12 พฤศจิกายน 2558

การตรวจลำไส้โดยการใช้กล้องแคปซูล

การตรวจลำไส้โดยการใช้กล้องแคปซูล (capsule endoscopy)

หลายๆท่านอาจจะเคยจินตนาการถึงการเข้าไปอยู่ในยานวิเศษแล้วท่องเที่ยวไปในร่างกาย ตอนนี้เราก็ทำได้คล้ายๆกันครับ คือการใช้กล้องถ่ายภาพขนาดเล็กเท่าแคปซูลยา กลืนลงไปแล้วเห็นลำไส้ โดยส่งมาเป็นคลื่นวิทยุความถี่สูงแล้วมาแปลเป็นภาพด้วยคอมพิวเตอร์

วัตถุประสงค์หลักคือการตรวจหารอยโรคในลำไส้เล็ก เพราะว่ากระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้นเราใช้กล้องส่องบนได้ (esophagogastroduodenoscopy) ตั้งแต่ทวารหนักขึ้นไปถึงลำไส้ใหญ่และลำไส้เล็กส่วนปลาย เราก็มีกล้อง(colonoscopy) แต่ลำไส้ส่วนกลางซึ่งเป็นส่วนที่ยาวและเข้าถึงยาก ยังเป็นปัญหาในการวินิจฉัยโรค การส่องกล้องยาวๆมากๆ ก็จะเกิดผลข้างเคียงได้ง่ายๆ จึงเลือกใช้แคปซูลได้ เป็นการตรวจที่ไม่เจ็บตัวครับ

สามารถมาทำเป็นแบบผู้ป่วยนอกได้ โดยนัดให้มากินอาหารเหลวก่อนทำ 1-2 วัน งดอาหารแล้วมากลืนแคปซูล พร้อมติดตัวรับสัญญาณที่ตัวผู้ป่วย หลังจากนั้นกล้องก็จะเริ่มท่องเที่ยวและถ่ายภาพทางเดินอาหารส่งมาบันทึกเป็นสัญญาณดิจิตอลที่ติดไว้ ผู้ป่วยต้องงดออกกำลังกายช่วงที่ติดตัวรับ หลังจากนั้น 2-3 ชั่วโมงก็จะเริ่มกินอาหารเหลวได้ อีก6ชั่วโมงก็กินอาหารอ่อนๆได้

กล้องก็จะเดินทางไปตามส่วนต่างๆ และถ่ายภาพมาเรื่อยๆ จนแบตกล้องหมด (อ้อ..ไม่ต้องกลัวว่ามืดนะครับ มันมีไฟฉาย LED ติดอยู่ด้วย) โดยทั่วไปก็ 8-10 ชั่วโมง ซึ่งก็เพียงพอในการบันทึกภาพทางเดินอาหารส่วนกลางแล้ว เมื่อหมดเวลาก็ถอดตัวรับมาทำการแปลสัญญาณและอ่านภาพ
กล้องยุคใหม่สามารถทำสัญญาณออกมาเป็นภาพสี สามมิติ ไม่ถึงขั้น full HD หรือ 20ล้านพิกเซลนะครับ แต่ดีกว่าสัญญาณเดิมที่แยกโรคยาก ผู้อ่านก็ต้องฝึกมาโดยเฉพาะ นั่งอ่านกันเป็นซีรีส์ 2-4 ชั่วโมง และต้องมี eagle-eyes อย่างมากด้วยครับ

ถามว่าอ้าวแล้วแคปซูลล่ะ มันออกแบบมาไม่ให้เป็นสิ่งแปลกปลอมและอันตราย ใช้ครั้งเดียวทิ้ง ถ่ายออกมาพร้อมอุจจาระ ( 555 คงไม่มีใครนำมาใช้ใหม่) แต่สามารถเกิดอันตรายได้กรณีที่มันติด ไม่ออก อย่างนี้ต้องผ่าออกนะครับ โอกาสติด 1-2%

