03 กุมภาพันธ์ 2563

สด ไม่สด

สด ไม่สด
ประเด็นแรก ไม่ควรสดครับ งานวิจัย ไม่ได้ออกแบบมาให้เรากล้าสด งานวิจัยออกแบบมาเผื่อเรากันอย่างดีแล้วเกิด "พลาด"
ประเด็นสอง แม้รับยาต้านไวรัส แต่เชื้อไม่หมดนะครับ ปัจจุบันคือต่ำกว่า 20 copies/ml นี่คือในเลือดเท่านั้น ประมาณปริมาณทั้งหมดก็คูณ 5000 คือเลือด 5 ลิตร และยังมีเชื้อในต่อมไทมัส ในเซลล์แอสโตรไซต์ในสมอง และ เนื้อเยื่อน้ำเหลืองที่ส่งเข้ากระแสเลือดได้อีก
ประเด็นสาม แม้ว่าจะเป็นคู่ที่ติดเอชไอวีทั้งคู่ ได้ยาต้านทั้งคู่จนควบคุมได้ดีก็ไม่ควรสด เพราะเชื้ออาจถ่ายเทถึงกัน และกลายพันธุ์เป็นเชื้อดื้อยาได้ครับ
สรุปคือ ไม่ว่าคุณจะติดหรือไม่ติดเชื้อ หากไม่ได้มั่นใจในคู่นอนระดับประวัติเคลียร์และผลเลือดเคลียร์ ในทุก ๆ เวลา ต้องสวมถุงยางเสมอ (เพราะคู่คุณอาจพลั้งใจในบางเวลาแต่ไม่ได้มาบอกคุณ)
ยังยืนยันคำกล่าวนี้ "ยืดอก พกถุง"

multi organ dysfunction syndrome

เหนื่อยเหลือเกิน ขอพักเหนื่อยกับเรื่อง feel good อ่านรอบที่สามแล้ว
multi organ dysfunction syndrome ... คือ ภาวะที่ระบบอวัยวะไม่สามารถทำหน้าที่ของตัวเองได้ และหน้าที่นั้นคือหน้าที่หลักในการดำรงชีวิต
ตามคำจำกัดความ ระบบอวัยวะต่าง ๆ ที่ล้มเหลวจะต้องใช้เครื่องมือพยุง ถอดออกไม่ได้
และการเป็น multiorgan คือ มากกว่าสองระบบอวัยวะ ที่พบบ่อย ๆ ในไอซียูคือระบบหายใจและระบบหัวใจ ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ยากระตุ้นการทำงานหัวใจ หรือใส่อุปกรณ์เพิ่มความดัน
ปัจจุบันอาจพบหลายระบบอวัยวะเช่น
ใส่เครื่องช่วยหายใจ ... ระบบหายใจ
ใส่ยากระตุ้นหัวใจ ... ระบบหัวใจ
ใช้เครื่องฟอกเลือด ... ระบบไต
ใช้เครื่องแลกออกซิเจน ECMO ... ระบบหัวใจ หายใจ และการแลกแก๊ส
ให้อาหารทางหลอดเลือด ... ระบบทางเดินอาหาร
อัตราการเสียชีวิต 60-80% และอาจมีความพิการต่อเนื่องหากแก้ไม่ทันใน 1-2 สัปดาห์
มักจะเกิดในรายที่มีอาการอักเสบรุนแรงมากทั้งตัว เช่น ติดเชื้อในกระแสเลือดรุนแรง บาดแผลไฟไหม้บริเวณกว้าง ขาดออกซิเจนนานเช่นจมน้ำ ตับอ่อนอักเสบรุนแรงเฉียบพลัน อุบัติเหตุบาดเจ็บหลายอวัยวะ
มีสักรายสองรายในไอซียู เรียกว่าดูดพลังเกือบหมด ทั้งหมอ ทั้งเจ้าหน้าที่ ทั้งญาติ ทั้งคนไข้ ดังนั้นการจัดการทุกอย่างที่มีแนวทางออกมาในเวชบำบัดวิกฤต ก็เพื่อลดการเกิดภาวะนี้นั่นแหละ เพราะมันมีอัตราตายสูง สิ้นเปลืองทรัพยากรมาก
พักดีกว่า อ่านเล่มนี้ ขอบอกว่า พล็อตเรื่อง การดำเนินเรื่อง ปริศนา ลงตัวไปหมด ทุกอย่างมาเฉลยปริศนาของตัวเอง ด้วยความรู้สึกอิ่มเอมใจ และรู้ซึ้งในคุณค่าของทุกสรรพสิ่ง
ขอบอกเลยนะ ใครยังไม่อ่าน ไม่ว่าคุณจะชอบหรือไม่ชอบการอ่านหนังสือ หากคิดจะอ่านหนังสือสักเล่ม...เริ่มเล่มนี้ครับ "ปาฏิหาริย์ร้านชำของคุณนามิยะ" ถ้าเซเปี้ยนส์ คือสุดยอดหนังสือ non fiction เล่มนี้คือสุดยอดของนิยายประจำปี 2019 เช่นกันครับ
อ่านแล้วหายเหนื่อย จิบกาแฟอุ่น ๆ บาริสต้าหน้าคม ๆ ยิ้มหวาน ๆ เฮ้อ...สุขใดเล่าจะเท่าเทียม

