09 ธันวาคม 2566

ทำไมเราจึงไม่ควรใช้ยาแก้แพ้ มาเพื่อทำให้หลับ ?

 ทำไมเราจึงไม่ควรใช้ยาแก้แพ้ มาเพื่อทำให้หลับ ?

1.สารฮิสตามีน เป็นสารเอมีน ที่มีโครงสร้างโมเลกุลคล้ายกับเอมีนอีกหลายตัวในสมองเช่น acetylcholine, serotonin, epinephrine บางครั้งเลยทำงานคร่อมกัน และสารเหล่านี้ใช้เป็นประจำในการสื่อสารกันเองในสมอง
2.ในยาต้านฮิสตามีนกลุ่มแรก ๆ เช่น hydroxyzine, chlorphrpeniramine, promethazine, diphenhydramine (ตัวแรกสุดคือ pyrilamine) ก็จะยังไม่เฉพาะเจาะจงมากนักกับตัวรับฮีสตามีน ข้ามไปจับตัวรับอื่นได้เช่นกัน จึงมีผลข้างเคียงกับหลายระบบ หลายอวัยวะ
3.ยาต้านฮิสตามีนยุคแรก ๆ มีโครงสร้างที่มีประจุรุนแรง และสามารถผ่านเข้าสมองได้ดี สามารถทะลุทะลวงเข้าไปออกฤทธิ์ที่ตัวรับฮิสตามีนในสมองได้ดี ทั้ง ๆ ที่เราต้องการให้มันออกฤทธิ์นอกสมองเป็นหลัก ในการรักษาภูมิแพ้จมูก ผื่นลมพิษ
4.แล้วฮิสตามีนในสมองทำอะไร คำตอบ ทำหลายอย่างแต่กล่าวโดยรวมคือทำให้เกิดความตื่นตัวของสมอง การทำงานด้านตรรกะ การทำงานด้านความคิดเชิงเหตุผล หากตัวรับฮิสตามีนถูกต้าน มันจึงไม่ได้ง่วงซึมอย่างเดียว แต่ความสามารถอื่น ๆ ของสมองจะถูกกดให้ช้าลงไปด้วย
5.และจากข้อ 1 ยาต้านฮิสตามีนในข้อ 3 ก็จะทำงานข้ามกันคร่อมกัน ยาต้านฮิสตามีนข้ามไปออกฤทธิ์ต้านเอมีนอื่น ๆ เช่น acetylcholine ทั้งนอกสมองและในสมอง มันจึงเกิดผลข้างเคียงอื่นเช่น ตาพร่า ปากแห้ง น้ำตาแห้ง ปัสสาวะยากจากหูรูดรัดแน่น ซึ่งเราไม่พึงประสงค์อีกเช่นกัน
6.ถ้าเรากินยาเพื่อแก้ไขอาการแพ้ (ฮิสตามีนเยอะเกิน) แล้วได้ผลดี แม้จะมีผลข้างเคียงในข้อ 4 และข้อ 5 ก็เรียกว่าพอรับได้เมื่อเทียบกับผลข้างเคียง แต่ถ้าจะกินยาเพื่อหวังผลข้างเคียงซึมลง ง่วง แต่จะเจออย่างอื่นโดยเฉพาะ ความคิดอ่าน ความฉับไว ที่ลดลงไปด้วย
7.ยาต้านฮิสตามีนรุ่นต่อ ๆ มาที่อ้างสมบัติว่า ไม่ง่วง ไม่ซึม ก็เพราะลดความสามารถในการทะลวงเข้าสมอง (ก็เราไม่ต้องการให้ออกฤทธิ์ในสมอง) และเพิ่มความเฉพาะเจาะจงกับแค่การต้านฮิสตามีน ไม่ไปต้านเอมีนตัวอื่น (ก็เราไม่ต้องการผลต่อระบบอื่น) มันจึงเหมาะสมในการรักษาภูมิแพ้มากกว่าพวกรุ่นแรก
8.แต่ที่อ้างว่า ไม่ง่วง ไม่ซึม ไม่มีผลต่ออวัยวะอื่น ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีเอาเสียเลย แต่ว่าหากเทียบกับรุ่นแรกแล้วผลอันที่เราไม่ต้องการมันน้อยลงมาก ๆ และยังขึ้นกับการตอบสนองแต่ละบุคคลด้วย เราจึงเห็นว่าบางทียาตัวนี้ ที่หลายคนบอกไม่ง่วงแต่ทำไมเรากินแล้วง่วงจังเลย
9.สรุปว่า ยาแก้แพ้ ใช้เพื่อแก้แพ้ อย่าใช้เพื่อเป็นยานอนหลับ

