แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การป้องกันโรค - วัคซีน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การป้องกันโรค - วัคซีน แสดงบทความทั้งหมด

13 สิงหาคม 2568

ผลข้างเคียงที่พบบ่อยจริง ๆ จากวัคซีน

 โอ๊ย ไม่เอาแล้ววัคซีนเนี่ย ฉีดแล้วปวด !! อีกหนึ่งกำแพงสำคัญของการไม่รับวัคซีน

เราอาจจะได้รับข่าวสารของผลแทรกซ้อนต่าง ๆ ของวัคซีนทั้งข่าวจริงและข่าวลวง แม้แต่การประกาศอย่างเป็นทางการของผู้จำหน่ายวัคซีนว่ามีผลข้างเคียงรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น ปลายประสาทอักเสบจากวัคซีนไข้หวัดใหญ่ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบจากวัคซีนโควิด แต่ในชีวิตจริงบอกเลยครับว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เกิดระดับน้อยถึงน้อยมาก
สิ่งที่เกิดขึ้นบ่อย พบมาก และเป็นจริงในเกือบทุกวัคซีนคือสิ่งนี้ครับ ปวดเมื่อย ไข้ต่ำ ๆ และบวมแดงตรงจุดฉีด เรามาดูข้อมูลจากวัคซีนที่พบบ่อย ๆ กันนะครับ โดยเป็นข้อมูลจากการศึกษาทดลองตัวยา ข้อมูลจริงในชีวิตจริงประมาณพอกันครับ เพราะไม่ได้เก็บข้อมูลเคร่งครัดเท่าการศึกษาวิจัย
1.วัคซีนไข้หวัดใหญ่ พบปวด 35-40% พบอาการบวมแดง 2-5% พบมีไข้ต่ำ 2-5%
2.วัคซีนบาดทะยัก พบปวด 60% พบอาการบวมแดง 18-20% พบไข้ต่ำ 1-2%
3.วัคซีนโควิด-19 พบปวด 75-85% พบอาการบวมแดง 5% พบมีไข้ต่ำ 10%
4.วัคซีนงูสวัด พบปวด 78-85% พบอาการบวมแดง 30-35% พบมีไข้ต่ำ ๆ 20%
จะเห็นว่าผลข้างเคียงที่พบบ่อยจริง ๆ จากวัคซีนรวมจำพวกไข้ ปวดเมื่อย บวมแดง ที่เรียกว่าผลข้างเคียงอันไม่รุนแรงนี้เกิดขึ้นประมาณ 80% ของคนที่รับวัคซีนเลยนะครับ ทั้งหมดไม่รุนแรง หายได้เองใน 1-2 วันหรือมากสุดเพียงใช้ยาพาราเซตามอลบรรเทาอาการเท่านั้น
แต่ผลข้างเคียงเหล่านี้เป็นแผลในใจของผู้รับวัคซีน ทุกคนไม่คิดหรอกครับว่าตัวเราสบายดีแล้วไปฉีดวัคซีนแล้วจะมีอาการแทรกซ้อน หลายคนไม่ยอมฉีดเข็มสอง หรือหลายคนกลัวการฉีดวัคซีนไปเลย
เราต้องไม่ลืมครับว่าการฉีดวัคซีน active immunization คือการกระตุ้นให้ร่างกายเกิดการอักเสบและปฏิกิริยาภูคุ้มกัน แน่นอนว่าจะมีอาการปวดบวมแดงร้อนของการอักเสบ ก็เหมือนคุณเจ็บป่วยแล้วเกิดภูมิคุ้มกัน แต่วัคซีนเราจะใช้แอนติเจนที่เบากว่าการติดเชื้อจริง แต่ให้ระดับภูมิคุ้มกันปกป้องที่ประสิทธิภาพไม่ด้อยไปกว่าการติดเชื้อจริง ดังนั้นปฏิกิริยาเฉพาะที่หรือไข้ปวดแบบไม่รุนแรง เกิดค่อนข้างแน่นอนครับ
วิธีที่จะไม่ทำให้เกิดแผลในใจคือ ผู้ที่จะรับวัคซีนต้องทราบว่าการฉีดวัคซีนคือการสร้างภูมิคุ้มกัน ร่างกายจะสร้างได้ต้องมีปฏิกิริยา จึงอาจรู้สึกได้ในบางคน และบุคลากรทางการแพทย์ต้องแจ้งให้ทราบว่าผลแทรกซ้อนต่าง ๆ เหล่านี้เกิดขึ้นได้ ไม่อันตรายและใช้ยาช่วยบรรเทาอาการได้ บางครั้งเราสนใจแต่อาการแพ้รุนแรงที่พบน้อย แต่เราหลงลืมอาการข้างเคียงไม่รุนแรงที่พบบ่อยมาก
เทียบประโยชน์-ผลแทรกซ้อนแล้ว นับว่าการฉีดวัคซีนยังคุ้มค่าอยู่มากครับ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ผู้ที่จะรับการฉีดวัคซีนก็พิจารณาผลดีผลข้างเคียง เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจในการฉีดวัคซีนด้วยตัวของคุณเองครับ

