12 มีนาคม 2560

Patch Adams

Patch Adams รัฐมนตรีแห่งกระทรวงสุขภาพองค์รวม

หลายวันมานี้ผมได้นำเสนอบทความเรื่องราวเกี่ยวกับการดูแลคนไข้องค์รวมและทักษะทางคลินิก รวมทั้งเปลี่ยนรูปเป็นฉากหนึ่งจากภาพยนตร์เรื่อง Patch Adams นำแสดงโดยโรบิน วิลเลี่ยมส์ นักแสดงอัจฉริยะผู้ล่วงลับ

คุณหมอ Hunty Doherty “Patch” Adams นั้นเป็นบุคคลที่มีตัวตนจริง เขาเองก็ได้ดูภาพยนตร์และกล่าวชมวิลเลี่ยมส์ ว่าแสดงได้ดีมากรวมทั้งและได้กล่าวคำไว้อาลัยกับวิลเลียมส์ในงานศพของเขาด้วย คุณหมอจบแพทย์จาก Medical College of Virginia คุณหมอก็มีแนวคิดแบบในภาพยนตร์จริงๆ คือคิดว่าความสุขและเสียงหัวเราะนั้นก็เป็นส่วนหนึ่งของการรักษา ที่เรียกว่าการรักษาแบบองค์รวม อยากจะเปิดคลินิกรักษาแบบนี้ตลอด

จนเมื่อก่อนคุณหมอเรียนจบ เพื่อนสนิทคนหนึ่งถูกฆาตกรรม (ในวิกิพีเดียว่าเขาเป็นผู้ชายนะ ไม่ได้เป็นสุภาพสตรีอย่างในหนัง) เป็นแรงบันดาลใจอย่างแรงกล้าที่จะสร้างความสุข จนเมื่อเรียนจบ เขาและภรรยาได้สร้าง Gesundheit ! Institute (เกอ-ซุน-ไฮ ภาษาเยอรมัน แปลว่า สุขภาพ) รักษาผู้คนฟรี แบบองค์รวมจริงๆ มีชื่อเสียงโด่งดังมากขึ้นจนมีผู้บริจาคเพื่อให้ดำเนินการแบบนี้จัดสร้างสถานที่ถาวรขึ้นใน west virginia

ยังแวะเวียนไปที่เว็บไซต์ www.patchadams.org ติดตามกิจกรรมต่างๆของคุณหมอได้ต่อไปครับ ก็จะพบองค์กรไม่หวังผลกำไร มีการสอนและอบรมเรื่องราวขององค์รวมและเสียงหัวเราะ วิทยากรทุกท่านสวมจมูกแดงเหมือนอย่างในหนังเลยครับ พูดคุยรับรู้ทุกข์สุข ดูแลคนไข้เหมือนเพื่อน ไม่ปฏิเสธความหวังของคนไข้ ภาพสถาบันเกอซุนไฮที่เอามาให้ดู เหมือนปราสาทในนิทานเลยครับและจริงๆผมมองว่าคุณหมออดัมส์หน้าตาคล้ายๆผู้พันแซนเดอร์ส มากกว่าเสียอีก

ใครยังไม่เคยดู ผมแนะนำว่านี่เป็นหนังที่คุณต้องดูก่อนตายนะ (จริงๆมีอีกหลายเรื่องที่ผมชอบและแนะนำ แล้วจะค่อยๆทยอยแนะนำครับ) โดยเฉพาะน้องหมอ เพื่อนหมอ พี่ๆหมอ ผมคิดว่าแม้เรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นได้ยาก แต่ว่ามันจะทำให้เราเข้าใจว่ามันมีอย่างอื่นมากกว่า guideline, Trials, Meta analysis, Textbook นะครับ

ใครมีความทรงจำที่ดีเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่องนี้ มีมุมมองอย่างไร ผมและแฟนเพจทุกท่าน รอฟังอยู่นะครับ

