด, ลาบหมู, น้ำพริกน้ำปู๋, สามชั้นทอดกรอบ เสียดายวันนี้ไม่มีแกงขนุนอ่อนครับ

18 เมษายน 2568

 เรื่องราวของวัคซีนปอดอักเสบนิวโมคอคคัส : เรื่องยาวแต่จะเข้าใจ

เราย้อนกลับไปไกลนิดนึงนะครับ ประมาณปี 1850 ที่ประเทศแอฟริกาใต้
ตอนนั้นประเทศแอฟริกาใต้เป็นหนึ่งในอาณานิคมของจักรวรรดิบริติช หลังจากสงครามบัวร์ และเป็นหนึ่งในอาณานิคมแอฟริกาที่พระราชินีนาถวิคทอเรียมาเยือนถึงที่ ปัจจุบันท่าเรือที่พระราชินีมาเยือน อยู่ที่เคปทาวน์ ชื่อท่าเรือ V&A waterfront คือ วิคทอเรียแอนด์อัลเบิร์ต นั่นเอง
หนึ่งในเป้าหมายที่จักรวรรดิบริติชมาครอบครองดินแดนนี้คือ เหมืองทองคำ ที่มีมากมายในดินแดนแอฟริกาใต้ สวาซิแลนด์ ไปจรดนามิเบีย แต่เหมือนไม่ได้อยู่ที่เคปทาวน์นะครับ อยู่ลึกไปในแผ่นดินบริเวณเมืองโจฮานเนสเบิร์ก
มีเศรษฐีอังกฤษมาเปิดเหมืองที่นี่มากมายและทำเหมืองมาเกือบร้อยปี อาศัยแรงงานสำคัญในเหมืองคือ แรงงานทาสชาวแอฟริกา ได้จากการจับตัวเชลยศึกและซื้อขายทาสจากทั่วดินแดนแอฟริกา
แน่นอนว่าร้อยพ่อพันแม่ ต้องมาอยู่รวมกันในที่พักในเหมืองหรือขุดลึกลงไปในเหมือง สิ่งที่เลี่ยงไม่ได้คือ โรคระบาดจากการอยู่แออัด
หนึ่งในเหมืองทองชื่อดังคือ เหมืองทองที่เมือง witwaterstrand ที่ใหญ่มาก ขุดทองได้เยอะ และยังคงสภาพเป็นสถานที่ท่องเที่ยวในปัจจุบัน ตั้งอยู่ทางใต้ของโจฮานเนสเบิร์ก
แต่เนื่องจากเป็นเหมืองขนาดใหญ่ คนงานเยอะจึงประสบปัญหาสำคัญคือ การเสียชีวิตอย่างต่อเนื่องจากโรคปอดอักเสบ ทางเจ้าของเหมืองต้องว่าจ้าง Almroth Wright หนึ่งในบุคคลสำคัญอยู่ในทีมคิดค้นวัคซีนไทฟอยด์ มาช่วยจัดการโรคในเหมือง ที่ตอนนั้นทราบแล้วว่าเกิดจากปอดอักเสบติดเชื้อ และเกิดจากแบคทีเรีย นิวโมคอคคัส (Streptococcus pneumoniae)
ทำไมต้องเป็นทีมไทฟอยด์ มันมาเกี่ยวอะไรกับเชื้อปอดบวมนิวโมคอคคัส
คนเรารบกับเชื้อโรคมานานมากครับ เราพัฒนาวิธีกำจัดเชื้อโรค เชื้อโรคก็พัฒนาวิธีอยู่รอดเช่นกัน
แบคทีเรียบางชนิดได้พัฒนาเกราะกำบังตัวที่ชื่อว่า แคปซูล เพื่อไม่ให้เซลล์ฟาโกไซต์จับกินเชื้อโรคได้ เซลล์พวกนี้จับกินหมดครับถ้ามันกินได้ แต่พอแบคทีเรียสร้างแคปซูล เซลล์พวกนี้ก็กินลำบาก มันอยู่รอดได้ดีขึ้น เชื้อแบคทีเรียที่สร้างแคปซูลมีหลายชนิด ที่สำคัญคือ นิวโมคอคคัส เชื้อกาฬหลังแอ่น เชื้อไทฟอยด์
ร่างกายเราก็ฉลาดพอ พัฒนาการสร้างแอนติบอดี เฉพาะกับแคปซูลแต่ละเชื้อ แต่ละชนิดย่อย (serotype) ให้มาเกาะติดกับแคปซูล เป็นการติดป้ายบอกเซลล์ฟาโกไซต์ว่า นี่คือเชื้อโรคนะจ๊ะ กรุณาจับกินด้วย
กระบวนการนี้เรียกว่า opsonization เมื่อแคปซูลถูกติดป้าย และไหลเวียนในกระแสเลือด เข้าสู่ม้าม อวัยวะที่มีเซลล์ฟาโกไซต์เยอะมาก ทำการจับกินแบคทีเรียที่มีแคปซูลและติดป้ายเรียบร้อย
นั่นคือสาเหตุที่เราท่องกันว่า ผู้ป่วยที่ถูกตัดม้าม หรือม้ามไม่ทำงาน จะประสบปัญหาติดเชื้อโรคที่มีแคปซูลได้มากกว่าปกติ และควรฉีดวัคซีนก่อนตัดม้าม
เรากลับมาที่ Almroth Wright และเหมือนทองคำในแอฟริกาใต้