08 ธันวาคม 2566

calamine lotion แก้ไขลมพิษหรือแพ้ได้ไหม

 calamine lotion แก้ไขลมพิษหรือแพ้ได้ไหม

ปฏิกิริยาลมพิษ เป็นปฏิกิริยาภูมิไว้เกินชนิดที่ 1 มีสารฮิสตามีนมาทำงานมากเกินไป หลักการรักษาคือหลีกเลี่ยงสิ่งแพ้ และให้ยาต้านฮิสตามีน แบบกินหรือฉีด
พยายามให้ยาโดยเร็ว จะหยุดยั้งปฎิกิริยาได้ดีและไม่ค่อยลุกลาม
อีกหนึ่งการรักษาคือการลดคัน อาจใช้โลชั่น ใช้ผ้าเย็นประคบ ผมเคยใช้เหล้าขาว ปูนแดงและใบชะพลู (คุณย่าทำให้) หรือใครจะใช้คาลาไมน์ก็ไม่ผิด เพราะทั้งหมดนี้แค่ลด "คัน" ไม่ได้ลดปฏิกิริยา ไม่ได้ลดฮิสตามีน
ในบางรายปฏิกิริยาไม่รุนแรง มันหายเองได้ ทำให้เราคิดว่าคาลาไมน์คือยารักษา แต่จริง ๆ คือแค่ช่วยบรรเทาอาการเท่านั้นครับ ข้อเสียสำคัญคือ พอแป้งคาลาไมน์แห้ง จะดูดความชื้นจากผิว ทำให้คันมากขึ้นไปอีก คุณหมอบางคนแนะนำล้างออกเมื่อแป้งคาลาไมน์แห้งนะครับ
ยาต้านฮิสตามีน จะใช้แบบดั้งเดิม คลอร์เฟนนิรามีน ที่เป็นยาสามัญประจำบ้านก็ได้ ร้านสะดวกซื้อก็มีขาย ยาแก้เมารถเมาเรือ ไดเมนไฮดริเนตก็ได้
หรือจะใช้แบบง่วงซึมน้อยลง ลอราทาดีน เซทีรีซีน ที่ราคาไม่แพง หาซื้อง่าย ก็ได้เช่นกัน ซื้อติดบ้านไว้ก็ไม่เสียหลายนะครับ

