17 สิงหาคม 2559

กล้ามเนื้อหัวใจตาย ชนิดอาการไม่ชัดเจน silent myocardial ischemia

กล้ามเนื้อหัวใจตาย ชนิดอาการไม่ชัดเจน silent myocardial ischemia

มองเห็น..เป็นผลของการ..มองหา
สิ่งที่อยู่ตรงหน้า..ถ้าไม่มองหา..ก็มอง..ไม่เห็น
silent myocardial ischemia

เมื่อสามวันก่อน มีผู้ป่วยรายหนึ่งเป็นชายอายุ 56 ปี มีอาการเหนื่อยๆ เพลียๆมาหลายเดือน ก็ไม่ได้สะกิดใจอย่างใด ทำงานทำการได้ตามปกติ ผู้ป่วยเป็นเบาหวานและความดันโลหิตสูงมา 15 ปีควบคุมได้ไม่ดีเลย ก็คิดว่าเป็นเหมือนเดิมที่ตัวเองเหนื่อยๆเพลียๆ สามวันก่อนก็มามีอาการเหนื่อยอีกครั้ง หายใจแน่นๆ ไม่รุนแรงมาก ใช้ชีวิตได้ตามปกติ วันนี้มีธุระเข้ามาในเมืองเลยแวะมาปรึกษา
ฟังดูดีนะครับ ไม่น่ามีอะไร แต่ผู้ป่วยรายนี้ได้รับเข้ามาในไอซียูของผมทันที…อ้าวถึงขั้นเข้าไอซียูเลยหรือ ก็ต้องยกความดีให้กับคุณหมอจีพี หรือ หมอเวชปฏิบัติทั่วไป ที่คิดถึงภาวะหนึ่งที่อาจจะเกิดแบบนี้ขึ้นได้ คือ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ซึ่งอาการและการตรวจต่างๆอาจจะผิดปกติไม่เหมือนที่เราเคยเห็นเลย ผลการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจมีหัวใจโตเล็กน้อย ไม่ได้มีลักษณะของการขาดเลือดให้เห็น ผลการตรวจเลือดหาร่องรอยของการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อหัวใจพบว่าผลบวก คือ ค่า hsTnI และ CKMB ขึ้นสูง โดยที่ไม่มีสาเหตุอื่นอธิบายได้ ก็สงสัยว่าจะมีกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดแน่ๆ โชคดีที่ไม่มีหัวใจวายหรือหัวใจเต้นผิดจังหวะผู้ป่วยก็ดูสบายๆ risk score ต่างๆก็ไม่สูง พออาการคงที่จึงส่งผู้ป่วยไปฉีดสีดูหลอดเลือดหัวใจ ผลปรากฏว่า..

หลอดเลือดหัวใจเส้นหลักทั้งสามเส้น ตีบเรียบครับ ระดับ 85% ,90% เส้นเล็กๆก็ตีบ มีหลอดเลือดเล็กๆที่มาเชื่อมกันเพื่อช่วยกันเลี้ยงส่วนขาดเลือดด้วย ลงเอยด้วยแนะนำผู้ป่วยทำการผ่าตัดเปลี่ยนหลอดเลือดหัวใจครับ ผู้ป่วยมาบอกกับผมว่า “ไม่น่าเชื่อเลยครับ ผมไม่คิดเลยว่าจะรุนแรงขนาดนี้ อาการก็ดีๆอยู่แท้ๆ”

โรคหลอดเลือดหัวใจตีบแบบอาการไม่ชัดเจนหรือแบบไม่มีอาการนั้น ยังเป็นปัญหาอยู่มากๆนะครับ เพราะวินิจฉัยยาก การศึกษาทางการแพทย์ต่างๆเองก็ยังไม่ได้ลงลึกถึงกลุ่มนี้มากนัก แถมยังทำให้การรักษาล่าช้ามากขึ้นอีกด้วย เราเรียกภาวะนี้ว่า silent myocardial ischemia หมอๆเราจะได้รับการสั่งสอนมาตลอดว่า ในผู้ป่วยโรคเบาหวานอาจมีอาการแปลกๆไปกว่าที่เรียนมา เช่น ปวดท้องส่วนบน คลื่นไส้อาเจียน เหนื่อยๆ ก็ยังจะต้องคิดถึงภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบอยู่นะครับ ควรแยกโรคนี้ให้ได้
ในกรณีตีบเรื้อรัง อาการค่อยๆเป็นแบบผู้ป่วยรายนี้ จะวินิจฉัยยากมากครับ สาเหตุที่มันไม่ชัดเราเชื่อว่า โรคเบาหวานทำให้เกิด autonomic neuropathy คือระบบประสาทอัตโนมัติที่จะตอบสนองและรับความรู้สึกหัวใจขาดเลือดมันบกพร่อง ไม่ค่อยเจ็บแน่น ไม่มีเหงื่อแตก ไม่มีใจสั่น ก็เลยวินิจฉัยยาก และอีกกลไกคือ prolongation of perceptual threshold แปลไทยง่ายๆคือ ประสาทมันด้านชานั่นเอง ต้องรุนแรงมากๆจึงจะรู้สึกเพราะเป็นเบาๆจนชินครับ จึงจะเห็นว่าผู้ป่วยเบาหวานที่มีอาการชัดๆจึงมักจะเป็นรายที่เป็นมากๆนั่นเอง มีการศึกษาในอดีตหลายชิ้นที่บอกว่า ในกลุ่มคนที่เป็นเบาหวานจะตรวจพบหัวใจขาดเลือดมากกว่ากลุ่มคนที่ไม่เป็นเบาหวาน โดยทั้งๆที่ไม่มีอาการทั้งคู่ แต่การตรวจเขาใช้วิธีไฮเทคนะครับ ใช้ PET scan และ myocardial perfusion scan