ข้อบ่งชี้ที่ใช้เช่น เลือดออกในทางเดินอาหาร แต่ยังหาต้นตอไม่พบจากการส่องกล้องบน-ล่าง (จริงๆก็เหลือแต่ตรงกลางอยู่ดี) โรคลำไส้อักเสบ Crohn, โรคลำไส้อักเสบ Celiac และโรคเนื้องอกลำไส้เล็ก เทียบกับส่องกล้องยาวๆลงไปดูซึ่งมีโอกาสเกิดอันตรายมากกว่านั้น กล้องแคปซูลสามารถตรวจเห็นโรคได้ดีกว่า เพียงแต่ใส่อุปกรณ์ไปตัดชิ้นเนื้อด้วยไม่ได้

สัญญาณจากกล้องจะไม่ไปรบกวนเครื่องกระตุ้นหัวใจครับ แต่ห้ามไปเข้าเครื่อง MRI นะครับ

ข้อเสียอีกอย่างคือ จะมีผมร่วงบริเวณหน้าแข้งนะครับ แต่ถ้าเศรษฐานะดีก็มักจะทนผลข้างเคียงนี้ได้ครับ

11 พฤศจิกายน 2558

12 แพทย์ผู้ยิ่งใหญ่

เติมของว่างให้สมองครับ 12 แพทย์ผู้ยิ่งใหญ่

กิจกรรมยามว่างของผมครับ อ่านประวัติศาสตร์ อันนี้มาจากเว็บ
http://www.surfersam.com/articles/famous-doctors.htm
ผมว่าน่าสนใจดีครับ

1. ฮิบโปเครตีส บิดาแห่งการแพทย์ในสมัยกรีก ผู้ก่อตั้งโรงเรียนแพทย์แห่งแรก เป็นคนตั้งคำนิยาม ปอดอักเสบและลมชัก (pneumonia, epilepsy) และเป็นผู้ก่อกำเนิด Hippocratic Oath คำสาบานของเหล่าแพทย์ทั้งโลกที่จะรักษาชีวิตคนไข้

2.เอ็ดเวิร์ด เจนเนอร์ เขาพบวัคซีนโรคไข้ทรพิษ จากสาวเลี้ยงวัวที่เป็นฝีดาษวัวอย่างอ่อนแลัวไม่เป็นไข้ทรพิษ (ไม่รู้ว่าชื่อ เบลล่าหรือเปล่า) มาวิเคราะห์ต่อ ทำให้กำเนิดวัคซีนนี้ ผลคือ ไข้ทรพิษ สูญพันธุ์ !!!

3.Rene Laenne ผมอ่านฝรั่งเศสไม่ได้ แต่ว่าหมอคนนี้ เป็นผู้ประดิษฐ์ stethoscpoe หูฟังที่หมอทุกคนใช้อยู่ทุกวันนี้ครับ โดยสังเกตจากเด็กที่เอาท่อนไม้กลวงๆมาฟังเสียงหัวใจกันเล่น (เด็กบ้านเรา..แว้นนกันอย่างเดียว)

4.เฮนรี่ เกรย์ เป็นผู้แต่งหนังสื้อ Gray's Anatomy ตำราทางกายวิภาคที่ใช้ทั้งโลก ผมก็มี 1 เล่ม โดยศึกษาจากการผ่าศพ สะสมๆจนได้ตำราขนาดสมุดหน้าเหลือง --เสียชีวิตเพราะไข้ทรพิษ--

5.Ignaz Semmelweis ผมอ่านฮังกาเรียนไม่ออกเช่นกัน เป็นสูตินรีแพทย์ ที่คิดค้นการคลอดปลอดเชื้อ ลดอัตราการเสียชีวิตของเด็กแรกเกิดจากการติดเชื้อ อนามัยที่ไม่ดี โดยการ--ล้างมือ--

6.หลุยส์ ปาสเตอร์ ท่านเป็นนักเคมีนะครับ ท่านแสดงให้คนทั้งโลกรู้ว่า เชื้อโรคทำให้เกิดโรค กำจัดเชื้อโรคก็จะลดการติดเชื้อ และสร้างวิธี "พาสเจอร์ไรส์" ขึ้นมาครับ ท่านยังคิดวัคซีน พิษสุนัขบ้าและ อหิวาตกโรคอีกด้วย

