แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เรื่องเล่าวันอาทิตย์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เรื่องเล่าวันอาทิตย์ แสดงบทความทั้งหมด

24 สิงหาคม 2568

ทำไมหมอเอาแต่สั่งยา โรคหลายโรครักษาด้วยการปฏิบัติตัว

 ทำไมหมอเอาแต่สั่งยา โรคหลายโรครักษาด้วยการปฏิบัติตัว

ประเด็นที่ถกเถียงมาตลอด และแต่ละคนก็ทำในมุมมองตัวเอง มุมมองที่ไม่เคยพบกัน
สำหรับคุณหมอ ส่วนใหญ่เลยนะคือ ไม่มีเวลา อยากแนะนำเชิงลึกแหละนะ แต่คนไข้เยอะ ไม่สามารถทำได้ ทางแก้ที่ทำตอนนี้คือ มีทีมช่วย เช่น ทีมอบรมเบาหวาน ทีมแนะนำโรคหัวใจล้มเหลว ทีมเยี่ยมบ้าน ทีมเหล่านี้ส่วนมากมีทักษะการสื่อสารสูงกว่าหมอครับ
บางส่วนคือขาดความรู้ความสามารถ ต้องยอมรับว่าหมอก็ไม่ได้รู้ทุกเรื่อง บางทีต้องให้ผู้รู้เขาช่วย เช่น ต้องการลดพลังงานลง 500 กิโลแคลอรี่ สัดส่วนโปรตีน 30 คาร์บ 50 ไขมัน 20 หมอส่วนใหญ่จะแปลเป็นสิ่งที่ต้องปฏิบัติจริงไม่ได้ ก็ต้องเรียนรู้เพิ่มเติม หรือปรึกษาเพิ่ม
ที่เหลือคือคิดว่าคนไข้เขารู้แล้ว ทำเป็น ใจน่ะรู้ว่าต้องปฏิบัติ แล้วคิดไปเองว่าคนไข้เขารู้ไปด้วย อันนี้ไม่ได้อย่างไรก็ต้องอธิบาย ต้องย้ำความสำคัญ ถ้าไม่มีเวลาหรือทำไม่ได้ ให้ส่งหาคนที่ทำได้ เพราะการอธิบายต้องลงถึงขั้นตอนด้วย ไม่ใช่บอกว่า ไปเลิกบุหรี่มา แต่ไม่ได้บอกคนไข้ทำ ‘อย่างไร’ แบบนี้ก็ไม่สำเร็จ
ภาพและสิ่งที่ปรากฏคือ
หมอ : วันนี้ดีหรือไม่ดีอย่างไร ปรับยาให้นะ เดี๋ยวเภสัชจะอธิบายอีกที สามเดือนมาเจาะเลือดอีกที
คนไข้ : หมอไม่เคยใส่ใจและอธิบายการปฏิบัติตัวเลย เอาแต่ให้ยา บริษัทยารวยเอา ๆ
สำหรับคนไข้ ส่วนใหญ่คือ งง หรือยังไม่พร้อมรับสาร ตื่นแต่เช้า กว่าจะมาถึง รอผลเลือด รอหมอนาน เข้าไปถึงหมอก็อธิบาย ซึ่งมีเรื่องการปฏิบัติตัวแหละ แต่ว่าจำไม่ได้ จับประเด็นไม่ได้ว่าคุณหมอเขาพูดไปแล้ว (ซึ่งพูดน้อยมาก) ปลายทางคือ ฮ่ะ ฮ่ะ หมอเอาแต่จ่ายยา
บางส่วน ย้ำ บางส่วนนะ ก็ไม่เชื่อหรือเชื่อแต่ไม่ทำตาม ต้องยอมรับว่าอิทธิพลของสื่อมีผลมากกว่าหมอ หมอเจอคนไข้ปีละสี่ห้าครั้ง ครั้งละห้านาที รวมแล้วไม่เกินปีละ 30 นาที แต่คนไข้อยู่กับสื่อทีวี สื่อออนไลน์ สื่อข้างบ้าน อยู่ทุกวันวันละมากกว่า 3-4 ชั่วโมง ยิ่งหมอสื่อไม่เข้าใจ เขาก็ยิ่งไปเข้าหาสื่ออื่น ที่มีทั้งสื่อที่ถูกและผิด
ก็จะออกมาว่า หมอที่รพ. เอาแต่ใช้ยา ลองฟังอาจารย์คนนั้น กูรูท่านนี้ จะดีกว่า สอนให้ดูแลตัวเอง ไม่ใช้ยา ฟังง่าย ทำง่าย (และขายอาหารเสริม) หมอที่ รพ. เอาแต่จ่ายยา ตับวายไตพังกันพอดี
ที่เหลือคือ หมอและทีมสอนนั่นแหละ แต่ฟังไปงั้น ๆ อยากรีบได้ยาและรีบกลับ ห่วงงาน ห่วงบ้าน กลัวไม่ทันรถ
ถ้าได้คนที่สื่อสารดี ๆ มาช่วยหรือมีการสอนทางไกลที่เชื่อถือได้ ไปในทางเดียวกันแบบโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ น่าจะปิดจุดบอดตรงนี้ได้
และส่วนตัวนะครับ ผมรู้ว่าคุณหมอส่วนใหญ่เรียนมาหมด เรื่อง non-pharmacologic หรือ non-surgical treatment ตำราทุกวิชาแพทย์ก็สอนเรื่องการปฏิบัติตัวเป็นหัวข้อแรกของเรื่องการรักษาเสมอ และทุกคนอยากสอนอย่างเต็มเวลาจนคนไข้เข้าใจ
คนไข้ทุกคนก็อยากฟัง อยากรู้วิธีการปฏิบัติตัวทั้งสิ้น แหม..ทำให้ตัวเองดีขึ้น ใครจะไม่อยากทำครับ
แต่ละท่าน แต่ละฝ่าย ลองเปิดใจยอมรับ ปรับปรุง ใช้เครื่องมือต่าง ๆ มาช่วย น่าจะปิดช่องว่างและยกระดับมาตรฐานสุขภาพคนไทยได้ดีขึ้นครับ
ดูเหมือนมองโลกสวยแต่ว่าโลกสวยได้จริง ถ้าเราช่วยกันทำ