11 มีนาคม 2560

การตรวจ Tzanck ในโรคเริม

ภาพนี้ และการตรวจแบบนี้ .. ตุ่มน้ำใสบนผิวหนัง..คืออะไร

ภาพในวารสาร new england journal of medicine ลงภาพหญิงอายุ 27 ปี มีตุ่มน้ำใสที่แขน แสบร้อน พื้นที่รอบๆและด้านล่างตุ่ม บวมแดง เขาได้รับ การตรวจผิวหนังที่เรียกว่า Tzanck Test และส่งสารพันธุกรรมยืนยันการติดเชื้อเริม เป็น Herpes Simplex type 2 ได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัส 7 วันก็หายเป็นปกติ

Tzanck Test เป็นการทดสอบง่ายๆ ทำได้เร็ว เพื่อแยกโรคของตุ่มน้ำที่ผิวหนังได้ง่ายๆนะครับ โดยการตรวจจะต้องอธิบายคนไข้ก่อนว่าจะเจ็บเล็กน้อย เราไม่ได้ฉีดยาชาครับ เวลาตรวจก็ใช้ สำลีชุบแอลกอฮอล์ 70% เช็ดและทิ้งให้แห้ง เลือกตุ่มน้ำที่ยังไม่แตกนะครับ หลังจากนั้นก็ใช้ใบมีดเล็กๆ สะกิดเปิดตุ่มให้แตกนอก ซับน้ำให้แห้ง แล้วใช้..สันมีด…คือส่วนไม่คมขูดที่ก้นแผล ฐานแผล โดยขูดเบาๆพอได้เนื้อเยื่อไปตรวจ อย่าให้เลือดออก

หลังจากนั้นเอาไปเสมียร์ บนแผ่นกระจกสไลด์ เอาไปลนพออุ่นๆนะครับ อย่าย่างสไลด์ เอาแค่ผ่านไฟสี่ห้าทีก็พอ แล้วเอาไปย้อมสี wright ตรวจดูทางกล้องจุลทรรศน์

สามารถตรวจแยกได้หลายโรค อย่างในภาพจะเห็นเซลตัวใหญ่ๆ ในเซลมีนิวเคลียสหลายๆอัน เรียกว่า multinucleated giant cell มักพบในการติดเชื้อไวรัสเฮอร์ปีส์ เช่น เริม งูสวัด

อย่างอื่นที่อาจพบได้เช่น เซลเม็ดเลือด eosinophil ในโรค bullous pemphigoid หรือ เซลกลมใหญ่ นิวเคลียสกลมใหญ่ มีแอ่งล้อมรอบ เรียก acantholytic cell พบใน pemphigus vulgaris, TEN

ชื่อ Tzanck (แซ้งค์) มาจากชื่อแพทย์ชาวฝรั่งเศสชื่อ Arnault Tzanck ในยุคสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง คุณหมอเป็นคนคิดค้นวิธีนี้เพื่อตรวจแยกโรคตุ่มน้ำใสบนผิวหนัง แต่ว่าผลงานชื่อดังจริงๆของคุณหมอจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ การให้เลือด เพราะคุณหมอเป็นแพทย์ทหารครับ ต้องเกี่ยวพันกับการให้เลือดมากมาย ถือเป็นคนริเริ่มศาสตร์การให้เลือดและธนาคารเลือด ได้ก่อตั้ง Centre National De Transfusion Sanguine ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ที่เป็นรูปแบบในหลายๆประเทศ

เอามาฝากกัน คนไข้จะได้เข้าใจการตรวจ หมอจะได้ตรวจถูกต้อง ส่วนแอดมินก็ฝึกภาษาฝรั่งเศส ก๊อกๆแก๊กๆ ไปตามเรื่อง (เผื่อได้ไปมหาวิทยาลัยแพทย์ ที่ชื่อดังในอดีต ที่ฝรั่งเศส และฝังตัวอยู่ในลูฟว์ สักสัปดาห์)

