แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นิยาย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นิยาย แสดงบทความทั้งหมด

21 พฤษภาคม 2568

ลุงหมอกับสาวงาม ที่กระท่อมน้อยบนหาดทราย (ไทรอยด์เป็นพิษ)

 ลุงหมอกับสาวงาม ที่กระท่อมน้อยบนหาดทราย

ชายชราหน้าหนุ่มเดินผ่านหาดทรายยาว ไปที่ซุ้มกระท่อมกาแฟริมหาด ที่นั่นมีบาริสต้าสาวสวย ที่อีตาลุงหมอหยอดขนมจีบไว้ เมื่อสองเดือนก่อน แต่มีภารกิจด่วนก็เลยไม่ได้ทำคะแนนต่อ ถึงกระนั้นก็ยังส่งข้อความมาหยอดทุกวัน
เมื่อได้เจอหน้าอีกหน ลุงหมอก็รู้สึกกระชุ่มกระชวย ซาบซ่านทรวงในยิ่งนัก สั่งกาแฟดำร้อนหนึ่งแก้ว
“ดูแลตัวเองดีจังเลยนะหนู หุ่นบางเพรียวยิ่งกว่าตอนเจอกันครั้งก่อนอีกนะ” ลุงหมอเริ่มขายขนมจีบด้วยประโยคที่คิดว่าสาวเจ้าจะชอบที่สุด
“แหม ป๋า หนูก็ทำงานหนักค่ะ ไม่ได้ไดเอตหรอกค่ะ ธรรมชาติ” บาริสต้าสาวยักคิ้วให้ ลุงหมอนึกในใจ ทางโล่งแล้วกรู
“ป๋าน่าจะเป็นลูกค้ารายสุดท้ายแล้วสินะ ฟ้ามืดมาแล้ว งั้นเดี๋ยวป๋ารอหนูปิดร้านนะ จะพาไปกินตือฮวนเจ้าอร่อยนะจ๊ะ” ลุงหมอรุกต่อ
“อุ๊ย ป๋ามาจีบหนูเหรอคะ หนูกินเก่งน้า เลี้ยงไหวเหรอค้าาา” พร้อมส่งสายตา
ตอนนี้ลุงหมอตายไปครึ่งตัวแล้ว หูอื้อ ตาพร่ามัว หายใจฟืดฟาด แต่ทันใดนั้น เสียงฟ้าร้องดังสนั่น ..เปรี้ยง
บาริสต้าร้องว้าย พร้อมกับสายฝนที่เทกระหน่ำลงมาทันทีทันใด ตกหนักเม็ดหนาแบบมองไม่เห็นข้างหน้า ลุงหมอผู้ซึ่งมีสติเสมอ จึงตัดสินใจดันตัวบาริสต้าเข้าไปในร้าน ปิดประตูหน้าต่าง กันฝนสาด
“เข้ามาข้างในดีกว่า ฝนหนัก เดี๋ยวเปียกแล้วจะไม่สบาย” ลุงหมอเอ่ยบอกบาริสต้า ที่ส่งตาหวานอยู่ข้าง ๆ
พรึ่บ..อ้าว ไฟดับซะงั้น และไม่รู้ว่าบาริสต้าเขาจุดเทียนไว้ตั้งแต่เมื่อไร ในกระท่อมจึงมีแต่หญิงสาวสุดสวย ชายชราที่หายใจฟืดฟาด แสงเทียน และฝนที่กระหน่ำอยู่ด้านนอก
ฟ้าเป็นใจ
ลุงหมอขยับตัวเข้าไปชิดสนิทกับตัวบาริสต้า คือ กระท่อมมันแคบน่ะครับ แถมอยู่ชิดกำแพงก็กลัวเปียก รู้สึกได้ถึงสาวสวยที่เนื้อตัวสั่นเทา …ซึ่งในใจสาวสวยก็กรี๊ดในใจ ได้แล้วเว้ย วันนี้ได้แน่
ลุงหมอรวบรวมความกล้า คว้ามือบาริสต้าสาวมากุมไว้ รู้สึกได้เลยว่าเหงื่อของเธอซึม …ในใจบาริสต้าคิด จับมือแล้ว ต้องหลบตาสักหน่อย เดี๋ยวเขาหาว่าเราอ่อย
มือของลุงหมอเริ่มอยู่ไม่สุข ฉายา octolimb ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย
มือลุงหมอลูบไล้ที่ต้นคอของหญิงสาว สัมผัสได้ถึงชีพจรที่เต้นเร็วราวกับเลขไมล์ของโดมินิก ทอเร็ตโต ตึ่ก ๆ ๆ ๆ
ใบหน้าลุงหมอเคลื่อนเข้ามาใกล้ใบหน้าบาริสต้าสาว ทีละน้อย ใกล้เข้า ใกล้เข้า…ในใจบาริสต้าคิด ต้องทำไงวะ อ้อ อ้อ หลับตาพริ้ม จือปาก โอเค
ริมฝีปากลุงหมอเคลื่อนชนใบหูสาวสวย ลมหายใจร้อนแรง ฟืดฟาด ฟืดฟาด กระซิบเบา ๆ
“ผมว่าคุณควรไปตรวจหาการทำงานของไทรอยด์นะครับ” พร้อมกับไฟที่ติดพรึ่บ ฝนที่หยุดตกดื้อ ๆ ซะงั้น เมฆฝนหายเกลี้ยง พร้อมกับความเหวอเฉียบพลันของบาริสต้าสาว ที่เคยครองตำแหน่ง บาริสต้าเซ็กซี่สุดในประเทศ
ลุงหมอเดินไปหยิบกระดาษออเดอร์ เขียนการส่งตรวจ free T3, free T4, TSH, EKG แล้วส่งให้บาริสต้า
“หนูน้ำหนักตัวลดลง โดยกินเท่าเดิมถึงมากขึ้น มีอาการมือสั่น ผิวเปียกชื้น โดยเฉพาะจุดฝ่ามือ เมื่อสักครู่ผมตรวจร่างกายโดยการจับชีพจร พบว่าชีพจรเต้นเร็วมาก แต่จังหวะและความแรงสม่ำเสมอ เป็นอาการและอาการแสดงที่บ่งชี้ฮอร์โมนไทรอยด์เกินปกติ
และแอบคลำต่อมไทรอยด์ที่คอ พบว่าโตขึ้นทั่ว ๆ สม่ำเสมอ แบบนี้สงสัยไทรอยด์เป็นพิษ ควรไปตรวจเลือดนะครับ” ลุงหมอใบหน้าสงบนิ่ง หายใจปกติ พูดเสียงราบเรียบ
คือพอเจออาการและอาการแสดงทางคลินิก ลุงหมอแกจะแปลงร่างมาเป็นร่างนี้เสมอครับ เหมือนเห็นพระจันทร์เต็มดวงนั่นแหละ
“ผมโน้ตให้แล้ว ไปตรวจต่อนะครับ โรคนี้หายได้ ผมเป็นห่วงนะครับ” แล้วเดินออกไปเหมือนไม่เกิดอะไรขึ้น
บาริสต้าของเราได้สติจากความเหวอ เข้าใจแล้วว่า ทำไมมันถึงโสดมาจนป่านนี้ วันก่อนเอาไม้เกาหลังมาเกาเล่นในร้าน เฮ้อ..
แต่ยังก่อน บาริสต้าของเราตะโกนเรียกด้วยเสียงน่ารัก “ป๋าขาาาา ป๋า”
ลุงหมอได้สติ เฮ้ย นี่กรูมาเผด็จศึกนี่นา เมื่อกี้เผลอตัวอีกแล้ว นี่ท่าทางหนูบาริสต้าคงให้โอกาส ถึงหันกลับไป “ว่าไงจ๊ะ หนู”
ป๋าลืมจ่ายตังค์ค่ากาแฟค่าาา
จบบริบูรณ์