มีการใช้เชื้อนิวโมคอคคัสที่ตายแล้ว นำมาฉีดให้กับคนงานเหมือง … อย่าเพิ่งตกใจ ในยุคปี 1891 ยังไม่มีข้อกำหนดเรื่องของการทดลองในคน และอีกอย่างตอนนั้นสิทธิเสรีภาพของชาวแอฟริกันในฐานะทาส มันน่าหดหู่อย่างยิ่ง ถูกเอารัดเอาเปรียบ ทรมาน เข้าไม่ถึงการรักษามาตรฐาน ผมเคยไปพิพิธภัณฑ์การค้าทาสที่แอฟริกามาแล้ว เรียกว่า ต้องก้มหน้าให้กับความอยุติธรรมในยุคนั้นเลย
เมื่อฉีดวัคซีนแล้วก็ปรากฎว่าอัตราการเสียชีวิตของคนที่เป็นปอดอักเสบลดลง โดยเฉพาะในสี่เดือนแรกของการป่วย คิดว่าสี่เดือนหลังที่ไม่ต่างกัน เพราะอาจจะมีผลแทรกซ้อนหรือโรคที่รุนแรง
คุณ wright เป็นนักวิจัยครับ เขาจึงนำเรื่องราวนี้ไปตีพิมพ์และต่อจากนั้นมีนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกให้ความสนใจศึกษาต่อเนื่อง เพราะตอนนั้นเรารู้แล้วว่าเชื้อนิวโมคอคคัส ทำให้เกิดปอดอักเสบ หูอักเสบ ไซนัสอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ แต่เรายังทำอะไรกับเชื้อไม่ได้
โปรดอย่าลืมว่าในปี 1891 เรื่อยมาจนศึกษามากขึ้นในปี 1917 เรายังไม่มีเพนิซิลิน เรายังไม่มียาฆ่าเชื้อ ช่วงเวลาแห่งการล่มสลายของจักรวรรดินิยม จนมาถึงจบสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง มีสงครามมากมาย แต่สิ่งที่คร่าชีวิตทหารมากกว่าสงครามคือ โรคระบาด กว่าเราจะจัดการสิ่งแวดล้อมและลดโรคระบาดได้ เรียกว่าตายไปครึ่งยุโรปเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการถือกำเนิดของไข้หวัดใหญ่หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ไข้หวัดสเปน
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่งการศึกษาต่อยอดจาก Wright เริ่มกว้างขวางขึ้น โดยเฉพาะการศึกษาในสัตว์ทดลอง เราจึงพบว่า สัตว์ที่ถูกเราฉีดเชื้อเข้าไป จะเกิดภูมิคุ้มกันแต่เฉพาะแบบของเชื้อสายพันธุ์นั้น ๆ ทำให้เรารู้จักชนิดของเชื้อแบ่งตามภูมิคุ้มกันหรือ serotype และทราบต่อไปอีกว่าตัวที่กำหนดชนิดภูมิคุ้มกันจะอยู่ที่แคปซูลของเชื้อนั้น
นำไปสู่การพัฒนาวัคซีนโดยการฉีดเฉพาะแคปซูลเท่านั้น ซึ่งในระยะแรกการฉีดแคปซูลในคนก็ไปทำที่เหมืองทองในแอฟริกาใต้อีกนั่นแหละครับ คนงาน 60800 คน แบ่งได้รับวัคซีนครึ่งนึง ปรากฏว่าอัตราการป่วยและตายลดลงจากเดิมถึง 50% และเมื่อเราสามารถแยกชนิดของแคปซูลได้ดี ก็มีการพัฒนาวัคซีนให้บริสุทธิ์มากขึ้น เฉพาะเจาะจงมากขึ้น
การศึกษาวัคซีนชนิด polysaccharide capsules สามสายพันธุ์ ทำครั้งแรกในคนเมื่อปี 1933 หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ซึ่งยังไม่มีระเบียบการวิจัยในคนอีกเช่นกัน (เกิดหลังสงครามโลกครั้งที่สอง) ในเวลานั้นพบว่า สามารถป้องกันการเสียชีวิตและการป่วยหนักได้เกือบ 100% ในการติดเชื้อที่ตรงกับสายพันธุ์วัคซีน
นั่นทำให้มีการเร่งค้นหาสายพันธุ์ต่าง ๆ ของนิวโมคอคคัส โดยเน้นสายพันธุ์ที่ก่อโรคในคน จนในปี 1983 ได้ถือกำเนิดวัคซีนปอดอักเสบชนิดโพลีแซคคาไรด์แคปซูล จำนวน 23 สายพันธุ์ หรือ PPSV 23 ที่ใช้ต่อเนื่องกันมาจนถึงทุกวันนี้
