30 กันยายน 2558

ลองอ่านบทความทางการแพทย์

ลองอ่านบทความทางการแพทย์

ผมลองเขียนอธิบายบทความทางการแพทย์ที่ตีพิมพ์ทุกสัปดาห์ ท่านที่อ่านเก่งอยู่แล้วก็ถือว่าฟังบทความใหม่ๆนะครับ ท่านที่ยังไม่เคยรู้จักก็จะรู้ว่ามันไม่ยากครับ
ผมสรุปมาจาก บทสรุปย่อ(abstract) ของวารสาร JAMA วารสารที่มีผลมากในทางการแพทย์ของโลก เอ่อ คือ ปีนี้ไม่ได้ต่ออายุสมาชิกน่ะครับ เลยไม่มีฉบับเต็ม รอผู้ใจดีมาออกทุนให้

เรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการทดลองทางการแพทย์ การวิจัยและทดลองทางการแพทย์ ต้องมีคณะกรรมการจริยธรรม และทำตามข้อกำหนดของการทดลองในคนครับ เกี่ยวกับ การป้องกันการเกิดโรคหัวใจซ้ำในคนที่เคยเป็นโรคแล้ว ทำในโรงพยาบาลใหญ่ๆในออสเตรเลียครับ (ประมาณ โรงพยาบาลศูนย์)
ทางผู้วิจัยเขาสนใจว่าการป้องกันโรคนั้น ต้องอาศัย การติดตามและการกระตุ้นเตือนเป็นประจำจึงจะสำเร็จ จึงได้ทำการทดลองนำคนที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจแล้ว 710 คน ---การกำหนดตัวเลขตัวอย่างนี้ เป็นการคำนวณนะครับ ไม่ได้อยากได้เท่าไร ก็กำหนดเอง--- มาแบ่งกลุ่มแบบสุ่มออกเป็นสองกลุ่ม ( กลุ่มทดลอง 352 คน และ กลุ่มควบคุม 358 คน) กลุ่มควบคุมก็ดูแลกันตามปกติ ให้คำแนะนำ กินยา นัดติดตาม ส่วนกลุ่มทดลองนั้น เขาใช้การส่งข้อความไปเตือนทางมือถือทุกวัน จำนวน 4 ข้อความต่อสัปดาห์ เป็นเวลาทั้งสิ้น หกเดือน เป็นข้อความที่เกี่ยวกับการปฏิบัติตัวตามความเสี่ยงของคนๆนั้น เก็บข้อมูลกันสองปี

สิ่งที่ผู้วิจัยเขาเทียบสองกลุ่มว่าแตกต่างกันไหม คือ ระดับไขมัน LDL, ค่าความดันโลหิต ค่าดัชนีมวลกาย การออกกำลังกาย และ การสูบบุหรี่ โดยเป้าหมายหลัก (primary endpoint) คือ ค่า LDL ก็พบว่า กลุ่มที่ได้รับข้อความจะมีค่าไขมันต่ำกว่า เฉลี่ยที่ 5, ค่าความดันต่ำกว่า เฉลี่ยที่ ลดลง 7.6 ค่าอื่นๆก็ลดลงหมด ที่สำคัญคือได้ใช้การคำนวณทางสถิติแล้วว่า ความแตกต่างของทั้งสองกลุ่มนั้น แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ คือ ต่างกันจริงนะ ไม่บังเอิญ และ ยังวิเคราะห์ด้วยว่า การใช้ข้อความนั้น เข้าใจง่าย 97% ไม่เว่อร์ 86% เรียกได้ว่าส่งผลเปลี่ยนแปลงจริงๆในเชิงวิทยาศาสตร์ ถ้าเราจะเอาความจริงที่ได้จากการทดลองนี้ไปใช้ก็จะเรียกได้ว่าเป็น หลักฐานเชิงประจักษ์ครับ