21 มิถุนายน 2568

วัคซีนรวมโควิดและไข้หวัดใหญ่ ชนิด m RNA-1083

 วัคซีนรวมโควิดและไข้หวัดใหญ่ ชนิด m RNA-1083

อีกหนึ่งความล้ำสมัยของพัฒนาการการแพทย์ วัคซีนรวมสำหรับผู้สูงวัย เราเคยเห็นแต่ในเด็กน้อยเนอะ
วัคซีนรายปีของผู้สูงวัยคือไข้หวัดใหญ่และโควิด-19 บางคนไม่สามารถมาฉีดสองรอบได้ แล้วถ้ารวมเป็นอันเดียวจะใช้ได้ไหม
mRNA-1083 เป็นตัวรวมของวัคซีน mRNA-1283 ที่ผลิตจากตัวสร้างแอนติเจนถึงสองชนิด รวมกับ mRNA-1010 ของไข้หวัดใหญ่สี่สายพันธุ์ มารวมใน lipid nanoparticles ที่นำอาร์เอ็นเอเข้าเซลล์และกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันในเวลาเดียวกัน รวมกันในเข็มเดียว
ทำการศึกษาในคนอายุ 50-64 ประมาณ 4000 ราย และเกิน 65 อีก 4000 ราย อย่างละครึ่ง กลุ่มศึกษาฉีด mRNA1083 กลุ่มควบคุมฉีดโควิด mRNA1273 และวัคซีนไข้หวัดใหญ่ทั้งขนาดปกติและขนาดสูง แล้วติดตามผลหลังฉีดที่สามสิบวัน
พบว่ากลุ่มได้วัคซีนตัวใหม่ ระดับภูมิคุ้มกันเฉลี่ยไม่ด้อยไปกว่าตัวแยก และนับจำนวนคนที่ภูมิขึ้นก็ไม่ด้อยกว่าเช่นกัน โดยผลข้างเคียงอยู่ในระดับเล็กน้อยทั้งคู่ ตัวเลขเจอผลข้างเคียงเล็กน้อยที่ 80% ทั้งหมด
มาที่ขั้นต่อไป ขั้นแรกพิสูจน์ว่าไม่ด้อยกว่านะครับ ขั้นที่สองจะพิสูจน์ว่า “เหนือกว่า”
**ขนาดทำในอเมริกา คนที่ได้วัคซีนมาก่อนยังแค่ 30-40%**
ผลออกมาว่าระดับภูมิคุ้มกันเฉลี่ยด้วย geometric means วัคซีนรวมมีระดับสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ และนับจำนวนคนที่ภูมิขึ้น ก็เพิ่มอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกีบกลุ่มวัคซีนแยก
นั่นคือ mRNA-1083 แบบรวมนี้กระตุ้นภูมิดีมาก ข้อดีของมันคือ ไม่ต้องมาฉีดหลายเข็ม และเทคโนโลยี mRNA สามารถทำวัคซีนได้ครั้งละมาก ๆ และรวดเร็ว (เพราะสายพันธุ์เปลี่ยนเร็ว) ราคาไม่แพง ความแปรปรวนต่ำมาก (บริสุทธิ์)
แต่การศึกษานี้ไม่ได้บอกถึง efficacy และ effectiveness ของการป้องกันโรคหรือป้องกันผลแทรกซ้อนของโรค แม้จะอ้างอิงจาก ผลการศึกษาวัคซีนเดิมได้ก็จริง แต่คิดว่าผู้ผลิตคงจะทำ efficacy and effectiveness studies ออกมาอย่างแน่นอน
อ้างอิง
Rudman Spergel AK, Wu I, Deng W, et al. Immunogenicity and Safety of Influenza and COVID-19 Multicomponent Vaccine in Adults ≥50 Years: A Randomized Clinical Trial. JAMA. 2025;333(22):1977–1987. doi:10.1001/jama.2025.5646

29 มีนาคม 2568

แผลเสี่ยงบาดทะยัก

 สำหรับผู้ที่มีแผลฉีกขาดจากเหตุแผ่นดินไหว ที่เกิดจากการขูดขีดวัสดุต่าง ๆ หรือกระแทกพื้นดิน

ถือเป็นแผลเสี่ยงบาดทะยักครับ
🔴ในกรณีฉีดบาดทะยักมาครบแล้ว
-ไม่ต้องฉีด immunoglonulin
-ถ้ารับวัคซีนมาครบและไม่เกิน 5 ปี ไม่ต้องกระตุ้น
-ถ้ารับวัคซีนครบมาเกินห้าปี ให้กระตุ้น หนึ่งเข็ม
🔴ในกรณีไม่ได้ฉีดวัคซีน หรือฉีดไม่ครบ
-ให้ฉีดให้ครบ 3 เข็ม
-ถ้าแผลใหญ่ หรือสกปรกมาก คุณหมออาจพิจารณาการฉีด immunoglobulin เพื่อเพิ่มการป้องกันในทันที
หวังว่าทุกคนคงปลอดภัย

01 มีนาคม 2568

แจ้งเรื่อง วัคซีนไข้หวัดใหญ่ 2025

 แจ้งเรื่อง วัคซีนไข้หวัดใหญ่ 2025

อีกไม่กี่สัปดาห์ วัคซีนไข้หวัดใหญ่ประจำปี 2025 จะออกมาให้ฉีดกันแล้ว ซึ่งจะเป็นวัคซีนสายพันธุ์ซีกโลกใต้ แต่ประเทศเราก็ใช้ได้ครับ เพราะจะตรงกับช่วงระบาดของไทยเรา และสายพันธุ์เหนือใต้ ไม่ต่างกันนัก
องค์การอนามัยโลกแนะนำวัคซีนชนิด 3 สายพันธุ์นะครับ (cell culture -based) ส่วน egg-based จะต่างกันเล็กน้อย แต่ใช้ได้ทั้งคู่
A/Wisconsin/67/2022 (H1N1)pdm09-like virus
A/District of Columbia/27/2023 (H3N2)-like virus
B/Austria/1359417/2021 (B/Victoria lineage)-like virus
ด้วยเหตุที่ว่า สายพันธุ์ B yamakata มันหายตัวไปสามถึงสี่ปีมาแล้ว และยังไม่ปรากฏว่าจะกลับมาอีก จึงแนะนำแบบ 3 สายพันธุ์ในขณะนี้
แต่แบบสี่สายพันธุ์ก็ฉีดได้นะครับ มีผลการปกป้องเพิ่มมากกว่าชนิดสามสายพันธุ์อีกเล็กน้อย และก็ยังจำหน่ายอยู่ ด้วยราคาที่แทบไม่ต่างกัน
ดังนั้นคุณจะฉีดสามฉีดสี่ ได้ทั้งนั้น แต่ขอให้ฉีด อย่างน้อยหนึ่งครั้งต่อปี จะสายพันธุ์เหนือหรือใต้ ก็ได้
แต่ถ้าฉีดก่อนเข้าฤดูฝน อันเป็นช่วงระบาดหลักของไทย ก็จะได้ประโยชน์มากครับ

18 พฤศจิกายน 2567

วัคซีนไอกรนในผู้ใหญ่ อายุตั้งแต่ 18

 ตอบคำถามเรื่องวัคซีนไอกรนในผู้ใหญ่ อายุตั้งแต่ 18

ในกรณีไม่มีแผลที่ต้องได้บาดทะยักให้ฉีดวัคซีน คอตีบ-บาดทะยัก ทุก 10 ปี ครั้งละ 1 เข็ม โดยในจำนวนที่ฉีดเหล่านี้ ขอเป็น Tdap 1 เข็ม คือ คอตีบ ไอกรนชนิดไม่มีเซลล์ และบาดทะยัก
ในกรณีที่เกิดแผลและต้องฉีดบาดทะยัก ก็ถือโอกาสเข็มแรก ในชุดที่ต้องฉีด 3 เข็ม ให้เป็น Tdap
หรือใครจะฉีด Tdap ทุก 10 ปี ก็ไม่ผิด ยิ่งอายุมาก ภูมิจะยิ่งลดลงเร็ว กระตุ้นก็ด เพราะคอตีบ ไอกรน พบมากขึ้นในผู้ใหญ่ที่ภูมิคุ้มกันเริ่มลด
acellular pertussis วัคซีนไอกรน ปัจจุบันใช้เทคโนโลยีพันธุวิศวกรรมสร้างขึ้นหมดแล้ว เพราะพิษต่ำมากและประสิทธิภาพสูงด้วย
Tdap เป็นวัคซีนที่ต้องชำระเงินเองนะครับ ส่วนมากถ้าใช้สิทธิการรักษาฉีดบาดทะยักจะได้ T ตัวเดียว หรือโชคดีหน่อยก็จะได้ dT แทน
แนะนำกระตุ้นทุก 10 ปีในปีที่อายุลงท้ายก็เลขเต็มสิบ แต่ผมถือเคล็ด ใช้เลข 9 แทนครับ
See insights and ads
Boost
All reactions:
201