7. โจเซฟ ลิสเตอร์ ผู้คิดค้นน้ำยาฆ่าเชื้อเพื่อใช้ในการผ่าตัด ใช้กรดคาร์โบลิก ล้างเครื่องมือผ่าตัด ลดอัตราการเสียชีวิตจาการติดเชื้อจากการผ่าตัดลงได้มหาศาล ไดรับเกียรติ เป็นชื่อ แบคทีเรีย จีนัส "Listeria"


8.อลิซาเบธ แบล็กเวลล เป็นผู้ที่พิทักษ์สิทธิสตรี ให้ผู้หญิงได้มีโอกาสเข้าเรียนแพทย์ เธอเรียนแพทย์ด้วยตัวเองการการไปเป็นลูกศิษย์หมอต่างๆ จนได้รับการเข้าเป็นแพทย์หญิงคนแรกของอเมริกา กลับมาก่อตั้งโรงเรียนแพทย์สำหรับสตรี ร่วมกับ ฟลอเรนซ์ ไนติงเกล

9.เฟเดอริก แบนทติง แพทย์ทหารในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ผู้คิดค้น "insulin" ในการรักษาเบาหวาน และได้รับรางวัลโนเบล ในปี 1923 ได้รับยกย่องเป็นอัศวิน ได้รัยเกียรติเป็นชื่อ Banting Crater บนดวงจันทร์ ชอบบินเครื่องบินและเสียชีวิตเพราะเครื่องบินตก

10.ชาร์ลส์ ดรูว ผู้คิดการธารคารเลือด การให้เลือด การเก็บเลือด โดยเริ่มจากสงครามโลกครั้งที่สอง จนส่งเลือดไปช่วยทหารอังกฤษในสงครามได้ (ส่งจากอเมริกา ใครว่าอเมริกาเป็นกลาง)

11. อเล็กซานเดอร์ เฟลมมิ่ง สุดยอดของสุดยอดของผมเลยครับ ผู้ค้นพบยาปฏิชีวนะ เพนนิซิลิน จากเชื้อราเพนนิซีเลียม โดยพบจากคราบน้ำตา จริงๆนะครับ คือหยดน้ำมูกน้ำตา หยดไปปนเปื้อนในจานเลี้ยงเชื้อแบคทีเรีย แล้วเชื้อมันตาย ก่อเกิดเป็นยาฆ่าเชื้อที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดในโลก ผมยกภาพประกอบบทความเป็นภาพท่านเลยครับ

12.เวอจิเนีย แอปการ์ สุภาพสตรีที่เป็นทั้งศัลยแพทย์และวิสัญญีแพทย์ แต่ชื่อเสียงโด่งดังเพราะเธอเป็นผู้คิดค้น APGAR score ที่ใช้ประเมินเด็กแรกเกิดทุกคนบนโลกนี้

10 พฤศจิกายน 2558

การศึกษา SPRINT โรคความดันโลหิตสูง


รายงานข่าวนะครับ SPRINT study in AHA 2015

ตอนนี้มีงานประชุมนานาชาติที่บิ๊กตู้มมาก คือ american heart association ครั้งที่ 15 ได้นำเสนองานวิจัยหนึ่งอันที่เป็นการศึกษาของสถาบันวิจัยของประเทศ ไม่ได้มีทุนจากบริษัทยา ชื่อว่าการศึกษา SPRINT ออกแบบมาเพื่อดูว่าการลดความดันโลหิต ที่เราเคยพบว่าบางครั้งต่ำเกินไปก็อาจเกิดโทษ (แต่เป็นกลุ่มผู้ป่วยนะครับ คือมีโรคร่วมอื่นๆมาก) จริงหรือไม่ ผมไม่ได้เจาะลึกแบบ journal club นะครับเอามาสรุปให้ฟัง
การศึกษานี้นำคนที่อายุมากกว่า 50 ปีที่มีระดับความดันซิสโตลิก 130-180 และเสี่ยงเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยไม่เอาคนที่เป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด และผู้ป่วยเบาหวานมาทำการศึกษาเลย ประชากรส่วนมากเป็นฝรั่ง อายุประมาณ 60-70 ปี ค่าความดันเฉลี่ยที่ประมาณ 140 และอ้วนมาก BMI 29 ได้กลุ่มตัวอย่างใกล้ 10000 คน
แบ่งออกเป็นสองกลุ่ม คือ กลุ่มที่ควบคุมตามระดับปกติ น้อยกว่า 140 และกลุ่มที่ต้องการน้อยกว่า 120 ดูซิว่า อัตราการเกิดโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคไต และ อัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจ มันต่างกันไหม ย้ำๆๆ ในคนที่ยังไม่มีโรคนะครับ