ถามว่ามีผลจริงๆและเอามาใช้ได้ไหม ต้องเอามาวิเคราะห์อีกหลายขั้นตอน และอาจต้องวัดความสำเร็จจริงๆ ด้วย ไม่ใช่ว่า ค่านั่น ค่านี่ ลดลงจริงๆ แต่ว่า อัตราการป่วยซ้ำ อัตราการตาย ไม่ได้ลดลง อันนี้อาจจะเอามาใช้ได้ยาก หรือ อาจเป็นแค่ปัจจัยเสริม ไม่ใช่ปัจจัยหลัก โหยย..ทำมาตั้งเยอะ..แอดมินบอกว่าอาจใช้ไม่ได้ คนทำมิเสียใจหรือ.. ก็เราว่าตามความจริงเชิงวิทยาศาสตร์ และความคิดวิเคราะห์ เพื่อไม่ให้เกิดการเชื่อข้อมูลง่ายๆ และ หลงคารมผู้ทำวิจัยที่มีผลประโยชน์แอบแฝงครับ (critical appraisal)

แต่ว่าส่วนตัวก็น่าจะมีประโยชน์นะครับ เพราะคนใช้มือถือ 5พันล้านคนทั้งโลก ถ้าได้ผลจริงๆแต่เปอร์เซนต์เดียวก็ตั้ง 50 ล้านคนแล้วครับ

ยากไหมครับ ไม่ยากนะ ส่วนซับซ้อนมากๆ อยากรู้ก็หลังไมค์ครับ

29 กันยายน 2558

สมองเสื่อม

สมองเสื่อม

ท่านอาจเคยสงสัยว่าตัวเองสมองเสื่อม หรือญาติผู้ใหญ่สมองเสื่อมหรือไม่ เพียงเพราะหลงลืม เพียงเพราะเหนื่อยเพลีย แต่จริงๆแล้วเรามีเกณฑ์คร่าวๆในการคิด ส่วนรายละเอียดเรื่อง การทำข้อสอบดูโรคสมองเสื่อม การทำ MRI ก็ให้ผู้เชี่ยวชาญเขาว่ากันไปครับ ที่อยากมาแนะนำเพื่อจะได้เข้าใจถูกและ ไม่เครียดว่าคนรอบข้างเป็นหรือไม่
ความผิดปกติ 6 แบบนี้ อาจมีทั้งหมดหรือไม่ก็ได้ และอาจเกิดขึ้นไม่พร้อมกันนะครับ

1.ความใส่ใจเชิงซ้อน ความสนใจสิ่งรอบตัวอย่างต่อเนื่อง ไม่หลุดสมาธิ หรือ ใส่ใจทำสองสิ่งได้พร้อมๆกัน เช่น อ่านหนังสือพิมพ์จนจบเรื่อง หรือสามารถอ่านหนังสือและต้มมาม่าไปด้วย โดยมาม่าก็อร่อย หนังสือก็รู้เรื่อง (อันนี้นักศึกษาแพทย์ ทำได้ดี)

2.หน้าที่ในการจัดการบริหาร การเรียงลำดับการตัดสินใจ การแก้ปัญหา การยืดหยุ่นในการคิด เช่น เวลาต่อแถวรดกดเงินที่ตู้เอทีเอ็ม แล้วปรากฏว่าลืมกระเป๋าเงินมา ถ้าคนทั่วไป คงออกมาจากแถวให้คนอื่นกดก่อน ตัวเองก็กลับไปหยิบกระเป๋ามากดใหม่ แต่ผู้ป่วยอัลไซเมอร์ ก็จะยืนอยู่ในแถว เงอะเงิ่น ไม่รู้จะทำอย่างไรดี

3.การเรียนรู้และการจำ อันนี้เป็นการเสื่อมอย่างแรกๆเลยของอัลไซเมอร์ครับ ถามซ้ำคำถามเดิมบ่อยๆ เพราะจำไม่ได้ (อันนี้ต้องแยกจาก หูตึง และ กวน..นะครับ) จำไม่ได้ว่ามาเข้าห้องน้ำนี่ มาทำอะไร จำไม่ได้ว่าเปิดเตาแก๊สทำไม คือ ต้องลืมแบบนี้นะครับ พวกลืมเอาโทรศัพท์มา ลืมหยิบของมา ลืมคืนเงินให้เจ้าหนี้ พวกนี้ไม่ใช่สมองเสื่อมนะครับ
หรือไม่สามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เช่น ซื้อเครื่องซักผ้าตัวใหม่มา ใช้ยังไงก็ไม่ได้ แต่ถ้าตัวเก่าจะใช้ได้ดี อย่างนี้เป็นต้นครับ
แต่ถ้าชอบสิ่งใหม่ๆ เช่น เมียใหม่ กิ๊กใหม่ อันนี้อัตราการเสียชีวิตจะสูงกว่า อัลไซเมอร์นะครับ