หรือนำคนที่ไม่มีอาการ มาลองกระตุ้นให้ขาดเลือดเล็กน้อยแล้วดูว่าจะมีอาการหรือตรวจเอคโค่ผิดปกติไหม ก็พบว่าในกลุ่มที่เป็นเบาหวานนั้น พอกระตุ้นแล้วพบหัวใจขาดเลือดมากกว่ากลุ่มคนปกติอย่างชัดเจน

สำหรับกลุ่มขาดเลือดเฉียบพลันนั้น (ที่กล่าวมาก่อนหน้านี้เป็นแบบเรื้อรัง) จะไม่ค่อยแตกต่างกันระหว่างคนที่เป็นและไม่เป็นเบาหวาน ทั้งอาการเจ็บอก อาการร่วม คลื่นหัวใจ หรือ การตรวจเลือด ในการศึกษา GRACE พบว่ามีกลุ่มที่เป็นหัวใจตีบเฉียบพลันที่ไม่มีอาการเจ็บเลยถึง 8.4% เจ็บแปลกๆ 23% และในกลุ่มแบบนี้จะมีอัตราการเสียชีวิตมากกว่าแบบที่เรารู้จักมักคุ้นกันดี 13% เทียบกับ 4.3% และมีหลายปัจจัยที่ทำให้อาการไม่ตรงไปตรงมา ไม่ใช่แค่เบาหวาน ไม่เหมือนกับกลุ่มตีบเรื้อรังครับ

ข้อมูลจาก european heart journal เมื่อ 11 มิย. ปีที่แล้ว ซึ่งติดตามและศึกษาเรื่องนี้ก็พบว่า อาการเจ็บอกที่ไม่ตรงไปตรงมานี้ พบในกลุ่มผู้ป่วยเบาหวานมากกว่า ส่งผลให้การวินิจฉัยและรักษาอาจล่าช้า แต่ว่าผลเสียจากโรคหัวใจและหลอดเลือดโดยรวมทั้งสองกลุ่มก็ไม่แตกต่างกันมากนัก
ข้อมูลทั้งหลายเราจะสรุปว่าถ้าเป็นเบาหวานนั้น อาจมีอาการไม่ตรงไปตรงมา เราควรสงสัยโรคหัวใจขาดเลือดเอาไว้ด้วยเสมอ และแยกโรคหัวใจขาดเลือดให้ได้เท่าที่จะทำได้ แม้ปัจจุบันการจะแยกชัดๆจะต้องใช้เทคโนโลยีการตรวจที่แพงมาก ไม่มีในทุกที่ ก็ยังไม่ถึงขั้นต้องจับผู้ป่วยเบาหวานไปตรวจขั้นสูงทุกคน แต่การซักประวัติ ตรวจร่างกาย แล็บพื้นฐานและการติดตามผลอย่างต่อเนื่องจะยังช่วยแยกโรคนี้ได้ #และที่สำคัญที่สุดคือความตระหนักในโรคนี้เสมอครับ

World Journal of Cardiology, 14 Aug 2014, H.Khafaji **ควรอ่านอย่างยิ่ง***
European Heart Journal, 11 June 2015, C.Janghand

16 สิงหาคม 2559

10 ข้อเกี่ยวกับการตรวจประเมินโรคไตด้วยการตรวจโปรตีนในปัสสาวะ

10 ข้อเกี่ยวกับการตรวจประเมินโรคไตด้วยการตรวจโปรตีนในปัสสาวะ

1. การตรวจประเมินโปรตีนที่รั่วมาในปัสสาวะ ถือว่าเป็นการตรวจมาตรฐาน ที่ใช้ประเมินโรคไตเรื้อรังต่างๆ เป็นหนึ่งในเกณฑ์การวินิจฉัยโรคไตเสื่อมเรื้อรัง สามารถตรวจความผิดปกติได้ตั้งแต่เริ่ม ใช้ได้กับโรคไตหรือโรคอื่นที่มาเกี่ยวพันกับไต ที่ใช้บ่อยมากๆคือ โรคเบาหวาน เพื่อตรวจหาภาวะแทรกซ้อนทางไต

2. ตรวจประเมินนี้ สามารถประเมินการทำงานของไตได้ตั้งแต่เริ่มต้น ใช้ติดตามการรักษาได้อย่างดี เป็นการตรวจที่ปลอดภัย ทำได้ง่าย ราคาไม่แพง มีความน่าเชื่อถือ จึงเป็นที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย และถ้าตรวจพบตั้งแต่ระยะต้น เราก็จะได้ให้มาตรการในการชะลอความเสื่อมของไตได้อย่างทันท่วงที

3. ผู้ที่ควรตรวจคือ ผู้ป่วยโรคไต ผู้ป่วยโรคอื่นๆที่อาจมีอาการแสดงทางไต เช่นโรคแพ้ภูมิตัวเอง SLE, โรคติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี โรคติดเชื้อเอชไอวี และที่ถือว่าเป็นเกณฑ์มาตรฐานที่ต้องทำคือ การตรวจคัดกรองในผู้ป่วยเบาหวานเพื่อติดตามภาวะไตเสื่อมอย่างน้อยๆปีละหนึ่งครั้ง