12 พฤศจิกายน 2567

กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ กับ วัคซีนโควิด mRNA

 กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ กับ วัคซีนโควิด mRNA ข้อมูลอีกชุด

เป็นที่ทราบกันและพิสูจน์แล้วว่า วัคซีนโควิดชนิด mRNA ทำให้มีกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบได้ อัตราการเกิดน้อยมาก ๆ และไม่ทำให้เกิดการเสียชีวิต แต่ส่วนใหญ่ข้อมูลจะได้จากการเก็บข้อมูลคนที่รับวัคซีนแล้วติดตามเก็บข้อมูล
คราวนี้ลองมาดูข้อมูลในทางกลับกัน ผมจะสรุปและย่อยให้ฟังเป็นข้อ ๆ นะครับ จะได้เข้าใจกัน
1.เป็นการเก็บข้อมูลย้อนหลัง ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยและยืนยันว่าป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ (myocarditis) เก็บข้อมูลในประเทศฝรั่งเศสทั้งประเทศ ในช่วงหลังการใช้วัคซีนโควิดประเภท mRNA ทั้งสองยี่ห้อ
2.เก็บมาได้ 4635 รายในระยะเวลา 18 เดือนหลังวัคซีน เพราะเราทราบมาว่ากล้ามเนื้อหัวใจอักเสบจะเกิดในช่วงแรกของการฉีดวัคซีน
3.ข้อมูลทั้งหมดรวมทุกเพศทุกวัย ทุกสาเหตุ เดี๋ยวจะมาจัดแยกชนิดว่าเกิดจากวัคซีนกี่ราย เกิดจากตัวโควิดกี่ราย เกิดจากเหตุอื่นกี่ราย และสุดท้ายจะต้องมาปรับตัวแปรเรื่อง เพศ อายุ โรคร่วมด้วย เพื่อให้ข้อมูลเปรียบเทียบกันได้
4.การยืนยันการป่วยและการวินิจฉัย ได้รับการยืนยันอีกรอบ หลังจากเก็บข้อมูลจากเวชระเบียน (adjudicated) เพื่อความถูกต้อง และเข้าสู่การคำนวณสถิติที่ถูกต้อง
4.สิ่งที่เป็นเป้าหมายของการศึกษาคือ ผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบที่ต้องมานอนรักษาซ้ำ ที่มีปัญหาโรคหัวใจรุนแรง ที่เสียชีวิต (ไม่ว่าเหตุใด) ของแต่ละกลุ่มต่างกันไหม
5.ผลการศึกษาพบดังนี้
5.1 พบว่า กล้ามเนื้ออักเสบจากวัคซีน 558 รายจาก 4635 ในจำนวนนี้ป่วยรุนแรงหรือเสียชีวิตเพียง 32 ราย
5.2 กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบจากโควิด 298 รายจาก 4635 ในจำนวนนี้รุนแรงหรือเสียชีวิต 36 ราย
5.3 กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบจากเหตุอื่น 3779 รายจาก 4635 ในจำนวนนี้รุนแรงหรือเสียชีวิต 497 ราย
6.เมื่อมาคำนวณแล้ว อันตรายจากล้ามเนื้อหัวใจอักเสบหลังวัคซีน ต่ำกว่าจากเหตุอื่นถึง 44% ซึ่งมีนัยสำคัญทางสถิติ และแตกต่างกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบหลังป่วยโควิดอย่างไม่มีนัยสำคัญ
7.พอมาปรับตัวแปร เพราะอย่าลืมว่า หัวใจอักเสบจากเหตุอื่น จะมีกลุ่มอายุมาก จะมีกลุ่มโรคประจำตัว ถ้าไม่มาเกลี่ยตัวแปร ผลวิจัยจะเอียง และเมื่อปรับตัวแปร ผลก็ยังไปทางเดียวกันคือ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบจากวัคซีน ต่ำกว่า จากเหตุอื่น และพอกับจากการป่วยโควิด
8.บอกเราได้ว่า กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบจากวัคซีนมีจริง แต่อันตรายน้อยกว่าจากเหตุอื่นที่ไม่ใช่วัคซีน มันจึงไม่ใช่ความเสี่ยงที่น่ากังวลแต่อย่างใดในทุกเพศทุกวัยทุกโรค
9.กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบจากโควิดก็มีจริง และอันตรายน้อยกว่าจากเหตุอื่น คนไข้โควิดจะแย่จากเหตุอื่นมากกว่ากล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ และถึงแม้ความรุนแรงของกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบจะพอกันกับจากวัคซีน แต่อย่าลืมว่าป่วยโควิดมันมีอันตรายจากอย่างอื่นอีกมาก
10.ประเด็นกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบจากวัคซีนโควิดชนิด mRNA จึงไม่ได้เป็นเรื่องน่ากังวลเพิ่มเติมมากขึ้น เพราะเหตุอื่นเกิดบ่อยกว่า อันตรายกว่ามาก เป็นข้อมูลช่วยตัดสินใจการรับวัคซีนโควิดชนิด mRNA ว่า ประโยชน์มากกว่าโทษ และโทษก็ไม่รุนแรง
ส่วนจะฉีดหรือไม่ คุณผู้อ่านเลือกด้วยตัวเองเลยครับ เพราะวัคซีนมันไม่ฟรีแล้ว ต้องซื้อฉีดเอาเองครับ
JAMA 26 สค 2024