วงการแพทย์ไทยสามารถจัดการไวรัสโคโรนาอู่ฮั่น

นับเป็นข่าวดี ที่วงการแพทย์ไทยสามารถจัดการไวรัสโคโรนาอู่ฮั่นได้ แต่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือ
1. ยาที่ใช้คือประยุกต์ใช้ยาต้านไวรัสเอชไอวี lopinavir/ritonavir กับยารักษาไวรัสไข้หวัดใหญ่ oseltamivir ตามที่เคยมีรายงานการรักษาก่อนหน้านี้ ไม่ได้เป็นยาใหม่แต่อย่างใด
2. ความสำเร็จของการรักษา ไม่ได้ขึ้นกับยาต้านไวรัสอย่างเดียว ต้องชื่นชมทีมการตรวจรักษา ที่สามารถตรวจรู้ได้เร็ว แยกโรค จัดการโรคร่วม ประคับประคองอาการ ต้องมีหลายอย่างประกอบกัน พร้อมกัน ประสานงานกัน ไม่ใช่แค่ยาเท่านั้น
3. เป็นความสำเร็จ หลักฐานทางการแพทย์ระดับ case report ยังต้องสะสมเคสให้เป็น case series ต่อจากนั้นอาจจะมีเปรียบเทียบเป็น retrospective หรือ prospective cohort หลังจากนั้นดีที่สุดสำหรับการรักษาคือ controlled trial ต่อไป เพื่อตัดปัจจัยแปรปรวนและเป็นที่ยอมรับว่าใช้ได้ในคนเกือบทั้งหมด
4. ห้ามคิดเป็นอัตโนมัติว่า ติดเชื้อโคโรนาแล้วต้องรักษาด้วยยานี้แบบนี้ อย่าลืมว่า เกือบทั้งหมดของโคโรนา อาการไม่รุนแรงและหายได้เองเพียงประคองอาการให้ดี
5. มาตรการขั้นพื้นฐานยังสำคัญ ป้องกันโรคได้ คุ้มค่า ... ล้างมือ สวมหน้ากากอนามัย หลีกเลี่ยงจุดเสี่ยง เข้ารับการรักษาหากป่วยและเสี่ยง ย้ำ ... ไม่มีมาตรการ การกินยาต้านไวรัส เพื่อป้องกันโรค หรือเพื่อกันการกระจาย ..ไม่มี ไม่มี และ ไม่มี