4. เดิมใช้การตรวจปัสสาวะโดยเก็บ 24 ชั่วโมงมาวัดปริมาณโปรตีน แต่วิธีนี้ยุ่งยาก ปัจจุบันใช้การตรวจปัสสาวะตอนเช้าเอามาจุ่มแถบทดสอบ เพื่อวัดระดับโปรตีนหรือจะเป็นแถบวัดอัลบูมินโดยเฉพาะ วิธีนี้ก็จะบอกเป็น normal ,trace , 1+, 2+ ... ง่ายและทำได้ทุกที่ วิธีที่ยุ่งยากมากขึ้นแต่ก็ยังง่ายกว่าเก็บปัสสาวะยี่สิบสี่ชั่วโมง คือการวัดสัดส่วน โปรตีนหรืออัลบูมิน ต่อสัดส่วนค่าครีอะตินีน วิธีนี้ให้ความแม่นยำพอๆกับการเก็บยี่สิบสี่ชั่วโมงเลย ครับ

5. ใช้ปัสสาวะแรกในตอนเช้าดีที่สุด แต่ถ้าไม่ได้จริงๆก็ไม่เป็นไร ไม่ได้ต่างกันมากนัก และใช้แถบจุ่มตรวจในการคัดกรองได้ ไม่ว่าจะเป็นแผ่นโปรตีน หรือ แผ่นอัลบูมินก็ได้ ย้ำว่าคัดกรองคือยังไม่ทราบว่าเป็นโรคครับ ความไวใช้ได้ดี มีทุกที่ราคาถูก ผลออกมาเป็น กี่บวกๆ หรือปกติก็ตามแต่ ถ้าออกมาเป็นบวกและต้องการทราบปริมาณชัดเจนต้องใช้วิธีอื่น

6. วิธีวัดปริมาณ ก็ใช้กับการยืนยันว่า กี่บวกๆนั้นเท่าไรกันแน่ หรือในคนที่มีโรคไตอยู่แล้วให้มาตรวจโดยวัดเป็นปริมาณชัดๆจะดีกว่าครับ เราใช้การวัดปริมาณสารสองตัวในปัสสาวะมาเทียบสัดส่วนกัน คือ urine protein creatinine ratio, หรือ urine albumin creatinine ratio หน่วยเป็น มิลลิกรัมต่อหนึ่งกรัมครีอะตินีน

7. โดยทั่วไปในผู้ใหญ่แนะนำใช้ค่า UACR มากกว่า โดยเฉพาะการคัดกรองโรคไตในผู้ป่วยเบาหวาน ความดัน และโรคของ glomerulus การใช้ค่านี้จะสะดวก มีตัวแปรปรวนน้อยกว่า และเฉพาะเจาะจงมากกว่าค่า UPCR แต่ถ้าไม่มี UACR จะใช้ UPCR แทนก็ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด

8. ค่าของ UACR ที่นิยมใช้ในปัจจุบันคือ 30-300 mg/g ถ้ามากกว่า 300 ก็จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงไตวายเรื้อรังมากขึ้น และใช้ค่านี้ติดตามการรักษาได้ ส่วน UPCR ปัจจุบันไม่นิยมใช้กันมากนักเพราะมีปัจจัยมาก่อกวนค่าให้ปรวนแปรอยู่บ่อยๆ ค่าก็ 150-500 ถ้ามากกว่า 500 ก็เริ่มเข้าสู่โรคไตที่อาจเกิดอันตรายรุนแรง วัดตัวใดก็ตัวหนึ่งนะครับ ไม่มีสูตรแปลงกลับไปกลับมา

9. ข้อจำกัดของ UACR ที่เด่นๆ เรื่องของตัวหาร creatinine ที่จะลดลงในสตรี และเพิ่มในผู้สูงวัย ค่าที่ได้จึงจะผิดจากที่ควรเป็นไปเล็กน้อย ภาวะโภชนาการและยา การติดเชื้อ เลือดปนในปัสสาวะก็อาจส่งผลต่อตัวตั้ง albumin ที่อาจทำให้ค่าแปรปรวนได้

10. อาร์เซนอล แพ้ ลิเวอร์พูล คาบ้านด้วยสกอร์ 3-4 ทั้งๆที่ยิงนำไปก่อน ด้วยรูปเกมอันดุดัน ทีมเวิร์กที่ดี ความสามารถอันเยี่ยมยอดของ คูตินโญ่ และ มาเน่ ทำให้ลิเวอร์พูลประกาศศักดา นัดแรกของฤดูกาลอย่างยิ่งใหญ่

