แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โรคติดเชื้อ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โรคติดเชื้อ แสดงบทความทั้งหมด

13 สิงหาคม 2568

window period ของการติดเชื้อ HIV

 window period ของการติดเชื้อ HIV : อีกรายของ acute retroviral syndrome ช่วงนี้ระบาดหนักจริง

ผู้ป่วยรายหนึ่งมีผื่นแดงขึ้นกระจายทั่วตัวมาประมาณสามวัน ผู้ป่วยมีความเสี่ยงการติดเชื้อ HIV คือมีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนอีกคน โดยไม่ได้ป้องกัน เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น 6 วันก่อนผื่นเม็ดแรก
เนื่องจากผู้ป่วยทราบว่าเสี่ยงติดเชื้อ HIV ในวันที่แรกผื่นขึ้นจึงไปตรวจ anti-HIV ผลเป็นลบ (อันนี้จากประวัตินะครับ) ผู้ป่วยก็เลย ‘โล่งใจ’ และไปพบหมอผิวหนังเพราะผื่นขึ้นนี่แหละ คราวนี้ผู้ป่วยเชื่อจากผลตรวจว่าไม่ติดเชื้อ ก็เลยไม่ได้บอกประวัติเสี่ยง
คุณหมอผิวหนังท่านตรวจละเอียด ท่านตรวจะพบต่อมน้ำเหลืองโต ท่านจึงย้ำประวัติความเสี่ยง จึงได้ทราบเรื่องราวและแนะนำให้ผู้ป่วยไปตรวจใหม่
ผลการตรวจ Anti-HIV ที่ตอนนี้เป็นรุ่นที่ 4 ที่รวม p24 แอนติเจนด้วย ผลออกมาว่า Inconclusive
แต่เนื่องจากความน่าจะเป็นสูงมาก จึงตรวจนับปริมาณไวรัสเพิ่มเติม (เลือกการตรวจวิธีอื่น) ผลปรากฏว่านับไวรัสได้ 10 ล้านตัวต่อเลือดหนึ่งซีซี นับว่าสูงมาก
หลังเริ่มยาต้านและติดตามการตรวจอีกสองสัปดาห์พบว่าผล Anti-HIV ผลเป็นบวก
น่าจะเข้าใจ window period มากขึ้นนะครับ คือ ตรวจไม่เจอแอนติบอดี ทั้ง ๆ ที่ติดเชื้อไวรัสปริมาณมหาศาลในเลือด เกิดในช่วงแรกของการติดเชื้อและมีอาการ ได้ตั้งแต่ 0-3 สัปดาห์ได้

05 สิงหาคม 2568

สิ่งที่ประชาชนควรทราบจากแนวทางการรักษาโรคมาลาเรียประเทศไทยปี 2568

 สิ่งที่ประชาชนควรทราบจากแนวทางการรักษาโรคมาลาเรียประเทศไทยปี 2568

แนวทางนี้ออกแบบมาให้คุณหมอบุคลากรทางสาธารณสุขเป็นหลักนะครับ ว่าด้วยการรักษาเกือบทั้งหมดและผมคิดว่าทุกคนควรรับทราบว่ามีแนวทางนี้ เวลาเจอคนไข้จะได้หยิบมาเปิดได้ เพราะโรคมาลาเรียไม่ได้เกิดบ่อยกับทุกภูมิภาคแต่สามารถเจอได้บ้างเพราะทุกวันนี้เราเดินทางกันสะดวก สำหรับประชาชนทั่วไปก็มีข้อที่ควรทราบเช่นกันนะครับ
1.ไข้สูงเป็นรอบทุก 36-48 ชั่วโมง และประวัติเข้าดินแดนระบาดโดยเฉพาะพื้นที่ชายขอบฝั่งภาคตะวันตก คือข้อมูลสำคัญในการวินิจฉัย อาจพบปัสสาวะเข้มเป็นสีดำ ตับโตได้ แต่ถ้าเริ่มเหลือง เริ่มซึม อันนี้จะเริ่มอันตรายแล้ว และยังต้องคิดถึงไข้มาลาเรียเอาไว้เสมอ หากมีไข้ไม่ทราบสาเหตุในบ้านเรา
2.เชื้อมาลาเรียมี 5 ชนิด แต่ที่ก่อปัญหามากคือ plasmodium falciparum อันนี้ขึ้นสมองได้ ตายได้ง่าย รองลงมาคือ plasmodium vivax อาการเบากว่า สำหรับพลาสโมเดียมอื่น ๆ พบบ้างประปราย โรคมาลาเรียมักเป็นไข้เฉียบพลัน ดีขึ้นแย่ลงในเวลาเป็นสัปดาห์ ยกเว้นตัวเชื้อ plasmodium vivax และ plasmodium ovale ที่อาจมีเชื้อสงบแฝงในตับ และออกมาเป็นพัก ๆ ได้
3.เราสามารถวินิจฉัยยืนยันมาลาเรียทางห้องแล็บไม่ยากนัก โดยการเจาะเลือดดูด้วยกล้องดูตัวปรสิตในเม็ดเลือดก็แยกได้ครับ และการตรวจนี้จำเป็นมาก นอกจากวินิจฉัยและแยกโรคแล้ว ยังสามารถนับปริมาณเชื้อปรสิตเพื่อบ่งบอกความรุนแรงได้ด้วย หากรุนแรงต้องถ่ายเลือด เรามีชุดตรวจแยก plasmodium falciparum ออกจากเชื้ออื่นได้ง่าย เพราะเชื้อตัวนี้อันตราย สุดท้ายเราสามารถหาสารพันธุกรรมแยกโรคได้ชัดเจน
4.สำหรับเรื่องการรักษา ประชาชนเราท่านต้องทราบข้อมูลสำคัญสามประการ
4.1 รุนแรงกับไม่รุนแรง หากอาการรุนแรง มีผลแทรกซ้อน หรือมีความเสี่ยงสูง เช่น ปริมาณปรสิตในเลือดสูงมาก หรือตั้งครรภ์ จะต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล และอาจต้องใช้ยาฉีด artesunate จนกว่าอาการจะดีขึ้น แต่หากอาการไม่รุนแรงจะใช้ยากินได้ คือยา dihydroartemisinin-piperoquine, primaquine, chloroquine, tefanoquine
4.2 พื้นที่อาศัย ท่านอยู่ที่**ศรีษะเกษหรือ**อุบลราชธานีหรือไม่ ข้อมูลทางระบาดวิทยาระบุว่าเป็นพื้นที่มีการดื้อยาสูง หากเป็นมาลาเรียชนิด plasmodium falciparum ในสองจังหวัดนี้จะใช้ยากิน artesunate-pyronaridine ร่วมกับยา primaquine
4.3 ภาวะพร่องเอนไซม์ G-6-PD เนื่องจากยาที่ใช้รักษามาลาเรียหลายชนิดโดยเฉพาะ primaquine ที่ต้องปรับขนาดในโรคพร่องเอนไซม์ G-6-PD และ tefanoquine ที่ห้ามใช้ และหากเราไม่ทราบว่าเราพร่องเอนไซม์หรือไม่ก็จะมีชุดตรวจวัดระดับเอนไซม์นี้แบบรู้เร็ว จริง ๆ แล้วการปรับยาจะจำเป็นในการรักษามาลาเรียที่ไม่ใช่ falciparum ซึ่งไม่เร่งด่วนเท่า จึงมีเวลาในการเตรียมการ มีเวลาในการส่งตัวหรือสามารถใช้ยาขนาดต่ำไปก่อนได้
5.การรักษามาลาเรียรุนแรง จะใช้ยา artesunate เป็นหลัก แต่ในสถานพยาบาลที่ไม่มียานี้ อีกตัวเลือกคือเพื่อนเก่าของเรายา quinine sulfate ที่ต้องระมัดระวังมาก ๆ คือ ทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะได้ ดังนั้นโรคประจำตัวกลุ่มโรคหัวใจ จะต้องทราบชนิดของโรคและยาที่ใช้ให้ชัดเจนนะครับ
6.การติดตามการรักษาสำคัญมาก เพราะต้องติดตามความรุนแรงของโรคและนับเชื้อมาลาเรียในเลือด โดยจะติดตามบ่อยในช่วงเดือนแรก สำหรับผู้ป่วยที่ใช้ยา primaquine และ tefanoquine ต้องติดตามผลข้างเคียงสำคัญคือเม็ดเลือดแดงแตก (มาลาเรียก็ทำให้เม็ดเลือดแดงแตกเช่นกัน) และหากเป็น plasmodium vivax หรือ plasmodium ovale จะต้องติดตามยาวนานถึง 3 เดือน เพราะอาจพบภาวะติดเชื้อแฝงในตับ (hypnozoite..hypnos = หลับ)
7.ถ้ารักษาแล้วล้มเหลว ส่วนมากต้องเน้นย้ำเรื่องการกินยา จะต้องให้การรักษาซ้ำด้วยยาสูตรต่างจากเดิม อย่างไรก็ต้องติดตามและรักษาจนกว่าจะพิสูจน์การหายได้
ประมาณนี้ที่ประชาชนทั่วไปควรทราบ จะได้เข้าใจกระบวนการรักษา ส่วนบุคลากรทางการแพทย์ต้องอ่านให้ครบและเข้าใจ สามารถดาวน์โหลดได้ฟรีครับ