07 กันยายน 2567

หมากฝรั่งเลิกบุหรี่ กับ กาแฟ

 ณ ร้านกาแฟแห่งหนึ่ง

สุภาพสตรีท่านหนึ่ง รูปร่างสูงสง่า ผมยาวประบ่า แต่งหน้าบาง ๆ ในชุดแซ็คพอดีตัว เดินเข้ามาในร้านกาแฟประจำ
ผู้งาม : อเมริกาโน่ร้อนเหมือนเดิมนะน้อง วันนี้ขอแบบคั่วเข้ม ดับเบิ้ลช็อต
บาริสต้าหนุ่ม : ได้เลยครับพี่ พี่นั่งรอที่เก้าอี้เดิมได้เลยครับ เดี๋ยวผมยกไปเสิร์ฟให้ครับ อ้อ เดี๋ยวเอาที่เขี่ยบุหรี่ไปให้ด้วยครับ
ผู้งาม : เอ่อ วันนี้พี่นั่งข้างใน พี่เลิกบุหรี่แล้ว
คือคุณสุภาพสตรีผู้งามนี้ เธอมาดื่มกาแฟที่ร้าน นั่งในโซนสูบบุหรี่ และดื่มกาแฟพร้อมสูบบุหรี่ และนั่งตรวจงานทุกวัน ประมาณหนึ่งชั่วโมง พนักงานในร้านทุกคนจำเธอได้ แต่ด้วยคำพูดของเธอ ทำให้พนักงานแปลกใจ
บาริสต้าหนุ่ม : โห พี่ เจ๋งอ่ะ หักดิบเลยหรือครับ
ผู้งาม : ไม่ไหวหรอกน้อง นี่พี่ไปคลินิกเลิกบุหรี่ที่เขามาวางนามบัตรตรงนี้แหละ หมอเขาอธิบายดีมากเลยนะ เสียงนุ่มเหมือนคนอายุมาก แต่หน้ายังหนุ่ม คล้าย ๆ กงยู สอนวิธีเลิก มียาช่วย คราวนี้พี่ว่า พี่น่าจะพิชิตใจได้แน่
บาริสต้าหนุ่ม : ใจใครครับพี่ ใจพี่ หรือใจคุณหมอ
ผู้งาม : ใจพี่สิคะ คุณหมอน่ะ ไม่ไหวหรอก แก่ไป
เธอไปนั่งรอที่โต๊ะมุมร้าน เอาโน้ตบุ๊กออกมากาง กดก๊อกแก๊ก ๆ แล้วหยิบหมากฝรั่งเลิกบุหรี่ขึ้นมาวางไว้ข้าง ๆ เผื่ออยากบุหรี่จะได้หยิบมาเคี้ยว เธอมุ่งมั่นมากทีเดียว แล้วเครื่องดื่มก็มาเสิร์ฟ คนเสิร์ก็หล่อ..น่ากิน
ผู้งาม : น้องมาใหม่หรือคะ
พนักงานเสิร์ฟ : ครับ
ผู้งาม : น้องเสิร์ฟผิดโต๊ะแล้วล่ะค่ะ นี่มันนมสด พี่สั่งกาแฟนะคะ
พนักงานเสิร์ฟ : ไม่ผิดหรอกครับ ผมว่าพี่ควรดื่มนมมากกว่าครับ
ผู้งาม : ขึ้นเลย : อะไรกันคะน้อง พี่เป็นลูกค้าประจำที่นี่นะคะ พี่สั่งเครื่องดื่มแบบเดียวมาตลอด กินมานานแล้วสะสมแต้มจนฟรีไม่รู้กี่แก้ว ไม่เคยสั่งนมค่ะ น้องไปทวนออเดอร์ แล้วเปลี่ยนมาใหม่ดีกว่าค่ะ
พนักงานเสิร์ฟมองหน้าคุณสุภาพสตรี แววตามั่นคง ไม่มีสั่นตามคำพูดเสียงแข็งของคุณสุภาพสตรีผู้งามคนนั้น
พนักงานเสิร์ฟ : ทราบครับ แต่ผมตั้งใจเอานมสดมาให้คุณ คุณรู้ไหมครับ ว่าไม่ควรดื่มกาแฟ
ผู้งาม : เลือดขึ้นหน้าเลย : ทำไมคะ พี่ดื่มมายี่สิบปีแล้วค่ะ แข็งแรงดี มีข้อห้ามข้อไหนที่พี่ไม่ควรดื่มกาแฟหรือคะ
พนักงานเสิร์ฟ : ก็ไม่มีข้อห้ามหรอกครับ แต่ตอนผมเดินผ่านโต๊ะพี่ ผมเห็นพี่วางหมากฝรั่งเลิกบุหรี่บนโต๊ะครับ พี่ไม่ควรดื่มเครื่องดื่มที่มีฤทธิ์เป็นกรด เช่น กาแฟ น้ำผลไม้ ก่อนเคี้ยวครับ เพราะจะทำให้สภาพแวดล้อมในช่องปากเป็นกรด นิโคตินจากหมากฝรั่งจะแตกตัวได้ดี และดูดซึมทางเยื่อบุช่องปากลดลง ประสิทธิภาพของหมากฝรั่งนิโคตินจะลดลงมาก การใช้หมากฝรั่งอาจล้มเหลว และพี่อาจต้องกลับไปสูบบุหรี่อีก มันไม่ดีครับ มันทำให้พี่ล้มเหลว พี่อาจจะลืมข้อนี้ที่คุณหมอเขาย้ำนักย้ำหนา
ผู้งาม : อ้าปากค้าง กรูลืมจริง ๆ
ขณะที่ผู้งามกำลังสับสน มองหน้าน้องเขาก็หล่อน่ากิน วาจาน้องเขาก็เชือดเฉือนแต่เป็นจริง
พนักงามเสิร์ฟ : ผม…ผมเป็นห่วงพี่จากใจจริงนะครับ
เขาก้มหน้าแล้วรีบเดินจากไปท่ามกลางความตะลึงและขวยอายของผู้งาม และนึกในใจ กรูลืมสนิทเลย และขณะที่กำลังตะลึง บาริสต้าหนุ่มก็ยกกาแฟกรุ่น ๆ หอม ๆ มาเสิร์ฟที่โต๊ะ พร้อมรู้สึกงง ว่ามีนมสดมาบนโต๊ะได้ไง วันนี้เราทำงานคนเดียวนี่หว่า
คุณสุภาพสตรีผู้งามรีบลุกขึ้นแล้วเดินตามพนักงานเสิร์ฟคนนั้นไป อนิจจา..เธอพบแต่เพียงชุดหมีปักป้ายร้านกาแฟนั้น วิกผมและหน้ากากซิลิโคนเบ้าหน้า แจ็คสัน หวัง ที่กองไว้ในถังขยะหน้าร้านเท่านั้น เธอยืนมองไปรอบ ๆ สักพัก แล้วเดินกลับไปเคี้ยวหมากฝรั่งช้า ๆ และยกเลิกกาแฟถ้วยนั้นไป
….
….
ห้านาทีต่อมา สุภาพบุรุษท่านหนึ่งนั่งคร่อมรถจักรยานยนต์ ยกหมวกกันน็อคขึ้นสวม ปกปิดใบหน้าที่หล่อเข้มคมคาย ละม้ายกงยู พร้อมรอยยิ้มละลายหัวใจ กดปุ่มสตาร์ตเครื่อง เอื้อมมือปรับกระจกข้าง ของจักรยานยนต์ฮาร์ลีย์ เดวิดสัน สปอร์ตสเตอร์ ภาพในกระจกสะท้อนให้เห็นเสื้อแจ๊คเก็ตหนัง ที่สวมทับเสื้อยืดสีขาว มีลายสกรีนด้วยอักษรสีน้ำเงินตรงกลางอกแน่น ๆ นั้นว่า
"อายุรศาสตร์ ง่ายนิดเดียว"