02 กุมภาพันธ์ 2563

Henpecked หรือ กลัวเมีย

โพสต์นี้ผู้หญิงห้ามอ่าน !!
Henpecked หรือ กลัวเมีย เป็นคำที่มีที่มายาวนานมากว่า 400 ปี ที่มาไม่ชัดเจน แต่รวม ๆ ก็คือไม่กล้าหือกับคู่ครองหรือกระทั่งคู่รัก ในเมื่อมันมีมากว่า 400 ปี ควรหรือยังที่จะถึงเวลา...ปฏิวัติ
เมื่อวานลงโพสต์เรื่องเกมเพลย์สเตชั่น 5 มีโพสต์มาตัดพ้อชะตาชีวิตของลูกผู้ชาย ที่แม้สิทธิระหว่างเพศในทางนิตินัยจะได้รับการยอมรับ แต่ทางพฤตินัย พวกคุณถูกกดขี่มาอย่างยาวนาน
อำนาจของรองเท้าแตะที่ฟาดบนความผยองของเหล่าชาย มีเรื่องเล่าตั้งแต่ยุคอียิปต์ ที่พ่อของเจ้าสาวจะส่งถ่ายอำนาจของพ่อให้กับลูกสาวเพื่อกำราบสามีผ่านทางรองเท้าแตะ ผ่านมาที่ยุคโสเครตีส ผู้ซึ่งมีวิธีถกเถียงเพื่อเกิดความรู้ ที่เรียกว่า "Socrates method" แต่โสคราตีสกลับไม่ค่อยถกเถียงเธอ ให้เธอโชว์ความยิ่งใหญ่ตลอด ด้วยเหตุผลที่ว่า...เพราะรัก (เหตุผลโคตรคลาสสิก)
หรือเรื่องราวอันโด่งดังของจอมปราชญ์อริสโตเติล ที่ปรากฎภาพที่เขายอมให้ไฟลิส สตรีผู้ชำนาญการหว่านเสน่ห์ ขี่หลังเขาราวกับเขาเป็นม้า ขี่หลังจริง ๆ นะครับ ราวกับเป็นทาสในเรือนเบี้ย มันเจ็บใจมั้ยคุณ มันเจ็บมั้ย ใครอยากเห็นภาพ กดกูเกิล phyllis and aristotle
นั่นคือตำนาน อาจจะกล่าวเพื่อความสนุก แต่เรื่องมันเริ่มมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
งานวิจัยของ Dr. Rikke Lund จากมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเก้น หลาย ๆ แหล่งข่าวอ้างผลงานเขา (แต่ผมค้นต้นฉบับไม่เจอ เจอแต่ข่าวหลายชิ้น คาดว่า..เพื่อความผาสุกของดร.ลุนด์) บอกว่า ผู้ชายกลัวเมียจะตายเร็วกว่าคนที่กล้าหือ ถึงเท่าตัว เขาอธิบายเพราะแบกรับความเครียดมาก ...ไงครับ คุณพ่อบ้าน คุณเริ่มฮึกเหิมไหม ตะโกนดัง ๆ เลย เมียคุณไม่มาอ่านหรอก ผมประกาศไว้แล้วว่าผู้หญิงห้ามอ่าน
งานวิจัยของไทยทำโดย กิตติศักดิ์ เจิมสิทธิประเสริฐ จากมหาวิทยาลัยรังสิตในปี 2017 ทำการสำรวจความกลัวเมียในรั้วมหาวิทยาลัย (น่าจะกลัวแฟน) ผลออกมาพบว่า หนึ่ง...ผู้ชายเจ้าชู้นี่กลัวเมียจริง สอง...คือยิ่งมีรายได้มากยิ่งกลัวเมียมาก และข้อสามนี่สำคัญ คือ คนที่กลัวเมียมักจะมีแบบอย่างจากครอบครัว คือ คุณพ่อกลัวเมีย !!!
จากการศึกษาและตำนานทั้งหมด คุณพร้อมหรือยังที่จะลุกฮือขึ้นสู้ ผมเห็นรุ่นพี่รุ่นน้องหลายคน ที่ร่างของเสือในอดีต ตอนนี้คือแมวเหมียวถือไม้แขวนเสื้อและเตารีด !!
คุณจะยอมเสี่ยงอัตราการเสียชีวิตเร็วขึ้น (บางคนบอก..ถ้าหือนี่ตายเร็วกว่านะ) หรือจะยอมให้เกิดการถ่ายทอดแบบอย่าง ไปสู่ลูกหลานเชียวรึ อนาคตคุณสร้างได้ คุณส่งต่อความหาญกล้าต่อไปได้ เริ่มที่ตัวคุณเอง
จะบิ๊กไบค์ จะนินเทนโดสวิตช์ จะเพลย์สเตชั่น จะไปเตะบอลแมน ๆ กับเพื่อน คุณลองหลับตาคิดถึงการกดขี่ในอดีตซิ ... คุณจะยอมไปตลอดหรือจะลุกขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของหน้าประวัติศาสตร์การลุกฮือขึ้นสู้ คุณเลือกได้ คุณต้องลุกมาท้ารบ ทุบหม้อข้าว
ปล. หากต้องการลี้ภัย ตอนนี้เมืองอู่ฮั่นปลอดภัยมาก ไม่มีใครตามคุณไปถึงแน่นอน
ปล. 2 ใครใคร่สู้ ลุกขึ้นเป็นพ่อบ้านใจกล้า กรุณาเลือกขนาดท่อช่วยหายใจ โหมดเครื่องช่วยหายใจ บริจาคเลือดเอาไว้ล่วงหน้า เตรียมกรมธรรม์ประกันเอาไว้ให้เรียบร้อยด้วย ของมันต้องพร้อม อย่าออกรบตัวเปล่าเล่าเปลือย การเตรียมการดี รักษาหายไปกว่าครึ่ง
ปล. 3 จะทำอะไรก็ใจเย็น ๆ นะ อยู่กันมารักกันมานาน (สำหรับสุถาพสตรีที่แอบมาอ่านและถือไม้หน้าสามในมือ)