14 ตุลาคม 2567

วัคซีน RSV สำหรับผู้ใหญ่

 วัคซีน RSV สำหรับผู้ใหญ่

โรคติดเชื้อไวรัส RSV respiratory syncytial virus เราอาจจะเคยได้ยินว่าทำให้เกิดปัญหาในผู้ป่วยเด็ก และมีการให้ยาชีวภาพ monoclonal antibody เพื่อป้องกันโรคในเด็กกลุ่มเสี่ยง แต่ในความเป็นจริงในผู้ใหญ่เราก็มีรายงานการติดเชื้อนี้นะครับ ที่พบน้อยเพราะเราไม่ค่อยได้ตรวจ เนื่องจากอาการไม่ได้รุนแรงและไม่มียารักษาที่เฉพาะกับโรค
แต่เช่นเดียวกับการติดเชื้อไวรัสทุกชนิด พบว่าจะมีอัตราการเกิดโรคเพิ่มขึ้น และความรุนแรงของโรคมากขึ้นในผู้ใหญ่ เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันเสื่อมถอยลงมาก บวกกับมีโรคร่วมอื่น ๆ ทำให้การติดเชื้อรุนแรง ผู้สูงวัยจึงเป็นกลุ่มที่ควรรับวัคซีนเพื่อกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน โรคติดเชื้ออาร์เอสวีนี้ก็เช่นกัน
ตอนนี้เรามีวัคซีนอาร์เอสวีในกระบวนการพัฒนาหลายชนิดและประกาศใช้มาแล้วสองชนิด และมีการพัฒนาสูตรใหม่ adjuvant ใหม่ ทำให้ประสิทธิภาพการป้องกันโรคดีขึ้น จนมีการรับรองจากองค์การอาหารและยาสหรัฐ เรียกว่า RSVPreF3 OA พัฒนาโดยบริษัทแกล็กโซสมิทธ์ไคลน์
** ผมขอความอนุเคราะห์เอกสารงานวิจัยฉบับเต็มมาจากบริษัทผู้จำหน่าย โดยไม่ได้มีผลประโยชน์ทับซ้อนใด ๆ ทั้งสิ้น และบริษัทก็ไมได้มีอิทธิพลเหนือบทความแต่อย่างใด **
เรามาดูข้อแนะนำการฉีดก่อนนะครับ วัคซีนอาร์เอสวีจะฉีดให้กับผู้ที่อายุมากกว่า 60 ปี โดยไม่ต้องตรวจวัดระดับภูมิมาก่อน ฉีดวัคซีนจำนวนหนึ่งเข็มเท่านั้น
ส่วนวัคซีนชื่อการค้า arexvy ที่เป็นตัวใหม่ที่กล่าวถึง สามารถฉีดให้กับคนที่อายุ 50-59 ปีที่มีโรคประจำตัวอันทำให้เกิดความเสี่ยงโรครุนแรงได้ด้วย เป้าวัตถุประสงค์ของวัคซีน RSV คือ ลดการเจ็บป่วยโรคระบบทางเดินหายใจ “ส่วนล่าง” เป็นหลักนะครับ
ผมจะมาเล่าสั้น ๆ ให้ฟังถึงการศึกษาเพื่อรับรองวัคซีนครับ การศึกษาแรกลงตีพิมพ์ใน New England Journal of Medicine เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2023 เป็นการศึกษาใน 17 ประเทศทั่วโลกแต่ส่วนมากผู้เข้าร่วมคือ ชาวผิวขาว อายุเฉลี่ยที่ 70 ปี สุขภาพร่างกายโดยรวมไม่แย่เท่าไร จำนวน 24966 รายแบ่งเป็นฉีดวัคซีนและยาหลอกอย่างละครึ่ง ฉีดก่อนช่วงระบาดและติดตามไปอย่างน้อยหนึ่งฤดูระบาด พบว่าประสิทธิภาพวัคซีนในการป้องกันการติดเชื้อทางเดินหายใจ ”ส่วนล่าง” อยู่ที่ 82.6% ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำขององค์การอาหารและยา และต่างจากยาหลอกอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนการป้องกันโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ ”รุนแรง” อยู่ที่ 92% โดยผลข้างเคียงที่รุนแรงไม่ต่างจากยาหลอกและมีน้อยมาก
แต่หากใครไปอ่านวิเคราะห์จะพบข้อสังเกตหลายประการในการศึกษานี้ อย่างแรกคือ อัตราการเกิดโรคค่อนข้างต่ำ (7 คนในกลุ่มวัคซีน และ 40 คนในกลุ่มยาหลอก) คนกลุ่มใหญ่ผิวขาวและอยู่ทางซีกโลกเหนือ (ซีกโลกเหนือใต้ มีผลต่อชนิดเชื้อและการระบาด)
การวิเคราะห์นี้ส่วนมากเกิดเพียง 1 ฤดูกาลระบาดเท่านั้น ต้องวิเคราะห์เร็วกว่าที่คาดจึงสามารถเกิด type I error ได้มาก ซึ่งทางผู้วิจัยได้ปรับเกณฑ์ความเชื่อมั่นจาก 95% เพิ่มเป็น 96.95% เพื่อ “ชดเชย” ทางสถิติ และการศึกษานี้ได้รับการสนับสนุนจากบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายวัคซีน
การศึกษาที่สองลงตีพิมพ์ใน Clinical Infectious Disease เมื่อเดือนมกราคม 2024 ที่ผ่านมานี้เอง เป็นการศึกษาในกลุ่มประเทศยุโรป (ซีกโลกเหนือ) จำนวน 24967 ราย อายุเฉลี่ยสองช่วงคือ 60 ปีและ 70 ปี สุขภาพโดยรวมค่อนข้างดี นำมาศึกษาสองตอน ตอนแรกแบ่งฉีดยาหลอกและวัคซีนอย่างละครึ่ง เพื่อหาประสิทธิภาพวัคซีน ในช่วงอย่างน้อยหนึ่งฤดูระบาดหลังรับยา
ในการศึกษาตอนที่สอง นำกลุ่มที่เคยได้วัคซีนในตอนแรกมาแบ่งเป็นสองส่วน ได้วัคซีนเข็มสองอีกเข็มในอีกหนึ่งปี ส่วนอีกกลุ่มได้ยาหลอก เพื่อวัดประสิทธิภาพของเข็มสอง เรียกว่าเป็นการต่อยอดจากการศึกษาแรก ผลปรากฏว่าประสิทธิภาพของวัคซีนเข็มที่หนึ่งอยู่ที่ 67.2% และหากวัดประสิทธิภาพรวมสองเข็มจะอยู่ที่ 67.1% ส่วนการป้องกันติดเชื้อรุนแรงที่ 78% พอกัน
แต่วัดผลเพียง 1-2 ฤดูระบาดเท่านั้น ไม่ได้มีการยืนยันผลเคร่งครัดเหมือนการศึกษาแรก การศึกษานี้มีอัตราการเกิดโรคสูงกว่า (แล้วแต่ช่วงระบาด) และการศึกษานี้ไม่ได้รับการสนับสนุนจากบริษัทใด
ก็สรุปว่า ในคนที่อายุตั้งแต่ 60 ปี การรับวัคซีนอาร์เอสวีชนิด RSVPreF3 OA ป้องกันการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่างได้และการติดเชื้อรุนแรงได้ดีกว่ายาหลอก และการฉีดวัคซีนเพียงเข็มเดียวก็เพียงพอ
ทั้งนี้ยังต้องรอผลในระยะยาวที่กำลังเก็บข้อมูลต่อ ว่าการปกป้องที่มากกว่า 2 ปี จะมีประสิทธิภาพอย่างไรด้วย
น่าจะพอเข้าใจกันและเป็นข้อมูลว่าจะฉีดหรือไม่ได้นะครับ