24 มิถุนายน 2568

ในที่สุดก็ถึงเวลาของผมแล้ว COVID-19 : non-expert opinion

 ในที่สุดก็ถึงเวลาของผมแล้ว COVID-19 : non-expert opinion

เชื่อไหมว่า ตั้งแต่ปี 2020 ที่รักษาคนไข้โควิดมา ผมยังไม่เคยตรวจพบ covid-19 ไม่ว่าจะ ATK หรือ RT-PCR ไม่เคยกักตัว ดูแลคนไข้ เพื่อนร่วมงาน ญาติสนิทมิตรสหาย มาตลอด 5 ปี
ไม่เคยล้ม ไม่เคยท้อ ตามสัญญา
แต่มันคงถึงเวลาของผมแล้ว .. อาการเจ็บคอและอ่อนเพลีย ผมไม่เคยมีอาการแบบนี้ แม้ว่าจะใช้เสียงในการสอนคนไข้ตลอดวันก็ไม่มีอาการ ออกกำลังกายได้ 20 นาทีก็เริ่มเพลีย (ปกติจะ 45 นาที) แต่ไม่มีไข้ ออกซิเจนปลายนิ้วปกติ
ติดเชื้อแน่นอน ผมบอกตัวเอง ไม่มีหลักฐานอะไร เป็นความเห็นผู้ไม่เชี่ยวชาญล้วน ๆ ไม่เหมือนหวัด หวัดใหญ่ นิวมอเนีย ที่เคยเจอมา คงเหลืออย่างเดียว โควิด-19
สัมผัสไหม…เรียกว่าเชื้อโรคหมุนรอบตัวเราจะดีกว่า
มีโรคประจำตัวไหม … ถ้าไม่นับใจเกเร ก็มีไขมันในเลือดสูง ไม่นับว่าเสี่ยงสำหรับโควิด
ร่างกายแข็งแรงไหม ก็พอตัวนะ กินอิ่ม นอนหลับ เดินขึ้นตึก 10 ชั้นสบาย ๆ เตะปี๊บดังถึงดอนเมือง
แต่อย่างไรก็ใช่ ผมเริ่มมาตรการทันที แยกตัว สวมหน้ากาก ล้างมือจนเปื่อย แยกห้องน้ำ กินข้าวกล่องคนเดียว (อันนี้เรื่องปกติ ไม่ต้องปรับตัว)
ยาที่ใช้ : พาราเซตามอล, น้ำชาอุ่น, ยาหม่อง
ผมตรวจ เอทีเค ในวันที่สองของอาการ ขโมยสินค้าคลินิกตัวเองมาตรวจ เงินก็ยังไม่จ่าย ผลตรวจก็อย่างที่เห็น ขีด test โคตรเข้ม
หยุดงาน แยกตัว ผมเจ็บคอและมีน้ำมูก จึงใช้การล้างจมูกและยา loratadine เพื่อลดน้ำมูก ยาแก้ไอเจ็บคอที่ใช้ ผมทำเองคือใช้น้ำขิงและมะนาว ยาอมให้ชุ่มคอก็ใช้นะ อมยาตะขาบห้าตัวจนจะกลายเป็นคุณยายวรนาถอยู่แล้ว
ดื่มน้ำสามลิตรต่อวัน ทุก ๆ หนึ่งชั่วโมงถ้าไม่หลับ ไม่เคยเยี่ยวใสขนาดนี้มาก่อน 55
แจ้งคนไข้ว่าหยุดร้าน รู้สึกแปลกพอควรแต่มีความสุขมาก เวลาคนไข้บอกว่า “คุณหมอรักษาสุขภาพตัวเองนะครับ” “หายเร็ว ๆ นะคะ”
สิ่งนี้สอนว่า การจะเป็นคนที่สมบูรณ์ คุณต้องเป็นทั้งผู้ให้และผู้รับจึงจะมีความสุข
อ่านหนังสือจบไปสี่เล่ม ดูละครสงครามส่งด่วนจนจบ (รุ่ยเจี๋ยคือสุดยอด)
อาการไม่ได้รุนแรง ไอบ้างเวลาพูดบ่อย ๆ คือคุยโทรศัพท์กับคุณแม่ที่โทรมาแนะนำการปฏิบัติตัวตลอด ไม่มีไข้ ไม่หอบ ไม่เหนื่อย push-up ได้, sit-up ได้
ครบวันที่ห้า ลองตรวจดู (จริง ๆ ไม่ต้องตรวจนะครับ) ว่า ชายชราหน้าหนุ่ม วัคซีนสี่เข็ม ไม่ได้ใช้ยาต้านไวรัสใด จะกำจัดเชื้อได้ไหม ก็ปรากฏว่าขึ้นอยู่นะ จางมาก แต่ก็นับว่าเป็นผลบวกนะครับ
โอกาสแพร่เชื้อต่ำมากแล้ว แต่คงสวมหน้ากาก ล้างมือบ่อย ๆ ต่อไปก่อนสักพัก ส่วนกินข้าวคนเดียว เกาหลังคนเดียว อันนี้ทำอยู่แล้วเป็นประจำ
การมีต้นทุนสุขภาพชีวิตที่ดีมันมีความสำคัญมากนะครับ ผมลงทุนเวลา ลงทุนแรงกาย ลงทุนความคิด ลงทุนเงินบางส่วน เพื่อดูแลรักษาสุขภาพมาตลอดตั้งแต่จบแพทย์ ไม่อยากป่วยหนัก อยากมีสุขภาพที่ดีเพื่อดูแลคนอื่น และเรียนรู้โลกกว้างอีกนาน ๆ health is wealth
และตอนนี้ผมกินดอกผลมันแล้ว ผมป่วยแต่ไม่หนัก ผมมีเรี่ยวแรงกายและใจในการทำกิจกรรมสารพัดอย่าง ที่สำคัญมีความสุขด้วย
และที่สำคัญกว่านั้น มอบความสุขให้คนอื่นและช่วยคนอื่นได้ด้วย
ถ้าเรารักตัวเอง ดูแลตัวเองไม่ได้ เราจะไปดูแลคนอื่นได้อย่างไร