ข้อมูลจาก NKF KDOQI guidelines 2002

15 สิงหาคม 2559

โรคอ่อนแรงมัยแอสธีเนีย myasthenia gravis

โรคอ่อนแรงมัยแอสธีเนีย myasthenia gravis

วันนี้เรามาฟังลำดับเรื่องราวแบบกลับด้านดูบ้างนะ

นิทานวันนี้จะมาเล่าให้ฟังถึง การทำงานของระบบประสาทควบคุมการเคลื่อนที่ของมนุษย์ เมื่อเราคิดจะเคลื่อนที่ ขยับร่างกาย สมองเราจะผลิตชุดคำสั่งขึ้นมาชุดหนึ่ง ส่งไปให้กล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องทำงานให้สัมพันธ์กัน คำสั่งเหล่านี้จะถูกส่งมายังเส้นใยประสาท จากสมองผ่านมาที่ไขสันหลัง คำสั่งจะแยกไปตามทางที่มีแต่ละคำสั่งชัดเจน ผ่านจากไขสันหลังออกมาทางเส้นประสาท จากเส้นประสาทก็จะไปที่กล้ามเนื้อเป้าหมาย แต่ว่าปลายประสาทและกล้ามเนื้อมันไม่ได้ติดกันอย่างที่เราคิด มันมีช่องว่างเล็กๆอยู่ การสื่อสารผ่านช่องว่างเล็ก (neuromuscular junction) ต้องใช้สารเคมีแทนไฟฟ้า ปลายประสาทจะปล่อยสารเคมีไปจับที่ตัวรับที่กล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อก็รับสัญญาณแล้วหดตัวทำงานทันที

คำถาม…ถ้าตัวรับสัญญาณที่กล้ามเนื้อมันลดลงหรือทำงานบกพร่อง ท่านคิดว่า เราจะสั่งการได้ไหม หรือ สั่งการแล้วผลที่ออกมาจะเหมือนกับคำสั่งที่สั่งออกไปหรือไม่

กล้ามเนื้อก็จะไม่ทำงาน หรือทำงานแบบอ่อนๆ ไม่เต็มที่ใช่ไหมครับ สมองก็เห็นว่า อ้าว..สั่งให้ทำแบบนี้ ทำไมขี้เกียจก็สั่งเพิ่ม หลั่งสารเคมีไปสั่งเพิ่มๆๆ กล้ามเนื้อก็ยังทำงานไม่เต็มที่เพราะตัวรับสัญญาณมันมีแค่นั้น สั่งมากๆๆ สารเคมีก็หมดไปสร้างใหม่ไม่ทัน คราวนี้ไม่เกิดการขยับใดๆเลย ใช่ไหมครับ รูปแบบก็จะออกมาแบบนี้ ขยับได้ไม่เต็มที่ พอจะขยับต่อไปหรือทำซ้ำๆ ก็จะช้าลงและลดลงเรื่อยๆนั่นเอง ตัวอย่างเช่น ยกแขนชิดหู..ตอนแรกก็ยกไม่ชิด ทำซ้ำๆไป ก็จะยกได้น้อยๆลงๆ สุดท้ายอยากยกก็ยกไม่ขึ้น

นี่คือ โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงมัยแอสธีเนียครับ (myasthenia gravis) เห็นภาพนะครับ ตัวที่มาทำลายตัวรับสัญญาณคือภูมิคุ้มกันของตัวเราเอง ดังนั้นเราจึงต้องหยุดยั้งภูมิของเราโดยใช้ยากดภูมิเช่น สเตียรอยด์ ยากดภูมิ azathioprene, mycofenolate เป็นต้น หรือปัจจุบันที่การศึกษา MGTX ที่ใช้การตัดต่อมไทมัส ต่อมที่เป็นศูนย์ฝึกของบรรดาภูมิคุ้มกัน เพื่อไม่ให้เจ้าภูมิคุ้มกันมันเก่งเกินไปจนไปทำลายตัวรับที่ว่าครับ พบว่าตัดแล้วอาการดีขึ้น ใช้ยาสเตียรอยด์ลดลงครับ การศึกษาลงใน NEJM วันพฤหัสที่ผ่านมา

และเราก็ใช้ยา pyridostigmine เพื่อทำให้ สารสื่อประสาทที่ว่า คือ acetylcholine มันไม่ถูกย่อยสลายหรือย่อยสลายช้าๆ สารสื่อประสาทจึงออกฤทธิ์อยู่บริเวณนั้นได้นานขึ้น การขยับการกระตุ้นจึงทำได้มากขึ้นนั่นเองครับ ก็กินปรับตามอาการ ตั้งแต่ 3 เม็ดจนถึง 16 เม็ดต่อวัน บางคนกินมากเกินไป มันกระตุ้นไม่หยุดนี่ก็อันตรายเหมือนกันครับ เรียกว่า cholinergic crisis ครับ

ในกรณี ภูมิคุ้มกันตัวเองมันเกิดแตกรังออกมาเฉียบพลัน พรึบบบบ หมดแรงทั้งตัว จะหายใจยังทำไม่ได้เลย เรียกภาวะนี้ว่า myasthenic crisis เราจะรักษาโดยการฟอกเลือดเอาภูมิคุ้มกันนี้ออกไปครับ แล้วใส่เลือดดีๆกลับคืนมาให้ หรือใช้ ยาที่ไปทำให้ภูมิคุ้มกันของเราเป็นอัมพาตหยุดทำงานไป (intravenous immunoglobulin) เพื่อให้ภูมิที่แตกรังออกมาหยุดการกระทำการก่อการร้ายในทันทีนั่นเอง

นี่คือ concept ของ myasthenia gravis ครับ

14 สิงหาคม 2559

เล่าความหลัง...

เล่าความหลัง...