08 พฤษภาคม 2567

เชิญชวนทุกท่านเข้ารับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ประจำปี 2567

 เชิญชวนทุกท่านเข้ารับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ประจำปี 2567

แนะนำฉีดช่วงก่อนเข้าฤดูระบาด ประเทศไทยระบาดในช่วงเดือน มิถุนายนถึงกันยายน ตรงกับการระบาดช่วงซีกโลกใต้ เราสามารถใช้วัคซีนไข้หวัดใหญ่ของซีกโลกใต้ที่นำมาใช้ช่วงนี้ได้เลย
ใครที่ควรฉีด … ทุกคนควรฉีด ถ้าไม่มีข้อห้าม (แพ้วัคซีน, รับยากดภูมิรุนแรงมาก ๆ) โดยเฉพาะ 6 กลุ่มเสี่ยงนี้ที่หากเป็นโรคแล้วจะรุนแรง ทาง สปสช.จึงมีวัคซีนให้ฟรี ติดต่อได้ที่ รพ.รัฐ หรือ รพ.สต. ใกล้บ้านตั้งแต่วันนี้ คือ
1.หญิงตั้งครรภ์ อายุครรภ์ 4 เดือนขึ้นไป (ให้บริการฉีดตลอดทั้งปี)
2.เด็กอายุ 6 เดือน ถึง 2 ปีทุกคน
3.ผู้มีโรคเรื้อรัง ได้แก่ ปอดอุดกั้นเรื้อรัง หอบหืด หัวใจ หลอดเลือดสมอง ไตวาย ผู้ป่วยมะเร็งที่อยู่ระหว่างการได้รับเคมีบำบัด และเบาหวาน
4.บุคคลอายุ 65 ปีขึ้นไป
5.โรคธาลัสซีเมียและผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง รวมผู้ติดเชื้อ HIV ที่มีอาการ โรคอ้วน (น้ำหนัก>100 กิโลกรัม หรือ BMI>35 กิโลกรัม ต่อตารางเมตร)
6.ผู้พิการทางสมองที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้
แล้วคนที่ไม่เสี่ยงต้องฉีดไหม … ควรฉีดครับ สิ่งที่ได้คือ หากเป็นไข้หวัดใหญ่จะลดความรุนแรงลงมาก ไม่ต้องนอน รพ. ลดการเกิดภาวะวิกฤต ไม่ว่าจะนอกหรือในฤดูระบาด อีกประการคือ ลดโอกาสการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดลงได้ด้วย (ผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่เสี่ยงมาก และมีการศึกษาเอกฉันท์แล้วว่าเมื่อรับวัคซีนแล้ว การเกิดโรคหัวใจลดลง)
ข้อสำคัญอีกอย่างคือ ถ้าคุณต้องอยู่ร่วมหรือดูแลคนกลุ่มเสี่ยง คุณก็ควรฉีดเพื่อลดโอกาสส่งเชื้อไปคนข้างเคียงนั้นด้วย
สิ่งที่ผมพูดเสมอคือ คุณเก็บเงินเดือนละ 50-60 บาท ปีหนึ่ง 500-720 บาท พอค่าวัคซีนแน่นอน และคุ้มค่าครับ ทางรัฐบาลไม่มีงบประมาณมาฉีดฟรีทุกคน ถ้าเราไม่มีสิทธินั้น เราสร้างภูมิคุ้มกันเองได้ ไปฉีดที่ รพ.เอกชน คลินิกเอกชนได้ทั่วประเทศ ตอนนี้เป็นวัคซีนปี2567 หมดแล้ว
อีกตัวเลือกสำหรับผู้ที่อายุมากกว่า 65 ปี คือวัคซีนไข้หวัดใหญ่ขนาดสูง (0.7 ml) เพิ่มระดับภูมิได้ดีกว่าเล็กน้อย และอยู่ยาวนาน ผู้สูงวัยแล้วการสร้างภูมิอาจไม่สมบูรณ์นัก แต่ราคาสูงกว่าขนาดปรกติสามเท่าตัว เลือกแบบเดิมหรือแบบขนาดสูงนี้ก็ได้ แล้วแต่ความพึงพอใจและเงินในกระเป๋า
ฉีดแล้วมีไข้ต่ำ ๆ ได้ ปวดแขนได้ ผื่นแดงได้ แต่จะไม่รุนแรง หายเอง หรือใช้ยาพาราเซตามอลก็ได้ ผลข้างเคียงรุนแรงมีไหม ตอบว่ามีรายงานและพบในการศึกษา แต่น้อยมาก ๆ เลยนะครับ อาจจะน้อยกว่าวัคซีนโควิดเสียอีกถ้าเทียบสัดส่วนจำนวนฉีดที่เท่ากัน แต่ปริมาณการฉีดไข้หวัดใหญ่มันเยอะกว่า เทียบแล้วประโยชน์ยังมากกว่าอันตราย
ฝากให้พิจารณาด้วยครับ