แนวทางการรักษาโรคโควิด-19 ปี 2568 : สำหรับประชาชน

 แนวทางการรักษาโรคโควิด-19 ปี 2568 : สำหรับประชาชน

1.ยังมีคำแนะนำให้เว้นระยะ ล้างมือ ใส่หน้ากาก แยกโรค เป็นเวลาอย่างน้อย 5 วัน แต่ไม่ได้ระบุต้องหยุดงานนะครับ ให้พิจารณาแยกโรคให้เหมาะสม
2.ในกรณีติดเชื้อแต่ไม่มีอาการ หรืออาการน้อยถึงปานกลาง ให้รักษาตามอาการ
3.ถ้ามีอาการร่วมกับมีความเสี่ยงการเกิดโรครุนแรง หรือ มีภาวะปอดอักเสบแต่ยังไม่ต้องใช้ออกซิเจน แนะนำใช้ยาต้านไวรัสภายใน 3-5 วัน และใช้สเตียรอยด์ถ้าอาการไม่ดีขึ้นหรือเพิ่มยากดภูมิเข้าไปอีก (baricitinib, tocilizumab) ถ้าอาการไม่ดีขึ้น
4.ในข้อสามและสี่ สามาถรักษาแบบผู้ป่วยนอกได้ ยาต้านไวรัสที่แนะนำคือ nirmatrelvir/ritonavir หรือยาฉีด remdesivir
5.ในกรณีอาการรุนแรงหรือต้องใช้ oxygen แนะนำเข้ารักษาในรพ. และให้ยา remdesivir โดยเร็ว
6.หากอาการรุนแรงมาก จนต้องใช้อุปกรณ์ช่วยหายใจ แนะนำใช้ steroid,baricitinib,tocilizumab และการประคับประคอง ส่วนเรื่องการให้ยา remdesivir ในผู้ป่วยข้อนี้ ให้พิจารณาเป็นราย ๆ ไป เนื่องจากไม่มีการศึกษารองรับที่ชัดเจน
7.หากช็อกติดเชื้อหรือมีภาวะทางเดินหายใจ ARDS ให้รักษาตามมาตรฐานปกติ
8.ปรากฏการณ์อันหนึ่งที่พบได้คือ COVID-19 rebound คือรักษาด้วยยาต้านไวรัสจนอาการดีแล้ว แต่กลับมาพบอาการอีกหรือตรวจเจอเชื้ออีก มักจะเกิดใน 1 สัปดาห์ อันนี้เจอได้ ให้ประคับประคองอาการ ไม่ต้องให้ยาต้านซ้ำ และแยกตัวต่อเนื่องอีก 5 วัน (**แต่ไม่มีคำแนะนำให้ตรวจซ้ำในทุกรายนะ)
9.molnupiravir สามารถใช้ได้เมื่อไม่มียาต้านอื่น หรือมีข้อห้ามการใช้ยาอื่น และห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์ แม้แต่ชายก็ควรคุมกำเนิดหลังกินยาเป็นเวลา 3 เดือน เพราะรายงานความพิการในทารก
10.ไม่แนะนำการใช้ยาฟ้าทะลายโจรเพื่อหวังผลลดการป่วยหรือตาย จากโรคโควิด-19
11.การรักษาด้วยยาต้านไวรัส ผลการรักษาที่สำคัญคือ ลดระยะการป่วย ลดการเข้ารับการรักษาในรพ. หรือในไอซียู แต่ส่วนมากไม่ลดอัตราการตาย การประคับประคองอาการนับว่ามีความสำคัญมากทีเดียว
ย้ำ…ผู้ป่วยอายุ 60 ปี หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง (โดยเฉพาะการกดภูมิคุ้มกัน) ยังต้องระวังอยู่ครับ