ในกลุ่มคนหลักสี่อย่างผม หรืออย่างท่านผู้อ่านหลายๆท่าน คงจะเคยผ่านประสบการณ์ไปอยู่โรงพยาบาลประจำอำเภอมาบ้าง ลองมาฟังเรื่องราวและย้อนอดีตไปสู่วันวานอันแสนหวานด้วยกันนะครับ
โรงพยาบาลที่ผมไปอยู่นั้นเป็นอำเภอเล็กๆในภาคอีสาน ห่างจากจังหวัด 80 กิโลเมตร มีประชากร 30000 คนเท่านั้น ไม่มีโรงงานไม่มีประกันสังคม ข้าราชการก็ขับรถไปรักษาในจังหวัดกันหมด เกือบ 99% เป็นบัตรทอง ทางเข้าสู่อำเภอเป็นทางลาดยางเพียงสามเส้นของอำเภอ ตัดผ่านทุ่งนาเขียวสวย สลับฉากด้วยมันสำปะหลัง สุดลูกหูลูกตา ทางนั่นก็คดเคี้ยวมาก ถ้าสติสัมปชัญญะไม่ดีพอล่ะก็ลงข้างทางแน่ๆครับ จากแยกถนนทางหลวงเข้าไป 30 กิโลเมตรก็ถึงตัวอำเภอ

มีธนาคารอยู่หนึ่งแห่งในสมัยนั้นคือ ธกส. มีรถสองแถววันละห้าถึงหกเที่ยวแล้วแต่อารมณ์คนขับ มีรถ บขส.ธรรมดาวันละหนึ่งเที่ยว เป็นทางผ่านด้วยนะ ตอนสามทุ่ม มีตลาดนัดทุกวันที่ 5 และ 25 ของเดือน ไม่มีแผงหนังสือ..อันนี้ทุกข์ใจมาก มีร้านค้าสองร้าน ร้านขายข้าวแกงในตลาดสด..ที่ขนาดเท่าสนามฟุตซอล อยู่สองร้าน ทางติดต่อโลกภายนอกคือ ที่ทำการไปรษณีย์ และโทรศัพท์สาธารณะ สมัยนั้นผมใช้โนเกีย 3310 ถือว่าหรูมากทีเดียว

มีหมออยู่สามคนครับ นับรวม ผอ. ด้วยนะ และหมออีกคนอยู่ได้สิบเดือนก็ขอย้าย เหลือผมกับท่านผอ. ซึ่งผอ. ก็ต้องบริหาร ประชุมต่างๆมากมาย เรียกว่าโซโล่เดี่ยวเป็นประจำ ไม่เคยมีน้องอินเทิร์นมาเลย เคยมีจ้างมาช่วยบ้างเวลาที่ผมป่วย อยู่เวรเดือนละ 15-20 วัน แต่ผมมีความสุขมากนะครับ ผมชอบการเป็นแพทย์เวชปฏิบัติมาก ได้ความกว้างช่วยคนได้มาก ตอนนั้นคิดว่ามีหมอไอซียูอยู่ก็ไม่ได้ช่วยอะไรนัก มีหมอสูติก็คงทำอะไรมากไม่ได้ การได้เป็น จีพี ช่างแสนมีความสุขครับ แต่ผมก็พยายามนำสิ่งใหม่ๆและพยายามเพิ่มศักยภาพของตัวเองขึ้นเพื่อจะได้ไม่ต้องส่งตัวมากนัก สงสารคนไข้ ถึงจะรักษาฟรี แต่การส่งตัวไปมันสาหัสมากนะครับ ค่ารถ ค่ากิน ค่าญาติ ค่าเสียงานการ บางทีแพงพอๆกับค่ารักษา
ผมทำคลอดเกือบทุกรายถ้าทำได้ ขูดมดลูก ทำหมัน และเนื่องจากเคยมีพี่พยาบาลไปเทรนดมยามา ผมก็ขอไปแอบเรียนกับพี่หมอดมยาเรื่องการบล็อกหลัง เพื่อเอามาทำแผลเวลามีอุบัติเหตุที่ขา เคยตัดนิ้วเบาหวานสิบกว่าราย ผ่าก้อนเต้านมไปมากมาย ซื้อสายcut down มาทำเอง ปลุกแม่และพ่อมาเช็ดตัวเด็กไข้ 40 กลางดึก ฝึกทำอัลตร้าซาวนด์เพื่อประเมินอายุครรภ์ เรียกว่าที่รพ.มีอะไร ผมพยายามรีดเอามาใช้ให้หมด

ทุกเย็นผมจะได้จ๊อกกิ้ง 6 กิโลเมตรรอบตลาด วิ่งเสร็จก็หาซื้อของสดง่ายๆมาทำ ทำกับข้าวได้บ้างก็ตอนนี้ครับและเผื่อมื้อเช้าด้วย แต่ถ้าใครอยู่รพ.อำเภอ จะทราบนะครับ ในนั้นคือครอบครัวใหญ่มาก บางวันไปกินข้างบ้านโน้น บ้านนี้ ไปคุยเฮฮาหลังงานเลิก ผมไม่ดื่มเหล้าแต่นั่งอยู่ในวงเหมือนกันครับ กินกับ ครับ แจ่วฮ้อนใส่ขี้เพี้ย, ลาบแย้, อ่อมฮวก จัดมาหมดแล้ว ทุกคนเหมือนพี่น้องจริงๆ บางทีก็ไปงานนั่นนี่ ที่นั่นเขาจะดีใจถ้าเราไปร่วมครับ เหมือนผมเป็น สส. ประมาณนั้นเลย ชาวบ้านให้เกียรติเรามาก ไปไหนก็นั่งคุยกับเขาได้