4.การใช้ภาษา การพูดการจา ไม่คล่องแคล่ว คิดนาน ติดขัด บางทีนึกไม่ทัน เช่นเห็นตู้ไปรษณีย์ ก็พูดคำนี้ไม่ออก ก็จะบอกว่า..ไอ้นั่น..ไอ้นั่นน่ะ ซ้ำๆกันอยู่แบบนี้ หรือ พูดรูปประโยคไม่ครบถ้วน ภาษาไม่เหมาะสม ไมมีประธาน กริยา หรือ กรรม
บางคนก็มีภาษาพูดเป็นของตัวเอง
ส่วนมากจะบกพร่องกับการพูดมากกว่าเขียนครับ

5.การรับรู้ภาพที่เห็น เช่น เห็นนาฬิกา แต่ไม่รู้ว่าใช้ดูเวลา และบอกเวลาไม่ได้ วาดตามสิ่งที่เห็นไม่ได้ การสื่อสารของการมอง..การแปลภาพ..การนำไปใช้บกพร่อง หรืออีกตัวอย่างคือ ไม่เข้าใจป้ายจราจร
ต้องแยกจากปัญหาสายตาด้วยนะครับ

6.การรู้คิดทางสังคม เช่น การพูดสิ่งที่ไม่ควรพูดในที่สาธารณะ หรือ การสนทนาเรื่องเดิมซ้ำไปซ้ำมา ใส่ชุดว่ายน้ำไปเดินพารากอน หรือ เห็นคนทุกข์มากๆแล้วหัวเราะใส่เขา เป็นต้น
ความผิดปกติระดับนี้มักจะพบในระยะปลายๆของโรค เป็นปัญหาของผู้ดูแลมาก และสุดท้ายผู้ป่วยก็จะมีโลกส่วนตัวของตัวเองไป

สุดท้ายแล้วความบกพร่องทั้งหมดต้องทำให้สูญเสียหน้าที่ของตัวเองและสังคมไป จึง ถือว่าเป็นโรคครับ
ที่มา : บทความของ อ. วรพรรณ เสนาณรงค์ ใน อายุรศาสตร์ทันยุค
2557
WHO, demantia 2012
สมาคมโรคสมองเสื่อมแห่งประเทศไทย

27 กันยายน 2558

อะไรอยู่ในกระเป๋าอายุรแพทย์

อะไรอยู่ในกระเป๋าอายุรแพทย์

ท่านเคยเห็นเสื้อกาวน์ของอายุรแพทย์ไหมครับ มันตุงๆหนักๆ วิ่งทีก็แกว่งไกวไปมา อาการแบบนี้เป็นตั้งแต่ นักเรียนแพทย์ที่มาผ่านแผนกอายุรศาสตร์ แพทย์ประจำบ้าน แพทย์ต่อยอด หรือแม้แต่อาจารย์บางท่าน อันนี้เป็นความทรงจำของผมตั้งแต่จบมา กว่า 15 ปี ใครจะเพิ่มเติมก็เชิญได้ครับ

1. ปากกา อันนี้ของแน่ๆครับ มักพกอยู่กระเป๋าบน มีมากกว่าสองด้าม และส่วนมากจะเป็นของผู้แทนยา ที่..เอามาให้ --เขียนสองหน้า..พังแล้ว--

2. สมุดโน๊ตเล่มเล็ก บางคนเอากระดาษเอสี่ มาพับเอาก็มี ใช้จดงานที่ต้องทำในแต่ละวัน เรื่องที่อาจารย์สั่งให้ทบทวน หรือ วาดรูปแก้เซ็ง ส่วนตัวตอนเรียนนั้น ผมใช้โพสต์อิท ติดด้านในเสื้อกาวน์ครับ

3. คู่มือยาเล่มเล็ก เช่น pocket pharmacopia หรือ sanford guide ขนาดพกพา ความจริงคือพวกเราจำยาได้ไม่หมดหรอกครับ เมื่อไม่มั่นใจ เปิดหาดีกว่ามั่วเอา เดี๋ยวนี้คงใช้ smartphones กันหมด