17 สิงหาคม 2568

เศรษฐศาสตร์ ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ทุกคนในประเทศ

 ชวน ChatGPT 5.0 คุย เรื่องเศรษฐศาสตร์ เรื่องยาวน่ารู้วันอาทิตย์

เมื่อวานลองชวนเอไอคุย และอยากลองดูว่าเอไอคิดอย่างไร น่าสนใจดีครับ ผมไม่ได้หมายความว่าให้เชื่อเอไอทั้งหมด แต่ใช้เขาช่วยหาข้อมูลและรวบรวมได้ดี
กับคำถามว่าถ้าปูพรมฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ทุกคนในประเทศ ดีหรือเสีย
เริ่มที่ burden ของไข้หวัดใหญ่ จากข้อมูลห้าปีย้อนหลัง พบว่ามีผู้ป่วยยืนยันไข้หวัดใหญ่จากฐานข้อมูลทางการตกเฉลี่ยที่ปีละ 2.5 แสนราย แต่ค่าอาจจะน้อยกว่าปกติเพราะในปี 2021 (6900 ราย) มาตรการป้องกันโควิดทำให้ไข้หวัดใหญ่ลดลงด้วย และมีการประมาณตัวเลขไม่เป็นทางการคือ ไม่ผ่านระบบบันทึกข้อมูลที่ 7-9 แสนคนต่อปี
ผมให้คิดค่ารักษาและความสูญเสียทางเศรษฐกิจทั้งทางตรงคือยา อุปกรณ์ ค่าใช้จ่ายรพ. และสูญเสียทางอ้อม คือ สูญเสียมูลค่างาน ค่ารถ แบบที่ป่วยไม่หนักนะครับ พบว่าเฉลี่ยที่ 113 ล้านบาทต่อปี ตกประมาณ 650 บาทต่อคน ในจำนวนนี้เป็นความสูญเสียทางอ้อมถึง 53%
แต่ถ้าป่วยหนักต้องแอดมิตจะมีค่าใช้จ่ายทั้งตรงและอ้อมสูงถึงคนละ 8000 บาท และหากป่วยวิกฤตจะสูงถึง 110,000 บาท …อันนี้ข้อมูลจากของจริงไม่ใช่การประมาณ
และมองภาพรวมผู้ป่วยนอกและใน ค่าใช้จ่ายและสูญเสียทั้งทางตรงและทางอ้อม ถ้าการระบาดปกติจะอยู่ที่ปีละ 3,000 ล้านบาท ถ้าระบาดหนักจะสูงถึง 8,000 ล้านบาทต่อปี
วัคซีนไข้หวัดใหญ่ก็ไปลดการป่วยหนักนี่แหละ มองคร่าว ๆ ลดการสูญเสียได้เป็น 10 เท่า
เอาล่ะต่อไป ถ้าเราจะปูพรมฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ทุกคนเลยนะ คิดค่ายาค่าอุปกรณ์ โสหุ้ยอื่น ๆ ตกคนละ 350 บาท พบว่าต้องใช้เงินที่ 350 x 65.95 ล้านคน เท่ากับ 2.3 หมื่นล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 0.61 ของงบประมาณแผ่นดินปี 2569 ที่เพิ่งผ่านไป
แล้วคุ้มค่ากับความสูญเสียที่คิดตอนแรกไหม ก็ป้อนค่า QALY, ICER, GDP per capita (ผมเรียนเศรษฐาสตร์สาธารณสุขมาบ้าง) ผลปรากฏว่า ถ้าฉีดทุกคน และวัคซีนมีประสิทธิผลตามการวิจัยที่ 40-60% จะลดความสูญเสียจาก 3 พันล้านมาที่ประมาณ 1,500 ล้านบาท (ต้นทุนวัคซีน 2.3 หมื่นล้าน) แน่นอนว่าการฉีดปูพรมนั้น “ไม่คุ้ม”
ต่อไปใส่ตัวเลข ตัวแปรทางเศรษฐศาตร์ว่าปูพรมจะลดอัตราการป่วย การตาย การมีคุณภาพชีวิตที่ดีไหม เทียบว่าประเทศไทยกำหนดความคุ้มค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคเพื่อได้ชีวิตที่ดีในหนึ่งปีว่าประมาณ 160,000 บาทต่อคนต่อปี พบว่า การฉีดปูพรมทุกคน “ไม่คุ้ม” เพราะต้องใช้ถึง 3 ล้านบาทต่อชีวิตที่ดีขึ้น หนึ่งชีวิตต่อปี
เหตุที่เป็นแบบนี้เพราะค่าใช้จ่ายส่วนมากไปตกกับกลุ่มเสี่ยง แม้ว่าจะมีปริมาณผู้ป่วยน้อยกว่าแต่เสียค่าใช้จ่ายมากกว่ากันเกิน 10 เท่าเมื่อเทียบกับคนแข็งแรง การฉีดวัคซีนในคนแข็งแรงที่มีจำนวนมากกว่า จึงดูไม่ใช่ทางเลือกที่คุ้มในแง่เศรษฐศาสตร์สาธารณสุขของประเทศ
ในแง่รายบุคคล หรือตามหลักฐานตามงานวิจัยการแพทย์ ฉีดทุกคน เพราะเราไม่ได้คำนวณความคุ้มทุน
เอไอแนะนำว่า วิธีที่ดีกว่าคือฉีดเฉพาะกลุ่มเสี่ยง ผมก็ลองให้เขาทำ subgroup เฉพาะกลุ่มเสี่ยง
ถ้าเราฉีดกลุ่มเสี่ยง 12 ล้านคนทุกคน ใช้เงินที่ 4.5 พันล้านบาท (ต้นทุนเข็มละ 350 บาท) คิดเป็น 0.1% ของงบ 69 แต่สามารถลดความสูญเสียลงมาได้พอกันกับฉีดปูพรมทุกคน (ลงมาที่ 1000 ล้านบาท) เพราะค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่อยู่ที่กลุ่มนี้
เป็นเหตุผลที่รัฐบาลเลือกฉีดเฉพาะกลุ่มเสี่ยงนั่นเอง เพราะลงทุนแล้วคุ้มค่าที่สุด
แต่ปัจจุบันเรามีเงินงบวัคซีนไข้หวัดใหญ่เพียง 4.5 ล้านเข็มเท่านั้น (0.04% ของงบประมาณ) และถ้ามาคิดว่าลดภาระทางสาธารณสุขเท่าไร คำตอบคือ 15-19% ของความสูญเสียทางเศรษฐกิจของไข้หวัดใหญ่เท่านั้น ยังไม่ถึงจุดที่คุ้มที่สุด
เอไอแนะนำว่า ควรฉีดเฉพาะกลุ่มเสี่ยง แต่ต้องครอบคลุม 100% กลุ่มเสี่ยงให้ได้ จึงจะมีความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์สูงสุด **ย้ำอีกครั้ง ในแง่ความคุ้มค่าของการงบประมาณนะครับ** ถ้าในแง่แต่ละคน ผมว่าควรฉีดทุกคน
นโยบายดีแล้ว เหลือแต่เพิ่มเงินและบังคับใช้ให้ได้ กระจายวัคซีนให้ได้ตามเป้า
***และข้อมูลเพิ่มมาคือ ตอนนี้ราคาซื้อวัคซีน ต่ำกว่า 100 บาทแล้วครับ ทำให้คุ้มค่ามาก***

06 สิงหาคม 2568

Hirosima : ครบรอบ 80 ปี เหตุระเบิดที่ฮิโรชิมา : 6 สิงหาคม 1945

 Hirosima : ครบรอบ 80 ปี เหตุระเบิดที่ฮิโรชิมา : 6 สิงหาคม 1945

ภาพชุดนี้บันทึกอัพโหลดไว้เมื่อสองปีก่อน ยังไม่มีเวลาเขียนบรรยาย จนลืมไปแล้ว วันนี้ครบรอบ 80 ปี เหตุการณ์ที่ฮิโรชิมา ผมขอบรรยายทั้งหมดจากความทรงจำนะครับ อาจมีเปิดไกด์บุ๊กเพื่อความสมบูรณ์บ้าง เราไปชมกันต่อเลย จากความเดิมที่ไปถึงฮิโรชิมา และ atomic dome เดินดูบรรยากาศโดยรอบ จะไปถึงสะพานและสวนสันติภาพ รวมถึงพิพิธภัณฑ์ฮิโรชิมา ที่ผมถือว่า จัดแสดงได้น่าดูมาก มากกว่าที่เอาชวิตช์-เบียคาเนาเสียอีก