03 พฤษภาคม 2567

วัคซีนโควิดของแอสตร้าซีเนก้า กับ ลิ่มเลือด

 วัคซีนโควิดของแอสตร้าซีเนก้า กับ ลิ่มเลือด

เป็นข่าวดังครึกโครม และในที่สุดก็มาถึงประตูบ้าน
ผู้ป่วยของผม เธอป่วยเป็น immune thrombocytopenia ได้รับยากดภูมิจนโรคสงบแล้ว (เคยกำเริบมาแล้ว) ตอนนั้นเธอได้วัคซีนไวรัสเวกเตอร์ของแอสตร้า ก็ไม่แปลกที่จะหวั่นใจ ก็เลยถามเข้ามา
ผมคิดว่าหลายคนคงเคยได้รับวัคซีนและมีคำถาม ผมขอสรุปภาษาชาวบ้านนะครับ อ้างอิงจากแหล่งเชื่อถือได้และตัวเองก็เคยรายงาน VITT และทำการบ้านทบทวนมาพอควรด้วย
1. กังวลไหมว่าจะเกิดตอนนี้ ... ไม่กังวล เพราะอาการเกือบทั้งหมดมักเกิดในเดือนแรกของการรับวัคซีน ประเทศเราไม่ใข้ viral vector มานานแล้ว ถ้าเกิดคงต้องหาเหตุอื่นที่สมเหตุสมผลกว่า
2. มันเกิดบ่อยขนาดนั้นไหม ... ไม่เลยครับ ตัวเลขเราเริ่มเห็นตั้งแต่ใช้วัคซีนแล้ว ตอนที่ใช้วัคซีนกันอยู่ ก็ประมาณ หนึ่งต่อสองสามแสน ตอนนี้รวบรวมข้อมูลเบ็ดเสร็จทั่วโลก อยู่ที่ หนึ่งราย ต่อ สิบล้านคนฉีดครับ
3.แล้วทำไมเพิ่งมาบอก ... ข้อมูลออกมาเรื่อย ๆ ครับ แต่การจะออกแถลงการณ์ทางวิทยาศาสตร์คงต้องให้ข้อมูลครบก่อน
4. คนไทยเกิดไหม ... มีรายงานครับ ทางสภากาชาดและจุฬา เก็บรวบรวมไว้ มีไม่มาก และไม่รุนแรง ตอนนี้ไม่มีแล้ว
5.ก็มีรายงานตั้งแต่ตอนนั้น ทำไมยังใช้อีก ... มองย้อนกลับไป ช่วงเวลานั้นโควิดโหดมากนะครับ คงต้องเอาอาวุธที่มีมาถล่มให้เรียบก่อน ไม่งั้นเราอาจไม่สบายแบบตอนนี้
6.วัคซีนอื่นก็มีนี่ ... ใช่ วัคซีนอื่นก็มี แต่ทุกตัวก็มีผลข้างเคียงประมาณ หนึ่งต่อสิบล้านพอกันนี่แหละ
7.แบบนี้ ไม่ฉีดวัคซีนซะดีกว่าไหม ... ไม่ดีครับ เพราะเจ้าอาการลิ่มเลือดอุดตัน เกล็ดเลือดต่ำนี่นะ เกิดจากโควิดมากกว่าเกิดจากวัคซีนประมาณ 5-10 เท่าตัวเลย ยังไม่นับอันตรายอื่นจากโควิดที่คุมไม่ได้อีก
สรุปว่า...คือรายงานการศึกษาทางการจากบริษัทผู้ผลิต ที่เรารู้กันหมดแล้ว ออกมาเพื่อเป็นการศึกษาต่อไป ไม่ต้องกลัวเพราะเราไม่ได้ใช้วัคซีนนี้มานานแล้ว และคงไม่ได้ใช้ตลอดไป (บางทีถ้าปรับปรุงจนดีแล้ว ก็ค่อยว่ากัน)
จบข่าว..แยกย้ายไปนอน

29 ธันวาคม 2566

ไอกรน .. เรื่องราวในข่าว จะป้องกันได้ไหม

 ไอกรน .. เรื่องราวในข่าว จะป้องกันได้ไหม

ช่วงหนึ่งเดือนมานี้ข่าวลงบ่อยมากเกี่ยวกับสถานการณ์โรคไอกรนที่เพิ่มขึ้น ต้องบอกว่าเราพบอุบัติการณ์ทุกปี มีการระบาดทุก 5-6 ปี ระบาดแต่ละทีก็ตื่นตัวครั้งหนึ่ง
โรคไอกรน รวมทั้งคอตีบ พบน้อยในช่วงวัยรุ่นถึงกลางคน แต่จะมากขึ้นในวัยสูงอายุเพราะระดับภูมิคุ้มกันลดระดับลง การรักษาทำได้ไม่ยาก ยาพื้นฐานหรือมีแอนติบอดีใช้ แต่วินิจฉัยไม่ง่าย เพราะอาการแยกจากโรคอื่นยาก ชุดตรวจแยกโรคแบบเร็วยังไม่พัฒนา
การป้องกันจึงดูคุ้มค่าและง่าย .. ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์ ฯ ร่วมกับสมาคมโรคติดเชื้อ ออกคำแนะนำการรับวัคซีนมานานแล้ว แต่ว่ามีคนรับการป้องกันน้อยมาก เพราะว่าไม่อยู่ในกระแสความสนใจ และวัคซีนนี้ "ต้องจ่าย"
คำแนะนำกล่าวว่า ตั้งแต่อายุ 18 ปี ให้รับวัคซีน คอตีบ-บาดทะยัก (dT) ทุกสิบปี แนะนำในปีที่ลงท้ายอายุเลขจำนวนสิบ เช่น 20-30-40… และในจำนวนที่ฉีดนี้ ควรมีวัคซีน คอตีบ-ไอกรนเชื้อตาย-บาดทะยัก (Tdap) อย่างน้อยหนึ่งเข็ม
ในกรณีมีแผลหรือมีความจำเป็นต้องฉีดบาดทะยัก tetenus toxoid สามารถใช้ dT แทนได้ และสามารถใช้ Tdap ได้เลย (เราต้องการหนึ่งเข็มหนึ่งครั้งในช่วงระยะการฉีดทุก 10 ปีตามแนวทางนี้)
อีกกรณีที่จะได้รับวัคซีนคือหญิงตั้งครรภ์ ก็ให้นับตั้งแต่ฉีดครบช่วงตั้งครรภ์ต่อไปได้ และเลือกใช้ Tdap ในช่วงตั้งครรภ์ 20-32 สัปดาห์ เป็นหนึ่งใน Tdap ที่เราจะต้องฉีดหนึ่งครั้งตามโปรแกรมเดิม ก็ได้เช่นกัน
ราคา tetanus toxoid ถูกที่สุด และ Tdap แพงที่สุด (ไม่เกินสองพันละมัง ผมฉีดมาห้าหกปีก่อน) แต่ก็คุ้มนะ ลองเป็นตัวเลือกในการรับวัคซีนให้พิจารณาครับ