11 ธันวาคม 2566

ดอกไฮยาซินธ์ ดอกไม้แห่งเลือดและความเศร้า

 ดอกไฮยาซินธ์ ดอกไม้แห่งเลือดและความเศร้า

ดอกไฮยาซินธ์ ดอกไม้ที่มีตำนานการเกิดมาตั้งแต่ยุคโอดิสสีย์ ดอกไฮยาซินธ์จะไม่มีวันเกิดมาได้เลย ถ้าทุกคนรู้จักการปฐมพยาบาล
ในคืนเทศกาลงานเฉลิมฉลองทวยเทพ มีการละเล่นและมหรสพมากมาย โฆษกงานก็ได้เชิญแขกรับเชิญมาเล่นเกมชิงรางวัลอันเป็นไฮไลท์ของงาน การเล่นขว้างจักรแข่งกัน ในคืนนั้นมีคู่แข่งขันที่มองตาซึ้งใจ จับมือกันมาลงแข่ง
ไฮยาซินตัส กับ อพอลโล ทั้งคู่บอกผู้สื่อข่าวว่าเป็นแค่พี่น้องกันมาตลอด พี่น้องที่สนิทกันมาก ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีใครเชื่อ โดยเฉพาะเซเฟียส เทพหนุ่มประจำลมตะวันตก ที่แอบค้อนหนุ่มไฮยาซินตัสและหวังครอบครองอพอลโลอยู่ตลอด
พอทั้งคู่ไปลงทะเบียนแข่งขัน โฆษกและกรรมการก็ไลน์ไปบอกเซเฟียส บอกว่าโน้มน้าวทั้งคู่ให้มาแข่งได้แล้ว อย่าลืมค่าน้ำชาที่ตกลงกันไว้ ซึ่งไฮยาซินตัสเป็นเพียงทหารรับใช้ ย่อมกริ่งเกรงและไม่อยากโชว์ตัวเป็นคู่รักเทพเจ้าระดับเอบวกอย่างอพอลโล แต่ก็นะ เพราะรักจึงยอมทุกอย่าง
พอถึงคิวเล่น อพอลโลขว้างจักรออกไปด้วยความแรงเล็กน้อยเท่านั้นอย่างที่เคยซ้อมกัน แต่ครานี้ แผ่นจักรเคลื่อนที่ด้วยความเร็วและแรงสูงมาก จนไฮยาซินตัสมองไม่เห็น รับไม่ทัน จักรพุ่งเข้ากระแทกศีรษะอย่างแรง เลือดพุ่งกระจาย อพอลโลตกใจสุดขีด รีบเข้าไปประคองไฮยาซินตัส
ตัดฉากมาหลังต้นไม้ เซเฟียส หัวเราะอย่างเจ้าเล่ห์ ตรูนี่แหละที่เป่าพัดลมตะวันตกให้หนุนแรงขว้างจักรของอพอลโล ทำให้จักรเคลื่อนที่มากกว่า 340 เมตรต่อวินาที เร็วกว่าเสียง มีหรือเจ้าไฮยาซินตัสจะรับได้ ต่อไปเราจะได้มาแทนที่มัน คริคริ
อพอลโลทะยานเข้าไปประคองไฮยาซิน เลือดทะลัก และคร่ำครวญว่า อพิโธเอ๋ย ออเจ้า ใยออเจ้าจึงอับโชคเพียงนี้ คร่ำครวญจนไฮยาซินตัสเริ่มเหนื่อยและซีดลง ประเด็นคือตรงนี้ จริง ๆ แล้วสิ่งที่อพอลโลควรจะทำอย่างยิ่งคือ ใช้ผ้าสะอาดกดแผลที่ศีรษะเอาไว้ เนื่องจากหนังศีรษะจากผิวหนังถึงกระโหลก มีโครงข่ายหลอดเลือดดำที่หนาแน่นมาก หากมีแผลเลือดจะออกมากจนช็อกได้ หรือวิธีที่คุณหมอห้องฉุกเฉินนิยมใช้คือใช้ปากคีบพลิกหนังศีรษะตรงแผล ย้อนกลับ 180 องศา จะพับหลอดเลือดตรงแผลให้หยุดได้ง่ายแล้วรีบเย็บแผล
แต่อพอลโลก็ยังคร่ำครวญต่อไป ไฮยาซินตัสก็ซีดลง ซีดลง … ก็แหงล่ะ ปล่อยให้เลือดไหลออกมาขนาดนั้น นี่ยังไม่คิดว่าอาจจะมีเลือดออกใต้กระโหลกศีรษะ ที่อาจมีเลือดออกมากจนซีดและหมดสติได้อีก อพอลโลควรรีบโทร 1669 และพาไปตรวจโดยเร็ว
หลังจากที่ไฮยาซินตัสเริ่มหมดสติ อพอลโลก็ปล่อยให้หนุ่มเหน้าคอตกไปด้านหลัง ราวกับดอกไม้พับหักลง แล้วไฮยาซินตัสก็ถึงแก่ความตาย ซึ่งอพอลโลก็พลาดอย่างมหันต์ ในการปฐมพยาบาลผู้ป่วยประสบอุบัติเหตุ ที่ไม่แน่ใจว่ากระดูกสันหลังส่วนคอจะบาดเจ็บหรือไม่ ในกรณีนี้แผ่นจักรของอพลอโลกระแทกศีรษะเข้าอย่างจัง โอกาสกระดูกคอหักนั้นสูงมาก สิ่งที่อพอลโลควรทำคือประคองศีรษะ อย่าให้ห้อยแบบนั้น หรือใช้หมอนไม้ประกบศีรษะอย่าให้ขยับ
หากกระดูกคอหักและไปกดทับไขสันหลัง อาจเกิดอัมพาตแขนขาและหายใจไม่ออกได้ นับเป็นสิ่งที่ต้องระวังอันตรายเป็นลำดับต้นของการปฐมพยาบาลผู้ป่วยประสบอุบัติเหตุ
ด้วยแรงโศกเศร้าของเทพเจ้าอันเป็นชู้รัก สายเลือดของไฮยาซินตัส บังเกิดเป็นดอกไม้อันเป็นสัญลักษณ์แห่งความโศกเศร้าและอับโชค ดอกไฮยาซินธ์ และบันทึกบนกลีบดอกเป็นอักษรแสดงเสียงแห่งความโศกเศร้าของอพอลโลต่อไฮยาซินตัส (พยายามดูหลายทีแล้ว มองไม่ออกครับ)
หลังจากนั้นอพอลโลก็ไปเรียนการปฐมพยาบาลเบื้องต้น และไม่เคยทำผิดการปฐมพยาบาลอีกเลย และเท่าที่ผมทราบ อพอลโลไม่เคยมีภรรยาเช่นกัน
จบตำนานพิสดารแต่เพียงเท่านี้

26 พฤษภาคม 2566

ทำสิ่งที่ดีในวันนี้

 เด็กหญิงอายุ 8 ปี แต่งตัวสวยน่ารัก นั่งเงียบ นิ่ง ขยับร่างกายเพียงแค่หายใจเข้าออก ตรงหน้ามีแก้วน้ำหวานและขนมปังวางอยู่ แต่ไม่ได้รับความสนใจจากเด็กหญิงคนนั้นเลย แต่ละนาทีที่ผ่านไปช่างยืดยาว

ห่างออกไปสองโต๊ะ คุณหมอหนุ่มคนหนึ่งนั่งดื่มกาแฟ เฝ้าดูเด็กหญิงคนนั้นอยู่ตลอด แต่ละครั้งที่ยกแก้วกาแฟขึ้นจิบ มือของคุณหมอสั่นอย่างเห็นได้ชัด แต่หลังจากนั้นก็นิ่งเงียบ ด้วยท่าทีเดียวกันกับเด็กหญิงผู้น่ารักคนนั้น
จนกระทั่งชายหนุ่มร่างใหญ่คนหนึ่ง เดินมาหาเด็กหญิง คุณหมอจำได้ว่าคือพ่อของเด็กหญิงคนนั้น คุณพ่อเดินมาหาลูกสาว รับลูกสาวเข้ามาอยู่ในอ้อมกอดแล้วทั้งคู่ก็จากไป พร้อมภาพที่ลูกสาวปาดน้ำตาจากแก้ม
คุณหมอหนุ่มถอนหายใจ และหลับตานึกภาพที่เกิดขึ้นเมื่อสองชั่วโมงก่อน
หลังจากปรับเครื่องช่วยหายใจเรียบร้อยทั้งหกเตียง ชายหนุ่มนั่งพัก ตาจ้องจอมอนิเตอร์ว่าผู้ป่วยแต่ละรายมีการตอบสนองอย่างไร
เสียงออดดังขึ้น ! โค้ดแดง รหัสกู้ชีพ !
คุณพยาบาลตะโกนเข้ามา คุณหมอคะ ห้องคลอดขอความช่วยเหลือด่วน
ไม่ต้องรอซ้ำสอง คำว่าด่วนมีความหมายจบในตัวของมัน ชายหนุ่มลุกไปทันที พร้อมสั่งทีมให้เอาอุปกรณ์กู้ชีพตามไปสมทบ
"พี่ คนไข้หัวใจหยุดเต้นกระทันหัน ผมกับทีมช่วยเบื้องต้นแล้ว ยังไม่ดีขึ้น พี่ช่วยเพิ่มเติมทีครับ"
ภาพผู้ป่วยบนเตียงข้างหน้า ใส่ท่อช่วยหายใจ มีคนกดหน้าอกปั๊มหัวใจ สายระโยงระยาง จอภาพมอนิเตอร์ขึ้นคลื่นไฟฟ้าที่ไม่ปกติ ชายหนุ่มเห็นภาพนี้แล้ว แว่บขึ้นมาทันทีว่า ตอนที่เขาวิ่งเข้ามา เขาเห็นชายหนุ่มร่างใหญ่ และเด็กหญิงวัยประมาณเจ็ดแปดขวบ แต่งตัวน่ารัก มือถือขวดนมเล็ก ๆ ผูกโบว์สวย น่าจะเป็นของขวัญวันเกิดให้น้อง มีรอยยิ้มที่สดใส ตื่นเต้น
"วีเอฟ ผมขอดีฟิบด่วน เตรียมยาเอฟิเนฟฟรีนด้วย" สิ้นเสียงคุณหมอสวมถุงมือ ไปที่หัวเตียงพร้อมกับผู้ช่วยส่งแพดเดิ้ลกระตุกหัวใจมาให้
"เจล เตรียมพร้อมนะ ปรับไบเฟสิก สองร้อยจูลส์" ชายหนุ่มสั่งเจลนำไฟฟ้ามาที่แพดเดิ้ล มองที่จอว่าพลังงานชาร์จถึง 200 จูลส์แล้ว
"เอาล่ะ เคลียร์ หนึ่ง สอง สาม"
สิ้นคำว่าสาม กระแสไฟถูกส่งเข้าร่างกายผู้ป่วย ร่างกายกระตุก
"ปั๊มต่อเลยครับ ฉีดอิฟิเนฟรีน หนึ่งมิลลิกรัม เตรียมผสมยาอะมิโอดาโรน 300 มิลลิกรัม" ชายหนุ่มประกาศเสียงเฉียบขาด
การกู้ชีพดำเนินการต่อเนื่องอย่างรวดเร็ว สรรพกำลังและทรัพยากรถูกนำมาใช้จนหมดสิ้น ทุกเทคโนโลยี ทุกหัตถการกู้ชีพถูกนำมาใช้
ชายหนุ่มสะดุ้งจากสมาธิแห่งการกู้ชีพ เมื่อหมอหนุ่มสูตินรีแพทย์รุ่นน้องคนนั้นเข้ามาถาม "พี่ครับ ผมทำอะไรเพิ่มได้บ้างครับ"
เกือบสี่สิบนาที ที่หัวใจของหญิงสาวคนนั้นไม่ตอบสนองต่อการรักษา ชายหนุ่มรู้ตัวดีว่าโอกาสเลือนรางเต็มที แต่ภาพของคุณพ่อและพี่สาวที่รอน้องอยู่หน้าห้อง ทำให้ชายหนุ่มตัดสินใจบอกรุ่นน้องว่า
"พี่ว่าจะทำ…. แม้ว่าข้อบ่งชี้อาจจะไม่ชัดเจน แต่พี่ว่าวินาทีนี้ เราไม่มีอะไรจะเสียแล้ว นายเตรียมอุปกรณ์นะ พี่ไม่ยอมแพ้หรอก ขอแค่มีความหวังแม้แต่นิด พี่ก็จะทำ"
ชายหนุ่มหันหน้ามาที่ทีมพยาบาล เขามองตาทุกคน รู้ว่าคำถามในแววตานั้นคือ หมอจะทำจริง ๆ หรือ มันอาจไม่เกิดประโยชน์นะ
ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ภาพเด็กหญิงผู้เตรียมตัวเป็นพี่สาวผุดมาในห้วงความคิด แล้วหันหน้าไปที่ทีม พยักหน้าแล้วพูดว่า "จัดการได้เลย"
ชายหนุ่มยืดตัวบิดคลายความเมื่อยล้าจากการกดหน้าอกและหัตถการกู้ชีพ นึกสลดใจที่วันนี้ชีวิตหนึ่งต้องจบลง ท่ามกลางความคาดหวังที่จะกลับบ้านกันสี่คนพ่อแม่ลูก ชีวิตคนเราไม่มีอะไรแน่นอน ชั่วโมงนี้เรายังหายใจ ชั่วโมงหน้าเราอาจกลายเป็นอดีตก็ได้ พลางนึกถึงงานวิจัยตัวเองที่กองค้างไว้ ผัดวันประกันพรุ่งมาตลอด ตั้งใจว่าจะกลับไปทำให้เสร็จเสียที
เมื่อเปิดประตูห้องคลอดไปที่ห้องพักคอย ภาพที่เห็นทำให้ชายหนุ่มจุกคอ รู้สึกมีก้อนเหนียวในลำคอที่กลืนลงแสนจะยาก
ภาพที่เด็กหญิงในชุดน่ารัก ซบกับไหล่คุณพ่อ ร้องไห้สะอื้น เมื่อเธอทราบข่าวร้าย ในขณะที่ชายผู้เป็นพ่อปลอบประโลมลูก โดยที่น้ำตาไหลรินออกมาด้วยความเสียใจไม่แพ้กัน
แม่ของเธอและภรรยาของเขา เดินทางไปไกลแสนไกลอย่างไม่หวนกลับ เป็นการเดินทางที่กระทันหัน และยากจะทำใจ
ชายหนุ่มเบือนหน้าหนี แม้ชีวิตของเขาจะผ่านเหตุการณ์การจากไปของคนไข้มานับร้อย แต่ครั้งนี้ช่างสะเทือนใจนัก
เมื่อเช้านี้เธอกอดแม่หรือยัง ได้คุยอะไรกับแม่ เขามีอะไรจะบอกกับภรรยาไหมนะ ชีวิตคนเราช่างสั้นและคาดเดาไม่ได้ เมื่อพร้อมก็ควรจะทำสิ่งที่ตั้งใจไว้ ชายหนุ่มจึงโทรไปจองเที่ยวรถ ตั้งใจพาพ่อแม่ไปทำบุญตามที่วางแผนไว้มานาน แต่เขาผัดวันมาตลอด
สุดสัปดาห์นั้น ที่วัดแห่งหนึ่ง
กระดาษที่ไหม้ไฟ กลิ่นธูปหอมกระจายทั่วบริเวณ ควันแห่งเมตตาจากพ่อแม่ลูกครอบครัวหนึ่ง คงจะส่งไปถึงแม่ลูกอีกคู่หนึ่งที่โอบกอดกันอย่างใกล้ชิด ในดินแดนไกลแสนไกล ให้แม่ลูกได้อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข ตลอดกาล ตลอดไป