10 มีนาคม 2560

การฟังเสียงลำไส้ ล้าสมัยไปหรือยัง

บางครั้งผมก็ไม่ได้เห็นด้วย วารสารทางการแพทย์ เสมอไป

เมื่อ 1 มีนาคม ในหัวข้อ In practice ของ New England Journal of Medicine journal watch blog นำเสนอหัวข้อว่า จากมุมมองของพยาบาลและผู้ช่วยแพทย์ ถามว่าการฟังเสียงลำไส้..มันล้าสมัยไปหรือยัง ?? น่าสนใจทีเดียว และน่าคิดมาก ผมอ่านแล้วและมีความเห็นเพิ่มเติม (บ่น) มาลองช่วยกันออกความเห็นนะครับ

ก่อนจะไปถึงตรงนั้น เรามาเข้าใจพื้นฐานก่อน สำหรับการแพทย์ทุกสาขานั้น การซักประวัติตรวจร่างกายถือเป็นข้อมูล 80% ของการวินิจฉัย การตรวจร่างกายทางหน้าท้องนั้น เราใช้ประสาทสัมผัสดู คลำ เคาะ ฟัง ผสมผสานกัน การฟังนั้นใช้เพื่อฟังเสียงการเคลื่อนที่ของลำไส้ เสียงน้ำกระฉอกในท้องในกระเพาะ เสียงเสียดสีกันของเยื่อหุ่มตับ เยื่อหุ้มปอด เสียงหลอดเลือดผิดปกติ สามารถแยกโรคได้ง่ายๆ เช่น ท้องอืดมากนั้น ถ้าเสียงลำไส้ดังและถี่ คิดถึงการอุดตัน แต่ถ้าเสียงเบา เอื่อยๆ ก็คิดถึงว่าลำไส้ไม่ทำงาน
ข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์ของหัวข้อนี้เขาแสดงว่า การตรวจโดยการฟังทางหน้าท้อง มันยังไม่มีข้อสรุป อย่างเช่น ตรวจตรงไหน ตรวจนานแค่ไหนถึงพอ คลำก่อนฟัง หรือฟังก่อนคลำ แต่ละตำราก็เขียนไม่เหมือนกัน ไม่เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์

นอกเหนือจากนี้ บางครั้งฟังได้เสียงดังมาก ก็พบว่าเกือบครึ่ง โรคไม่ได้เป็นอย่างที่ฟังได้ ความเฉพาะเจาะจงหรือความเกี่ยวพันกับการวินิจฉัยโรคไม่ได้มากนัก ไม่มีการศึกษาถึงประสิทธิภาพ ความไวในการวินิจฉัย หรือความเฉพาะเจาะจงกับโรค เขาจึงตั้งคำถามว่า มันยังใช้ได้และทันสมัยหรือไม่ ในอดีตอาจจำเป็นเพราะเทคโนโลยีไม่ดีเหมือนสมัยนี้ สามารถสางตรวจได้ง่ายและเร็ว รวมทั้งประสิทธิภาพ ความไวความแม่นยำก็สูง มีการศึกษายืนยันชัดเจน

บทสรุปของผู้วิจัย เขาบอกว่าก็ไม่ได้ถึงกับต้องไปยกเลิกการสอนตรวจร่างกายฟังท้อง แต่ก็อาจจะต้องยอมรับถึงวิธีใหม่ๆ ข้อมูลที่ดีกว่า ซึ่งเป็นการคิดเชิงวิทยาศาสตร์ ที่ควรยอมรับสิ่งใหม่แก้ไขสิ่งเก่าเมื่อได้ข้อมูลที่ทันสมัยและถูกต้องกว่า...หรือการตรวจร่างกายหน้าท้องโดยการฟัง เป็นเพียงแต่สิ่งประดับบารมีว่า หมอตรวจครบ เก็บคะแนนสอบได้ แต่ผลการตรวจกับไม่ส่งผลต่อการตัดสินใจของหมอ หรือต่อโรคของคนไข้เลย

ในหัวข้อความเห็น ก็มีทั้งคนที่เห็นด้วยคือ คิดว่าตรวจแต่ไม่ช่วยอะไร แถมตรวจผิดอาจมีข้อมูลผิดอีก มีการตรวจแบบใหม่ที่ดีกว่าก็น่าจะยกเลิกของเก่า และคนที่ไม่เห็นด้วย คือควรมีการฟังหน้าท้อง เพื่อช่วยการวินิจฉัย ช่วยหยุดเวลาให้คิดได้ ช่วยให้การตรวจครบถ้วนน่าเชื่อถือ ก็ต่างๆกันไปนะครับ