4. หูฟัง บางคนคล้องคอ บางคนก็ม้วนๆยัดใส่กระเป๋าล่าง มักมีแท็กป้ายชื่อเจ้าของติดไว้ แต่ไปดูเถอะครับ ชื่อเจ้าของกับชื่อในแท็กไม่เคยตรงกัน ..และ..บางคนก็..ยืมชาวบ้านใช้ (อย่างเช่นแอดมินเป็นต้น)

5. ไม้สามเหลี่ยมเคาะเข่า ใช้ได้สารพัดตั้งแต่ เคาะเข่า ขูดเท้า..ขูดเท้านี่ดูการตอบสนองนะครับ จิ้มตรวจการรับสัมผัส ผมเคยเห็นนักเรียนแพทย์เอามาใช้เกาหลังบ่อยๆ เคาะหัวกันเล่น เคยเห็นเอามาใช้ขีดเส้นแทนไม้บรรทัดก็มี

6. แผ่นวัดสายตา หมอรุ่นเก่าๆอย่างผม พกแผ่นตรวจตา ที่เป็นการตรวจระบบประสาท ขนาดประมาณ ไอโฟนหกพลัส พกแล้วอาจารย์จะปลื้มว่า " อืมม.. มันตรวจร่างกายครบถ้วนนะ สายตาก็วัด"

7. Palm หรือ pocket pc ผมบอกแล้วว่าผมเป็นหมอยุคเก่า ตอนนั้นใช้เครื่องลงโปรแกรมอ่านตำรา แทนพกตำราหนาๆได้ สมัยนี้ก็เป็นแอปใน ipad iphone กันหมด (สมัยก่อนลงเถื่อน แครกกระจาย โดยเฉพาะ up to date )

8. คู่มือเล่มเล็ก เช่น Harrison manual, pocket medicine กระเป๋าล่างขวา พอดีเลยครับ ที่ว่าเล่มเล็กนี่คือ หนาประมาณ กูลิโกะป๊อกกี้ ขนาดเท่าขายหัวเราะครับ เอาเข้าจริงคือ พกเหมือนเป็นพระเครื่องนะครับ ไม่เคยใช้แต่อุ่นใจไว้ก่อน

9. อันนี้เป็นของแอดมินเองครับ ไม่ได้เหมือนใคร คือ ช็อกโกแลต เอ็มแอนด์เอ็มครับ ติดกระเป๋าล่างซ้ายเสมอ การตรวจไม่เป็นเวลา กินข้าวบ้างไม่ได้กินบ้าง ไม่มีเวลาออกไปไหน นี่แหละครับ อุปกรณ์ช่วยชีวิต เลยนะ เคยเอาให้ผู้ป่วยน้ำตาลต่ำกิน ผู้ป่วยงงๆ ถามว่าหมอรู้ได้ไงว่าผมจะน้ำตาลต่ำ ถึงมีให้เลย....ดูเป็นเทพเลยครับ.. จริงๆแล้วคือพกไว้กินเองต่างหาก

สนุกๆขำๆ กับวันอาทิตย์สบายๆ ย้อนอดีตสมัยเป็นแพทย์ประจำบ้านครับ ตอนนี้ไม่พกไรเลย ใช้น้องๆตรวจแทน..



26 กันยายน 2558

ยา brand และยาสามัญ

ยา brand และยาสามัญ

วันเสาร์เบาๆ แบบนี้ ผมมาพักผ่อน อารมณ์ดี ขอพูดเรื่องเบาๆแบบคุยกัน ก็จะพูดเรื่อง ยาต้นฉบับ กับ ยาเทียบเคียง ข้อมูลจาก FDA ของสหรัฐอเมริกา และ EMA ของฝั่งยุโรปครับ
ท่านคงนึกแปลกใจว่า ทำไมผมพูดเรื่องยาต่างๆบ่อยมาก ...ก็เพราะผมเป็นอายุรแพทย์ครับ อาวุธหลัก อาวุธหนัก ในการรักษาผู้ป่วยคือ "ยา" ครับ

ยาต้นฉบับ (brand drug) ก็จะได้รับการพัฒนาจากบริษัทต่างๆ ที่ต้องลงทุน การคิดสูตร การหาขนาดยาที่เหมาะสม การทดลองในสัตว์ การทดลองในคน การศึกษาทางคลินิก การติดตามผลหลังการขายเพื่อดูผลข้างเคียง กระบวนการเหล่านี้ใช้ทรัพยากรมหาศาล เป็นหลายร้อยถึงพันล้านบาท ต่อยาหนึ่งชนิด จึงทำให้ยาราคายาต้นฉบับมันแพงครับ และโดยทั่วไปก็จะได้รับการคุ้มครองลิขสิทธิ์ประมาณ 20 ปี