30 มีนาคม 2566

เรื่องราวของม้าเมืองทรอยที่คุณไม่เคยรู้มาก่อน

 เรื่องราวของม้าเมืองทรอยที่คุณไม่เคยรู้มาก่อน

สงครามเมืองทรอย (trojan war) เป็นสงครามที่เกิดขึ้นระหว่างฝ่ายกรีก นำโดยกษัตริย์อะกาแมมนอน ที่มียอดขุนพลอาคิลิส กับเมืองทรอย นำโดยกษัตริย์เพรียม ที่มียอดขุนพลเฮกเตอร์ จริง ๆ แล้วสองเมืองนี้ก็ฮึ่ม ๆ กันสักพักแล้วล่ะ แต่ไม่กล้าเพราะต่างก็เข้มแข็ง
แม้อะกาเมมนอนจะมีกระสุนและกระแสที่ดีมาก แต่ยังกริ่งเกรงเมืองทรอย ที่มีเสียงเทพเจ้ากรีก 250 เสียงคอยสนับสนุนอยู่
เมื่อเจ้าชายปารีส ขุนแผนเมืองทรอยมาตีท้ายครัว ลักลอบพาราชินิเฮเลน เมียของอีตาอะกาเมมนอน หนีตามเขามาที่เมืองทรอย อะกาเมมนอนก็ยกทัพหวังจะชิงเมียคืนและเหยียบเมืองทรอยให้ราบคาบ ตัวเองจะได้ยิ่งใหญ่ที่สุดในเมดิเตอเรเนียน .. นี่มันสงครามทรอยหรือรามเกียรติ์ ??
อะกาเมมนอน ยกทัพม้าทัพช้างทัพเรือ ไปปิดล้อมเมืองทรอย สู้กันจนล้า ก็ตีเมืองทรอยไม่ได้เสียที ทหารก็เริ่มหมดแรงเหนื่อยล้า ส่วนเมืองทรอยก็อดอยากหิวโหย ทั้งสองฝ่ายอยากจะสงบศึกเต็มที
แต่เพราะเฮเลนสวยที่สุดในโลกไง มงกุฏมิสยูนิเวิร์ส กับสปอร์ต อิลลัสเตรต การันตีรางวัลแบบนั้น อะกาเมมนอนย่อมไม่ยอม ส่งจดหมายให้ม้าเร็ว ไปเรียกตัวสุดยอดกุนซือแห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยา ชะล้อ ฮวง มาช่วยการศึก
ชะล้อ ฮวง มาบริ๊ฟงานกับอะกาเมมนอน แล้วหัวเราะหึ บอกว่า เฮีย งานนี้หมูว่ะ เอาค่าแถลงข่าวมาก่อนสามแสน เสร็จงานขออีกสามแสน ไม่สำเร็จคืนเงินในเจ็ดวัน !!
ชะล้อ ฮวง รู้ดีว่าในเมืองทรอยแทบไม่มีอะไรกิน ประชาชนอดอยาก เงินสนับสนุนจากภาครัฐหมดสิ้น เป๋าตังใคร ใครเที่ยวด้วยกัน เกลี้ยง.. ค่าแรงขั้นต่ำก็ไม่ขึ้น ราคาพืชผลก็ตกต่ำ
เขาเริ่มปล่อยข่าวเรื่อง อาหารวิเศษ กินมื้อเดียวอิ่มไปเจ็ดวัน พลังงานเพียบ รบกับใครก็ชนะ ปล่อยทั้งภาพ เสียง วิดีโอผ่านทุกช่องทางไม่ว่าสื่อโซเชียล ส่งพิมพ์ เคเบิลทีวี วิทยุชุมชน ออกหมดทุกรายการ เรื่องเหล้าเช้าโน้น โหนกระสือ
จนชาวเมืองจนถึงขุนนางเชื่อสนิท ค่าการตลาดของอาหารชนิดนั้นพุ่งสูงมาก เดิมจากจานละ 80 ตอนนี้ซื้อขายกันล่วงหน้าที่จานละ 10,000 วิชาปั่นแมงเม่าของชะล้อ ฮวง แห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยาช่างลุ่มลึก
เมื่อเหตุการณ์สุกงอม ชะล้อ ฮวง บอกอะกาเมมนอนว่า ไปจัดอาหารชนิดนั้นมาที่ประตูเมือง ยกเลิกสงคราม สงบศึก ยกอาหารเป็นบรรณาการ อาหารนั้นคือ เนื้อม้าดิบทรงเครื่อง !!! มากมายขนาดเลี้ยงคนได้ทั้งเมือง แต่งจานให้ดูดี น่ากิน มีสาวเชียร์เบียร์ ผลหมากรากไม้ทั้งกัญชงกัญชา เพียบ
เหตุการณ์เป็นไปตามคาด ชาวเมืองที่หิวโหย ทหารที่อ่อนล้า เมื่อโดนโฆษณาชวนเชื่อต่อเนื่อง เปิดเมืองมาเจอบุฟเฟต์เนื้อม้าดิบขนาดมหึมา เทศกาลกินเนื้อม้าดิบยันหว่างก็เกิดขึ้น
สองวันต่อมา กองทัพของอะกาเมมนอนเดินสบาย ๆ ผ่านประตูเมือง ไร้ซึ่งการต่อต้าน ประชาชนและทหารต่างป่วยกันสิ้น ครึ่งหนึ่งท้องเสียถ่ายเหลวอาเจียนรุนแรงเพราะ salmonella ในลำไส้ที่ปะปนอยู่ในเนื้อม้าดิบ อีกครึ่งมีไข้สูง อ่อนเพลีย เหงื่อแตก ชีพจรเต้นช้า เพราะติดเชื้อ salmonella จากการกินม้าดิบ เข้าในกระแสเลือด
อะกาเมมนอนถามว่า แล้วคนที่หนีไปตอนเข้าเมือง เดี๋ยวกลับมาทำสงครามแย่งคืนเมืองจะทำอย่างไร ชะล้อ ฮวง บอกว่า ผลระยะยาวยังมีอีก คือติดเชื้อพยาธิ trichuris trichiura ที่แทรกในเนื้อม้าดิบ รับรองว่าท่านปราศจากศัตรู อยู่ยาวอีกแปดปี
เท่านั้นก็ยุติสงครามกรีกและทรอย แบบง่าย ๆ สร้างตำนาน 'ม้าเมืองทรอย' อันลือลั่น
บทส่งท้าย
อะกาเมมนอน ไม่อยากให้ชาวโลกรู้ว่าเขาใช้กลศึกแบบนี้ และไม่อยากให้ชาวโลกรู้จักชะล้อ ฮวง เลยบอกเลขาฯ ว่า ให้บันทึกว่าเราใช้ม้าไม้ยักษ์ และซ่อนทหารในนั้นไปบุกทำลายเมืองทรอย แล้วส่งเรื่องราวนี้ออกทางโซเชียลทั่วโลก
ได้ทั้งเมืองทรอย ได้ทั้งหญิงสาวได้ทั้งชื่อเสียง กำจัดศัตรูการเมือง เจ้าชายปารีสก็หมดโอกาสเป็นศัตรูความรัก ยิงปืนทีเดียวได้นกห้าตัว
แล้วอะกาเมมนอนก็เดินเข้าห้องนอน ที่มีเฮเลน สุภาพสตรีที่งามที่สุดในโลกรออยู่ ถอดวิก ถอดเคราปลอม ถอดเสื้อเกราะออก เห็นเป็นผู้ชายหนุ่มหน้าตาดี หุ่นน่ากิน ยิ้มทรงเสน่ห์ กับเสื้อยืดคอกลมสีขาว มีลายสกรีนสีน้ำเงินเข้มที่หน้าอกว่า "อายุรศาสตร์ ง่ายนิดเดียว"