06 มิถุนายน 2568

การติดเชื้อไวรัสเอชไอวีเฉียบพลัน

 เรื่องเล่าจากคลินิก : ครั้งเดียวก็เสียวเลย : ไข้ออกผื่น

สุภาพบุรุษหนุ่มหน้าตาดี หุ่นดีมาก เดินเข้ามาในคลินิกและถามว่า "คุณหมอรับรักษาโควิดไหมครับ"
ผู้ป่วยแต่งตัวมิดชิด สวมหน้ากาก สวมแว่นตากันแดด ( แต่คลินิกผมเปิดช่วงค่ำ) วัดไข้ 38.5 ตอนที่วัดความดันโลหิตพบว่ากล้ามแขนเป็นมัดเลยนะ ความดันโลหิต 120/80 ชีพจร 100
"ผมมีไข้สูงมา 4 วันแล้วครับ ทำงานพบปะคนเยอะ เพื่อนร่วมงานก็ติดโควิด วันนี้ก็เลยมาตรวจครับ" ผู้ป่วยเล่าให้ฟัง
ดูแล้วประวัติก็ไม่น่ามีอะไรซับซ้อนนะครับ แต่ผมก็สงสัยว่า ทำไมไข้สูงมาตั้งสี่วัน ทำไมเพิ่งมา ผู้ป่วยตอบข้อสงสัยว่า "เจ็บคอมากขึ้นมาสองวัน มีผื่นแดงขึ้นที่หน้าและคอ วันนี้ผื่นชัดขึ้นครับ"
อืม ไข้สูงลอยเฉียบพลัน เจ็บคอ ผื่น ...การวินิจฉัยแยกโรคมาเป็นชุด หัด, ไข้กุหลาบ, ติดเชื้อแบคทีเรีย, แพ้ยา แต่กับโควิดจะดูแปลกไปหน่อย มันไม่ค่อยมีผื่น ผื่นที่เห็นมีทั้งจุดและปื้นแดง กดไม่จาง ไม่นูน ไม่รวมตัวกัน กระจายแบบไม่มีรูปแบบ แถมมีผื่นที่หน้าด้วย
หรือจะเป็น SLE
สิ่งต่าง ๆ วนเวียนขึ้นในหัวผม คิดแยกโรคตู๊ด ๆ ตื๊ด ๆ ตลอด ในขณะที่สวมชุดเตรียมตรวจโควิดแบบ nasal swab เมื่อนำก้านตรวจไปจ่อที่หน้า ผู้ป่วยก็อ้าปากกว้าง ผมชะงักไปสักพัก แล้วบอกว่า "ตรวจทางจมูกครับ" ผู้ป่วยยิ้มและปิดปาก หลังจากปั่นจมูกและรอผลทดสอบ ผมบอกว่า ผมขอตรวจร่างกายเพิ่มเติมสักนิดนะครับ ขอตรวจคอด้วย
แว่บนั้น มองเห็นแผลในปาก
ตรวจพบต่อมน้ำเหลืองประมาณ 0.5-0.7 เซนติเมตร บริเวณคอและใต้คาง ข้างละสองถึงสามต่อม ทำให้ผมชวนคิดใหม่ พร้อมกับผลตรวจโควิดออกมาเป็นลบ
ไข้เฉียบพลัน + เจ็บคอ + ผื่นขึ้น + เห็นแผลเล็ก ๆ ในปาก + ต่อมน้ำเหลืองโต + รูปลักษณ์กายภาพดูดี มาก + พยายามปิดบังตัวตน ...หนึ่งโรคผุดขึ้นมาในห้วงความคิดทันที และถามเพิ่ม
"เป็นคำถามส่วนตัวเล็กน้อยนะครับ เอ่อ..คุณมีประวัติโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หรือเสี่ยงไหมครับ เช่น ไม่สวมถุงยางอนามัย" ผมพูดให้เป็นปกติ
"ผมป้องกันทุกครั้งนะครับ ทุกคนด้วยครับ" คนไข้ตอบทันที
หลังจากคิดทบทวนสักพัก ..กับทุกคนด้วยหรือ ? อืมม...ผมก็ถามว่า " ขอโทษจริง ๆ นะครับ คือ อาการของคุณ มีหนึ่งโรคที่ต้องคิดถึง คือ ติดเชื้อไวรัสเอชไอวีเฉียบพลัน แต่ก็คงจะต้องมีปัจจัยเสี่ยงพอสมควร คุณ.เอ่อ.คุณ มีความเสี่ยงไหมครับ"
คนไข้นิ่งไปสักพัก และมองตาผม "ผมทำงานบาร์โฮสต์ครับ ก็มีเพศสัมพันธ์กับลูกค้าบ้าง แต่ผมก็ป้องกันทุกครั้งนะครับ"
"สวมถุงยางอนามัยทุกครั้งนะครับ เอ่อ..มีเพศสัมพันธ์ทางปากหรือทวารหนักด้วยไหมครับ" ผมต้องย้ำ หลายครั้งที่เรา "ลืม"...และรวมถึงครั้งนี้ด้วย
"คือว่าเมื่อสักสิบวันก่อน ผมมีเพศสัมพันธ์กับลูกค้าประจำ ถุงยางมันขาดครับ แต่ผมก็ทำต่อจนเสร็จ แต่ก็ครั้งเดียวนะครับ นอกจากนั้น ผมเคร่งครัดมาก ป้องกันอย่างดี สวมใส่ถูกต้องตลอด"
เมื่อมีความเสี่ยงแบบนี้ ผมจึงอธิบายความจำเป็นของการตรวจหาเชื้อไวรัสเอชไอวี เพื่อทำการรักษา และทำการ pre-test counselling เรียบร้อย"
ขนาดผู้เชี่ยวชาญยังพลาดและหลงลืมว่าตัวเองพลาด เพราะความคุ้นชินกับความมีวินัยของตัวเองว่าป้องกันดีมาก ทำให้มองข้ามความผิดพลาดจุดเล็ก ๆไป
คุณ ๆ ที่เจตนาหรือเสี่ยงโดยรู้อยู่แก่ใจ คุณต้องยอมรับผลที่ตามมาด้วยให้ได้นะครับ แต่จริง ๆ อย่าเจตนาเสี่ยงเลย มันไม่คุ้มค่า ทั้งตัวเองและคนที่เรารัก
ผลการตรวจพบว่าพบ p24 antigen แต่ไม่พบแอนติบอดี (ชุดตรวจรุ่นที่สี่นี้ตรวจทั้งแอนติเจนและแอนติบอดีครับ) แต่ด้วยความเสี่ยงที่ชัดเจน อาการก็เหมือน ตรวจร่างกายก็ใช่ มีความเป็นไปได้สูงมากว่าเป็นโรคเอชไอวีเฉียบพลัน จึงยืนยันด้วยผลการตรวจนับปริมาณไวรัสในเลือด เพราะข้อจำกัดเรื่องแอนติบอดีในระยะต้น
ผลออกมาว่าตรวจพบอาร์เอ็นเอไวรัสเอชไววี 2 ล้านกว่าตัวต่อเลือดหนึ่งซีซี
เนื่องจากเพิ่งรับเชื้อมา ผลตรวจแอนติบอดีจึงยังไม่ขึ้น ผลการตรวจโรคทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ ออกมาเป็นผลลบ
การติดเชื้อไวรัสเอชไอวีเฉียบพลัน เป็นข้อบ่งชี้ของการให้ยาต้านไวรัสนะครับ และต้องคุยเรื่องความเสี่ยงในอาชีพการงานของคนไข้ด้วย
ยุคนี้ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ พุ่งทะลุกราฟ จะร่วมลงทุนกับใคร การลงทุนมีความเสี่ยง ควรป้องกันให้ดีนะครับ
แต่ถ้าไม่อยากเสี่ยง ก็ไปซื้อไม้เกาหลัง มานั่งเกาเป็นเพื่อนกันได้นะ