เมื่อยาต้นฉบับหมดอายุลิขสิทธิ์ บริษัทยาอื่นๆ ก็จะมีสิทธิ์เอาสูตรสำคัญของยา (active ingredients) เอาไปผลิตเป็นยาสามัญเทียบเคียง (biological equivalence) โดยทางองค์การอาหารและยาต่างๆ ก็จะกำหนดว่า สารออกฤทธิ์ของยาต้องเหมือนกันเลยนะ ทั้งการดูดซึมยาจากทางเดินอาหาร การกระจายในเลือด การเข้าสู่จุดออกฤทธิ์ การกำจัดยา

รวมถึงส่วนอื่นๆเช่น การบรรจุภัณฑ์ การเก็บรักษา ผลข้างเคียง รูปแบบเม็ด รสชาติ สารรักษาความคงตัวของยาอื่นๆ ในย่อหน้านี้ไม่ได้บอกว่าต้องเหมือนกันเป๊ะๆ แต่ก็ต้องไม่ต่างกันจน การใช้ยาไม่ได้ผล
การที่จะบอกว่าเทียบเคียงกับต้นแบบได้นั้น ต้องทำการศึกษาตามแบบที่องค์การอาหารและยากำหนดอย่างเคร่งครัด และเป็นการทดลองในคนด้วย จะเห็นว่า กว่าจะออกมาเป็นยาต้นแบบนั้นยากมากๆ การที่จะออกยาสามัญก็ไม่ใช่ง่ายๆ เช่นกัน

แต่ทำไมราคามันต่างกันมากๆ บางตัวต่างกันเป็นสิบเท่า จนหลายๆท่านคิดว่ายามันถูกมาก จะใช้ได้จริงหรือ ที่มันถูกกว่าเนื่องจากไม่ต้องลงทุนในการคิดค้น พัฒนาและทดลองนั่นเอง ข้อมูลจาก FDA อเมริกาบอกในปี 2011 ว่า ยาสามัญนั้นลดค่าใช้จ่ายลงได้ 158 พันล้านดอลล่าร์ต่อปี หรือ 3 พันล้านดอลล่าร์ต่อสัปดาห์นะครับ

ไม่อยากให้ท่านกังวลถ้าท่านไม่ได้กินยา "ตัวจริง"

25 กันยายน 2558

ความดันโลหิตสูง silent killer

ความดันโลหิตสูง silent killer

ความดันโลหิตสูง เป็นฆาตกรเงียบตัวจริงเสียงจริงครับ จับตัวยากด้วย เราจะมาทำความเข้าใจการวินิจฉัยโรคความดันโลหิตสูงอย่างง่ายๆแต่ครบถ้วนกันครับ
ถามอย่างแรกความดันโลหิตสูงมีอาการไหม...คำตอบคือไม่มีครับ .. เป็นโรคทางอายุรศาสตร์ที่ไม่สามารถวินิจฉัยได้จากประวัติ ต้องอาศัยการวัดค่าความดันโลหิตเท่านั้น บางท่านคิดว่าความดันขึ้นทำให้ปวดหัว ความเป็นจริงคือปวดหัวต่างหากที่ทำให้ความดันขึ้น ดังนั้นเราจึงมักจะพบผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงเวลาเขามาตรวจโรคอื่นหรือตรวจร่างกายครับ และที่สำคัญเวลาที่ท่านมาโรงพยาบาลด้วยสาเหตุใดๆ เช่น ปวดท้อง หกล้ม เป็นหวัด ภาวะตึงเครียดทางกายเหล่านี้ ทำให้เกิดความดันโลหิตสูงได้ ดังนั้นถ้าจะวินิจฉัยให้แม่นยำแล้วล่ะก็ ต้องวัดตอนที่ไม่มีการเจ็บไข้ได้ป่วยครับ
ความสำคัญที่สุดของการวินิจฉัย คือ วิธีวัดความดันที่ถูกต้องครับ อย่างแรกที่ต้องเน้นย้ำกันก่อนเลยคือ การวัดความดันในสถานพยาบาลนั้น ความดันโลหิตของท่านจะมีแนวโน้มสูงเนื่องจากความตึงเครียดหลายประการ เช่น หมอหล่อ พยาบาลดุ หาที่จอดรถไม่ได้ คิวรอตรวจยาวมาก เวลาท่านวัดแล้วสูง เขาจึงให้พัก 10-20 นาทีแล้ววัดซ้ำไงครับ ปรากฏการณ์นี่เรียกว่า white coat effect
ทางการแพทย์เราเชื่อความดันที่บ้านมากกว่าครับ ไม่ว่าจะติดเครื่องวัด 24 ชั่วโมง หรือวัดเป็นครั้งๆที่บ้าน แล้วมาดูค่าเฉลี่ย เราเรียก home blood pressure monitoring ปัจจุบันเครื่องดันความดันใช้ง่ายเป็นแบบอัตโนมัติ สอดแขนแล้วกดปุ่ม อ่านค่าได้เลย แต่ก็จะมีทริกเล็กน้อยดังนี้ครับ