04 ธันวาคม 2565

บุพเพสันนิวาส 2 ท่าหลังจากกู้ชีพ

 เมธัส : ท่านต้องเป่าปากช่วยหายใจเกสรนะ

ขุนสมบัติบดี : เม้าท์ทูเม้าท์น่ะหรือ ข้าไม่กล้า บัดสี
เมธัส : ท่านไม่กล้า เดี๋ยวข้าทำเอง
เมธัสกำลังจะก้มลงเม้าท์ทูเม้าท์ ท่านขุนก็ขยุ้มหัวเมธัส บอกว่า ฝันไปเหอะมรึง
…หยุด..ตามท้องเรื่อง ขุนสมบัติบดีก็ช่วยแม่นางเกสร ให้แม่นางนอนสักพัก ส่งกระแสจิตปิ๊ง ๆ แล้วแม่นางเกสรก็เฮือกและสำลักน้ำออกมา แต่ในความเป็นจริงเรื่องมันเป็นอย่างนี้
ในขณะที่เมธัสกับขุนสมบัติบดี กำลังเถียงกันว่าใครจะช่วย แม่นางเกสรนอนหงายหลับตาพริ้มรอจุมพิตอยู่นั้น
ตึ่ก ๆ ๆ เสียงฝีเท้าหนักวิ่งมาบนดาดฟ้า เห็นเป็นชายหนุ่มหน้าตาดี ตัวเปียกชุ่มเหมือนเพิ่งว่ายน้ำขึ้นมาบนเรือ สวมเสื้อทีมชาติเยอรมัน กางเกงยีนและรองเท้านันยางสีขาว
เขาวิ่งขึ้นมาจนถึงตัวแม่นางเกสร ล้มตัวนั่งลงข้างเธอ มือขวาโอบไหล่ มือซ้ายจับก้นแม่นางเกสร
เฮ้ย…เมธัสกับขุนสมบัติบดีร้องขึ้นพร้อมกัน.. เอ็งแต๊ะอั๋ง แม่นางเกสรเรอะ ยังงี้ต้องโดนเท้า
เมธัสกับขุนสมบัติบดีกำลังปราดเข้ามาจัดการไอ้หนุ่มเชียร์ทีมเยอรมันคนนั้น แต่ยังไม่ทันถึงตัว ภาพสุดท้ายที่ทั้งคู่เห็นคือ พื้นยางสีเขียวของรองเท้านันยางเข้าที่ใบหน้า พลั่ก ๆ ทั้งคู่มึนและได้สติ
"เวลาคนที่ฟื้นมาน่ะ ไม่ว่าหลังการกู้ชีพ หรือหลังจมน้ำ เอาของในปากออกมาก่อน เดี๋ยวอุดตัน แล้วจับนอนตะแคง เหยียดแขนด้านล่างเหยียดไปด้านหน้าใบหน้าจะได้เอียงลงพื้น
สะโพกและขาบน งอสะโพก งอเข่า จัดเข่าที่งอลงพื้น จะได้ล็อกตำแหน่งตัวเอง
ยกเว้นสงสัยกระดูกต้นคอหัก อย่าจัดท่านี้ ให้จัดท่านอนหงาย แล้วรีบตามทีมกู้ภัยมา
ถ้ามีการสำลักจากท้อง จะได้ไม่ลงปอด ไม่เกิดสูดสำลัก เข้าใจไหม ไอ้หนุ่ม"
พอจัดท่าให้เกสร เกสรก็ไอและสำลักน้ำออกมา น้ำไหลลงพื้น ไม่เข้าปอดเลย นางฟื้นขึ้น และบอกว่า "สุดยอดเลย ใครจัดท่าให้ข้าเนี่ย ไม่สูดสำลักเลย"
ชายหนุ่มเสื้อทีมเยอรมันบอกว่า "โน่น ขุนสมบัติบดี เป็นคนช่วยคุณ เขาเป็นพระเอก เจ้าเมธัสเป็นตัวประกอบ ส่วนผมเป็นตัวเผือก ผมไปก่อนล่ะ"
เมธัสตะโกนถาม : ท่านเป็นใคร แล้วทำไมใส่เสื้อทีมเยอรมัน ข้าได้ข่าวว่าตกรอบแรกนี่นา
ชายหนุ่ม : ผมมาพักร้อน นอนเล่นอยู่ริมแม่น้ำ เห็นพวกท่านเก้ ๆ กัง ๆ เลยมาช่วย วันหลังอย่าลืมดูคลิป BCLS บ่อย ๆ นะ
อ้อ..มีเสื้อใส่สองตัว ใส่เยอรมันแล้วโชคไม่ค่อยดี พักร้อนไม่ราบรื่น นี่จะเปลี่ยนไปใส่เสื้อทีมชาติอังกฤษแล้วล่ะ ไปล่ะนะ
ว่าแล้วชายหนุ่มก็กระโดดลงจากเรือไป ว่ายน้ำไปริมฝั่ง ตรงริมฝั่งมีเก้าอี้ชายหาด ร่มกันแดด และสาว ๆ ในชุดทูพีชอีกสามคนรอรับอยู่