สิ่งที่พบ คือ อัตราการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด อัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจ ลดลงอย่างชัดเจนในกลุ่มที่ใช้การควบคุมเคร่งครัด น้อยกว่า 120 ผลสำเร็จเห็นตั้งแต่ปีแรกของการศึกษา และไม่เกิดอันตรายจากการลดความดันมากๆนี้เลย ไม่ว่าจะเป็น หมดสติ ความดันต่ำ หรือ ไตวาย จนคณะกรรมการต้องยุติการศึกษาเมื่อเวลาผ่านไป 3ปีเศษ จากที่ตั้งใจว่าจะติดตาม 5 ปี
เป็นการบอกเราว่า ในผู้ป่วยที่อายุมากเราก็สามารถลดความดันลงได้อีกโดยที่มีประโยชน์เพิ่มขึ้น แนวทางรักษาในปัจจุบันขีดเส้นความพอใจที่ 140/90 (แนวทางฉบับปรับปรุงของประเทศไทย เพิ่งตีพิมพ์ ผมจะรีบเอามาวิเคราะห์ให้ฟัง)
   แต่ถ้าผู้ป่วยรายใดทนได้ ไม่มีโรคร่วม เราจะลดความดันลงไปอีกก็น่าจะได้ประโยชน์ ย้ำๆๆอีกรอบ ในคนที่ไม่เป็นเบาหวาน และไม่ได้เป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดนะครับ และคงต้องดูเป็นรายๆไป ใช้ตัวเลข 140/90 กับทุกรายอาจไม่เหมาะสม และการศึกษานี้มีกลุ่มที่ไม่ใช่ฝรั่ง แค่ 30กว่าเปอร์เซ็นต์ อาจต้องระมัดระวังในการประยุกต์ใช้ใน AEC บ้านเราที่ตัวเล็กกว่า และตอบสนองต่อยาความดันดีกว่าฝรั่ง

เห็นไหมครับ การศึกษายิ่งใหญ่ก็ไม่ได้มีแนวคิดมหัศจรรย์อะไร แต่คิดแล้วทำในประเด็นง่ายแต่ขนาดปัญหาที่ยิ่งใหญ่ มันส่งผลต่อผู้คนมหาศาลทั่วโลก ที่สำคัญ--- เราๆท่านๆ ก็เข้าใจงานวิจัยเป็นภาษาง่ายและได้ประโยชน์กันทุกคน

ปล.รอท่านอาจารย์บัญชา comment ครับ

09 พฤศจิกายน 2558

ปวดจุกแน่น แสบร้อนท้อง

ปวดจุกแน่น แสบร้อนท้อง

ปัญหาอันดับหนึ่งในเวชปฏิบัติครับ functional dyspepsia เพิ่งมีการทบทวนในวารสาร New England Journal of Medicine 5 ตค. 2558 ผมหยิบมาเล่าให้ฟังครับ เอาภาษาง่ายๆแล้วกัน