05 มิถุนายน 2568

Streptococcus suis septicemia

 สองสัปดาห์มานี้ ผมพบผู้ป่วย Streptococcus suis septicemia ถึงสามราย

พยายามซักประวัติโดยละเอียด เพื่อหาการสัมผัสแหล่งโรค พบว่าทุกราย มีประวัติกินเนื้อหมูที่อาจจะไม่สุก (ไม่ได้เจตนากินดิบ) สามรายมี หมูกระทะ, ลาบหมู, ชาบู
ควรเน้นการกินอาหารปรุงสุกนะครับ นี่ขนาดทุกรายมีเจตนากินสุก ยังหลุดรอดมาได้
โชคดีที่ทั้งสามคนไม่เข้าสู่ภาวะช็อก ให้ยาได้ทันเวลา ครอบคลุมเชื้อได้ดี
เตือนทุกท่านเลยนะครับ ไม่คุ้มกันเลยกับหมูดิบ หรือเจตนากินกึ่งสุกกึ่งดิบ แม้ทุกรายจะรอด แต่ก็ฉิวเฉียดทีเดียว

17 พฤษภาคม 2568

ยารักษาไข้หวัดใหญ่ ลดการติดต่อในบ้านได้น้อยมาก

 แอบบอกก่อนนอน : ยารักษาไข้หวัดใหญ่ ลดการติดต่อในบ้านได้น้อยมาก

ถ้าเราเป็นไข้หวัดใหญ่ การกินยาเพราะหวังไม่อยากไปติดคนในบ้านเป็นจริงไหม
ก่อนหน้านี้บอกว่า ไม่จริง ไม่มีหลักฐาน
ตอนนี้มีการศึกษาการใช้ยาไข้หวัดใหญ่ baloxavir ที่ใช้ในผู้ป่วยอาการไม่รุนแรง รักษาแบบผู้ป่วยนอก กินยาครั้งเดียว ข้อเสียคือแพงมาก ว่าจะลดการติดต่อในบ้านไหม
นำคนที่เป็นไข้หวัดใหญ่มาให้ยาตัวนี้แล้วติดตามที่บ้านว่าจะติดเชื้อไหม จะมีอาการไหม ปรากฏว่า สามารถลดอัตราการติดเชื้อในบ้านได้จริง เมื่อเทียบกับยาหลอก คือกลุ่มที่ได้ baloxavir มีคนในบ้านป่วย 5.8% ส่วนกลุ่มยาหลอกพบ 7.6%
น้อยกว่าแหละ แต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ แถมจำนวนก็น้อยเสียเหลือเกิน กลุ่มคนไข้กลุ่มญาติก็เป็นคนที่สุขภาพไม่แย่ แถมรับวัคซีนกันเยอะด้วย
ดังนั้นถ้าจะกันไข้หวัดใหญ่ ลดความรุนแรง ป้องกันคนที่บ้าน ...ฉีดวัคซีนดีกว่าครับ
N Engl J Med 2025;392:1582-93.
No photo description available.
Boost
All reactions:
หมอหิว ไม่อยากตรวจแล้วอะ, ร้านวีบุ๊ค and 267 others

23 มกราคม 2568

เรื่องเล่าจากคลินิก :เตือนภัย เตือนใจ : 18++

 เรื่องเล่าจากคลินิก :เตือนภัย เตือนใจ : 18++

เรื่องเล่านี้ผมขอเล่าเป็นการบรรยาย เพราะบทพูดมันติดเรตเหลือคณา อยากเตือนให้ทุกคนระวัง โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
มีหญิงชายคู่หนึ่งอยู่ด้วยกันแบบสามีภรรยา แต่ไม่ได้จดทะเบียน เดินเข้ามาปรึกษาพร้อมกันทั้งคู่ เพื่อประเมินโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เนื่องจากทั้งสองคนมีรสนิยมทางเพศแบบ "มากกว่าหนึ่งคู่พร้อมกัน" โดยผู้ที่มาร่วมกิจกรรม มีทั้งคู่เหมือนกัน มีทั้งชายที่มาคนเดียว (วงการเรียก "ชายเดี่ยว") ซึ่งก็ป้องกันโดยสวมถุงยางอนามัยมาตลอด แต่ทว่า..
เมื่อหนึ่งสัปดาห์ก่อน ก็มีความสัมพันธ์กิจกรรมกลุ่มระหว่างคู่และชายหนุ่มอีกคน ซึ่งชายหนุ่มคนนี้ทางคู่เขาบอกว่ารู้จักกันมาสักพัก และประวัติสะอาด คราวนี้จึงชวนมีกิจกรรมแบบ "สด" คือไม่สวมถุง โดยมีผลตรวจเลือดไวรัสเอชไอวียืนยันทั้งสามคน ว่าไม่พบการติดเชื้อ และจากคำบอกเล่าของคู่นี้เล่าว่า 'อุปกรณ์' ของชายหนุ่มคนนี้ดูปรกติ ไม่มีแผล … และเขาเอารูปถ่าย 'อุปกรณ์' อันนั้นมาให้ผมดูด้วย OMG !!
สรุปว่าวันนั้น มีกิจกรรมแบบ 'สด'
วันนี้ผู้ชายมีแผลที่อวัยวะเพศ ตรวจดูเป็นแผลซิฟิลิส ส่วนผู้หญิงมีตุ่มเริม ทั้งคู่จึงมาปรึกษาว่าจะตรวจเลือดหรือตรวจอะไรดี เมื่อไร จะรักษาอย่างไร คราวนี้ความสนุกชั่วคืน กลายเป็นต้องฝืนทนยาวนาน ผมจึงต้องส่งตัวไปตรวจเลือด รวมทั้งตรวจเอชไอวีซ้ำ ตับอักเสบ และเฝ้าระวังอีกสารพัด แนะนำให้บอกชายหนุ่มคนนั้น แต่ก็ไม่รู้เขาจะไปบอกหรือไม่..เฮ้อ
1.ความสัมพันธ์นอกคู่ มีความเสี่ยงสูงมาก ยิ่งถ้าไม่ได้ป้องกัน ไม่ว่าจะช่องทางใด (สามคนนี้มีเกือบทุกช่องทาง)
2.การตรวจเอชไอวีไม่พบเชื้อ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะปลอดภัย โรคอื่นอีกเพียบ แถมตรวจเอชไอวีไม่พบก็อาจอยู่ในระยะที่ตรวจไม่ขึ้นก็ได้
3.นี่โชคดี (หรือเปล่า) ที่คู่นี้เขามาด้วยกัน รู้ด้วยกัน ถ้าเกิดสมมติเกิดกับฝ่ายใดไปแอบกินโดยที่อีกคนไม่รู้ ก็จะนำโรคมาสู่อีกคนได้ ..กรรม.. เรื่องยาว
4.ส่วนมากเราจะไม่สามารถเอื้อมมือไปปกป้อง "คนแปลกหน้า" ได้เลย หลายครั้งไม่บอก หลายครั้งโกรธแค้นว่าเขาโกหก (พอถามจริง ๆ เค้นจริง ๆ จะพบว่าประวัติไม่สะอาด) หลายครั้งติดต่อไม่ได้อีกเลย เขาก็ไปแพร่เชื้อต่อไป
5.ผมเคยรู้มาว่ามีกลุ่มรสนิยมแบบนี้ แต่นี่เจอกับตัว ได้ถามจนรู้ไส้พุง รายละเอียดจริงวาบหวิวกว่านี้มาก แต่ก็บอกเลยว่า อันตรายและเล่นกับไฟ
เกิดคลินิกให้คำปรึกษาโรคทางอายุรกรรม ช่างเจอเรื่องราวมหัศจรรย์มากมายจริง ๆ