19 พฤศจิกายน 2565

royal disease ตอนที่ 5 ตอนจบ

 บทส่งท้าย

โรงแรมเล็ก ๆ ใกล้กับพระราชวังเคนซิงตัน, อังกฤษ, 1922
ก๊อก ๆ …เข้ามาได้ : คุณหมอวัยกลางคนแต่ยังหน้าหนุ่ม นั่งอยู่ในห้องโรงแรม รอการเข้ามาของผู้มาเยือนที่นัดหมายกันไว้ คุณหมอติดสินบนเจ้าหน้าที่ให้เอาเลือดของ ลีโอโปลด์ หลุยส์ เม้าท์แบทเท่น ทายาทผู้ชายคนสุดท้ายของสายเลือดพระราชินีวิคทอเรีย บุตรชายเจ้าหญิงบีอาทริซ ลีโอโปลด์เพิ่งเสียชีวิตจากเลือดออกมากหลังผ่าตัดข้อสะโพก !!
หลังจากเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่เอคาเทอรินเบิร์ก 1918 คุณหมอหนุ่มถูกไล่ล่าจากสายลับของบอลเชวิก เพื่อทรัพย์สินอันทรงคุณค่ายิ่ง คือ ตัวอย่างเลือดหยาดสุดท้ายของอเล็กไซที่คุณหมอเก็บไว้ได้ ก่อนที่ศพของเหยื่อฆาตกรรมหมู่จะถูกแยกย้ายไปฝัง นั่นรวมถึง ยูจีน บอตสกิน เพื่อนของเขา
สี่ปีที่ต้องหลบหนี คุณหมอก็ยังได้ค้นคว้าต่อเนื่อง จนสามารถร่างทฤษฎีของเขาได้ว่า โรคเลือดออกผิดปกติที่อเล็กไซและลีโอโปลด์เป็นอยู่นี้ เกิดจากขาดสารการแข็งตัวของเลือดบางอย่าง น่าจะเป็นมาแต่เกิดและถ่ายทอดทางพันธุกรรม
ลักษณะการถ่ายทอดไปกับโครโมโซมเพศ X ที่เป็นยีนด้อย เพราะเพศหญิงมีโครโมโซม X สองตัวโอกาสจะเกิดยีนด้อยทั้งคู่น้อยมาก จึงเกิดโรคแต่ในผู้ชาย และผู้ชายที่เป็นโรคก็มักจะเสียชีวิตก่อนจะมีลูก ผู้หญิงที่เป็นพาหะจึงถ่ายทอดยีนต่อไป ในครอบครัวของราชวงศ์พระนางวิคทอเรีย มีการแต่งงานกันในเครือญาติบ่อยมาก โอกาสที่ยีนด้อยจะมาเจอกันจึงสูงขึ้น และทายาทคนสุดท้าย ลีโอโปลด์ ที่คุณหมอทำนายไว้ว่าน่าจะเป็นโรค สุดท้ายก็ป่วยเป็นโรคเลือดออกง่ายอย่างที่คาด
ทฤษฎีและตัวอย่างเลือด สมุดบันทึก คุณหมอกลางคนหน้าหนุ่มเก็บไว้ในกล่องบุหนังหรูหรา ภายในมีผ้าขนสัตว์ชั้นดี และที่สำคัญกล่องนั้นประทับตราราชวงศ์โรมานอฟ กล่องใบที่สูญหายไปจากบัญชีที่ยูรอฟสกี้ ทำบัญชีส่งพรรคบอลเชวิก ใบที่เก็บความลับแห่งโรมานอฟเอาไว้นั่นเอง
กล่องนั้นสูญหายไปกับกาลเวลาจนกระทั่ง
ปี 1952 มีการค้นพบและแถลงข่าวโรคเลือดออกง่ายที่ชื่อว่า Chrismas disease ตามชื่อผู้ป่วยชาวแคนาดา Stephen Chrismas และพบว่าเกิดจากการขาดแฟกเตอร์ IX (เก้า) ถ่ายทอดทางพันธุกรรมแบบ X-linked Recessive ซึ่งในเวลาต่อมาได้รับการตั้งชื่อว่า hemophilia B
ในปีนั้นเอง นักวิทยาศาสตร์ได้พบว่าโรคเลือดออกง่ายที่คิดว่าเป็นคำสาปของตระกูลพระนางเจ้าวิคทอเรีย แท้จริงคือโรคฮีโมฟิเลีย บี จึงได้ชื่อว่า the Royal Disease ในงานแถลงข่าวโรคนี้มีภาพของชายชราหน้าหนุ่มคนหนึ่ง นั่งอยู่ริมสุดของโต๊ะสัมภาษณ์ บนโต๊ะตรงหน้าเขามีกล่องบุหนัง ประทับตราบางอย่างที่วันนั้นไม่มีใครจำได้ วางอยู่ตรงหน้าเขา
ในมือชายชราหน้าหนุ่มนั้นถือรูปภาพของ ยูจีน บอตกิน คุณหมอประจำราชวงศ์โรมานอฟ ผู้ยอมเสียสละตัวเองจนวาระสุดท้าย....
จบบริบูรณ์ อย่าลืมอ่านบทแถม
แถม
Ipatiev House ถูกบอลเชวิกทุบทิ้ง ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของ Yekaterinburg's Church on the Blood ดูชื่อก็สื่อความหมายแล้ว
Eugene Botkin มีตัวตนจริง ชื่อจริงคือ Yevgeny Sergeyevich Botkin เป็นหมอประจำครอบครัวโรมานอฟ และเสียชีวิตในเหตุการณ์นั้น (ที่เรียกบอตสกิน ก็เพราะเลยตามเลยมาแล้ว 555 มาแก้ไขตอนจบ ถือว่าเป็นตัวละครเสมือนแล้วกันนะ)
Yakov Yurovski มีตัวตนจริง นายทหารที่ควบคุมตัวราชวงศ์โรมานอฟ และเป็นผู้ควบคุมการสังหารในครั้งนั้น
Alexei และ Anastasia ถูกแยกมาฝังจากคนอื่น ส่วนคนอื่นหลังจากสังหารแล้วก็ถูกปลดเครื่องประดับ แล้วราดทำลายศพด้วยกรดซัลฟุริกเข้มข้น ก่อนนำไปฝังที่อื่น
อีกอร์ ไม่มีตัวตน ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมลูกน้อง ลูกจ๊อก ในฝั่งยุโรปตะวันออกต้องชื่ออีกอร์
กุหลาบขาว มีจริงอยู่ในเยอรมัน ผมสมมุติมาที่โซเวียต เป็นกลุ่มใต้ดินในเยอรมันที่ต่อต้านพรรคนาซีของฮิตเลอร์
กระท่อมที่เชื่อมโยงไปห้องใต้ดิน ไม่มีอยู่จริง แต่ห้องใต้ดินของ ipatiev house มีอยู่จริงและเป็นสถานที่สังหารหมู่
เลวานดอฟสกี้ ยังอยู่ในปัจจุบัน คือ กองหน้าพระกาฬของบาร์เซโลน่าและทีมชาติโปแลนด์
หมอหนุ่ม,หมอกลางคนหน้าหนุ่ม,ชายชราหน้าหนุ่ม มีตัวตนจริง พบตัวได้ตามร้านกาแฟที่บาริสต้าสวย ๆ

royal disease ตอนที่ 4

 ความเดิมตอนที่แล้ว จากคำอธิบายของบอตสกิน และประโยคที่หลุดมาจากคำสนทนาของยูรอฟสกี้ คุณหมอหนุ่มพอปะติดปะต่อเรื่องราวได้ว่า เจ้าชายอเล็กไซคือคนไข้ที่บอตสกินกำลังรักษาและขอให้เขามาไขปริศนา และโรคที่เจ้าชายอเล็กไซเป็นน่าจะเป็นโรคเลือดออกง่าย ถ่ายทอดทางพันธุกรรมแสดงผลเฉพาะในเพศชาย และเขากำลังได้ไปพบกับบอตสกินแบบลับ ๆ เช้าพรุ่งนี้

ค่ำวันที่ 16 กรกฎาคม 1918 หลังจากที่คุณหมอหนุ่มกินอาหารเย็นเรียบร้อย เขารีบจัดเตรียมหลอดเก็บตัวอย่างเลือด หลอดฉีดยา เข็ม สมุดบันทึก สมุดภาพวาด หีบเก็บความเย็น เมื่อจัดเตรียมทั้งหมดแล้ว คุณหมอพบว่าต้องขนอุปกรณ์อย่างยากลำบาก จึงตัดสินใจขนของบางส่วนไปที่นัดหมายก่อน และตั้งใจจะสำรวจเส้นทางด้วย
คุณหมอย่องเงียบไปทางลับนอกกำแพงที่จะต่อทะลุผ่านทางใต้ดินไปยังบ้านลึกลับที่มีกำแพงสูงและทหารรายรอบหลังนั้น ทางเดินเป็นโพรงดินขุดไว้หยาบ ๆ ยันไว้ด้วยไม้เก่า ๆ ดูไม่แข็งแรง เมื่อไปถึงสุดทาง เป็นบันไดเพื่อเชื่อมต่อไปยังห้องใต้ดินห้องหนึ่งในบริเวณบ้านหลังนั้น พื้นไม้มีรอยแตกและแสงลอดเข้ามามากมาย คุณหมอสามารถมองเห็นภายในห้องนั้น เป็นห้องปิดทึบโล่ง ๆ
หลังจากวางของที่แบกมา คุณหมอกำลังจะกลับ ก็ได้ยินเสียงเปิดประตูและเสียงฝีเท้ามากมาย .. บอตสกินนัดไว้ตอนเช้านี่นา มีใครล่วงรู้ความลับนี้หรือไม่ คุณหมอหันหลังกลับ ย่องเงียบไปแอบดูผ่านทางช่องตาแมวช่องหนึ่ง และใครเลยจะรู้ว่า คุณหมอจะได้เห็นเหตุการณ์สะพรึงโลกครั้งหนึ่งที่เคยเกิดขึ้น
บอตสกินเดินนำกลุ่มคนเข้ามากลุ่มหนึ่ง เมื่อหมอหนุ่มพยายามเพ่งสายตามองจากแสงเทียนในห้องนั้น คุณหมอถึงกับใจหายวาบ นั่นคือ ซาร์นิโคลัสที่สอง จักรพรรดิผู้ถูกโค่นล้มแห่งรัสเซีย ตามมาด้วยครอบครัว พระมเหสีเฟโอเดอลอฟนา สุภาพสตรีวัยรุ่นทั้งสี่คือเจ้าหญิง ทาเทียน่า,มาเรีย, โอลก้า, อนาสตาเซีย และจ้าชายน้อยวัยสิบสามปี เจ้าชายอเล็กไซ ที่เข่ายังบวม โดยบอตสกินและสาวรับใช้พยุงเจ้าชายขึ้นนั่งบนเก้าอี้
ครอบครัวซาร์และบริวารรวมทั้งบอตสกิน ถูกบังคับให้อยู่ในห้องนั้นไม่นาน ทหารหลายคนก็เข้ามา ทุกคนถือปืน และหนึ่งในนั้นมีปืนกลมือขนาดเล็ก ทุกกระบอกชี้เป้าไปยังเหยื่อผู้น่าสงสาร ถึงกระนั้นสมาชิกราชวงศ์ทุกคนไม่มีสีหน้าพรั่นพรึง คุณหมอนิ่งเงียบ ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง ๆ และในขณะที่คุณหมอจ้องชะตากรรมของเหยื่ออยู่นั้น …
สายตาของมิตรเก่าแก่ บอตสกินมองมายังช่องแมวลอดนั้น และยิ้มมุมปากให้เขา บอตสกินรู้ว่าเขาอยู่ที่นี่ สายตานั้นบอกเป็นคำพูดได้ว่า ลาก่อนสหาย โปรดจงเป็นพยานเหตุการณ์นี้ และสานต่อสิ่งที่ข้าพเจ้าทำให้เสร็จด้วย
แล้วบอตสกินก็หลับตาลงช้า ๆ พร้อมกับเสียงปืนดังสนั่นที่ลั่นขึ้นพร้อมกัน เป็นเวลายาวนานกว่าหนึ่งนาที ที่ยาวนานที่สุดในชีวิตของหมอหนุ่มคนนั้น

royal disease ตอนที่ 2

 ความเดิมตอนที่แล้ว หมอหนุ่มจากเอเชีย เดินทางข้ามทวีปเพื่อไปพบคุณหมอบอตสกิน สหายเก่าแก่สมัยเรียน จดหมายนั้นเขียนเป็นรหัส ในช่วงมหาสงครามโลก สหายเก่าของเขาน่าจะมีปัญหาสำคัญ !!