สิ่งที่ชื่นชอบและผมคิดว่าเป็นเป้าหมายสำคัญของการสร้างและนำเสนอในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้คือ นำเสนอชีวิตและเมืองก่อนการระเบิด ชีวิตและความเป็นอยู่ก่อนการระเบิดไม่กี่ชั่วโมง ภาพนรกบนดินของวันที่ 6 สิงหาคม รวมทั้งสิ่งที่ตามมา แสดงให้เห็นทั้งผู้คน สิ่งก่อสร้าง ความทุกข์ทรมานที่เกิดในวันนั้นและผลที่ตามมาในอีกหลายปี ทำให้เราได้จมลึกเสมือนอยู่ในเหตุการณ์วันนั้นได้อย่างดี หนึ่งในสถานที่ที่ไม่ควรพลาดหากคุณได้เยือนฮิโรชิมา


ตรงไปยังอาคารพิพิธภัณฑ์ Hiroshima Peace Memorial Museum ในนั้นคุณจะได้เข้าไปอีกโลก ผมคิดว่าเป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงดีที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง (อาจเพราะเงินเยอะจากคนเข้าชมมากก็ได้) ที่นี่เสียตังค์นะครับ ใครที่ไม่ได้จองตั๋วล่วงหน้า ก็ต่อคิวยาวสักหน่อย แต่ว่าเร็วเพราะระบบจัดการเขาดีมาก สามารถเลือกหูฟังบรรยายภาษาอังกฤษเป็นผู้บรรยายตามจุดต่าง ๆ ได้ แต่ผมไม่ได้รับเอามาครับ ข้างในมีบรรยายอย่างละเอียดแล้ว ผมถนัดอ่านและซึมซับจากจินตนาการมากกว่าฟัง เอ่อ..ไปญี่ปุ่นคราวนี้ผมก็ได้ยินเสียงภาษาไทยตลอดนะครับ ยกเว้นที่นี่


ผมเดินเล่นตลอดสวนสันติภาพ สิ่งต่าง ๆ ที่ศึกษามาตลอดหนึ่งปีก่อนมาเยือนที่นี่ มันพร่างพรูออกมาไม่รู้จบสิ้น ทุกครั้งจะมีความรู้สึกแบบนี้ จริง ๆ แล้วผมแนะนำให้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ก่อนนะครับ เราจะ “อิน” กับบรรยากาศมากขึ้น นาฬิกานี้ตั้งอยู่หน้าอนุสรณ์รายชื่อผู้เสียชีวิต ที่ต้องเดินลงไปอาคารใต้ดิน คุณสังเกตเวลาที่ปรากฏบนหน้าปัดไหมครับ นั่นคือเวลาที่ระเบิดลิตเติ้ลบอยถูกจุดขึ้นเหนือเมืองฮิโรชิมา ในวันที่ 6 สิงหาคม 1945 สถานที่แห่งนี้ เวลาถูกหยุดเอาไว้ที่ตรงนี้ครับ


ศิลาโค้งนี้เป็นศิลาสุสานชื่อว่า memorial cenotaph ใต้ศิลานี้ระบุชื่อผู้เสียชีวิตจากเหตุระเบิดที่ฮิโรชิมานี้ เพื่อปกป้องดวงวิญญาณให้สงบสุข

เช่นกันครับบรรยากาศตรงนี้สงบมาก มันไม่ใช่แค่ว่าทุกคนสงบนิ่งเคารพนะครับ แต่บรรยากาศ ท่าทีคนที่มาเคารพ แววตา ผมยืนสังเกตอยู่นาน ทุกคนทำด้วยใจ ทำให้พื้นที่ตรงนั้นเหมือนหยุดนิ่งให้กับดวงวิญญาณผู้ที่เสียชีวิตเมื่อ 80 ปีก่อน

และถ้ามองตรงไป เราจะเห็นเปลวไฟสันติภาพ ที่จุดขึ้นเพื่อนำทางสันติภาพตั้งแต่ปี 1965 และไม่เคยดับ

และมองตรงไปสุดสายตานั่นคือ atomic dome อาคารที่เป็นสัญลักษณ์ของฮิโรชิมานั่นเองครับ ถ้าผมจำไม่ผิด ไฟกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ที่ฮิโรชิมา ก็มาจุดที่เปลวไฟสันติภาพที่สวนแห่งนี้เช่นกันครับ

รวมทั้งภาพแห่งความทรงจำที่ท่านประธานาธิบดี บารัก โอบามา แห่งสหรัฐอเมริกามาเยือนที่นี่ พร้อมกับคำนับเคารพดวงวิญญาณผู้เสียชีวิต ณ ที่แห่งนี้อีกด้วย 


“This is our cry, this is our prayer: for building peace in the world". น้ำตาและเสียงเพรียกแห่งสันติภาพ คนที่เสียชีวิต และบรรดาเหล่าฮิบาคุชะ ผู้รอดชีวิตจากนิวเคลียร์ คงต้องการสื่อว่า จะไม่มีเหตุการณ์เช่นฮิโรชิมาอีกแล้ว



ตู้กระจกที่รายล้อมอนุสาวรีย์เต็มไปด้วยนกกระเรียนกระดาษทำเป็นโมบายล์อย่างสวยงาม พร้อมระบุที่มาของแต่ละสาย แต่ละกลุ่ม ผมเดินอ่านโดยรอบ มาจากทั่วทุกมุมโลกจริง ๆ ครับ เรื่องราวของซาดาโกะและสันติภาพ ผลจากการใช้ระเบิดนิวเคลียร์ ได้รับรู้ถึงทุกคนบนโลก ตามเจตนารมณ์ของการสร้างสวนสันติภาพแห่งนี้

ใต้อนุสาวรีย์ในระฆังที่ทุกคนจะมาเคารพดวงวิญญาณของซาดาโกะ และเด็กผู้บริสุทธิ์ที่ถูกพรากชีวิตด้วยระเบิดนิวเคลียร์ ผมเห็นเด็กนักเรียนญี่ปุ่นมาโค้งคำนับที่นี่ และเอื้อมมือไปสั่นกระดิ่ง ผมต่อแถวและเข้าไปเคารพ พร้อมสั่นกระดิ่ง ขอบอกว่าข้อมูลทุกอย่างของฮิโรชิมาและสงครามวันนั้น ที่อัดแน่นเต็มสมองผม หลั่งไหลออกมาทางน้ำตา บรรยากาศเงียบสงบมาก ที่นั่นคือที่ที่มีสันติภาพที่แท้จริง


เสานี้คือ อนุสาวรีย์ถึง ซาดาโกะ ซาซากิ เรียกว่า children’s peace monument เป็นจุดที่เด่นที่สุด โครงสร้างสามขา สัญลักษณ์แห่งสันติภาพ บนยอดคือเด็กน้อยชูนกพิราบแห่งสันติภาพเอาไว้ รายล้อมด้วยตู้บรรจุนกกระเรียนกระดาษจากทั่วทุกมุมโลก รำลึกถึงซาดาโกะ ที่เธอเองไม่มีลมหายใจพับครบหนึ่งพันตัว แต่ความฝันของเธอถูกเติมเต็มจากเด็กทั่วโลก เพื่อบอกถึงเจตนารมณ์ว่าจะไม่มีระเบิดนิวเคลียร์อีก