อย่างแรกอาการต้องเข้าได้ก่อน ทางการแพทย์มีเกณฑ์ที่เรียกว่า ROME III criteria กล่าวง่ายๆว่า จะต้องมีอาการเรื้อรังอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง เรื้อรังมากว่า 6 เดือน และเริ่มรบกวนชีวิตประจำวัน หน้าที่การงาน โดยมีอาการแน่นๆหรือแสบบริเวณท้องส่วนบน ไม่ร้าวไปที่ใด และถ้าจะบอกว่าเป็นจุกแน่นธรรมดา functional นั้น ก็จะต้องแยกโรคอื่นๆไปก่อน การซักประวัติและตรวจร่างกายก็ทำเพื่อแยกโรคอื่นๆนี่แหละครับ บางทีก็ต้องตรวจเพิ่มง่ายๆ เช่น ตรวจอัลตร้าซาวนด์ หรือตรวจอุจจาระ
เราแบ่งโรคนี้ออกเป็นสองแบบ ที่แบ่งออกก็เพราะใช้ยารักษาต่างกันครับเป็น แสบร้อน (epigastric pain syndrome) หรือ จุกแน่น (postprandial fullness syndrome) อาการก็ตามชื่อนั่นแหละครับ ถ้ามีอาการอย่างอื่นๆก็อาจคิดถึงโรคอื่นๆด้วย เช่น อาเจียน แสบคอ ก็อาจเป็นกรดไหลย้อนหรือถ้ามีอาการร่วมกับการถ่ายอุจจาระที่เปลี่ยนแปลงหรืออาการดีขึ้นเมื่อถ่ายอุจจาระก็จะคิดถึง โรคลำไส้แปรปรวนเป็นต้น หรือถ้าใช้ยาแก้ปวดก็อาจคิดถึงแผลในกระเพาะ บางที่ตรวจลมหายใจหาเชื้อ helicobactor pylori ได้ก็ต้องกำจัดเชื้อนั้นด้วย

การรักษาก็อย่างที่ทราบกันแต่ทำไม่ได้สักที คือ ปรับอาหารให้ย่อยง่าย ไม่มีรสจัดจ้านนัก กินน้อยๆแต่บ่อยมื้อ ลดกาแฟ น้ำอัดลม อย่ากินมื้อค่ำหนักมาก การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมีผลต่อการรักษามาก ถ้าไม่ทำรับรองไม่หายครับ ส่วนการใช้ยานั้นก็จะแบ่งออกเป็นกลุ่มยาดังนี้
1. กลุ่มยาลดกรด H2 blocker และ proton pump inhibitor เช่น ยา ranitidine, omeprazole ใช้ได้ดีในการแสบร้อนมากกว่าการจุกแน่น ยกเว้นยา rabeprazole (Pariet) ที่มีการศึกษาออกมาว่า ใช้ได้ดีทั้งแสบและจุกแน่น

2.ยาปรับการเคลื่อนที่ทางเดินอาหาร prokinetic drug ที่ใช้อยู่ก็มักจะดีกับอาการแน่น อืดท้องมากกว่า เช่น itopride, prucalopride ส่วนยา domperidone เดิมไม่ได้รับคำรับรองให้มารักษาอาการนี้ แต่ตอนนี้ทาง อย.อเมริกากำลังทบทวนใหม่ครับ
ยาใหม่ที่กำลังจะออกมา รอผลการทดลองขนาดใหญ่ก่อน ได้แก่ acotiamide (AChE inh) และยากลุ่ม 5-HT1a --tandospirone, buspirone--

3. ยาโรคซึมเศร้า เพราะทางเดินอาหารถูกควบคุมจากสมองนั่นเอง มีการใช้ยาแล้วลดอาการจุกแน่นได้ดี คือยากลุ่ม TCAs ได้แก่ amitriptyline
ยาที่เชื่อกันอื่นๆไม่พบว่าเกิดประโยชน์นะครับ เช่น sucralfate, bismuth, antacid ยาธาตุน้ำขาว !!!! (โอ้ว..กินมาตลอดชีวิต) และการใช้ยาก็ไม่ควรใช้ต่อเนื่องกัน ควรมีช่วงปรับตัวอย่างเดียวโดยไม่ใช้ยาด้วย