ในส่วนตัวเองนั้น ผมเป็นอายุรแพทย์แบบ old school คือใช้ประวัติและการตรวจร่างกายเป็นหลัก แม้งานที่ทำจะอุดมด้วยเทคโนโลยีและเครื่องมือไฮเทครอบตัว แต่ก็ยังถือว่าการตรวจร่างกายด้วยการฟังทางหน้าท้องเป็นสิ่งสำคัญ เหมือนกับการตรวจในทุกๆระบบ แต่ว่าการตรวจควรทำด้วยสติ คือรู้ตัวตลอดว่าตรวจอะไร เพื่อหาอะไร เมื่อตรวจได้แล้วแปลความหมายทันที เชื่อได้ไหม ใช่อย่างที่คิดไหม สนับสนุนการวินิจฉัยโรคจากประวัติ หรือคัดค้าน หรือได้ข้อมูลอะไรเพิ่มเติมมา

อย่าตรวจเพียงเพราะ..ตรวจให้ครบ..มันจะไม่ได้ข้อมูลอะไรและเสียเวลา (แต่ต้องรู้ว่าถ้าจะตรวจให้ครบต้องตรวจอะไร) และบางครั้งให้ข้อมูลที่ผิดด้วย

คนไข้หลายคนมาบอกว่า ไปหาหมอที่โน่นที่นี่ หมอไม่ทำอะไรเลย เอาแต่ถาม เอาแต่จับคลำเคาะ แล้วก็ให้ยา ไม่อัลตร้าซาวนด์ ไม่ถ่ายภาพเอกซเรย์ ไม่เอคโค่ ไม่เป่าปอด ไม่เจาะเลือด ... มันเป็นความคาดหวังของคนไข้ที่ไม่ผิดอะไร เขาได้เห็นได้รู้เทคโนโลยีและวิธีการตรวจที่น่าตื่นตาตื่นใจ

แต่อยากบอกว่า ไม่มีอะไรมาทดแทนทักษะการซักประวัติและการตรวจร่างกายได้ ไม่มีอะไรมาทดแทนการคิด และที่สำคัญ เวลาเราตรวจร่างกายและสัมผัสร่างกายคนไข้ มันได้มากกว่าข้อมูลเชิงคลินิก
มันได้สัมผัสความเป็นมนุษย์ สัมผัสความเจ็บปวด เรียนรู้และรักษาคน ไม่ใช่โรค ในขณะเดียวกันคนไข้เองก็ได้รับ ความเห็นอกเห็นใจ ความอุ่นใจ ความไว้เนื้อเชื่อใจจากแพทย์ผู้รักษาผ่านทางคำพูด และทักษะ ดู..คลำ..เคาะ..ฟัง

นี่คือสิ่งที่เทคโนโลยี ไม่เคยทำได้

http://blogs.jwatch.org/…/listening-bowel-sounds-outdated-…/
ภาพ : คู่มือการตรวจร่างกายของ Bates' ที่ผมพกติดตัวทุกเมื่อเชื่อวัน

09 มีนาคม 2560

การเกิดอัมพาตหลังจากการเปลี่ยนลิ้นหัวใจ

ดาราฮอลลีวูด บิล แพกซตัน เสียชีวิตเนื่องจากอัมพาตหลังจากผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจ

บิล แพกซตัน ผู้ไล่ล่าพายุใน twister, ผู้ล่าสมบัติใน Titanic ในวัย 61 ปี เสียชีวิตหลังจากเข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอออร์ติก และ หลอดเลือดแดงใหญ่เอออร์ต้าโป่งพอง ที่ศูนย์การแพทย์ซีดาร์ไซนาย อเมริกา โดยเกิดอัมพาตหลังจากผ่าตัด และเขาเสียชีวิตลงในวันที่ 25 หลังการผ่าตัด โดยผลการพิสูจน์ในข่าวทุกสำนักเขียนว่า ...surgical complication.. คือผลแทรกซ้อนที่เกิดจากการผ่าตัด