04 สิงหาคม 2568

หนังสืออายุรศาสตร์เล่มแรก

 นี่คือหนังสืออายุรศาสตร์เล่มแรกที่รู้จัก ที่อ่านจบ พี่ ๆ บอกว่า อ่านเล่มนี้จบกับคู่มือแพทย์เวร สอบผ่านแน่

เป็นหนึ่งในเล่มที่เขียนดีครับ หลายคำแนะนำและแนวทางยังใช้ได้จนถึงทุกวันนี้ และถึงแม้หลายคำแนะนำจะเปลี่ยน แต่หลักการคิดยังใช้ได้และเป็นจริง
ไปสรรหามาจนได้ ทำไมช่วงนี้ถึงรำลึกเรื่องเก่า ๆ ได้เก่งจังก็ไม่รู้
ไหนใครเคยผ่านเล่มนี้มาบ้าง รายงานตัวด้วย
อ.สุมาลี นิมมานนิตย์ ท่านจากพวกเราไปแล้วนะครับ อาจารย์ผู้แต่งหลายท่านก็เกษียณอายุไปแล้วเช่นกัน



30 กรกฎาคม 2568

รอท-ริง สีขาว

 เรื่องไร้สาระก่อนนอน : วัตถุกับความทรงจำ

ผมเพิ่งซื้อตู้หนังสือใบใหม่ เลยทำการจัดระเบียบ เคลียร์ของ และรู้ว่าวิธีการจัดบ้านเพียงครั้งเดียวของมาริเอะ คนโดะ ใช้กับผมไม่ได้ เพราะผมสปาร์คจอยทุกอย่าง รวมทั้งสิ่งนี้
นี่คือดินสอกดยี่ห้อ รอท-ริง เพิ่งมาทราบทีหลังว่าเขาอ่านแบบนี้ ตามชื่อแถบวงแหวนสีแดงที่ด้าม ผมอ่านรอตติ้งมาตั้งนาน
ผมซื้อดินสอกดด้ามนี้ หรือจะเรียกแท่งนี้ มันบอกยากมากเลย มาจากร้านเครื่องเขียนชื่อดังแห่งหนึ่งใกล้ รร.วัดสุทธิวราราม หลายสิบปีแล้วนะครับ เพราะขี้เกียจเหลาดินสอสองบี
ตอนนั้นเพิ่งเริ่มทำสอบแบบฝนด้วยดินสอ ผมรู้จากเพื่อนว่าใส่ไส้ดินสอสองบี ก็ใช้ได้เหมือนกัน หลังจากนั้นก็ใช้ด้ามนี้ทำข้อสอบมาตลอด ไม่ใช่แค่ทำข้อสอบนะครับ แม้แต่ตอนเรียนเขียนแบบ ที่คุณครูย้ำว่าให้ใช้ดินสอ HB หรือ ตระกูล H ทั้งหลาย ผมก็ดื้อใช้แท่งนี้ใส่สองบี เพราะสะดวกและเส้นชัดดี
ทำข้อสอบในโรงเรียน นอกโรงเรียน สอบแข่งขันเวทีต่าง ๆ สอบเข้าแพทย์จนจบแพทย์ สอบเป็นผู้เชี่ยวชาญ สอบปริญญาเพิ่มเติมทั้งในและนอกประเทศ เชื่อไหมครับ ใช้ด้ามนี้มาตลอด
ไม่เคยพัง ไม่เคยรวน ไม่เคยเกเร แถมยังทำคะแนนได้มากมายมหาศาล พาตัวผมมาถึงทุกวันนี้ ไม่เคยเปลี่ยนด้าม เปลี่ยนแต่ไส้ดินสอ (ใช้แต่ยี่ห้อเพนเทลด้วยนะ)
คืนก่อนสอบทุกครั้ง ทุกสนาม ผมจะวางดินสอที่ใส่ไส้แล้ว ด้ามนี้แหละ ไว้หน้ารูปพ่อกับแม่และทุกครั้งเหมือนพ่อกับแม่ส่งพลังมาช่วย ไม่พลาดหวังแม้แต่ครั้งเดียว
ตอนนี้เพื่อนรอท-ริง อยู่ในวัยเกษียณ พักผ่อนอยู่ในกล่องกำมะหยี่อย่างดี และยังพร้อมใช้ ใช้ได้ดีอีกด้วย นานทีปีหนตอนจัดห้อง สหายร่วมรบคนนี้ก็จะมาให้รำลึกความทรงจำเสมอ บรรยากาศสนามสอบมันผุดขึ้นมาไม่รู้จบสิ้นเลยครับ
ขอบคุณเพื่อนรัก รอท-ริง สีขาว ตลอดกาล



13 กรกฎาคม 2568

หนังสือแพง ไปห้องสมุดได้

 หนังสือแพง ไปห้องสมุดได้

ผมเชื่อว่าห้องสมุดมหาวิทยาลัย สถาบันการศึกษาหลายแห่ง อนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้าใช้บริการได้
ผมมาใช้บริการห้องสมุดของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีเป็นประจำครับ แลกบัตรเข้าใช้บริการ เพราะต้องมีบาร์โค้ดเข้าใช้ห้องสมุด
สามารถเข้าไปอ่านหนังสือวารสารฉบับใหม่ หนังสือตำราระดับมหาวิทยาลัยทั้งในและต่างประเทศมากมาย รวมทั้งหนังสือทั่วไปอีกด้วย
การอ่านหนังสือในห้องสมุด เราจะได้บรรยากาศชวนอ่านครับ น้อง ๆ นักเรียนตั้งใจอ่านตั้งใจเรียน มันชวนเราอ่านไปด้วย
โต๊ะอ่านอย่างดี มีมุมต่าง ๆ ให้เลือกอ่านตามใจ แสงสว่างเหมาะสม ปรับอากาศเย็น (มาก) ควรพกเสื้อกันหนาว ห้องน้ำห้องท่า น้ำดื่มพร้อม
มีหนังสือสาขาการแพทย์ให้พลิกต่อค้นต่อ หรือจะขยายความรู้ไปอ่านสาขาอื่น ขยายความเนื้อหาที่สงสัยได้เลย การอ่านจากคำถามออนไลน์จากกูเกิ้ล แชทจีพีที มักจะได้แค่คำตอบทางตรง แต่ไม่ได้ความรอบด้าน ไม่ได้อย่างอื่นเพิ่มเติม
ผมเลยเถิดไปชีววิทยา ฟิสิกส์ เลยไปอ่านความรู้ด้านวิศวกรรม เกษตรกรรม ประวัติศาสตร์ อุตุนิยมวิทยา คอมพิวเตอร์โปรแกรม เป็นคลังความรู้ไม่จบสิ้น
ส่วนบริการอื่นเช่น อีบุ๊ก ยืม ใช้บริการห้องเรียน ต้องเป็นนักเรียนมีบัตรอนุญาต หรือบุคคลภายนอกต้องชำระค่าสมาชิก แต่ผมว่ามานั่งอ่าน นั่งค้น แค่นี้ก็คุ้มค่า เติมความรู้ได้แล้ว
ใครมีแลปท้อป แท็บเล็ต ก็นำมาประกอบการเรียนได้เลย มีปลั๊กไฟ สัญญาณอินเตอร์เน็ต
ผมว่าตอนนี้ทุกจังหวัดในประเทศมีสถาบันการศึกษาขนาดใหญ่ที่เป็นแหล่งความรู้ แหล่งศึกษาในทุกจังหวัด หรือบางทีขยายไปในแต่ละอำเภอด้วย ส่วนห้องสมุดโรงเรียนคงต้องสอบถามเป็นราย ๆ ไป เพราะสถานที่นั้น ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของนักเรียนด้วย
และอยากให้ห้องสมุดทั่วประเทศเปิดกว้างให้ประชาชนเข้าใช้บริการ จะจัดกิจกรรมหาเงินเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ได้ เช่น ร้านเครื่องดื่ม เสวนา
ประเทศเรามีเครื่องมือในมือครบแล้ว เพียงแต่ไม่ค่อยได้เปิดใช้ครับ