01 กุมภาพันธ์ 2563

ลมรั่วในเยื่อหุ้มปอด ... การศึกษาที่ท้าทายตำรา .. PSP

ลมรั่วในเยื่อหุ้มปอด ... การศึกษาที่ท้าทายตำรา .. PSP
เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2563 วารสาร NEJM ได้ลงตีพิมพ์งานวิจัยจากนิวซีแลนด์และออสเตรเลียชิ้นหนึ่ง เกี่ยวกับการรักษาภาวะลมรั่วในเยื่อหุ้มปอด ที่เกิดเอง และเกิดครั้งแรก ว่าเราจะรักษาแบบเจาะออกหรือแค่เฝ้าดู มันท้าทายอย่างไร ...
สำหรับแพทย์ มันน่าสนใจในแง่การรักษาและการดูแลในอนาคต
สำหรับบุคคลทั่วไป มันน่าสนใจที่ความรู้ใหม่ ๆ จะมาแปรเปลี่ยนความรู้เดิม
เรามาอ่านพื้นฐานกันก่อน เรื่องที่หนึ่ง แนวทางปัจจุบัน เรื่องที่สอง สรุปการศึกษาใหม่ แล้วค่อยเอาสองอันมาคิดรวมกัน แต่บอกก่อนที่เอามารวมกันแล้วนี่จะเป็นความเห็นส่วนตัวแบบชาวบ้านนะครับ ไม่ได้มีหลักกงหลักการใด ๆ ..มาเริ่มกันเลย
☝️☝️เรื่องที่หนึ่ง...แนวทางปัจจุบัน
ลมรั่วในเยื่อหุ้มปอดที่เกิดเอง มักจะเกิดจากมีถุงลมเล็ก ๆ ในปอดและแตกออก (ปัจจุบันกำลังหายีนที่เกี่ยวข้อง) มีอาการเจ็บแน่นอกเฉียบพลัน เหนื่อย ตรวจปอดพบเสียงหายใจเบาลง เคาะโปร่ง และเสียงสะท้อนลดลง เอ็กซเรย์ปอดพบมีลมแทรกในเยื่อหุ้มปอด การรักษาทั้ง british thorcic society, european respiratory society และ american colleges of chest physicians ให้ความเห็นว่า หากลมรั่วมีขนาดใหญ่ หรือมีอาการหายใจขัด หายใจไม่ไหว ก็ให้เจาะระบายออก แต่ถ้าไม่มีอาการหรือปริมาตรลมไม่มากนัก ก็ให้ออกซิเจนเพื่อให้ร่างกายดูดซับลมไปเอง
เวลาเจาะระบายก็ใช้เข็มเบอร์ใหญ่ต่อกับท่อเล็ก ๆ เจาะดูดโดยต้องผ่านให้ท่อไปจุ่มใต้น้ำ ให้ลมผุดออกมาเพื่อป้องกันลมรั่วเข้าไป เมื่อเจาะออกแล้วสังเกตอาการ หากรั่วเพิ่มหรือเหนื่อยจะใส่ท่อระบายขนาดใหญ่แทน โอกาสเกิดซ้ำไม่มากนักจึงไม่ต้องใส่สารกาวเชื่อมปอด
เรื่องที่สอง ... สรุปการศึกษาใหม่
การศึกษานำคนไข้ที่มีลมรั่วแบบรั่วเอง ครั้งแรก อายุ 14-50 ปี ที่สำคัญคือ จะต้องเป็นการรั่วระดับปานกลางถึงรั่วมาก โดยใช้การคำนวณระดับการรั่วด้วย Collin's equation คือคำนวณระยะห่างของเยื่อหุ้มปอดสามตำแหน่ง เอามาเทียบกับ normogram ค่าปรกติ หากรั่วมากกว่า 32% ก็นับเข้ามาในการศึกษา (ทั่วไปแล้ว มากกว่า 25% ก็เป็นข้อที่บอกว่าควรเจาะลมออก)