จดหมายของบอตสกิน เขียนด้วยลายมือของเขา ไม่ใช้รหัสลับ ลงวันที่เมื่อวานนี้ แสดงว่าบอตสกินน่าจะอยู่ใกล้ ๆ แต่มาพบไม่ได้ด้วยเหตุบางประการ เนื้อความในจดหมายนั้นระบุว่า เขากำลังดูแลคนไข้รายหนึ่งเป็นเด็กชาย มีปัญหาเข่าบวมทั้งสองข้างบ่อย ๆ เวลาบวมจะปวดมาก จนเดินแทบไม่ได้ มีอาการเป็น ๆ หาย ๆ มาตั้งแต่อายุขวบกว่า ๆ และมีจ้ำเลือดตามตัวมากมาย แม้แต่ถูกกระแทกเล็กน้อยก็เกิดจ้ำเลือด บอตสกินไม่เคยพบโรคแบบนี้มาก่อน
แค่หนึ่งโรคที่แปลก ทำไมบอตสกินต้องการความช่วยเหลือของเขาขนาดนี้ เอาเถอะไม่เป็นไร ไหน ๆ ก็มาแล้ว หมอหนุ่มเปิดกล่องหนึ่งในหลาย ๆ กล่อง ที่ห่ออย่างดี และเขียนภาษารัสเซียเอาไว้ว่า "สหายรัก คุณควรดู"
ข้างในกล่องมีผ้าขนสัตว์หลายชั้นบรรจุอยู่ เพื่อกันความหนาวเหน็บของอากาศ กล่องขนาดใหญ่แต่ภายในบรรจุสิ่งของเพียงหนึ่งเดียว คือ หลอดแก้วใสที่ภายในบรรจุของเหลวสีแดงคล้ำ คุณหมอหนุ่มผู้เคยวิจัยเรื่องเลือดมามากมายบอกได้ทันทีว่า นี่คือเลือด แต่ที่เขาแปลกใจมากคือ ภายใต้สภาพอากาศเหน็บหนาว ระยะเวลาที่นานมากแล้ว แต่เลือดในหลอดยังคงไหลได้ ไม่แข็งตัวเป็นลิ่ม !!!
แสดงว่าเลือดนี้คือเลือดของคนไข้ของบอตสกิน ที่เขาส่งมาให้หมอหนุ่มจากเอเชียช่วยดูแลให้ คุณหมอหนุ่มผู้ตื่นเต้น สนใจหลอดแก้วนั้นจนลืมสังเกตว่าผ้าขนสัตว์หรูหรานั้นมีตราประทับแห่งราชวงศ์โรมานอฟอยู่ด้วย และกล่องที่ว่านี้ก็หรูหราเกินกว่าจะเป็นกล่องเก็บเลือดงานวิจัยทั่วไป บุหนัง ตัดเย็บอย่างดี และมีตราราชวงศ์โรมานอฟประทับอยู่เช่นกัน
หลายวันที่หมอหนุ่มขลุกกับเลือดนั้น เขาได้ลองเอาเลือดตัวเขาเองที่เมื่อเจาะเลือดแล้วตั้งทิ้งไว้ และจับตัวเป็นลิ่มในเวลาไม่นาน ลองผสมกับเลือดตัวอย่างของบอตสกิน พบว่าเลือดตัวอย่างของบอตสกินกลับมาจับตัวเป็นลิ่มได้อีกครั้ง
คุณหมอสันนิษฐานว่า ในเลือดตัวอย่างของบอตสกินน่าจะขาดสารอะไรบางอย่าง ที่ทำให้เลือดไม่จับตัวแข็ง เขาเคยได้ยินเรื่องแปลก ๆ ของคำสาปในเถือกเถาเหล่ากอแห่งพระราชินีวิคทอเรียแห่งอังกฤษ ว่ากันว่าพ่อมดหมอผีจากแดนกาฬทวีปเป็นผู้สาปครั้งเมื่อพระนางไปเยือนแอฟริกาใต้ ทำให้บรรดาลูกหลานผู้ชายต้องคำสาปเลือดไหลจนตาย เนื่องจากแค้นใจจากการยึดครองดินแดนของจักรวรรดิบริเตน ที่แผ่อำนาจไปทั่วโลกยุคคริสตศตวรรษที่ 19
เย็นนั้น คุณหมอหนุ่มไปนั่งกินอาหารในเมือง จิบไวน์รัสเซียที่ลือว่าล้มช้างได้ ทันใดนั้นก็มีนายทหารรัสเซียสองคนเดินเข้ามาในร้าน พูดคุยกันเสียงดังโวยวาย หน้าแดงก่ำเพราะวอดก้ารัสเซีย เสียงดังโวยวายนั้น บังเอิญลอยมาเข้าหูคุณหมอที่นั่งฟังอย่างสงบเงียบ
"ยูรอฟสกี้ เราต้องจัดผ้าขนสัตว์เพิ่มอีกสักหน่อย ผ้าขนสัตว์ไม่พอ เจ้าชายอเล…" นายทหารคนนั้นหยุดพูด เพราะยูรอฟสกี้ยกมือเป็นสัญญาณให้หยุด
"เด็กคนนั้น อีกอร์ ใช้คำว่าเด็กคนนั้น" ยูรอฟสกี้กำชับ
"เด็กคนนั้นป่วยอีก เข่าและศอกบวมมาก ต้องนอนซม หมอบอกให้หาผ้าขนสัตว์นุ่ม ๆ มาปูและห่ม กันแปลกใจมาก ผ้าและสิ่งของต่าง ๆ หายไปไหนหมด" อีกอร์บ่น
"แกไปจัดหามา พรุ่งนี้จะมีรถเข้าเมืองใหญ่ ของจำเป็นต้องมี เบื้องบนสั่งมาว่าทุกอย่างต้องเรียบร้อย" ยูรอฟสกี้พูด แต่ไม่ทันได้คุยต่อ เจ้าของร้านก็ยกสำรับอาหารและวอดก้าชั้นดีมาอีก ทั้งอีกอร์และยูคอฟ ยูรอฟสกี้ ต่างสุขใจกับอาหารตรงหน้า ไม่ได้สนใจหมอหนุ่มคนหนึ่งที่แอบชำเลืองดูชื่อนายทหารทั้งสองและย่องออกไปเงียบ ๆ
เจ้าชายอเล… แม้เสียงที่อีกอร์พูดจะไม่จบประโยค แต่หาได้พ้นประสาทการได้ยินของหมอหนุ่มไม่

15 พฤศจิกายน 2565

royal disease ตอนที่ 1

 โซเวียต เมษายน 1918 ..