การศึกษาทั้งหมดเปรียบเทียบกับยาหลอก แต่พบว่ายาหลอกสามารถลดอาการได้ 40% เห็นว่าไม่ใช้อะไรก็หายเกือบครึ่งเลยนะครับ
โดยทั่วไปก็จะลองรักษาดูก่อน 3 เดือน ลดเหตุเสี่ยง ใช้ยา ติดตามผลดูก่อนครับ เพราะลองเอาผู้ป่วยจุกๆแสบๆ มาลองส่องกล้องดู พบว่าปกติ 70 % เป็นแผล 10 % เท่านั้น และนับว่าที่มีอาการจนมาหาหมอก็แค่ 40% ของผู้ป่วยทั้งหมด การไปตรวจมากเกินไปเลยดูไม่สมเหตุสมผล ยกเว้นถ้ามีอาการเตือนต่างๆเหล่านี้ควรพิจารณาตรวจเพิ่มเติมครับ เพราะมีโอกาสเป็นโรคอื่นๆได้ (นักเรียนแพทย์ เรซิเดนท์ เฟลโลว์ จำไปสอบได้เลยครับ)

1.อายุมากกว่า 55 แล้วปวดรุนแรงครั้งแรก
2.เลือดออกทางเดินอาหาร
3.กลืนเจ็บ กลืนลำบาก
4.อาเจียนตลอด
5.น้ำหนักลดลง (ต้องไม่ตั้งใจลดนะครับ)
6.มีประวัติญาติพี่น้องเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร
7.คลำพบก้อนในท้อง
8.โลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก

08 พฤศจิกายน 2558

คุณตรวจสุขภาพครั้งสุดท้ายเมื่อไร


หายไปสองวัน ทำภารกิจสอบวิชากฎหมายครับ เสร็จสิ้นเสียที ในช่วงที่สอบได้แอบอ่านรีวิว 2 เรื่อง ที่อยากอ่านมานานแล้ว ก็เลยจะมาเล่าให้ฟังสนุกๆ
ประเด็นนี้ เป็นประเด็นที่ผมสนใจตลอดเลย เราคงเคยได้ยินเรื่องการตรวจสุขภาพประจำปีไปหลายครั้ง ผมเองก็เคยโพสต์ในเฟสบุ๊ก ว่า "คุณมาตรวจสุขภาพ แต่ได้โรคกลับไป" เอาว่าจริงๆการตรวจสุขภาพทั่วไป มันเปลี่ยนชีวิตคุณจริงหรือไม่

การตรวจในความคิดของผมมีสองอย่างนะครับ อย่างแรก คุณไม่มีความเสี่ยงใดๆ จะไม่มีจริงๆ หรือว่าไม่รู้ว่าเสี่ยงก็แล้วแต่ คุณเดินไปตรวจร่างกาย ตรวจแล็บ เจาะเลือด เอ็กซเรย์ แล้วเอาผลมานั่งดู อย่างที่สอง คุณมีความเสี่ยงแล้วตรวจเพื่อหาผลแห่งความเสี่ยงนั้น เช่น คุณเป็นผู้ที่ดื่มเหล้าจัด แล้วตรวจติดตามเรื่องมะเร็งตับ คุณกินยาแก้ปวด NSAIDs เป็นประจำแล้วไปส่องกล้องดูกระเพาะ เอาเข้าจริงๆแล้วประโยชน์ของแบบแรกไม่มีเลย และประโยชน์ของแบบที่สองก็ไม่มากนัก
มีการศึกษาวิจัยมากมาย และเอามาสรุปอย่างเป็นเหตุเป็นผล ในทางการแพทย์และเศรษฐศาสตร์ พบว่าการไปตรวจประจำปีนั้น ไม่ได้ช่วยให้พบโรคมากขึ้น ไม่ได้ลดอัตราการเสียชีวิต ไม่ได้ทำให้ผู้ที่เข้ารับการตรวจรู้สึกตระหนักกับผลที่ได้ ไม่ได้เครียดกับผลการตรวจ ไม่ได้เปลี่ยนวิถีการใช้ชีวิตเดิมๆเลย เช่น ไปตรวจแล้วพบว่า น้ำตาลสูงเล็กน้อย ก็ยังกลับไปใช้ชีวิตตามเดิม หรือพบค่าเอนไซม์ของตับสูงขึ้น ซึ่งไม่สามารถแปลผลอะไรได้ หรือแม้แต่ไปพบจุดขาวๆในภาพเอ็กซเรย์ปอด ก็ไม่ได้ทำให้คุณๆหรือหมอๆตกใจสักเท่าไร เพราะคุณไม่มีอาการและความเสี่ยงใดๆ