ตอนค่ำๆ ว่างๆก็สอนลูกๆหลานๆเจ้าหน้าที่ทำการบ้านครับ ทำงานคุณภาพโรงพยาบาล สนุกมาก แม้จะตรวจคนไข้เกือบๆ 80คนต่อวันก็ตาม ผมสานตะกร้าได้ก็พี่ๆที่เขาทำขายนี่แหละสอนให้ เราทำงานแทนกันได้หมดครับ มุงหลังคาจาก ขับรถพยาบาล พนักงานวิทยุ ทำได้เมิ๊ดดด มักสนุกครับถ้าเราไม่ไปยึดมั่นใส่หัวโขนความเป็นหมอตลอดเวลา

จริงๆผมไม่มีความคิดจะมาเรียนต่อเลยนะ ผมรู้สึก..พอใจ..กับชีวิตตรงนั้นมาก แต่ทุกๆคนที่รู้จักและเห็นบอกว่าผมควรไปเรียนนะ ซึ่งตัวเองก็ยังไม่รู้ว่าอยากเรียนอะไร รู้แต่อยากดูคนไข้ให้ครอบคลุม ให้หลักการเหตุผล ในหัวตอนนั้นคือ family medicine ครับ ผมว่านี่เป็นจุดบอดของหมอสมัยนั้น คือ ไม่รู้หรอกว่าตัวเองชอบอะไร และสิ่งแวดล้อมตรงนั้นมันก็ไม่ได้นำพาให้รู้สึกว่าจะชอบอะไรได้ ..มีไหม ventilator..ไม่มี มีไหม echo...ไม่มี มีไหม lab dengue IgG...ไม่มี เมื่อไม่รู้จักแล้วจะชอบได้อย่างไร แต่ว่า..ผมมี..Harrison principle of internal medicine ติดตัวมาด้วย ตอนนั้นไม่ได้คิดว่าจะมาเป็นอายุรแพทย์ แต่ว่า Harrison อ่านแล้วรักษาคนไข้ได้จริงแฮะ ความที่เราอ่านทุกวันๆ จนจบ ทำให้หลงใหลในวิชาอายุรศาสตร์ไปโดยปริยาย
เดินไปสมัคร อายุรศาสตร์ โดยที่เกรดก็ไม่ดี ปกติหมอเมดนั้นเกรดต้องดีครับ โปรไฟล์อะไรก็ไม่มีสักอย่าง ตอบคำถามอาจารย์ที่ถามว่าทำไมถึงมาเรียนเมด..ผมตอบง่ายๆสั้นๆว่า.."ผมชอบวิชานี้มากครับ" แค่นี้ พร้อมกับ Harrison 15th edition ที่บรรจุอยู่ในหัวเรียบร้อย...อันนี้ไม่ได้ตอบนะครับ แค่อยากบอกว่าน้องๆที่จะก้าวเข้ามาสายอายุรศาสตร์ไม่ว่าสาขาใด ผมคิดว่าสิ่งที่ควรจะทำคือ คุณต้องอ่าน Textbook เล่มนี้ให้จบและเข้าใจ มันคือพื้นฐานที่สำคัญที่สุด ไม่ว่าตอนนี้หรือในอนาคตก็ตาม
สุดท้ายตอนนี้..ย้อนกลับไป รพ.อำเภอที่ผมอยู่ เขาอาจไม่ต้องการผมเท่ากับวันนั้นก็ได้ เพราะทักษะทางผ่าตัดลดลง การทำคลอดลดลง การสั่งยาเด็กลดลง...สังเกตว่าใช้คำว่าลดลงนะครับ หรือ hibernate คือพร้อมจะทบทวนให้ดีเสมอ ผมเชื่อว่าหมอทุกคนก็มีศักยภาพแบบนี้เช่นกัน ผมไม่มี galileo ให้ปรับ ..ไม่มี swanganz ให้ใส่.. ไม่มีเครื่องเอคโค่ ..
ไม่มี CO ให้วัด..
..
... แต่ผมก็ยังอยากกลับไปตรวจคนไข้ โดยใช้แค่ไฟฉาย ไม้เคาะเข่าและหูฟัง ...มีความสุขกับคนใน รพ.และชุมชน วิ่งทุกเย็น สังสรรค์กับชาวบ้านร้านตลาด...สูดกลิ่นดิน กลิ่นหญ้า ขี้วัวขี้ควาย...ฟังเสียงไก่ขัน
..
...
....อยากเป็น...หมอ..สำหรับคนไข้ ตลอดเวลาครับ

13 สิงหาคม 2559

แนวทางการตรวจสุขภาพสำหรับประชาชนทั่วไป (2)

แนวทางการตรวจสุขภาพสำหรับประชาชนทั่วไป (2)

ตอนที่สองของเรื่องราว แนวทางการตรวจสุขภาพของกระทรวงสาธารณสุข ปี 2559
เผื่อใครยังไม่ได้อ่านตอนแรก ผมได้พูดถึงหลักการและเหตุผล ความน่าเชื่อถือ ของการตรวจสุขภาพและได้แถมลิงค์เอาไว้ให้ ใครยังไม่ได้โหลดให้โหลดนะครับ เอามาประกอบบทความนี้ ผมไม่ได้มาเล่าให้ฟังหรือแปลไทยเป็นไทยนะครับ ผมมาวิจารณ์ครับ

http://www.dmthai.org/news_and_knowledge/1777

เอกสารนี้จะมีการตรวจตั้งแต่เด็กจนถึงวัยชราครับ เนื่องจากว่าเพจเราเป็นเพจอายุรแพทย์ ผมก็จะกล่าวถึงเฉพาะแนวทางของผู้ที่อายุ 18-59 และตั้งแต่ 60 คือผู้สูงวัยนั่นเองครับ ไม่ได้วิจารณ์ทุกตัวนะครับ เอาเฉพาะที่เป็นประเด็นและที่มีหลักฐานหนักแน่น เท่านั้นครับ มาดูข้อมูลในวัยทำงานก่อนนะครับ 18-59 ปี