07 ธันวาคม 2567

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

 ฝากให้คิด … โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (มัน 18+นะ แต่พยายามปรับภาษาแล้ว)

ระยะนี้มีผู้ป่วยมาปรึกษาโรคทางเพศสัมพันธ์มากขึ้น ผมมีข้อสังเกตบางประการจากประสบการณ์ส่วนตัวนะครับ
1.กลุ่มผู้ป่วยอายุน้อยลง เริ่มต่ำกว่า 18 มีทั้งชายและหญิงพอกัน รูปแบบความสัมพันธ์มีทั้งชายหญิง ชายชาย และหญิงหญิง และที่มีมากขึ้นคือสัมพันธ์มากกว่าสองคน ทั้งในเวลาเดียวกันและต่างเวลากัน
2.คนที่มาปรึกษา มักจะมีประวัติแบบนี้มาแล้วหลายครั้ง โดยเฉพาะผู้ชายและมักจะได้ประวัติว่า ถุงยางแตก บ่อยมาก
3.โอกาสจะได้รักษาคู่นอน ตามมาตรฐานการรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เกิดขึ้นได้น้อยมาก ไม่ว่าจะไม่กล้าบอก หรือตามคู่นอนคนนั้นมาไม่ได้
4.ผู้ป่วยและญาติ เปิดเผยมากขึ้น พ่อแม่พามาตรวจหรือพาพ่อแม่มาด้วย แบบนี้พบมากขึ้น จะเต็มใจหรือไม่พอใจอันนี้ไม่ทราบได้ แต่เปิดเผยมากขึ้น
5.ผู้ป่วยเกือบทุกรายที่ยังไม่เกิดอาการ มักจะกังวลเรื่อง HIV และทราบถึง post exposure prophylaxis มาพอสมควรแล้ว แต่ไม่ค่อยสนใจ หนองใน ซิฟิลิส ไวรัสตับอักเสบ เริม หรือการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์
มันก็ดีนะครับ ที่ผู้ป่วยใส่ใจมาปรึกษาตั้งแต่เริ่ม แต่ว่าถ้าป้องกันก่อนเกิดเหตุจะดีกว่า นี่แหละคือเรื่องที่อยากฝากให้คิด คือ เรื่องการป้องกัน
ในอดีตเราเคยถกเถียงกันว่าจะสอนเรื่องการป้องกันให้กับเด็กประถมมัธยมดีหรือไม่ จะเป็นการชี้โพรงให้กระรอกหรือไม่ ตอนนี้เราคงหมดคำถามไปแล้วว่าจะสอนดีไหม เพราะเราคงไม่สามารถไปป้องกันการมีเพศสัมพันธ์ได้ โลกยุคปัจจุบันมันยิ่งง่าย แค่ปลายนิ้ว เมื่อจำนวนการมีเพศสัมพันธ์มากขึ้น ตัวเลขผู้ติดเชื้อจะเพิ่มขึ้นไปด้วย ถ้าเราไม่อยากให้ตัวเลขมันเพิ่ม มีสองทาง ทางแรกคือ สอนการป้องกัน อีกทางคือ งดการมีเพศสัมพันธ์โดยสมบูรณ์ แล้วมาใช้ไม้เกาหลังกับนั่งขุดรูเป็นเพื่อนลุงหมอ
เราก็มาว่ากันด้วยเรื่องใช้ถุงยางนี่แหละ ไม่รู้ว่าปัจจุบันทำไมค่านิยมการใช้ถุงยางอนามัยลดลง ทั้ง ๆ ที่หาซื้อได้ง่าย ราคาไม่แพง และสะดวกซื้อทุกที่ ไอ้เรารึก็อยากจะซื้อมาใช้ แต่ก็คิดว่าถุงยางน่าจะหมดอายุก่อนได้ใช้
ประสิทธิภาพการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ของการใช้ถุงยางอนามัยอยู่ที่ 86% (รวมทุกโรค) แต่ถ้าสวมใส่ถูกวิธี ถูกขนาด (อย่าใจใหญ่เกินขนาด) และเลือกสารหล่อลื่นถูกต้อง ประสิทธิภาพโดยรวมอยู่ที่ 97% โดยโรคที่ประสิทธิภาพสูงระดับ 90%-99% คือ โรคติดเชื้อไวรัสเอชไอวี และติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี เพราะติดเชื้อผ่านสารคัดหลั่ง
ส่วนโรคอื่นเช่นซิฟิลิส แผลริมอ่อน โรคเริม อัตราการป้องกันจะอยู่ที่ 60-90% เพราะยังมีการติดเชื้อจากการสัมผัสเช่นจากมือ จากนิ้ว จากเพศสัมพันธ์ทางปาก และโรคที่ป้องกันได้น้อยเช่น การติดเชื้อหูดและเอชพีวี เพราะผ่านการสัมผัสเสียเป็นส่วนมาก
และการติดเชื้อผ่านการสัมผัส จะป้องกันได้แค่ส่วนที่สวมถุง ถ้าคุณทำกิจกรรมผ่านส่วนที่ไม่สวมถุงก็ยังติดได้ โดยเฉพาะการมีเพศสัมพันธ์ทางปาก การใช้มือให้กัน
แต่ประเด็นสำคัญของความล้มเหลวในการป้องกันคือ ถุงแตก (โดยเฉพาะกลุ่มที่ชอบใส่ถุงยางสองชั้น !!) ใส่ผิดวิธี ถอดผิดวิธี มือสัมผัสส่วนเปียก (เวลาถอด) ใช้สารหล่อลื่นปิโตรเลียม(วาสลีน) กับถุงยางแบบยางลาเท็กซ์ มีคนที่ใช้ซ้ำและใช้ร่วมกันด้วยนะ
ดังนั้นทักษะการใช้ถุงยางอนามัยถือว่าสำคัญมากที่ผู้ชายต้องรู้และควรฝึกใช้ และลูกผู้หญิงเราก็ต้องรู้นะลูก อย่าคิดว่าไอ้หนุ่มมันจะใช้เป็น และที่สำคัญ
ถ้ามันไม่ใส่ก็อย่าให้มันเข้าเลยลูกเอ๊ย จะมาอ้างว่าแพ้ถุงยางก็ให้มันไปซื้อแบบโพลียูรีเทนมาใช้
องค์การอนามัยโลกได้แนะนำว่านอกจากการสวมถุงยางอนามัยทุกครั้งเวลามีเพศสัมพันธ์ แม้แต่การมีเพศสัมพันธ์ทางปาก ควรใช้ร่วมกับอย่ามีคู่สัมพันธ์หลายคน (องค์การอนามัยโลกช่างไม่อยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง)
ส่วนถุงยางผู้หญิงแม้ว่าจะช่วยลดการตั้งครรภ์ได้ดี แต่ประสิทธิภาพการป้องกันโรคทางเพศสัมพันธ์ไม่ดีเท่าถุงยางผู้ชายครับ
แล้วคุณมีความเห็นอย่างไรกันบ้าง