ในทางตรงข้าม มันจะพาไปสู่การวินิจฉัยมากเกิน และตรวจค้นต่อโดยไม่จำเป็น ที่พบบ่อยมากๆคือ อายุไม่มาก ความเสี่ยงไม่มี ไปตรวจสาร CEA แล้วขึ้นเกินค่าปรกติ ซึ่งทางการแพทย์เราใช้เพื่อ--ติดตามผลการรักษา--และ--ดูการเกิดซ้ำ-- ของมะเร็งหลายๆชนิด ไม่สามารถใช้วินิจฉัยมะเร็งได้ เอาล่ะ คุณไม่เหมือนโรคมะเร็งและใช้การตรวจอะไรก็ไม่รู้มาตรวจมะเร็ง แล้วคุณก็กังวล หมอก็กังวล (กังวลอะไร !! ยังตอบไม่ได้) แล้วก็ไปส่องกล้องทางเดินอาหาร ตัดชิ้นเนื้อ โอกาสเจอโรคต่ำมาก เจอตุ่มเนื้อแล้วโอกาสเป็นมะเร็งก็น้อยมากๆ แต่คุณเสียเงิน เสียเวลา ในการตรวจไปแล้วและคำตอบที่ได้ก็ไม่ได้บอกอะไรไปมากกว่า "คุณเสี่ยงเท่าคนทั่วไป"

มีการศึกษาเรื่องนี้ที่ใหญ่มาก เป็นการศึกษาเปรียบเทียบเจตนาให้ดูว่ามันมีผลไหมชื่อว่า INTER99 study เอาคนที่ไม่มีความเสี่ยงมาตรวจประจำปี แนะนำและติดตาม เทียบกับอีกกลุ่มที่ไม่ตรวจประจำดูแค่ตอนแรกกับสุดท้าย ไม่ได้แนะนำอะไร ได้ผู้ทดลอง 60000ราย ตามไป5ปี พบว่าทั้งสองกลุ่มมีอัตราการเกิดโรคหลอดเลือดสมองและหัวใจไม่ต่างกันเลย และพฤติกรรมการใช้ชีวิตตอนเริ่มศึกษากับสิ้นสุด ก็ไม่เปลี่ยนเลยทั้งสองกลุ่ม
ในขณะที่เรามีมาตรการการตรวจในคนที่เสี่ยง เพื่อตรวจพบในระยะแรก ไม่ให้เกิดโรคในระยะท้ายๆ อันนี้จะมีประโยชน์มากกว่า เช่น คุณมีประวัติพ่อ แม่ พี่ น้อง เป็นเบาหวานทุกคน การตรวจคัดกรองเบาหวานจะมีค่ากับคุณมาก คุณมีอาชีพเป็นพยาบาลห้องผ่าตัด การตรวจคัดกรองหาการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบจะมีประโยชน์มาก หรือคุณเป็นโรคตับแข็ง การตรวจคัดกรองหามะเร็งตับจะมีประโยชน์มาก

แต่ในความเป็นจริง เรากลับไม่ค่อยตรวจตามความเสี่ยงนัก เช่นเป็นผู้หญิงกลับไม่ยอมตรวจคัดกรองหามะเร็งปากมดลูก เป็นผู้ชายอายุ 50 ปี แต่ไม่ยอมตรวจอุจจาระหามะเร็งลำไส้ คุณมีเพศสัมพันธ์โดยไม่สวมถุงยางอนามัย...คุณกลับปฏิเสธการตรวจหาไวรัส HIV

ลองทบทวนดูอีกทีนะครับ ก่อนเข็มเจาะเลือดจะเจาะคุณว่า..คุณได้อะไร...

ที่มา : Effect of screening and lifestyle counselling on incidence of ischaemic heart disease in general population: Inter99 randomised trial
BMJ 2014; 348 doi: http://dx.doi.org/10.1136/bmj.g3617 (Published 09 June 2014)

ที่มา : General health checks in adults for reducing morbidity and mortality from disease
Stephanie Thompson & Marcello Tonelli
09 October 2012

บทความที่ได้รับความนิยม