คุณหมอหนุ่มเดินทางไกลจากดินแดนเอเชีย เขาใช้เวลาไม่น้อยกว่าสี่เดือนเพื่อเดินเรือมาถึงมอสโคว ตามจดหมายของเพื่อเมื่อสมัยเรียนแพทย์ที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก อากาศหนาวเหน็บของโซเวียต รวมทั้งบรรยากาศที่ไม่เป็นมิตรในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เป็นอุปสรรคสำคัญของเขา แต่จดหมายจากยูจีน บอตกิน ที่บอกว่าเรื่องนี้สำคัญมากทำให้เขาต้องมา และที่ยืนยันว่าสำคัญมากเพราะจดหมายนี้เขียนเป็นรหัส และถูกส่งผ่าน "ผู้ส่งสาร" หลายคน ทำให้คุณหมอหนุ่มรู้ว่า นี่คือสถานการณ์ที่ไม่ปรกติ
เขามีเพื่อนหลายคนอยู่ที่มอสโคว ชายหนุ่มผู้พูดภาษารัสเซียได้คล่องแคล่ว นั่งในห้องโถงโรงแรม รอเพื่อนของเขา และนั่งครุ่นคิดอย่างหนักเรื่องความปลอดภัยของตัวเขาเอง ก่อนที่จะเดินทางมาที่นี่ รัสเซียโดยกองทัพพระเจ้าซาร์เจ้าร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง แต่หลังจากที่เขามาถึงพวกบอลเชวิก ได้ล้มล้างการปกครองระบบกษัตริย์ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 1918 ขณะที่กองทัพของพระเจ้าซาร์ยังทำสงครามในยุโรปตะวันตก เลนินและทรอสกี้ได้สถาปนาการปกครองระบอบคอมมิวนิสต์ที่เขายึดมั่นว่าจะพาประเทศรัสเซียไปรอด รวบรวมดินแดนก่อตั้งเป็นสหภาพโซเวียต
เลวานดอฟสกี้ (ขอโทษ คิดชื่ออื่นไม่ออก) เดินเข้ามาในล็อบบี้ พร้อมพาหมอหนุ่มจากแดนไกลออกจากโรงแรมไปยังสถานีรถไฟ
"ฉันคิดว่านายคงต้องเดินทางอีกไกลนะสหาย การเดินทางนี้เป็นความลับ นายจะได้รับความสะดวกจากสายของเราเป็นระยะ สัญลักษณ์ของเราคือกุหลาบขาวที่เหน็บไว้บนอกขวา นายจำไว้ อย่าเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟัง ตอนนี้นายเป็นแค่ทนายที่มาดูแลทรัพย์สินในช่วงสงคราม"
คำพูดที่เลวานดอฟสกี้พูด ช่างลึกลับ หมอหนุ่มรู้ว่ายูจีน บอตสกิน เป็นหมอที่อยู่ในราชสำนักของพระเจ้าซาร์ตั้งแต่ปี 1908 และได้รับความไว้วางใจจากมเหสีคู่บัลลังก์เป็นอย่างมากและมีอำนาจพอสมควร หลังจากเหตุการณ์วุ่นวายสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เขาไม่ได้รับข่าวจากบอตสกินอีกเลย เลวานดอฟสกี้บอกว่า เขาเป็นผู้ประสานงานของเครือข่ายใต้ดิน ที่บอตสกินติดต่อมาให้พาตัวเขามาให้ได้
การเดินทางโดยรถไฟช่างยาวนาน อากาศก็เหน็บหนาว ต้องมีการต่อสายรถไฟถึงสองครั้ง ทุกครั้งจะมีผู้ชายเสื้อสีดำเหน็บกุหลาบขาวมาช่วยดำเนินการให้ และย้ำทุกครั้งว่าอย่าพูดกับใคร และอย่าไว้ใจใคร
จนมาถึงเมืองเอคาเทอรินเบิร์ก (Yekaterinberg ในปัจจุบัน) กลุ่มกุหลาบขาวได้จัดที่ทางให้เขาได้พักในบ้านหลังหนึ่งใกล้ชายป่า หมอหนุ่มสังเกตว่าแม้เมืองนี้จะเล็กและเงียบ แต่กลับมีทหารอยู่มากมาย มากเกินกว่าจะเป็นเพียงเมืองเล็ก ๆ ไร้ความสำคัญ และเขาก็สังเกตเห็นทหารรักษาความปลอดภัยอยู่อย่างเข้มแข็งรายรอบบ้านหลังหนึ่ง กำแพงสูง หรือนั่นคือที่มั่นทางทหาร จุดสำคัญของสงครามโลกของรัสเซีย คืนนั้นแม้มีปริศนามากมายในใจแต่ชายหนุ่มก็หลับไปด้วยความเหนื่อยเพลีย
วันรุ่งขึ้นหลังจากที่ทำอาหารเช้าง่าย ๆ จากวัตถุดิบที่พอมีในครัว เขาได้ยินเสียงคนมาวางของไว้ที่หน้าบ้าน เมื่อเปิดประตูออกเขาพบกลุ่มชายชุดดำ ติดกุหลาบขาว ขนสิ่งของมากมายพร้อมจดหมายหนึ่งฉบับ มาวางที่หน้าประตู ก่อนกลับบอกเขาว่า "นี่คือของจำเป็นของคุณ พยายามทำตัวไม่ให้น่าสงสัย ลาก่อน"
เขาไม่รู้ว่าหีบข้าวของที่มีผ้าคลุมนั้นคืออะไร แต่จดหมายนั้นเป็นของบอตสกิน !!

08 พฤศจิกายน 2565

วันเพ็ญเดือนสิบสอง … รณรงค์เพื่อสิ่งแวดล้อม

 วันเพ็ญเดือนสิบสอง …

คุณหญิงการะก้า ผู้สืบเชื้อสายคุณหญิงการเกดแห่งบุพเพสันนิวาส ได้ไปแอบอ่านบันทึกของคุณหญิงการเกด ผู้ร่ายเวทย์ข้ามกาลเวลาจากรัตนโกสินทร์มายังแผ่นดินอโยธยา เกิดความอยากรู้ว่าประเพณีลอยกระทงในยุคปี 2022 มันจะเป็นอย่างไร ด้วยความซนวัยสาว จึงร่ายมนต์ข้ามเวลามาเที่ยว โอม..อะปะติเถ ประติโถ
คุณหญิงการะก้า มาโผล่ในช่วงเย็นของคืนเพ็ญสิบสอง ที่ริมแม่น้ำแห่งหนึ่ง ตรงหน้ามีชายหนุ่ม จริง ๆ ชราแล้วแหละ แต่หน้าหนุ่ม นั่งกินกาแฟ มองการปรากฏตัวของคุณหญิงการะก้าอย่างใจเย็น
"นี่ท่านไม่แปลกใจเลยรึ ที่เราข้ามเวลามาโผล่ต่อหน้าท่าน"
" เฮ้อ… โน่นคุณ สถานีรถไฟความเร็วสูงข้ามเวลา อยากไปเที่ยวยุคไหนล่ะ แต่งตัวแบบนี้มาจากอยุธยาสินะ ตั๋วไปกลับ 2000 บาท ผมไปเที่ยวคุยกับท่านโกษาธิบดีบ่อย ๆ" ชายหนุ่มกล่าว
คุณหญิงจำได้จากบันทึกของการเกด ว่าพวกคนที่ใส่เสื้อยืดสีขาว ตรงกลางอกมีลายสกรีนสีน้ำเงิน มันจะไว้ใจไม่ได้ ชอบปลอมตัวเป็นหลายคน ต้องระวังตัวให้ดี แหม..แต่ก็หล่อน่ากินเสียจริงเชียว
"ข้าอยากไปเที่ยวดูงานลอยกระทงยุคนี้ ท่านพาข้าไปได้ฤา เดี๋ยวเลี้ยงกาแฟ" คุณหญิงการะก้าออดอ้อน
"ได้สิ คืนนี้ผมว่าง ได้ค่ากาแฟ ก็โอเค" ว่าแล้วชายหนุ่มก็ถือวิสาสะ จับมือถือแขนคุณหญิง เดินทัวร์
คุณหญิงการะก้า : อ้าว ในบันทึกการเกด บอกว่ากระทงสมัยนี้ สีสันสวย ประดับกระดาษ พลาสติกและโฟม ไม่เห็นจะมีเลยท่าน
ชายหนุ่ม : โอ้ย บันทึกท่านอย่างเก่า เดี๋ยวนี้ใช้วัสดุธรรมชาติหมดแล้ว ใบตอง ต้นกล้วย ไม้กลัด ถ้ายุคท่านใช้โฟมนะ ผ่านมายุคนี้ยังไม่ย่อยสลายเล้ย
คุณหญิงการะก้า : คุณหญิงการะเกดบอกว่ามีกระทงขนมปัง ปลากินได้ ไม่เห็นมีเลยนี่เจ้าคะ
ชายหนุ่ม : เขาเลิกกันแล้ว กระทงเป็นหมื่นใบ มีปลาสองสามร้อยตัว กินไม่ทันหรอกคุณ น้ำเน่าหมด
คุณหญิงนึกในใจ อะไรวะ ไม่เห็นเหมือนบันทึก : คนเยอะนะเจ้าคะ แต่กระทงน้อยมาก
ชายหนุ่ม : ต้องลดขยะครับคุณ หลายคนใบเดียว นี่ผมก็เพิ่งอธิษฐานกระทงสามัคคีไป ใบนั้นอธิษฐานกัน 200 คน ไม่เป็นภาระเทศบาล ไม่เป็นขยะลำน้ำ
คุณหญิงการะก้า : เฮ้อ ไม่เห็นเหมือนที่การเกดบันทึกเลยค่ะ งั้นขอดูดอกไม้ไฟสมัยนี้ก็ได้
ชายหนุ่ม : เดี๋ยวนี้แทบไม่มีแล้วคุณ มันอันตราย ขายกันไร้การควบคุม คนเลยแบนกัน ไม่ซื้อ ไม่เล่น พ่อค้าก็ปิดตัวเองไป
คุณหญิงการะก้า : แล้วเหลืออะไรให้ทำไหมเนี่ย ยุคสมัยเปลี่ยน ความคิดเปลี่ยนไปหมดแล้วเจ้าค่ะ
ชายหนุ่ม ยิ้มในใจ : เหลือแต่โล้สำเภา คุณอยากลองเล่นไหม ห้องผมอยู่ใกล้ ๆ
คุณหญิงการะก้า : ก็…โอเคนะคะ
ตัดภาพ…เซ็นเซอร์.. น18+
เพื่อนคุณหญิงการะก้า : ไงแก ไปเที่ยวอนาคตมา สนุกไหม
การะก้า : ไม่เหมือนที่คุณหญิงการะเกดเขียนไว้ เขารณรงค์เพื่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
เพื่อน : เจอหนุ่มไหม
การะก้า ปากเบะ มองบน : เจอ อยากจะขำ บอกว่าจะพาไปโล้สำเภา โถ โถ นึกว่าเรือสำเภา สุดท้ายก็เรือหางยาว เครื่องก็ไม่ค่อยติด นึกว่าจะพาไปมหาสมุทร สุดท้ายก็หยุดอยู่ที่ปากอ่าว 555
สองสาวขำแบบไม่เกรงใจชายหนุ่มเลย
…ปี 2022
ฮัดเช้ย…ชายชราหน้าหนุ่ม เสื้อยืดสีขาว ลายสกรีนสีน้ำเงินจามถี่ ๆ สงสัยอากาศจะเปลี่ยนแหละเนอะวิ

บทความที่ได้รับความนิยม