เอาคนไข้มาแบ่งเป็นสองกลุ่ม
กลุ่มแรก ... ให้ยาแก้ปวด ให้ออกซิเจน ถ้าไม่แย่ลง ไม่อึดอัด ก็สังเกตอาการแล้วกลับบ้าน นัดมาติดตามอาการ แล้ววัดผลหลักที่ 8 สัปดาห์ หากสังเกตอาการแล้วไม่ดีก็เปลี่ยนเป็นเจาะหรือใส่ท่อระบาย
กลุ่มที่สอง ... เจาะออก โดยดูดลมแล้วสังเกตอาการ 4 ชั่วโมง ถ้าลมไม่รั่วอีก ไม่อึดอัด ก็ให้กลับบ้านแล้วนัดมาสังเกตอาการ วัดผลหลักที่ 8 สัปดาห์ ถ้าไม่ดีก็ใส่ท่อระบาย
ผลหลักคืออะไร ผลหลักคือ ปอดขยายเต็มที่ โดยใช้ภาพเอ็กซเรย์ โดยผลอื่น ๆ เป็นแค่ผลรอง ไม่ว่าจะเรื่องต้องทำหัตถการซ้ำ เรื่องอาการ
ผลออกมาว่า การสังเกตอาการปอดขยาย 94% และการเจาะลมปอดขยาย 98% ปอดขยายแทบไม่ต่างกัน และแน่นอนว่ากลุ่มที่เจาะจะมีผลแทรกซ้อนจากการเจาะมากกว่า (มันก็แหงแหละ) โอกาสเกิดลมรั่วซ้ำในหนึ่งปีพบมากกว่าในกลุ่มที่เจาะ (16% vs. 8%) !!
👉👉 เอาล่ะ...เรามาดูประเด็นรวมนะ ข้อย้ำว่าความคิดของผมเองนะ อยากให้คนอื่นที่อ่าน มาถกประเด็นกันด้วยครับ
1.คำถามแรกของผมเลยนะ ไอ้ที่ว่า ปานกลางหรือรุนแรง มันปานกลางหรือรุนแรงจริงไหม (เขาวัดที่ปริมาตรนะครับ) ไปดูรายละเอียดก็พบว่า ขนาดลมรั่วโดยเฉลี่ยคือ 67% เรียกว่าเกินครึ่งปอด แต่ขนาดลมรั่วเยอะอย่างนี้ อาการเหนื่อยตาม Borg score ยังแค่นิดเดียว คะแนนเจ็บหน้าอกก็นิดเดียว สัญญาณชีพทุกอย่างปรกติ ดังนั้นหากจะใช้การศึกษานี้จริง ต้องตัดคนที่ "มีอาการและผลแทรกซ้อน" ออกไปก่อน และใช้แค่ภาพเอ็กซเรย์เท่านั้น
2. และนี่ก็เป็นประเด็น คุณจะทำแบบนี้ได้ จะต้องคำนวณปริมาตรแบบ Collin's Equation จะมาใช้สูตรของ ATS, ACCP, BTS คือวัดส่วนที่ห่างที่สุด (ปอดกับผนังทรวงอก) เกินสามเซนติเมตร แบบที่เราใช้ไม่ได้ หรือจะใช้สูตรของ Light สูตรของ Kircher ไม่ได้เช่นกัน ปกติเกินสามเซนต์ หรือปริมาตรลมรั่วมากกว่า 25% เราก็แนะนำให้เจาะออก