แต่ PPSV และวัคซีนจากแคปซูลยังไม่ตอบโจทย์การระบาดของโรคหลายประการ อย่างแรกที่สำคัญคือ มันแทบใช้ไม่ได้ในเด็กโดยเฉพาะทารกและเด็กเล็ก ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญในการป้องกันโรค เพราะติดเชื้อง่ายและป่วยหนัก อีกประการคือ ปฏิกิริยาการเกิดภูมิคุ้มกันที่ได้จากแคปซูลยังไม่มีสามารถอยู่ได้นานเท่านี่ควร
จึงมีการพัฒนาวัคซีนจากแคปซูลไปอีกขั้น
เชื้อ Hemophilus influenzae type B หรือ HiB เป็นเชื้อโรคที่มีแคปซูล และนำแคปซูลมาใช้พัฒนาวัคซีนเหมือนกับนิวโมคอคคัส ประสบปัญหาเช่นเดียวกัน นักวิทยาศาสตร์ได้ลองแก้ปัญหาโดยการ “conjugate”
นำส่วนหนึ่งของพิษเชื้อคอตีบ (diphtheria toxin) ที่สร้างจากการสังเคราะห์ ตัดมาเฉพาะส่วนไม่มีพิษ นำมาผสมกับส่วนแคปซูลของเชื้อ
ส่วน toxin นี้ ไม่มีพิษและมีสมบัติที่ดีในการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน กระตุ้นได้ดี กระตุ้นได้แรง และไม้ตายสำคัญคือ กระตุ้น T helper cell กับ memory B cell โดยการกระตุ้นภูมิโดยผ่าน toxin นี้ ผ่านระบบเซลล์ภูมิคุ้มกันครบถ้วน ต่างจากวัคซีนจากแคปซูลที่กระตุ้นโดยไม่ผ่านระบบ T cell
เราจึงเรียก polysaccharide capsule ที่มาผสานกับ harmless toxin นี้ว่า conjugated vaccine
หลังจากที่ใช้กับเชื้อ HiB จนสำเร็จ จึงนำหลักการนี้มาใช้กับนิวโมคอคคัส ผลิตเป็นคอนจูเกตวัคซีนนิวโมคอคคัสตัวแรก PCV-7 ชนิดเจ็ดสายพันธุ์ และมีการศึกษาในคน ที่น่าทึ่งเหมือนโลกกลม การศึกษาทั้งเด็กและผู้ใหญ่ทำที่แอฟริกาใต้อีกเช่นเคย ผลปรากฏว่าลดอัตราการป่วยหนักลงได้ถึง 90-95%
เช่นเคย ป้องกันได้ดีมาก หากป่วยตรงสายพันธุ์ที่ฉีดวัคซีน แต่ถ้าไม่ตรงจะป้องกันได้ปานกลาง อีกอย่างคือ เกิดปรากฏการณ์ของปอดอักเสบจากสายพันธุ์ที่ไม่มีวัคซีนเพิ่มสูงขึ้นอีก
จึงต้องมีการพัฒนาวัคซีนให้ครอบคลุมมากขึ้น หรือฉีดคู่ PPSV-23
ข้อดีของคอนจูเกตวัคซีนนี้ สามารถฉีดสร้างภูมิในเด็กได้ กระตุ้นการสร้างภูมิได้เร็ว แรง ดุดัน ไม่เกรงใจใคร
โดยก่อนหน้านี้ในผู้ใหญ่ เราจะฉีด PCV-13 หนึ่งเข็ม และพิจารณาฉีด PPSV-23 ซ้ำอีกหนึ่งเข็ม ในกลุ่มเสี่ยงเฉพาะ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กว้างขวางและทรงพลังมากพอในทุกสายพันธุ์ก่อโรค
และวันนี้พัฒนามาเป็น PCV-15 และ PCV-20 ที่ครอบคลุมเชื้อก่อโรคได้มากมาย สามารถฉีดเพียงเข็มเดียว โดยไม่ต้องฉีด PPSV-23 ซ้ำ
ยังมีการพัฒนาชนิดและการผลิตวัคซีนนิวโมคอคคัสต่อเนื่อง ก้าวหน้าขึ้น เพื่อให้ครอบคลุม ทรงพลัง ปกป้องและลดอัตราการเสียชีวิตได้ดีขึ้น ไม่ว่าจากโรคปอดอักเสบ หรือผลแทรกซ้อนสำคัญคือ หัวใจล้มเหลว
สรุปว่า
อายุ 65 ขึ้นไป ฉีด PCV-20 เพียงหนึ่งเข็มแล้วจบ ส่วน PCV-15 ก็ฉีดหนึ่งเข็มและพิจารณากระตุ้นด้วย PPSV-23 ในกลุ่มเสี่ยงเท่านั้น
ส่วนกลุ่มเสี่ยงพิเศษที่ต้องได้วัคซีนก่อนอายุ 65 ก็ใช้สองตัวนี้เช่นกัน ตามคำแนะนำของหมอครับ
จบแล้ว ปรบมือให้คนที่อ่านจบครับ

บทความที่ได้รับความนิยม