การคัดกรองและถามคำถามสุขภาพคร่าวๆ เป็นสิ่งที่ต้องทำอยู่แล้วเพื่อคัดหาประเด็นผิดปกติ ทั้งเรื่องอาหารการกิน การออกกำลังกาย เหล้า บุหรี่ เพศสัมพันธ์ วัคซีน อันนี้จะเน้นวัคซีน บาดทะยัก-คอตีบ ควรฉีดถ้าไม่เคยฉีดหรือเกิน 10 ปีแล้ว การทำการทดสอบ audit เรื่องการติดเหล้า หรือ Fagerstrom เพื่อตรวจการติดบุหรี่ ทำเมื่อการคัดกรองเจอว่าเสี่ยงเป็นโรคครับ การตรวจร่างกายนั้น แนะนำอยู่หลายระดับ ที่ชัดเจนคือเรื่องการวัดความดันโลหิต เพราะนี่คือฆาตกรเงียบจริงๆครับ ถ้าไม่วัดไม่รู้ อันนี้ตรงกันทั้งโลกเลย อีกอย่างที่มีคำแนะนำชัดเจนคือ การตรวจเต้านมโดยบุคลากรทางการแพทย์ อายุ 30-39 ตรวจสองปีครั้ง เกิน 40 ตรวจทุกปี ข้อมูลทั่วโลกออกมาตรงกันว่า การตรวจเต้านมด้วยตัวเองนั้นมีความไวต่ำมากครับ ย้ำว่านี่คือภาพรวมนะครับ ในแต่ละรายถ้ามีประสบการณ์หรือคลำเป็นก็จะแม่นยำพอใช้ และมีความต่างจากประเทศอเมริกาและยุโรป ที่เขาเห็นว่าแม้กระทั่งมือแพทย์ก็ไม่ได้ไวไปกว่ามือคนไข้ และแนะนำการใช้ mammogram มากกว่าตรวจคัดกรองด้วยมือ http://www.cancer.org/…/breast-cancer-early-detection-acs-r…
ซึ่งก็ขอย้ำครับว่า ตรวจในคนปกตินะ ไม่มีก้อน ถ้าคลำก้อนได้แล้วก็ข้ามขั้นตอนนี้ไปเลย ไปเจาะหรือตัดได้เลย

การตรวจอีกสองอย่างคือ การตรวจ Pap Smear หามะเร็งปากมดลูก ตั้งแต่สามสิบเริ่มทำได้เลย ถ้าอายุเกิน 65 และตรวจปกติมาต่อกันสามครั้งก็เลิกตรวจได้ ในความเห็นส่วนตัว ผมเห็นว่านี้ล่ะเป็นการตรวจที่สำคัญและต้องทำ แม้จะได้รับ วัคซีนมะเร็งปากมดลูกก็ตาม และการตรวจฟันสุขภาพช่องปากก็ทำทุกปี

การตรวจทางห้องแล็บที่สำคัญ คือ การตรวจระดับไขมันในเลือด การตรวจคัดกรองเลือดในอุจจาระสำหรับมะเร็งลำไส้ใหญ่ สองอันนี้มีการศึกษารับรองมากครับ ในส่วนของไขมัน..ที่เราเคยเถียงกันว่าต้องงดอาหารไหม ก็ไม่ต้องงดนะครับ ที่แนะนำให้ตรวจเพราะอุบัติการณ์โรคหลอดเลือดตีบจากไขมันเพิ่มขึ้นมาก และเรามีการจัดกลุ่มคนไข้ตามความเสี่ยงที่ดีและยากลุ่ม Statins ที่ลดความเสี่ยงได้มหาศาล ลดภาระการรักษาได้มากลดอัตราตายได้มาก และคนเหล่านี้ก็จะได้ไปสร้างประโยชน์แก่มนุษยชาติต่อไป แนะนำตรวจ total cholesterol และ HDL แต่ในความเห็นของผมในการตรวจคัดกรองครั้งแรกนั้น ควรตรวจให้ครบครับทั้ง triglyceride และ LDL ด้วย เริ่มตั้งแต่อายุ 20 ตรวจทุกๆ 5 ปี เมื่อได้ค่าอย่าลืมไปเข้าสูตรตาราง thai cv risk หรือ ASCVD risk นะครับ

แล็บที่สองคือ การตรวจ fecal occult blood test ตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่จะเริ่มตั้งแต่ 50 ปี ตรวจทุกปี เว้นคนที่มีประวัติมะเร็งในครอบครัวนั่นเป็นอีกกลุ่มครับ การตรวจแบบนี้ราคาไม่แพง คัดกรองได้ดีเมื่อพบแล้วต้องไปตรวจโดยวิธีที่จำเพาะต่อไป ผมขอเพิ่มส่วนตัวนะครับตรวจทุกปีนี่ มันยุ่งยากและไม่จูงใจเลย ผมสนับสนุนการทำ CT colonoscope ทุก 5 ปีหรือ การทำ colonoscope ทุก 10 ปี ไปจนอายุ 75 ปีจะดีกว่าครับ