ซิฟิลิสระยะแรก : primary syphilis

 ซิฟิลิสระยะแรก : primary syphilis

มีผู้ป่วยมาปรึกษาว่ามีแผลเล็ก ๆ บริเวณปลายอวัยวะเพศชาย แผลไม่มีหนอง ไม่มีตุ่ม ไม่มีเลือดออก ไม่เจ็บแต่รู้สึกแปลบ ๆ เวลาไปโดนเข้า ยืนยันว่าไม่เคยเกิดมาก่อน และไม่ได้มีอะไรไปขูดขีด ผู้ป่วยไปตรวจที่รพ.แห่งหนึ่ง ได้รับการตรวจเลือดแล้วว่าไม่พบซิฟิลิส แต่ผู้ป่วยเกิดดูภาพจากอินเตอร์เน็ตแล้วรู้สึกว่าเหมือนแผลตัวเอง
สรุปเป็นซิฟิลิสไหม
เป็นครับ … primary syphilis หรือซิฟิลิสระยะแรก จะไม่เจ็บนะครับ โอกาสเจอไม่มาก มีแต่แผลเล็ก ๆ เท่านั้น แถมหายเองได้ในหนึ่งสัปดาห์ พบมากในผู้ชายเพราะพอเห็นได้ ในผู้หญิงมักอยู่ในช่องคลอดหรือหลบอยู่ที่แคมใน จึงยากจะพบเจอ อาจมีต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบโตได้
ระยะนี้ตรวจเลือดหาซิฟิลิสด้วยวิธี non trepanomal test เช่น RPR,VDRL มักจะยังไม่ขึ้นนะครับ เป็นลบได้หลังจากสัมผัสโรคและเกิดแผลได้ถึง 4 สัปดาห์เพราะมันคือการตรวจหาแอนติบอดีที่เราสร้าง จึงอาจพบภายหลังได้ และไม่ใช่แอนติบอดีต่อเชื้อด้วยนะ เป็นแอนติบอดีต่อโปรตีนและไขมันที่เชื้อโรคไปทำลายออกมา
การวินิจฉัยซิฟิลิสระยะแรก อาศัยประวัติ การตรวจร่างกายครับ ถ้าจะตรวจจริง ๆ ต้องเอาสิ่งส่งตรวจจากแผลไปดูกล้องจุลทรรศน์พิเศษ แล้วเจอเชื้อรูปเกลียวดิ้นดุ๊กดิ๊ก
การรักษาระยะนี้มีประโยชน์มาก เพราะจะทำให้เชื้อไม่หลบใน แอบแฝง ซึ่งจะเกิดปัญหาในอนาคต การรักษาใช้เพียงยาฉีด benzathine penicillin เท่านั้น ถ้าแพ้ยา penicillin ใช้ยากิน doxycycline และอย่าลืมรักษาคู่นอนด้วยนะครับ