แต่เนื่องจากพวกเราเป็นชาวอายุรศาสตร์ ง่ายนิดเดียว ครั้นจะอ่านข่าวแบบนี้ผ่านไปก็กระไรอยู่ เราลองมาดูว่า เอ๊ะ..เกิดจากอะไร บ่อยไหม แล้วถ้าไม่ผ่าตัด ใช้แบบสายสวนแทนจะดีกว่าไหม ผมก็ไปรีวิวมา คัดมา สามวารสารที่คิดว่าข้อมูลครบถ้วน ใหม่ล่าสุด เอามาสรุปให้ฟัง พร้อมลิงค์วารสารตัวเต็มนะครับ

การเกิดอัมพาตหลังจากการเปลี่ยนลิ้นหัวใจถือเป็นผลแทรกซ้อนที่น่ากลัวยิ่งครับ คิดดูว่าเปลี่ยนลิ้นสำเร็จ ไม่เหนื่อย ไม่เจ็บอก แต่เป็นอัมพาต ก็คงจะไม่ดีครับ ผลการศึกษาออกมาว่าอัตราการเกิดอัมพาตหลังผ่าตัดอยู่ที่ประมาณ 1.5-2% ในสามสิบวันแรก ยิ่งผู้ป่วยเป็นกลุ่มเสี่ยงสูง เช่นโรคร่วมมาก ลิ้นยากๆ ก็ยิ่งเสี่ยงเพิ่ม
แต่อันนี้คืออัมพาตที่ส่งผลเสียหายชัดๆนะครับ ถ้านับรวมเอาหลอดเลือดแดงตีบ ที่ไม่แสดงอาการชัดๆ ก็จะพบสูงกว่านี้มาก (การศึกษาเขาเอาไปทำ MRI หลังผ่าตัดลิ้นหัวใจ) ประมาณ 38-47% แต่ว่าจะมีอาการเป็นอัมพาตชัดๆแค่ 0-13% เท่านั้น

คุณแพกซตัน ก็ต้องถือว่าเสี่ยงสูง เพราะอายุมาก (จริงๆการศึกษาจะเก็บข้อมูลจากคนอายุ 65 ปีขึ้นไปนะครับ) ผมไม่ทราบตัวโรคชัดๆ แต่ถ้ามีหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพองและต้องซ่อมแซมด้วย ก็ถือว่าต้องทำหลายอย่างครับ เสี่ยงมากทีเดียว

อัมพาตเกิดจากหลายกลไก ไม่มีการพิสูจน์ชัดนัก เชื่อว่าเวลาที่เราไปยุ่งวุ่นวายกับลิ้นหัวใจเอออร์ติก ซึ่งมันเป็นลิ้นสุดท้ายที่จะออกไปสู่ร่างกาย โอกาสที่ตะกรัน ตะกอนทั้งหลายจะหลุดไปอุดก็มีสูง หรือเกิดจากเวลาผ่าตัดที่ต้องใช้เครื่องหัวใจและปอดเทียม อาจมีปัญหาเรื่องเลือดไปสมองไม่ดีนัก และส่วนมากก็มักจะเกิดอัมพาตในช่วงสองสามวันหลังผ่าตัดครับ

คราวนี้การรักษาแบบเปลี่ยนลิ้นผ่านสายสวน TAVR ไม่ต้องผ่าตัด เหมาะกับกลุ่มที่อายุมาก มีความเสี่ยงสูงการผ่าตัดจะไม่ปลอดภัย เลือกใช้วิธีนี้ได้ และปัจจุบันก็ทำมากขึ้นในกลุ่มที่ไม่เสี่ยงมากนัก ผลการศึกษาสูสีกับกลุ่มไปเปิดอกผ่าตัด ยิ่งเทคโนโลยี การเห็นภาพลิ้น ที่เกาะของลิ้นหัวใจแบบสามมิติดีขึ้น อนาคตเราน่าจะได้เห็นเพิ่มเติมกว่านี้ เสี่ยงน้อยลงไปเรื่อยๆ
การเปลี่ยนลิ้นผ่านสายสวน(ลิ้นตีบ) ก็จะมีข้อดีกว่าคือ เลือดออกน้อยกว่า โอกาสไตวายน้อยกว่า เกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะน้อยกว่า ฟื้นตัวเร็ว