18 พฤษภาคม 2568

the crematorium : ฉากหนึ่งของการสังหาร

 the crematorium : ฉากหนึ่งของการสังหาร

การปลูกฝังความคิดให้รังเกียจชาวยิว ชาวรักร่วมเพศ ยิปซี ของพรรคนาซี ทำอย่างเป็นระบบ ผ่านการศึกษา กฎหมาย กำลังทหาร และกองกำลังพิเศษ
คีย์แมนสำคัญสามคน (ในความคิดสรุปของผมนะ) คือ ไฮน์ริช ฮิมม์เลอร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการภายในและผบ.หน่วย SS คนที่สองคือ โยเซฟ เกิบเบิลส์ รัฐมนตรีกระทรวงโฆษณาการ สองคนนี้ใช้การปลูกฝังความเกลียดชังอย่างเป็นระบบ ฝังลึกในในชาวเยอรมันยุคหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ที่สิ้นหวัง หมดพลัง
จนเมื่อความเกลียดชังพุ่งถึงขีดสุด คนสุดท้ายที่เข้ามาออกแบบแผน final solution สำหรับชาวยิวมากมายที่กองทัพนาซีจับกุมได้ตามพื้นที่ยึดครอง คือ อดอล์ฟ ไอชค์มานน์ นั่นคือการทำ extermination การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์
เดิมทีนั้นหน่วย SS ใช้การยิงทิ้งอย่างไร้เหตุผล ไม่ว่าชาวยิวนั้นจะผิดหรือถูก จะมีข้อแก้ตัวหรือไม่ ยิงทิ้งข้างถนน ยิงทิ้งในสลัม (ghetto) ที่นำคนยิวมารวมกัน ยิงทิ้งระหว่างออกไปทำงานให้กองทัพ
ในค่ายกักกันเอาชวิตช์หนึ่ง เมื่อเดินผ่านซุ้มประตู arbeit macht frei คุณจะได้ผ่านบาร์รัคต่าง ๆ ที่จัดแสดงความโหดร้ายในค่าย ตามแต่โปรแกรมทัวร์ที่ซื้อ (คุณต้องซื้อครับ) ผมเลือกโปรแกรมแบบเอ็กซคลูซีฟ พาเข้าทุกบาร์รัคที่จัดแสดง
คุณจะผ่านโรงนอนที่สภาพแย่กว่าโรงวัว พื้นนอนปูด้วยเศษหญ้าผ้ากระสอบ แค่นั้นเองนะครับในฤดูหนาวที่ต่ำกว่าศูนย์องศา
คุณจะผ่านกองรองเท้าที่เจ้าของไม่มีวันได้ใส่อีก กองกระเป๋า แว่นตา ขาเทียม เส้นผม สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้นาซียึดจากนักโทษ แยกของที่เอาไปใช้ได้ เอาไปหลอมทำอาวุธ หรือแม้แต่เส้นผมก็เอาไปทอผ้า ที่นั้นมีเก้าอี้ผ้าใบ ที่ให้นักโทษทำขึ้นจากเส้นผมนักโทษด้วยกันเอง
ผ่านการจัดแสดงต่าง ๆ ที่ดึงอารมณ์คุณจนถึงจุดที่เศร้าหมองที่สุด ผ่านกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวยิวที่มาสวดภาวนาให้บรรพบุรุษ จนมาถึง block ที่ 10 อันเป็นบาร์รัคที่นำคนมาทดลองทางการแพทย์ต่าง ๆ ตรงชั้นล่างของบล็อก จะมีโถงกว้างและราวเหล็กติดตั้งอยู่มากมาย ก่อนจะเปิดประตูด้านข้างที่เชื่อมกับ block ที่ 11
ห้องโถงที่ว่านี้นักโทษจะถูกนำมาเข้าแถว ให้ถอดเสื้อผ้าพาดบนราวเหล็ก แล้วเดินออกไปประตูข้างนั้น ระหว่างบล็อกที่สิบและสิบเอ็ด ที่กำแพงดำทะมึน เก่า ชื้น สูงประมาณสามเมตร กว้างราวสี่เมตรครึ่ง ล้อมด้วยแผงกั้นและมีแท่นบูชาอยู่ด้านหน้า
ที่นี่ นักโทษจะถูกเรียงแถวมายืนหน้ากำแพงรายคน และถูกยิง ยิงไปเรื่อย ๆ คิวต่อไปอาจกลัวจนเข่าอ่อนก็จะถูกหามออกมาโดนยิง ซึ่งคนที่หามก็คือ คิวต่อไปอีกด้วย ยิงเพราะ ‘คุณต่างจากเรา’ เสื้อผ้าที่ถอดฟาดราวอยู่จะมีนักโทษรุ่นใหม่รับไปใส่ต่อ รอวันที่จะมาถอดซ้ำที่นี่
สังหารจนปริมาณศพมากขึ้น แรก ๆ ก็ฝัง ก็จุดไฟเผา แต่พอมากเกินไป การกำจัดศพเริ่มมีปัญหา เริ่มเน่า
เมื่อมาตรการ final solution ออกมาพร้อมกับการสังหารแบบใหม่ การรมแก๊ส ที่สังหารนักโทษได้ครั้งละมาก และที่กองกำลัง SS ระบุไว้ในจดหมายเหตุหน้าหนึ่งของ final solution คือ มันไม่เปลืองกระสุน !!
จึงมีการก่อสร้างห้องเผาศพ (crematorium) ที่เอาชวิตช์หนึ่ง ติดกับห้องรมแก๊ส ลักษณะคล้ายเมรุเผาบ้านเรา แต่ขนาดใหญ่กว่ามาก และบรรจุได้ 2-3 ร่างต่อครั้ง แต่ความจริงคืออัดเผาครั้งละเป็นสิบ ต้องใช้แท่งเหล็กอัดเข้าไป
มีสองเตาติดกัน มีรางนำร่างเข้าออกและประตูขนซากที่เหลือไปทำลายอีก ในหนังสือ ‘inside the gas chamber’ ที่ทุกเสียงบอกว่า ถ่ายทอดได้เหมือนจริงมาก ระบุว่า ผู้ที่ต้องทำหน้าที่เผาร่างคือนักโทษด้วยกันเอง ที่บางครั้งต้องยัดเอาร่างของญาติกัน พี่น้องกัน เข้าสู่เตาเผา โดยรู้ดีว่า อีกไม่นานก็จะถึงคิวของตัวเอง
เตาเผาทำหน้าที่กำจัดร่างได้ทั้งวันทั้งคืน เขม่าร่างมนุษย์กระจายไปทั่วพื้นที่
ที่ค่ายเบียคาเนาหรือเอาชวิตช์สอง มีการออกแบบเตาเผาที่สมบูรณ์ทางวิศวกรรม เชื่อมต่อกับห้องรมแก๊สขนาดยักษ์ โมเดลในห้องจัดแสดง แสดงถึงแบบจำลองที่น่าขนลุกนั้น และมีการใช้งานจริงประมาณ ปีครึ่ง ก่อนที่กองทัพแดงของโซเวียตใกล้เข้ามา
นาซีตัดสินใจทำลายห้องรมแก๊สและเตาเผายักษ์ ทั้ง 4 เตา เพื่อไม่ให้หลงเหลือเป็นหลักฐาน ทุกวันจึงเหลือแต่ซาก แต่ทึ่เอาชวิตช์หนึ่ง ทุกอย่างยังมีสภาพสมบูรณ์
นาทีที่ผมเดินตามเส้นทางแห่งความตาย เข้าห้องรมแก๊ส ทางเดียวกับนักโทษ มองกำแพงและเพดานเหมือนที่นักโทษเห็น เคลื่อนที่ออกมาที่เตาเผา และออกจากพื้นที่สังหาร ด้วยเส้นทางเดียวกัน ต่างกันที่ผมหดหู่ เสียใจ และเคารพพวกเขา
แต่พวกเขา ไม่มีโอกาสนี้
สงครามและความเห็นต่างสุดขั้ว ช่างเลวร้ายนัก สำหรับผม นี่คือการ dehumanization ที่โหดร้ายที่สุดของประวัติศาสตร์มนุษย์ครับ