แล็บที่สาม ตรวจเบาหวาน แนะนำตั้งแต่อายุ 35 ปี คัดกรองทุกห้าปี ยกเว้นมีอาการหรือประวัติครอบครัว ถึงแม้ระดับคำแนะนำจะเป็นแค่ case series แต่ผมว่าการตรวจไม่แพงและสามารถตรวจเบาหวานได้ในระยะต้น สามารถรักษาได้ง่ายกว่ากลุ่มที่เป็นเบาหวานมานานๆ จากผลการศึกษาเบาหวานทุกตัวกล่าวเช่นนั้นครับ สมควรทำครับ
ส่วนการตรวจที่เหลือ จะทำหรือไม่ทำก็คงบอกความแตกต่างได้ยากเพราะผลการศึกษาไม่มากครับ ผมคัดเอามาแต่ที่ได้ประโยชน์ชัดครับ ใครอยากตรวจมากกว่านี้ก็ได้แต่ว่าต้องระมัดระวังในการแปลผลมากๆนะครับ ยิ่งตรวจมากจะยิ่ง..สับสน

สำหรับผู้ที่อายุมากกว่า 60 ปี นี่เป็นกลุ่มที่มักจะมาตรวจสุขภาพกันมากเลย ลูกหลานเป็นห่วงครับ แต่ว่าอยากให้พิจารณาดูก่อนว่ามีโรคเดิมอยู่หรือไม่ #ถ้ามีโรคเดิมอยู่บางทีการตรวจก็ไม่ได้ข้อมูลมากกว่าเดิม หรือบางครั้งอาจสับสนเพราะค่าที่ใช้ตรวจอาจคนละค่ากับที่ใช้ติดตามผล และทุกครั้งกับการตรวจผู้สูงวัยอาจต้องคิดล่วงหน้าไปก่อนนิดนึงว่า ถ้าตรวจเจอแล้วจะทำอะไรต่อ หลายๆครั้งพอตรวจพบก็แล้วต้องทำอะไรต่อไปก็มักจะได้คำตอบที่ว่า แก่แล้วถึงเจอก็ไม่ทำอะไร อันนี้ คุณค่าการตรวจจะลดลงครับ

กลุ่มผู้สูงวัยจะมีแบบคัดกรองภาวะที่เป็นแบบสอบถามมากขึ้นครับ อันได้แก่ แบบประเมินโภชนาการ(MNA) แบบคัดกรองกระดูกพรุน (OSTA) แบบคัดกรองโรคซึมเศร้า (2Q หรือ PHQ9) แบบประเมินสมอง IQCODE แบบประเมินมากมาย คือจะเน้นเรื่องการทำงานมากกว่าตัวโครงสร้างร่างกายที่เสื่อมอยู่แล้ว ถ้าผลการคัดกรองออกมาว่าเป็นบวก ก็อย่าเพิ่งผลีผลามสรุปว่าเป็นโรคนะครับ ต้องทำการทดสอบที่เฉพาะกับภาวะต่างๆเพิ่มเติม การคัดกรองจะใช้วิธีที่ไวมากๆต่อโรคครับ เรียกว่าถ้าผลออกมาเป็นลบ โอกาสเป็นโรคก็ต่ำมากครับ
การตรวจร่างกายและการตรวจแล็บก็จะเหมือนกลุ่มคนวัยทำงานครับ คือทำได้ทุกตัวนั่นแหละ แต่ที่มีประโยชน์มากๆมีผลการศึกษาชัดเจนก็อย่างที่อธิบายไปในเรื่อง 18-59

และต่อไปนี้คือการตรวจที่ไม่แนะนำอีกต่อไป..หลักฐานมากมายก็การคัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมากนะครับ เลิกทำได้ และการใช้ฟิล์มเอ็กซเรย์ปอดตรวจคัดกรองหาโรคใดๆก็ตาม เลิกทำได้ครับ ขนาดใช้เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ยังไม่ไวเลย
ส่วนการตรวจคัดกรองเหล่านี้ก็ควรเลิกครับ การตรวจระดับยูริก การตรวจเอ็นไซม์ตับ การตรวจคัดกรองไตโดยใช้ค่า BUN การตรวจคัดกรองค่า triglyceride
การตรวจไตรกลีเซอไรด์นี้ ส่วนตัวเห็นแย้งเล็กน้อย ผมคิดว่าควรตรวจประเมินในครั้งแรกครับ หลังจากนั่นถ้าไม่ผิดปกติก็ไม่ต้องตรวจต่อไป ความจริงคือไตรกลีเซอไรด์ก็มีผลต่อระบบหัวใจและหลอดเลือดนะครับเพียงแต่ว่าการลดไตรกลีเซอไรด์มันไม่ได้ทำให้โรคหัวใจและหลอดเลือดดีขึ้นมากมาย ไม่เหมือนกับการลด LDL ครับ (best benefit in high TG level and low HDL level)

สรุป สองตอนแบบนี้นะครับ ใครใคร่อ่านฉบับเต็มก็โหลดเอานะ
ผมคิดว่าเนื้อหาที่เขียนของผมมันยากและยังมีการอธิบายแบบทดสอบคัดกรองอีก...เลยมีความคิดว่าจะลอง..#LIVE#.. อธิบาย แบบการทดสอบคัดกรองและตอบคำถาม ไม่รู้ว่าจะมีคนอยากฟังไหมน่ะสิครับ

บทความที่ได้รับความนิยม