22 ธันวาคม 2566

วัคซีนป้องกันงูสวัด ตัวใหม่ ตัวเก่า ฉีดดีไม่ฉีดดี

 วัคซีนป้องกันงูสวัด ตัวใหม่ ตัวเก่า ฉีดดีไม่ฉีดดี

เข้าสู่เนื้อหาเข้มข้นนิดนึง แต่ยังยืนยันว่าอ่านง่ายสำหรับทุกคนเช่นเคยนะครับ เนื้อหาทั้งหมดมาจากวารสารเปิดเผย วารสารจ่ายตังค์ แนวทางเวชปฏิบัติของหลายสมาคม และเอกสารที่ผมขอจากบริษัทผู้ผลิตจำหน่าย ผมจะอธิบายโดยไม่โน้มเอียง ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนใดด้วยครับ
😀ทำไมต้องฉีดวัคซีนงูสวัด
แม้ว่างูสวัดจะไม่ทำให้เสียชีวิต แต่ก็อาจเกิดความรุนแรงในผู้สูงวัยได้ เป้าหมายหลักเพื่อลดความรุนแรงคือผู้สูงวัยนั่นเอง ตัวเลขจากการศึกษาทั้งหมดอยู่ที่เกิน 50 ปี ก็เลยแนะนำในคนอายุมากกว่า 50 อีกอย่างหนึ่งคือเป็นการลดอาการเจ็บปวดเส้นประสาทหลังจากงูสวัด ที่ทรมานมากและช่วยลดได้จากการฉีดวัคซีน
😀วัคซีนชนิดเดิม เป็นชนิดเชื้อตัวเป็นมาทำให้อ่อนแรง ฉีดหนึ่งครั้ง ตั้งแต่อายุ 50 ปีขึ้นไป ด้วยความที่เป็นวัคซีนเชื้อเป็น ห้ามใช้ในกลุ่มผู้ที่ภูมิคุ้มกันไม่ดี กินยากดภูมิหรือปลูกถ่ายอวัยวะ
ประสิทธิภาพลดงูสวัดรุนแรงอยู่ที่ 51% และลดปวดเส้นประสาทที่ 67% ซึ่งจะลดลงเมื่ออายุมากขึ้น ประสิทธิภาพเหลือประมาณ 35% ในคนที่อายุมากกว่า 70 (ประมาณ 20 ปีหลังฉีด)
😀วัคซีนตัวใหม่ เป็นวัคซีนชนิดรีคอมบิแนนท์ เอาแอนติเจนเชื้องูสวัด มารวมกับ anti-glycoprotein E และ AS01b คือว่าอะไรที่เอามารวมเนี่ย มันช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการสร้างภูมิให้แข็งแรงและอยู่นานขึ้น รวมทั้งมันไม่ใช่ตัวเป็นทั้งตัว การบังคับสร้างภูมิมันเลยเจาะจงขึ้น โอกาสเกิดผลข้างเคียงจากเชื้อเป็นลดลงโดยเฉพาะกลุ่มที่ภูมิไม่ดี อันเป็นข้อห้ามของวัคซีนเดิม
จากการศึกษา ZOE-50 และ ZOE-70 อันเป็นการศึกษาหลักที่อนุมัติใช้วัคซีน พบว่าระดับภูมิคุ้มกันยังสูงอยู่แม้อายุผู้ป่วยมากขึ้น แม้ถึง 70 ปี (ลดลงกว่าเดิมนะ แต่ลดไม่มาก) ประสิทธิภาพการลดงูสวัดอยู่ที่ 97% และลดลงเมื่ออายุมากขึ้นที่ระดับ 90 % เมื่อายุเกิน 70 ปี รวมทั้งการลดปวดเส้นประสาทก็ทำได้สูงระดับ % และลดลงน้อยมากแม้อายุผู้ป่วยมากขึ้น
😀เรียกว่า มาปิด painpoint เรื่องประสิทธิภาพที่ลดลงค่อนข้างมากเมื่ออายุมากขึ้นของวัคซีนเดิม เพราะเราอายุยาวนานขึ้น
😀อีกประการในเรื่องการใช้วัคซีนในกลุ่มคนที่มีข้อห้ามฉีดวัคซีนตัวเป็นอันเดิม ไม่ว่าจะเป็นภูมิคุ้มกันไม่ดี ปลูกถ่ายอวัยวะหรือเสี่ยงการเกิดโรครุนแรง ไม่ว่าจะอายุมากกว่า 50 หรือน้อยกว่า 50 (ตามข้อบ่งชี้และการศึกษาคือ 18) สามารถใช้วัคซีนใหม่นี้ได้ดี ภูมิคุ้มกันขึ้นดีและผลแทรกซ้อนไม่ต่างจากยาหลอก แต่ว่าการศึกษาในกลุ่มนี้เป็นการศึกษาขนาดเล็ก และระยะเวลาการติดตามสั้น เช่น มะเร็ง การปลูกถ่ายไขกระดูก เอชไอวี
😀แม้ทาง CDC ของอเมริกาจะไม่ใช้วัคซีนตัวเป็นแล้ว แต่ด้วยข้อจำกัดเรื่องการเข้าถึงในทั่วโลก กำแพงเรื่องราคา และการต้องฉีดสองครั้ง ทำให้วัคซีนรีคอมบิแนนท์ชนิดใหม่ยังคงไม่สามารถเข้าถึงได้ 100% วัคซีนเชื้อเป็นของเดิมจึงยังใช้ได้ดี และยังน่าใช้เช่นกัน
😀ในกรณีได้วัคซีนเชื้อเป็นมาก่อน ให้เว้นระยะอย่างน้อย 5 ปี จึงฉีดวัคซีนรีคอมบิแนนท์ชนิดใหม่นี้ได้
😀วัคซีนทั้งสองชนิดห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์ สามารถฉีดพร้อมวัคซีนอื่นได้ แต่ให้ฉีดคนละข้าง และควรเว้นระยะหลังป่วยงูสวัดประมาณ 2-3 เดือน
สรุปว่าหากอายุเกิน 50 ควรฉีดป้องกันตัวไหนก็ได้ แต่ถ้าอายุต่ำกว่า 50 และมีความเสี่ยง ให้ใช้วัคซีนรีคอมบิแนนน์ หรืออายุเกินห้าสิบแต่มีข้อห้ามวัคซีนเชื้อเป็น ก็ใช้วัคซีนรีคอมบิแนนท์ ส่วนยี่ห้อวัคซีน สถานที่ฉีด และราคา ต้องไปสืบหากันเองครับ