รูปในความทรงจำ : สีและรอยเล็บแห่งความตาย

 รูปในความทรงจำ : สีและรอยเล็บแห่งความตาย

เมื่อหลายปีก่อน ผมได้ไปเยือนหนึ่งในสถานที่แห่งความต้องการในชีวิต คือ ค่ายกักกันเอาชวิตช์ ผมมีงานอดิเรกที่ชื่นชอบอันหนึ่งคือศึกษาสงครามโลกครั้งที่สอง โดยเฉพาะเรื่องการโฮโลคอสต์ การล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว
ปริศนาที่คาใจผมมากคือ เหตุใดจึงต้องปฏิบัติกับเพื่อนร่วมโลกอย่างโหดร้ายทารุณ ไม่ว่าการรังเกียจ การออกกฎหมายกีดกัน การใช้คำสั่งบังคับ การลิดรอนสิทธิ์ การลดค่าความเป็นมนุษย์ และการสังหารหมู่
ผมอ่านหนังสือหลายสิบเล่ม เข้าร่วมเสวนา ดูวิดีโอ คุยกับเพื่อนต่างชาติ ผมสรุปได้ว่า ท่ามกลางสถานการณ์ในเวลานั้น ความคิด ความเชื่อ วัฒนธรรม มันต่างจากยุคนี้ ในเวลานั้นคนที่ทำคงไม่คิดว่าตัวเองเลวร้าย คำตัดสินว่าดำขาว เกิดหลังเหตุการณ์ยุติเสมอ
ในแง่คำตอบในใจว่าทำไม..ผมได้ข้อยุติ แต่ในแง่ความรู้สึกต่อเพื่อนมนุษย์ ผมขอไปสัมผัสด้วยตัวเอง
ที่ค่ายกักกันเอาชวิตช์ ที่เมืองคาคูฟ ประเทศโปแลนด์ สถานที่ที่ไร้ซึ่งเสียงสรรพสัตว์ใด
เราอาจเคยเห็นภาพค่ายกักกัน รถไฟที่ผ่านประตูมรณะ และการคัดเลือกกลุ่มคนที่เกิดขึ้นที่ค่ายกักกันเบียคาเนา หรือ เอาชวิตช์สอง ค่ายกักกันนี้ถูกทำลายเสียหายไปมาก เนื่องจากนาซีทำลายหลักฐานก่อนที่กองทัพโซเวียตจะมาพบ และขนย้ายนักโทษไปที่อื่น รวมทั้งทำลายห้องอบแก๊สและเตาเผามนุษย์ จนเหลือแต่ซากปรักหักพัง
แต่ที่ค่ายกักกันเอาชวิตช์หนึ่ง สถาพยังสมบูรณ์ เนื่องจากช่วงปลายสงคราม ที่นี่ใช้เป็นจุดศึกษาทดลองในคน มากกว่าจะเป็นจุดสังหาร เพราะนักโทษมากล้นและส่วนใหญ่อยู่เอาชวิตช์สอง การใช้สถานที่ในเอาชวิตช์หนึ่งมีไม่มาก และไม่ถูกทำลาย
ค่ายที่มีป้าย อาร์เบต มัค ฟราย์ : การทำงานทำให้มีอิสระ นั่นแหละครับ
ผมอยู่ที่ค่ายทั้งสองนี้ถึงนี้สองวันเต็ม เข้าชมพิพิธภัณฑ์และพื้นที่ทั้งหมดสามรอบ
หนึ่งในเป้าหมายสำคัญคือ ห้องรมแก๊ส (gas chamber) ที่ค่ายกักกันเอาชวิตช์หนึ่ง ที่ยังคงสภาพเหมือนเดิม หนึ่งในสถานที่ที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดในโลก
ห้องรมแก๊สอยู่ด้านหลังของค่าย เป็นอาคารดัดแปลง มองแล้วทราบเลยเพราะมีปล่องควันเด่นชัด ปล่องควันที่ใช้ระบายควันจากการเผามนุษย์ ซึ่งใกล้ ๆ กันเป็นเสาไม้ที่เป็นจุดประหารชีวิตด้วยการแขวนคอ ของ รูดอฟฟ์ ฮอสส์ ผบ.ค่ายเอาชวิตช์ (ถูกตัดสินให้มาตายตรงจุดที่เขาสังหารคนมากที่สุด)
ก่อนเข้ามีป้ายบรรยาย ให้เคารพต่อดวงวิญญาณของผู้ล่วงลับ และห้ามใช้แฟลช (เดี๋ยวจะบอกว่าทำไม)
ผมเดินผ่านประตูเหล็กหนา เข้าไปในห้องรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าแคบ ๆ ประตูเปิดเข้าทางด้านแคบด้านหนึ่ง ผนังห้องเป็นคอนกรีตโบกทับอิฐ ไร้ซึ่งหน้าต่างใด ๆ บนเพดาน มีช่องอากาศรูปสี่้เหลี่ยมจัตุรัสประมาณสี่ปล่อง มีฝาปิดปล่อง
นี่คือปล่องใส่ zyklon-B เม็ดไฮโดรเจนไซยาไนด์ความเข้มข้นสูง ทำหน้าที่หยุดยั้งการใช้ออกซิเจนของทุกเซลล์ในร่างกาย สับสน ทุรนทุราย ขาดอากาศ ชัก และเสียชีวิตในเวลาอันสั้น (เพราะใช้ในขนาดสูงมาก)
ควันของไฮโดรเจนไซยาไนด์ ทำปฏิกิริยารีดอกซ์กับสารประกอบเหล็กในผนังคอนกรีต เกิดเป็นสีน้ำเงินที่เรียกว่า ปรัสเซียนบลู (สีน้ำเงินที่เกิดจากปฏิกิริยาเคมีแบบนี้) ถ้าใช้ zyclon-B ปริมาณมากและยาวนานต่อเนื่อง จะคงคราบสีน้ำเงิน …สีแห่งความตายในห้องรมแก๊สแห่งนี้...ถ้าใช้แฟลช สีและคราบอาจเปลี่ยนแปลง
ผมหลับตา นึกถึงเหตุการณ์แห่งความตายที่เกิดที่นี่ ตรงที่ผมยืนอยู่ เมื่อ 85 ปีก่อน
แต่ภาพและเสียงอันนั้น ปรากฏให้เห็นชัดเมื่อลืมตา
บนกำแพงที่ฉาบด้วยสีแห่งความตายนั้น ปรากฏรอยเล็บ รอยขูด รอยกระชาก เพื่อดิ้นรนเอาชีวิตรอด รอยแล้วรอยเล่าที่ฝังลึกไปเรื่อย ๆ บอกเล่าเหตุการณ์แห่งความสับสน ขาดอากาศ ไขว่หาทางรอด ก่อนจะ..สิ้นใจ
ที่ปลายอีกด้านหนึ่งของห้อง มีโต๊ะตัวเล็ก ๆ ตั้งอยู่ พร้อมแจกันดอกไม้ แสงสว่างจากปล่องควันมรณะส่งตรงมาที่แจกัน เป็นภาพที่ไร้ซึ่งคำบรรยายใด
ทุกคนพากันมายืนสงบนิ่งหน้าแจกัน เคารพดวงวิญญาณผู้บริสุทธิ์ และเดินออกไปทางประตูด้านกว้างของห้อง ทีาจะออกไปสู่อีกหนึ่งความเหี้ยมโหดแห่งสงคราม คือ ห้องเตาเผามนุษย์ (crematorium)
ผมเห็นรูปนี้จาก onedrive ของตัวเอง และบรรยายภาพจากความทรงจำตัวเองล้วน ๆ ครับ ใครอยากฟังต่อก็บอกได้ ผมเข้าใจดีว่า มันไม่ใช่เรื่องที่ทุกคนชอบ แต่การศึกษาประวัติศาสตร์ด้านเลวร้าย ช่วยเตือนเราว่า ‘กรุณาอย่าทำซ้ำอีก’



