ทำไมหมอเอาแต่สั่งยา โรคหลายโรครักษาด้วยการปฏิบัติตัว
ประเด็นที่ถกเถียงมาตลอด และแต่ละคนก็ทำในมุมมองตัวเอง มุมมองที่ไม่เคยพบกัน
สำหรับคุณหมอ ส่วนใหญ่เลยนะคือ ไม่มีเวลา อยากแนะนำเชิงลึกแหละนะ แต่คนไข้เยอะ ไม่สามารถทำได้ ทางแก้ที่ทำตอนนี้คือ มีทีมช่วย เช่น ทีมอบรมเบาหวาน ทีมแนะนำโรคหัวใจล้มเหลว ทีมเยี่ยมบ้าน ทีมเหล่านี้ส่วนมากมีทักษะการสื่อสารสูงกว่าหมอครับ
บางส่วนคือขาดความรู้ความสามารถ ต้องยอมรับว่าหมอก็ไม่ได้รู้ทุกเรื่อง บางทีต้องให้ผู้รู้เขาช่วย เช่น ต้องการลดพลังงานลง 500 กิโลแคลอรี่ สัดส่วนโปรตีน 30 คาร์บ 50 ไขมัน 20 หมอส่วนใหญ่จะแปลเป็นสิ่งที่ต้องปฏิบัติจริงไม่ได้ ก็ต้องเรียนรู้เพิ่มเติม หรือปรึกษาเพิ่ม
ที่เหลือคือคิดว่าคนไข้เขารู้แล้ว ทำเป็น ใจน่ะรู้ว่าต้องปฏิบัติ แล้วคิดไปเองว่าคนไข้เขารู้ไปด้วย อันนี้ไม่ได้อย่างไรก็ต้องอธิบาย ต้องย้ำความสำคัญ ถ้าไม่มีเวลาหรือทำไม่ได้ ให้ส่งหาคนที่ทำได้ เพราะการอธิบายต้องลงถึงขั้นตอนด้วย ไม่ใช่บอกว่า ไปเลิกบุหรี่มา แต่ไม่ได้บอกคนไข้ทำ ‘อย่างไร’ แบบนี้ก็ไม่สำเร็จ
ภาพและสิ่งที่ปรากฏคือ
หมอ : วันนี้ดีหรือไม่ดีอย่างไร ปรับยาให้นะ เดี๋ยวเภสัชจะอธิบายอีกที สามเดือนมาเจาะเลือดอีกที
คนไข้ : หมอไม่เคยใส่ใจและอธิบายการปฏิบัติตัวเลย เอาแต่ให้ยา บริษัทยารวยเอา ๆ
สำหรับคนไข้ ส่วนใหญ่คือ งง หรือยังไม่พร้อมรับสาร ตื่นแต่เช้า กว่าจะมาถึง รอผลเลือด รอหมอนาน เข้าไปถึงหมอก็อธิบาย ซึ่งมีเรื่องการปฏิบัติตัวแหละ แต่ว่าจำไม่ได้ จับประเด็นไม่ได้ว่าคุณหมอเขาพูดไปแล้ว (ซึ่งพูดน้อยมาก) ปลายทางคือ ฮ่ะ ฮ่ะ หมอเอาแต่จ่ายยา
บางส่วน ย้ำ บางส่วนนะ ก็ไม่เชื่อหรือเชื่อแต่ไม่ทำตาม ต้องยอมรับว่าอิทธิพลของสื่อมีผลมากกว่าหมอ หมอเจอคนไข้ปีละสี่ห้าครั้ง ครั้งละห้านาที รวมแล้วไม่เกินปีละ 30 นาที แต่คนไข้อยู่กับสื่อทีวี สื่อออนไลน์ สื่อข้างบ้าน อยู่ทุกวันวันละมากกว่า 3-4 ชั่วโมง ยิ่งหมอสื่อไม่เข้าใจ เขาก็ยิ่งไปเข้าหาสื่ออื่น ที่มีทั้งสื่อที่ถูกและผิด
ก็จะออกมาว่า หมอที่รพ. เอาแต่ใช้ยา ลองฟังอาจารย์คนนั้น กูรูท่านนี้ จะดีกว่า สอนให้ดูแลตัวเอง ไม่ใช้ยา ฟังง่าย ทำง่าย (และขายอาหารเสริม) หมอที่ รพ. เอาแต่จ่ายยา ตับวายไตพังกันพอดี
ที่เหลือคือ หมอและทีมสอนนั่นแหละ แต่ฟังไปงั้น ๆ อยากรีบได้ยาและรีบกลับ ห่วงงาน ห่วงบ้าน กลัวไม่ทันรถ
ถ้าได้คนที่สื่อสารดี ๆ มาช่วยหรือมีการสอนทางไกลที่เชื่อถือได้ ไปในทางเดียวกันแบบโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ น่าจะปิดจุดบอดตรงนี้ได้
และส่วนตัวนะครับ ผมรู้ว่าคุณหมอส่วนใหญ่เรียนมาหมด เรื่อง non-pharmacologic หรือ non-surgical treatment ตำราทุกวิชาแพทย์ก็สอนเรื่องการปฏิบัติตัวเป็นหัวข้อแรกของเรื่องการรักษาเสมอ และทุกคนอยากสอนอย่างเต็มเวลาจนคนไข้เข้าใจ
คนไข้ทุกคนก็อยากฟัง อยากรู้วิธีการปฏิบัติตัวทั้งสิ้น แหม..ทำให้ตัวเองดีขึ้น ใครจะไม่อยากทำครับ
แต่ละท่าน แต่ละฝ่าย ลองเปิดใจยอมรับ ปรับปรุง ใช้เครื่องมือต่าง ๆ มาช่วย น่าจะปิดช่องว่างและยกระดับมาตรฐานสุขภาพคนไทยได้ดีขึ้นครับ
ดูเหมือนมองโลกสวยแต่ว่าโลกสวยได้จริง ถ้าเราช่วยกันทำ