ส่วนโอกาสการเกิดอัมพาต ในช่วงแรกๆหลังใส่สายเปลี่ยนลิ้นนั้นโอกาสอัมพาตจะสูงกว่าการผ่าตัด (2-4%) แต่นี่คือกลุ่มที่เสี่ยงสูงนะครับ ในกลุ่มที่เสี่ยงปานกลางหรือต่ำ พบว่าโอกาสการเกิดอัมพาตไม่แตกต่างจากการผ่าตัด และถ้าไปถ่ายภาพ MRI ก็จะพบหลอดเลือดตีบแบบไม่มีอาการมากกว่านี้เช่นกัน
และเมื่อติดตามไประยะยาวเกินหนึ่งปีก็จะพบว่าโอกาสเกิดอัมพาตจะใกล้เคียงกันกับการผ่าตัดครับ
แต่การใส่สายสวนเปลี่ยนลิ้นน่าจะใช้ค่าใช้จ่ายราวเกือบๆสองล้านบาท ในขณะที่การผ่าตัดถูกกว่าหลายเท่าในหลักแสนเท่านั้น และการใส่สายสวนยังเป็นของใหม่ๆ อาจต้องอาศัยเวลาและการเก็บข้อมูลอีกสักระยะ

ผมเองเคยเขียนบทความเรื่องนี้ไปสักพักแล้วตั้งแต่เดือนธันวาคม พอมาพบข่าวนี้ก็คิดว่า บางครั้งเรื่องราวต่างๆก็สามารถหยิบมาเป็นประเด็นให้เรียนรู้ได้ไม่รู้จักจบสิ้น ถ้าเราคิดจะเรียน คิดจะตั้งคำถามและหาคำตอบ

"จินตนาการ สำคัญ เท่าความรู้" แอดมินฯ กล่าวไว้

systematic review, TVAR and SAVR in severe AS low to intermediate risk, BMJ 2016; 354
http://www.bmj.com/content/354/bmj.i5130

comprehensive review, stroke after Surgical AVR or TVAR, Interact CardioVasc Thorac Surg (2016) 23 (3): 469-476.
https://academic.oup.com/…/Incidence-and-causes-of-silent-a…

stroke after AVR,editorial ,Circulation. 2014;129:
http://circ.ahajournals.org/content/129/22/2245