11 พฤษภาคม 2568

ร้านน้ำพุ บุ๊คสโตร์ : อดีตที่ไม่เปลี่ยนผัน ปัจจุบันที่ไม่เปลี่ยนไป

 ร้านน้ำพุ บุ๊คสโตร์ : อดีตที่ไม่เปลี่ยนผัน ปัจจุบันที่ไม่เปลี่ยนไป

ตามธรรมเนียมของลุงหมอนะครับ ไปเยือนเมืองใด ต้องไปร้านหนังสืออิสระ ของเมืองนั้น เมื่อมาเยือนบุรีรัมย์ ก็ต้องที่นี่ ร้านหนังสือน้ำพุบุ๊คสโตร์ ตำนานที่ยังมีลมหายใจแห่งบุรีรัมย์
ร้านเป็นห้องแถวหนึ่งคูหาเล็ก ๆ บนถนนธานี สามารถเดินจากสถานีรถไฟบุรีรัมย์ไปได้ ห่างเพียง 800 เมตรเท่านั้น สามารถปักหมุดกูเกิ้ลแม็พ หรือสอบถามจากทางร้านได้เลย
หน้าร้านคุณจะพบแผงหนังสือพิมพ์ สิ่งหายากในยุคปัจจุบัน คุณพี่เจ้าของร้านวางแผงและยังขับมอไซค์ไปส่ง นสพ.ให้กับผู้อ่านเก่าแก่ที่เป็นลูกค้ากันมานาน
คุณวิวัฒน์ โรจนาวรรณ นักข่าวเก่าและหนึ่งในผู้ร่วมลงทุน a day ผันตัวมาเปิดร้านหนังสืออิสระ ผ่านยุครุ่งเรืองและยุคลดทอนของร้านหนังสืออิสระ แต่ด้วยใจรักการอ่านและรักหนังสือ จึงยังยืนหยัดจนทุกวันนี้
ได้นั่งสนทนากับพี่วิวัฒน์อย่างออกรสชาติ ตามประสาคนรักหนังสือ เรื่องราวร้านหนังสืออิสระต่าง ๆ ธุรกิจหนังสือ และอนาคตแห่งวงการ
“หนังสือมีราคาแพงไป เมื่อเทียบกับค่าแรง”
“ที่อินเดีย มีหนังสือพิมพ์สองแบบ แบบราคาถูกและแบบสะสม ทำให้คนเข้าถึงหนังสือได้ง่ายขึ้น”
พี่วิวัฒน์นำหนังสือพิมพ์ปี 2511 พร้อมลายเซ็นของอาจินต์ ปัญจพรรค์ มาให้ดู
ร้านหนังสือน้ำพุ มีทั้งหนังสือพิมพ์ใหม่ หนังสือพิมพ์เก่า หนังสืออ่านแล้ว หนังสือนอกกระแส หนังสือขายดี จากหลากหลาย สนพ. โดยเฉพาะหนังสือนอกกระแส หาอ่านหาซื้อได้ยากตามร้านสาขา ก็สามารถซื้อได้ที่นี่
วางเรียงรายบนชั้นสูงท่วมหัว ประดับประดาด้วยกระป๋องเบียร์หลายยี่ห้อที่เคยบรรจุเบียร์มาก่อน
เดินเลือกซื้อหา พลิกอ่านกันตามสะดวก เมื่อยก็มีเก้าอี้ให้นั่งพร้อมตู้แช่เครื่องดื่มเย็นเจี๊ยบ
หรือจะมานั่งสนทนากับพี่วิวัฒน์ พี่ก็ยินดีนะครับ คุยสนุกมาก
ร้านสาขาก็เยอะ…ร้านหนังสือออนไลน์ก็มาก อีบุ๊กก็มี ทำไมยังต้องอ่านเล่ม ทำไมต้องร้านอิสระ
เพราะเสน่ห์แห่งกลิ่นกระดาษ การจัดเรียงเล่ม ปก
เพราะความทรงจำแห่งวันวาน ยืนเลือก ยืนอ่าน ไล่สายตาตามชั้นวาง
เพราะพลังจากเจ้าของร้านนักอ่าน เรื่องเล่า คำแนะนำ ยิ่งกว่าคำโปรย คำป้ายยาใด
เพราะความรอบจากหนังสือทุกแบบที่มีให้เลือก เราจะรู้กว้างรู้ลึก จากหนังสือที่ต่อยอดความสนใจของเราได้ไม่รู้จบ
แวะมาบุรีรัมย์ ก็ต้องมาตำ น้ำพุบุ๊คสโตร์

10 พฤษภาคม 2568

เมื่อเราอยากกินลูกชิ้น ลูกชิ้นยืนกิน

 เมื่อเราอยากกินลูกชิ้น

1.เรียกแกร๊บไปส่งที่สถานีรถไฟนครราชสีมา
2.ซื้อตั๋วรถไฟชั้นสาม นครราชสีมา-บุรีรัมย์ ราคา 54 บาท
3.เลือกที่นั่ง อ่านหนังสือนิยายจบครึ่งเล่ม เวลา 2 ชั่วโมง
4.ถึงสถานีบุรีรัมย์ เดินออกมาหน้าประตู มองไปทางซ้าย
5.เจอซุ้มลูกชิ้นยืนกิน ประมาณสิบร้าน เลือกตามใจชอบ ไม้ละสิบบาท เสร็จแล้วมายืนกิน
6.ด้านขวามีร้านกาแฟ ซื้อเอสเปรสโซ่แก้วนึงและน้ำดื่ม ดื่มแล้วเดินไปดูร้านของฝากทีมบุรีรัมย์
7.เดินไปมา ไม่ได้ซื้ออะไร เลยไปเข้าห้องน้ำ แล้วซื้อตั๋วขากลับ
8.ขากลับรถว่างกว่า เลือกนั่งยืดขาได้สบาย อ่านหนังสือจบอีกครึ่งเล่ม สรุปได้หนึ่งเล่มวันนี้
9.ถึงสถานีรถไฟนครราชสีมา เรียกแกร๊บไบค์ไปส่งที่บ้าน
10.จบการเดินทาง เป็นการซื้อลูกชิ้นที่ยาวนานมาก กับอาหารหนึ่งมื้อ