30 ตุลาคม 2566

วัคซีนไข้หวัดใหญ่ขนาดสูง สำหรับผู้สูงวัย

 วัคซีนไข้หวัดใหญ่ขนาดสูง สำหรับผู้สูงวัย

เราอาจจะเคยเห็นวัคซีนไข้หวัดใหญ่สำหรับผู้สูงวัยเกิน 65 ปี ว่าสามารถใช้วัคซีนไข้หวัดใหญ่ขนาดสูง (60 micrograms of hemagglutinin) แทนที่ขนาดมาตรฐานปกติ (15 micrograms of hemagglutinin) เรามาพิจารณากัน
คำแนะนำของศูนย์ควบคุมโรคอเมริกา แนะนำใช้ป้องกันไข้หวัดใหญ่ในคนที่อายุเกิน 65 ปีเท่านั้น ในประเทศไทยก็อนุมัติให้ใช้เช่นกัน โดยอ้างอิงเอกสารจาก new england journal of medicine และวันนี้ผมจะมาอธิบายสั้น ๆ ว่ามีอะไรในการศึกษา รวมทั้งพ่วงอีกสองการศึกษาที่น่าเชื่อถือมาด้วย เราไปดูกันเลย
สำหรับการศึกษาแรกที่ใช้อ้างอิง มาจาก NEJM สิงหาคม 2014 เขาทำการศึกษาในผู้อายุเกิน 65 ปีเท่านั้น 32000 คน แบ่งเป็นได้รับวัคซีน 'สามสายพันธุ์' ขนาดมาตรฐานเทียบกับขนาดสูง ฉีดต่อเนื่องกันสองปี แล้ววัดผลว่ามีการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่หรือไม่โดยการใช้อาการและผลตรวจยืนยัน พบว่าเกิดโรคในวัคซีนขนาดสูง 1.4% เทียบกับขนาดมาตรฐาน 1.9% คิดเป็น 'สัดส่วนที่ลดลง' คือ 24% เทียบกับวัคซีนมาตรฐาน แต่ถ้าคิด absolute risk reduction เท่ากับ 0.5% เท่านั้น (NNT = 200) โดยระดับภูมิคุ้มกันที่ 28 วันนั้นกลุ่มวัคซีนขนาดสูงจะเพิ่มมากกว่า ผลข้างเคียงน้อยนั้นวัคซีนขนาดสูงมีน้อยกว่าเล็กน้อย ( ต่างกัน 8%) การศึกษานี้สนับสนุนโดยบริษัทวัคซีนขนาดสูง
การศึกษาทดลองอันที่สองลงใน JAMA เมื่อ ธันวาคม 2020 เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพในการป้องกันโรคปอดและโรคหัวใจ (ผลแทรกซ้อนสำคัญของไข้หวัดใหญ่) ระหว่างวัคซีนขนาดสูงสามสายพันธุ์ และ วัคซีนขนาดปกติสี่สายพันธุ์ (ย้ำนะ อ่านดี ๆ) โดยนำผู้ป่วยที่เคยเป็นกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหรือหัวใจวาย และมีความเสี่ยงอันตรายอย่างน้อยหนึ่งข้อ หนึ่งในนั้นคืออายุมากกว่า 60 นั่นหมายความว่ามีคนอายุน้อยกว่า 65 มาเข้าการศึกษานี้ด้วย โดยแบ่งกลุ่มละ 2630 รายเท่ากัน แบ่งวัคซีนขนาดสูงและปกติ จำนวน 3 ปี แล้ววัดผลคือ อัตราตายหรือการเข้าโรงพยาบาลด้วยโรคปอดและหัวใจ พบว่า กลุ่มวัคซีนขนาดสูงเกิดเหตุ 45 ต่อร้อยคนปี วัคซีนปกติ 42 ต่อร้อยคนปี เมื่อเทียบสัดส่วนกันพบว่า "แตกต่างกันแต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ" แต่ว่าผลการศึกษานี้เกิดเมื่อคณะกรรมการได้ยุติการศึกษาก่อนจบ (ตั้งใจที่ 9300 ราย) เนื่องจากผลการอัตราการเกิดโรคมันมากกว่าที่กำหนดแล้ว ไม่ปลอดภัยต่อผู้เข้าศึกษาหากจะทำต่อไป แต่ก็สรุปว่าวัคซีนขนาดสูงมีประโยชน์ในกลุ่มเสี่ยง 'มีแนวโน้ม' ได้ประโยชน์มากกว่าขนาดมาตรฐาน
การศึกษาที่สามลงใน clinical infectious disease ตุลาคม 2023 นี้เอง เป็นการเก็บข้อมูลย้อนหลัง หลังจากที่มีการใช้วัคซีนขนาดสูงแล้ว โดยเก็บข้อมูลคนที่อายุมากกว่า 65 ปี จากสามฤดูกาลระบาดต่อเนื่องกัน จำนวนประมาณ 44000 ราย จากฐานข้อมูลสุขภาพของอเมริกา พบว่าไม่ได้ฉีดวัคซีน 52% (น่าตกใจมาก) ได้วัคซีนขนาดสูง 33.8% และวัคซีนขนาดปกติ 14.2% ติดตามผลดูว่าหากป่วยเป็นโรคไข้หวัดใหญ่แล้วไม่ว่าจะนอนโรงพยาบาลหรือไม่ก็ตาม จะมีอัตราการเสียชีวิตที่ 30 วันเป็นอย่างไร ซึ่งแต่ละฤดูระบาดจะได้ผลต่างกันเล็กน้อย แต่ผลโดยรวมในสามฤดูระบาดออกมาว่า เมื่อเทียบกับการไม่รับวัคซีนนั้น การฉีดวัคซีนไม่ว่าขนาดใด ลดอัตราการเสียชีวิตลงอย่างมีนัยสำคัญทั้งสิ้น แต่หากเทียบอัตราการเสียชีวิตระหว่างวัคซีนขนาดสูงกับขนาดต่ำ พบว่าวัคซีนขนาดสูงสามารถลดอัตราการเสียชีวิตได้มากกว่าก็จริงแต่ขนาดไม่มากและ "ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ" ไม่ว่าจะคิดเกลี่ยตัวแปรใด ๆ ผลก็ออกมาแบบเดียวกัน
จากสามการศึกษาก็จะเห็นผลของวัคซีนขนาดสูงในผู้สูงวัยอายุมากกว่า 65 ที่ชัดเจนในแง่การป้องกันโรคแทรกและลดอัตราตายและยิ่งชัดหากมีโรคร่วม ในแง่ระดับภูมิคุ้มกันที่เพิ่มก็มากกว่าวัคซีนมาตรฐาน
….แต่….
ไม่ได้หมายความว่าวัคซีนขนาดมาตรฐานมันไม่ดีแต่อย่างใด ผมจึงสรุปว่า ในผู้สูงวัยอายุเกิน 65 ปี คุณควรฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ประจำปีทุกปี จะเป็นขนาดมาตรฐานหรือขนาดสูงก็ได้ ประสิทธิภาพและผลข้างเคียงไม่ต่างกันเท่าไร ใครอยากได้การปกป้องที่ดีขึ้นก็เลือกฉีดแบบขนาดสูงได้ แลกมากับราคาที่สูงขึ้นประมาณสี่เท่าตัว อันนี้แล้วแต่ความต้องการครับ ส่วนวัคซีนฟรีที่ทางรัฐบาลให้ยังเป็นวัคซีนขนาดมาตรฐานซึ่งใช้ได้ดีมาก ยังใช้ได้ต่อไป
May be an image of 3 people

บทความที่ได้รับความนิยม