08 มีนาคม 2560

การตรวจเชิงกราน USPSTF 207

วันนี้วันสตรีสากล อายุรแพทย์จึงต้องขอนอกเรื่องสักหน่อย..กับเรื่องผู้หญิงๆ
  เมื่อวานนี้ United States Preventive Services TaskForce ได้ออกคำแนะนำเรื่องนี้ก่อนวันสตรีสากลหนึ่งวันพอดี คงเจตนาแหละครับ .. เข้ากับเทศกาล คำแนะนำนั้นคือ แนะนำว่าสุภาพสตรีที่ไม่มีอาการใดๆและไม่ได้ตั้งครรภ์ ไม่จำเป็นต้องตรวจภายในเพื่อคัดกรองความผิดปกติทางระบบนรีเวช เนื่องจากไม่มีข้อมูลสนับสนุนว่าได้ประโยชน์หรือเกิดโทษที่ชัดเจน  เรามาดูรายละเอียดกัน
    ต้องเข้าใจก่อนว่าการตรวจเชิงกรานนั้น ก็อย่างที่ทราบครับ ขึ้นขาหยั่ง ตรวจอวัยวะเพศภายนอก ใช้เครื่องมือสอดช่องคลอดตรวจดูอวัยวะเพศและช่องคลอด ปากมดลูก ใช้มือคลำช่องคลอด ปากมดลูก มดลูก กดทางหน้าท้องด้วย พื้นที่บริเวณข้างมดลูก แอ่งหลังมดลูก และต้องใช้นิ้วตรวจทางทวารหนักพร้อมกับตรวจทางช่องคลอดในเวลาเดียวกัน ในกรณีพบความผิดปกติก็จะตรวจเพิ่มเติม
   การตรวจมะเร็งปากมดลูกโดยใช้อุปกรณ์เก็บเซล ที่เรียกว่า แปบสเมียร์ นั่นเป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น ซึ่งคำแนะนำที่ออกมาใหม่นี้ไม่ได้รวมการตรวจแปบสเมียร์ ซึ่งไม่ได้มากขั้นตอน และไม่ต้องคลำมากมายเหมือนการตรวจเชิงกรานครับ
   การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกในคนปกติทั่วไปก็ให้ทำตามปกติ ดีแล้ว ...หรือคนที่มีอาการทางช่องคลอดมดลูก เช่น ตกขาว เลือดออก คลำก้อนได้ อันนั้นต้องตรวจเพื่อวินิจฉัยอยู่แล้ว คนที่มีข้อบ่งชี้อื่นๆเช่น ใส่ห่วงคุมกำเนิด เคยเป็นก้อน อันนั้นตรวจเพื่อติดตามเหมาะสมแล้ว   แล้วคนที่ปกติดีๆล่ะ ไม่มีโรคหรือภาวะใดๆ ต้องไปคลึง ไปคลำ ไปนวดมดลูกไหม ..คือคำแนะนำอันนี้ครับ
    การศึกษารวบรวมบอกว่า โอกาสจะตรวจเจอความผิดปกติมีไม่มาก โอกาสจะเจอผลบวกปลอม คือ ไปตรวจเจอทั้งๆที่มันก็ไม่เป็นอะไร หรือผลลบปลอมคือ ตรวจไม่เจอทั้งๆที่มันมีโรคอยู่ โอกาสเจอของปลอมมากเท่าๆกับเจอของจริง..ย้ำว่านี่คือข้อมูลในคนที่ไม่มีอาการหรือข้อบ่งชี้ใดๆนะครับ .. จึงยังไม่แนะนำให้ตรวจเป็นการทั่วไปทุกคน เพราะข้อมูลไม่ดีพอครับ บางทีไปเจอภาวะที่แปลกจากทั่วไปแต่ไม่ได้เป็นโรค อาจไปตีความว่าผิดปกติ นำพาไปสู่ความเครียด การตรวจเพิ่มเติมหรือการรักษาโดยไม่จำเป็นได้ เช่น อัลตร้าซาวนด์ เจาะตรวจต่างๆ
   ก่อนหน้านี้ สมาคมสูตินรีแพทย์อเมริกาเคยออกคำแนะนำว่า อายุเกิน 21 ตรวจเชิงกรานทุกคนทุกปี แต่ต่อมาข้อมูลเรื่องโอกาสพบโรคในคนที่เสี่ยงน้อย และ อาจต้องไปทำการตรวจที่เจ็บและแพงมาก เริ่มออกมามาก จึงให้คุยกับคนไข้เป็นรายๆไป ไม่ได้ทำทุกคน
  จนเมื่อ ปี 2013 the Well Woman Taskforce โดยสมาคมสูตินรีแพทย์อเมริกาเองก็ปรับเปลี่ยนว่า ควรคุยกับคนไข้เป็นรายๆไป ไม่ได้ทำทุกคนเหมือนเดิม และ พิจารณาทำถ้ามีข้อบ่งชี้เฉพาะ
*** การตรวจเชิงกรานแบบครบ..กับ..การคัดกรองมะเร็งปากมดลูก..คนละอย่างกันนะครับ ***
   ใครอยากอ่านฉบับเต็มไปที่ www.uspreveniveservicestaskforce.org มีให้โหลดไปอ่านฟรีครับ รายละเอียดค่อนข้างดี และค่ายนี้ไม่สุดโต่งเรื่องวิชาการ เขาคิดถึงความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ และ จิตใจคนด้วย
   หันไปอ่านชื่อเพจอีกทีซิ อายุรศาสตร์ หรือ สูติ-นรีเวช กันแน่
เครดิตภาพ : www.februarycalendars.evleniyor.net

บทความที่ได้รับความนิยม