22 พฤศจิกายน 2567

เรื่องเล่าจากคลินิก : พลังครอบครัว

 เรื่องเล่าจากคลินิก : พลังครอบครัว

ใกล้ถึงเวลาปิดทำการของคลินิก ลูกจ้างร้านกำลังเก็บกวาดและเช็ดโต๊ะ มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น สอบถามว่าคลินิกปิดกี่โมง คุณหมอกลับหรือยัง มีเรื่องปรึกษาด่วน ลูกจ้างตอบกลับไปว่า กำลังจะปิดแล้ว แต่ถ้าด่วนมาก คุณหมอจะรอช่วย ได้ความว่ากำลังมา ใช้เวลาอีกไม่เกิน 10 นาที
10 นาทีต่อมา
สุภาพบุรุษอายุประมาณ 20 ต้น ๆ รูปร่างท้วมสวมเสื้อยืด กางเกงขาสั้น ก้าวลงมาจากรถยนต์ตำแหน่งคนขับ ตามมาด้วชายหญิงคู่หนึ่งอายุประมาณ 50 ปี เดินเข้ามา
"สวัสดีครับ มาพบคุณหมอ ที่โทรมาเมื่อสักครู่ครับ" สุภาพบุรุษกล่าวอย่างใจเย็น แต่ชายหญิงอีกคู่ดูร้อนรนมากกว่า
"เชิญนั่งเลยครับ ผมรบกวนขอบัตรประชาชนเพื่อลงทะเบียนประวัติด้วยครับ" ลูกจ้างประจำกล่าวต้อนรับและถามว่า "พบคุณหมอท่านเดียวหรือครับ"
สุภาพบุรุษหนุ่มท่านนั้นตอบว่า "ครับ สองคนนั้นเป็นพ่อกับแม่ มาด้วยกัน"
หลังจากอยู่ในห้องตรวจ สรุปประวัติถามไถ่ได้ว่า สุภาพบุรุษนามสมมติ คุณ ก. ได้มีเพศสัมพันธ์กับสุภาพบุรุษอีกท่าน เมื่อสองวันก่อน ด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจจึงมีเพศสัมพันธ์แบบไม่สวมถุงยางอนามัย
แต่เรื่องมาแดงว่าคู่นอนของคุณ ก. มีคู่นอนทั้งชายหญิงอีกหลายคน และแดงเมื่อเช้านี้เอง คุณ ก. จึงกลัวว่าตัวเองจะติดเชื้อ HIV สืบค้นหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตแล้วทราบว่ามีวิธีกินยาหลังสัมผัสเชื้อ จึงไปสถานพยาบาลใกล้บ้านแห่งหนึ่ง ตรวจไม่พบเชื้อ HIV และคุณหมอให้มาพบอายุรแพทย์เพื่อตัดสินใจรับยาต้านไวรัส
"นับเวลาแล้ว ถึงแม้จะนานแต่ยังมีประโยชน์จากการให้ยาครับ รวมถึงการตรวจโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์อื่น รวมทั้งต้องติดตามหลังให้ยาว่าสามารถป้องกันได้ไหม เพราะตรวจตอนนี้ผลอาจยังเป็นลบอยู่" ลูกจ้างอธิบาย
"ผมขอให้พ่อแม่เข้ามาฟังและช่วยตัดสินใจด้วยได้ไหม" คุณ ก. ถาม
"แต่เรื่องพวกนี้ละเอียดอ่อนและเป็นความลับของคนไข้นะครับ" ลูกจ้างหน้าหนุ่มถามย้ำ
"ครับ ผมปรึกษาพ่อแม่ ท่านเป็นห่วงและเข้าใจ เลยพากันมาปรึกษาคุณหมอเรื่องยาต้าน ช่วยกันนับเวลามาด้วย" คราวนี้สีหน้าของคุณ ก. มั่นใจขึ้นและมีความเชื่อมั่นเต็มที่
พ่อกับแม่ของคุณ ก. ประคองกันเข้ามา นั่งฟังคำอธิบายพร้อมวาดรูปประกอบ เรื่องโอกาสการติดเชื้อทั้งเอชไอวีและโรคอื่น การใช้ยาเพื่อป้องกัน ผลแทรกซ้อนและความตั้งใจกินยาอย่างเคร่งครัด การป้องกันโรค และการตรวจติดตาม
เนื่องจากเสี่ยงสูง เพราะไม่ทราบสถานะ HIV ของคู่นอน เพราะเป็นเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักของชายที่ความรุนแรงจะสูงกว่าปกติ เพราะเป็นฝ่ายรับการสอด (เสี่ยงมากกว่าฝ่ายสอด) จึงให้ยาต้านไวรัส tenofovir/emticitabine/dolutegravir อันเป็นสูตรมาตรฐานในการป้องกัน post exposure prophylaxis ในกลุ่มเสี่ยงสูง พร้อมนัดและติดตามผล HIV ซ้ำ
หลังจากคุย ทั้งสามคนดูมีความหวังขึ้น การสนทนามีการมองหน้ากัน เป็นห่วงเป็นใยกันตลอด จนถึงวันนัดหลังจากยาหมด ทั้งสามคนปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง และผลปรากฏว่าผลทุกอย่างเป็นลบ
คุณพ่อของคุณ ก. "ดีใจมากเลยครับ วันนี้พอเสร็จจากคุณหมอ เราจะไปแก้บนที่ย่าโม ผมเป็นห่วงลูกมาก รอลุ้นกับแฟนมาตลอด"
คุณแม่คุณ ก. ที่น้ำตาซึม "ดีใจจริง ๆ ค่ะ"
คุณพ่อคุณ ก. "คนเรามันพลาดกันได้ นี่ก็ช่วยกันดูแลและให้กำลังใจลูก เหมือนยกภูเขาเลย คุณหมอ"
คุณ ก. "เพราะหลงไว้ใจจริง ๆ ผมผิดพลาดเอง โชคดีที่พ่อกับแม่รับได้และเข้าใจ ต่อไปคงไม่พลาดอีกแล้ว"
หลังจากอธิบายว่าต้องตรวจอย่างไรต่อไป และอธิบายทั้งครอบครัวถึงวิธีการป้องกันแบบชายรักชาย การเลือกชนิดถุงยางอนามัย การเลือกสารหล่อหลื่น และการกินยาป้องกันก่อนสัมผัสโรค และบอกว่าการมีเพศสัมพันธ์ทำได้ แต่ต้องป้องกันให้ถูกวิธี
ครอบครัวคุณ ก. "มันมีรายละเอียดเยอะมาก ไม่ทราบมาก่อนเลย ขอบคุณคุณหมอมาก จะได้ป้องกันและไม่หลงเชื่อใครอีก"
ลูกจ้าง "ครับ คุณ ก. โชคดีมากที่มีครอบครัวคอยสนับสนุนให้กำลังใจ ไม่ทอดทิ้งกัน แบบนี้ไม่ยากครับ" จริงแบบนั้น ถึงแม้ผลการตรวจจะออกมาเป็นเอชไอวี คุณ ก. ก็จะมีชีวิตต่อไปอย่างมีความสุขแน่นอนเพราะครอบครัวเข้าใจและช่วยเหลือ เป็นที่ปรึกษา เป็นกำลังใจ บรรเทาทุกข์ เสริมความสุข และไม่หันเหไปในทางอบายมุขหรือหลงเชื่อสิ่งผิด
ทั้งสามคนเดินออกไปจากร้าน โอบกอดกันออกไปขึ้นรถ เป็นภาพที่ดีที่ประทับใจและเป็นความสุขของลูกจ้างท่านนั้น อันมีค่ามากกว่าเงินทองตอบแทน
ลูกจ้างท่านนั้นเดินไปส่งที่ประตู ยิ้มอย่างมีความสุขแล้วเดินไปหยิบไม้กวาดคู่กาย ไม้ตักผง และผ้าเช็ดโต๊ะเก้าอี้ ปฏิบัติหน้าที่ตัวเองต่อไป

บทความที่ได้รับความนิยม