3. ในคนที่สังเกตอาการพบว่า 15% จะต้องไปเจาะ นั่นคือ แม้เราเชื่อและเปลี่ยนการรักษาตามนี้ เราก็ต้องเฝ้าระวังอยู่ดี ประเด็นการเฝ้าระวังน่าจะเป็นประเด็นสำคัญ
4. อีกคำถามคือ กลุ่มนี้มีลมรั่วแบบทุติยภูมิอันเกิดจากโรคอื่น (secondary pneumothorax) ปะปนอยู่เพียงใด เพราะจากข้อมูลพื้นฐาน พบว่ามีคนที่สูบบุหรี่เป็นประจำอยู่ไม่น้อยเลย ถ้ารวมคนที่สูบไม่ว่าจะสูบอยู่หรือเคยสูบคือ เกินครึ่งหนึ่งของทั้งสองกลุ่ม แม้จะสูบไม่หนักมากแต่ก็ต้องสงสัยว่า อาจจะไม่ใช่ลมรั่วแบบไม่มีสาเหตุ อาจเกิดจากหลอดลมอักเสบจากบุหรี่ปะปนมา
5. อนาคตเราอาจจะเลือกการสังเกตอาการไปก่อน ...ย้ำ โดยใกล้ชิด หากจำเป็นค่อยเจาะหรือใส่สายระบาย เพราะการรักษาแบบสังเกตลดโอกาสการทำหัตถการโดยไม่จำเป็น ลดผลแทรกซ้อน ลดการใส่ท่อระบาย ลดวันนอนโรงพยาบาล ลดการขาดงานที่จะส่งผลต่อ productivity ของประเทศ
6. ข้อคิดอีกข้อที่อาจจะเลือกการสังเกตอาการไปก่อน เพราะโอกาสเกิดซ้ำน้อยกว่า ด้วยคำอธิบายว่าเราไปเจาะหรือใส่ท่อ มันเกิดแผลและแผลเป็น ทำให้หายช้าลง โอกาสเกิดซ้ำมากขึ้น จากการศึกษาเขาติดตามไปแปดสัปดาห์ก็เกิดซ้ำน้อยกว่ากลุ่มเจาะเสียอีก (มีนัยสำคัญทางสถิติ)
7. ใครอ่านฉบับเต็ม จะเห็นข้อกังขา ของคนที่ miss การติดตามที่แปดสัปดาห์ เขาคิดสองแบบคือ ยืดเวลาไป 9 สัปดาห์ ไม่มาติดตามก็จะถือว่าล้มเหลวเลย ถ้าคิดแบบนี้การเจาะลมจะมีโอกาสปอดขยายได้มากกว่า อีกแบบคือถ้าไม่มาติดตามแล้วต้องพิสูจน์ว่าล้มเหลวจริงจึงนับว่าล้มเหลว ถ้าคิดแบบนี้ โอกาสปอดขยายเท่ากัน แต่จริง ๆ ผมคิดว่ามันคือการแสดงให้เห็นว่า การเฝ้าสังเกตมันส่งผลปอดขยายได้ดีพอ ๆ กับเจาะ หากติดตามข้อมูลครบถ้วน (เป็น prespecified sensitivity analysis)
น่าสนใจทีเดียว ผมสรุปว่าถ้าเชื่อตามการศึกษานี้ และหากมีการศึกษาแบบนี้ออกมามากขึ้น มีความหลากหลายของเชื้อชาติ (และ gene pool) หากผลออกมาไปทางเดียวกันจริง ต่อไปหากพบลมรั่วในปอดที่เกิดเอง เกิดครั้งแรก ไม่มีอาการรุนแรง ไม่มีผลแทรกซ้อน การเฝ้าระวังน่าจะดีกว่า เพราะลมรั่วซ้ำน้อยกว่า ผลแทรกซ้อนน้อยกว่า สิ้นเปลืองน้อยกว่า โดยปอดขยายเท่ากัน
ขอให้ร่ำรวยกันนะครับ 010263

บทความที่ได้รับความนิยม