04 พฤษภาคม 2568

รายงานผล การลดขยะ

 รายงานผล การลดขยะ

หลังจากเมื่อสองสามสัปดาห์ก่อน ผมได้มาโพสต์สอบถามการกำจัดขยะ และนำไอเดียหลายอันมาใช้
ปรากฏว่า ขยะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จนน่าตกใจ โดยมีข้อรายงานดังนี้ และเชิญชวนทุกท่าน ช่วนกันลดขยะ
1.ขยะเศษอาหาร ตอนแรกใช้เข่ง เพราะมีรูพรุนอยู่แล้ว ปูด้วยใบไม้แห้ง โรยดินและปุ๋ยคอก สลับเศษอาหาร พบว่ายังมีกลิ่นพอสมควร และชอบมีแมวจรมาเขี่ย
2.ตัดสินใจสั่งซื้อถังหมักง่ายมาใช้ เพราะมีฝาปิด มีระบายอากาศ มีรูเปิดระบายน้ำหมัก ปิดจุดอ่อนกลิ่น และแมวมาเขี่ยเล่น
3.เศษอาหาร จะกรองเอาน้ำทิ้งไปก่อน ตัวเศษอาหารบนตะแกรงจะล้างน้ำครั้งหนึ่ง ก่อนเทลงหมัก แบบนี้กลิ่นแทบหายไปเลย
4.แยกขยะขายได้ กล่องนม ขวดพลาสติก ขวดแก้ว โฟม ภาชนะบรรจุอาหาร พวกนี้จะล้างก่อน แล้วรวมกันไปขาย (ต้องมากพอที่จะชั่งได้ด้วย)
5.กระดาษ ลัง วัสดุเหลือใช้ แยกออกและมัดรวมกัน ใส่ถุงพลาสติกใส ผมให้เขาไปแยกเอง
6.ขยะแห้ง..เหลือน้อยมาก เช่น ทิชชู พลาสติกห่อของ เศษผ้า รวมไว้ทิ้ง กว่าจะเต็มถัง เกือบสองสัปดาห์ แถมเก็บนานได้เพราะไม่มีกลิ่นเลย
7.พอไม่มีกลิ่น ก็แทบไม่เจอแมวมาคุ้ย ส่วนหนู ผมยังไม่เคยเจอนะ ไม่มีร่องรอยการกัดแทะด้วย ถ้ารำคาญแมลงหวี่ ก็จะพ่นยาฆ่าแมลงสักที
8.พอหมักขยะเต็ม เอามาผึ่งแดด แล้วใช้ได้เลย ผมไม่ได้ใช้เองนะครับ พอดีสาวข้างบ้านเขาชอบปลูกต้นไม้ เลยฝากให้เขาไว้ปลูกต้นรัก
9.แปลกมาก พอทำแบบนี้ทุกวัน ก่อนจะซื้ออะไร มันถามตัวเองอัตโนมัติเลยว่า แล้วจะเกิดขยะไหม จะกำจัดแบบไหน เรียกว่าคิดจบเลย และหลายครั้งก็ไม่ซื้อเพราะไม่จำเป็น
10.ชวนทุกคนมาทำ สอนที่บ้าน สอนลูกหลาน ถ้าเราค่อย ๆ ทำไปทีละน้อย ทีละคน นานไปประเทศเราคงน่าอยู่มากขึ้นครับ

16 มีนาคม 2568

อยากเป็นเทวดา ต้องไขว่คว้าด้วยสองมือสองขาของตัวเอง

 ผมในวัยเลยครึ่งชีวิตมาแล้ว นับถอยหลังลงทุกวัน ทั้งชีวิต และอาชีพ

ผมเคยอยู่เวร 36 ชั่วโมงโดยไม่มีความผิดปกติ ผมเคยใส่สายกระตุ้นหัวใจอย่างแม่นยำเพียงครัังเดียว ทุกวันนี้เพียงทำงานต่อเนื่อง 10 ชั่วโมงก็ล้า เพียงจะเย็บสายติดผิวหนังยังต้องมองลอดแว่น
วันเวลาแห่งความเป็นแพทย์ของผมลดลงทุกนาที
ผมจึงทำงานทางความคิด เผยแพร่ความรู้ หวังให้ประชาชนตื่นรู้ หวังให้แพทย์รุ่นน้องได้ทราบถึงประสบการณ์ หวังให้สังคมมีความเข้าใจสุขภาพ หวังให้วิชาแพทย์ไม่ได้สิงสถิตอยู่บนหิ้ง บอกตัวเองอย่างนี้ ตอนก้มกราบอนุเสาวรีย์พระราชบิดา
แต่เมื่อไม่กี่วันก่อน ผมได้พบแพทย์อาวุโสท่านหนึ่ง มีหน้าตาในวงการ ท่านบอกว่า สิ่งที่ผมทำอยู่ จะทำให้วงการแพทย์รักษาคนไข้ยากขึ้น คนไข้จะเกิดคำถาม และตั้งข้อสงสัยในศรัทธาของแพทย์ที่รักษา วงการแพทย์จะเกิดปัญหาได้
ผมเงียบ และไม่พูดอะไรเลย
แต่ผมอยากบอกกับทุกคนว่า จงตื่นรู้เถิด จงตั้งคำถามเถิด ชีวิตของคนไข้ คนไข้ต้องรับผิดชอบเอง จะรับผิดชอบได้ ต้องรู้เท่าทัน มีสติ มีความรู้ และจะเกิดปัญญา แพทย์เป็นเพียงผู้ช่วยและผู้ชี้ทาง
ปัญหาไม่ได้เกิดจากเรารู้เท่ากัน ปัญหาเกิดจากเรารู้ “ไม่เท่ากัน” และสื่อสาร “ไม่เข้าใจกัน”
มันทำให้ผมย้อนกลับมาคิดว่า เราทำให้ของ “เสื่อม” จริงหรือ
ผมคิดเสมอว่า แพทย์กับคนไข้ จะต้องยืนเท่ากัน บนพื้นเท่ากัน ไม่มีใครสูงกว่า ไม่มีใครต่ำกว่าใคร มีเมตตาได้ มีกรุณาได้ แต่เราไม่ใช่เจ้าชีวิตใคร และ ไม่ใช่เทวดาโดยตำแหน่ง
การทำสื่อออนไลน์ สอนวิชาแพทย์อย่างไร้รูปแบบกับประชาชน มีบททดสอบตัวเองและถูกทดสอบโดยคนอื่นมาตลอด นี่คือหนึ่งครั้งที่ทำให้ไหวหวั่นมากที่สุด
และผมเลือกจะศรัทธาตัวเองมากกว่า
“อยากเป็นเทวดา ต้องไขว่คว้าด้วยสองมือสองขาของตัวเอง”

บทความที่ได้รับความนิยม