1. ควรวัดความดันตอนตื่นนอน ก่อนลุกไปไหน
2. เลือกขนาดแถบวัดให้เหมาะ คือ กว้างอย่างน้อย สองในสาม หรือครึ่งหนึ่ง
ของความยาวต้นแขน
3. รัดให้พอดี ง่ายๆคือรัดแล้ว ยังสอดนิ้วลงไปได้หนึ่งนิ้ว
4. เครื่องจะอยู่ระดับใดก็ได้ แต่แถบรัดต้องอยู่แนวเดียวกับหัวใจ (ตัวอย่างง่ายๆ
ห้ามยกมือก่ายหน้าผากแล้ววัด)
5. ตรวจสอบความแม่นยำกับร้านที่ท่านไปซื้อมาทุกปี

เกณฑ์มาตรฐานทั่วไปคือค่าเกิน 140/90 เป็นโรคความดันโลหิตสูง บางแนวทางอาจใช้ตัวเลขที่ต่ำกว่านี้ถ้าเป็นค่าที่วัดจากที่บ้าน แต่ช่างมันเถอะครับ ให้พวกแพทย์ประจำบ้านเขาจำไปสอบเท่านั้น เอาค่า140/90 นี่หล่ะครับ เมื่อวินิจฉัยได้แล้วสิ่งสำคัญอีกอย่างที่จะมาบอกวันนี้คือ จะต้องดูว่าความดันโลหิตสูงนั่นมีสาเหตุหรือไม่ กว่า 90% ความดันที่ตรวจเจอกันไม่มีสาเหตุที่ชัดเจนครับ เรียกว่า essential hypertension ก็ใช้การปรับชีวิต และใช้ยาเพื่อลดความดัน ลดความเสี่ยง

ที่ต้องหาคือ ความดันโลหิตสูงอันมีสาเหตุจากโรคอื่น เนื่องจากถ้ารักษาโรคต้นกำเนิดได้ทันเวลา ระดับความดันก็จะเป็นปกติแบบหายขาดครับ โรคพวกนี้มักจะมี "ข้อสังเกต" เช่น อายุน้อยๆ มีอาการผิดปกติของฮอร์โมนเช่น อ้วนเร็วๆ หญิงมีหนวดดก อาการของระบบประสาทอัตโนมัติเช่น เป็นลม หน้าแดงมาก เหงื่อออกจัดๆ หรืออาการทางไตเช่นปัสสาวะมีฟองปน หรือผลเลือดผิดปกติ เช่นค่าโปตัสเซียมในเลือดต่ำ เป็นต้น จะต้องหาข้อสังเกตของโรคกลุ่มนี้ทุกครั้ง เมื่อหาแล้วไม่พบ จึงเรียกได้ว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูงแบบปฐมภูมิ และเข้าสู่กระบวนการรักษาความดันตามปกติครับ

ก่อนที่จะได้โรคความดันโลหิตสูงมาเป็นโรคประจำตัว...ต้องชัดเจนก่อนครับว่าใช่และถูกต้อง
รักและหวังดี จาก แอดมิน ณ แอนฟิลด์

ที่มา - NICE hypertension guideline 2012
- JNC 8
- thai hypertension guideline 2012

บทความที่ได้รับความนิยม