07 ธันวาคม 2566

anaphylaxis

 เมื่อนักฟุตบอลคุยกันเรื่อง anaphylaxis

"ไรอัน ปิ๊กส์" เมื่อเลิกเล่นฟุตบอลก็ไปเรียนแพทย์ ไม่กี่ปีต่อมาก็เจอรุ่นน้องที่เคยเล่นฟุตบอลเหมือนกันมาเรียนต่อแพทย์ "สตีเว่น จำรัส" ด้วยความที่ตอนเล่นฟุตบอลก็ข่มก็ขิงกัน มาเรียนแพทย์ก็ข่มขิงกันอีกตามเคย
สตีเว่น "พี่ปิ๊กส์ครับ anaphylaxis มันต่างจาก ภูมิแพ้ทั่วไปอย่างไรครับ"
ปิ๊กส์ : anaphylaxis มันประกอบด้วย รู้ว่าแพ้อะไรหรือไม่ กับเกิดอาการกี่ระบบ จึงเรียกว่า anaphylaxis พี่ยกตัวอย่างให้ฟัง
ทีมสีแดงแอนฟิลด์ ไม่เคยแพ้ทีมใดมาก่อน พอมาเจอทีมสีฟ้าเมืองแมนเชสเตอร์ ก็อยู่ดี ๆ ก็เกิดผื่นขึ้นฉับพลัน หน้าบวมตาบวม ร่วมกับมีอาการทางเดินหายใจหรือความดันโลหิตผิดปกติ อย่างใดอย่างหนึ่ง โดยที่ไม่รู้ว่าแพ้อะไร แบบนี้เรียก anaphylaxis ได้ และก็น่าสงสัยว่าจะแพ้ทีมสีฟ้าจริงไหมน้องสตีเว่น
สตีเว่น : อ้อครับ (แอบมองหน้านิดนึง)
ปิ๊กส์ : แต่ถ้าสงสัยว่าอาจจะแพ้ทีมสีฟ้ามาก่อน เคยมีอาการมาบ้างแต่ยังไม่ชัดว่าแพ้ทางทีมสีฟ้า คราวนี้มาเจอทีมสีฟ้าและมีอาการอีก นับอาการสองระบบจากสี่ระบบ คือ ผิวหนังเยื่อบุ ห้วใจหลอดเลือด ปอดทางเดินหายใจ หรือลำไส้กระเพาะ อันนี้ก็นับว่าแพ้แบบ anaphylaxis
สตีเว่น : ก้มหน้า กำหมัด นิ่ง
ปิ๊กส์ : กรั่ก ๆ ๆ ขอขยี้อีกนิด
ปิ๊กส์ : แล้วถ้าชัด ๆ ว่าเคยแพ้แน่ ๆ แล้วมาเจออีกรอบ แล้วลื่นล้มกลางสนาม เอ๊ยไม่ใช่ แค่มีเพียงความดันตก แบบนี้บอกได้เลยว่า anaphylaxis รักษาได้เลย ไม่ต้องรอหลายระบบ เข้าใจไหม สตีเว่น จำรัส
สตีเว่น : เข้าใจแล้วครับ พี่ไรอัน ปิ๊กส์ อธิบายได้เข้าใจมากครับ เอ่อ แต่อีกอย่างนะพี่
สตีเว่นพูดกับไรอันเสียงเบาหวิว ไม่มีใครได้ยินเลย แต่พี่ไรอัน ปิ๊กส์ นิ่ง อึ้ง มือสั่น ขาสั่นพั่บ ๆ แล้วสตีเว่น จำรัสกับผองเพื่อก็เดินออกไป พอพ้นสายตาพี่ปิ๊กส์ ทุกคนก็รุมถามว่าสตีเว่น จำรัส พูดอะไรกับพี่ปิ๊กส์
สตีเว่น พูดเสียงเนือย ๆ "ก็ไม่มีอะไร แค่บอกพี่เขาว่า
… ถึงลื่นล้ม ก็ไม่ระบมเท่า ..เจ็ดศูนย์"

05 ธันวาคม 2566

เรื่องเล่าจากคลินิก : เมื่อฉันป่วยแพ้เฉียบพลัน

 เรื่องเล่าจากคลินิก : เมื่อฉันป่วย

ขอเกริ่นก่อนว่า สมัยเด็กผมเคยมีอาการภูมิแพ้รุนแรงมาก ใบหน้าบวม หลอดลมตีบ เกือบแย่ถึงสองครั้ง ได้ทำการรักษาโดยทดสอบสิ่งที่แพ้ และทำ desensitizing โดยฉีดสารกระตุ้นนั้นถึงสองปี
และผมแพ้อาหารทะเลนั่นเอง
เคยกลับมามีอาการอีกครั้งเมื่อสิบกว่าปีก่อน เพราะกินกั้ง โดยไม่รู้ว่าคือกั้ง มาเลยครับ น้ำตาไหล ตาบวมแดง คัน จมูกบวม แต่ยังหายใจคล่องดี เรียกว่าผลการรักษาจากครานั้น ช่วยลดความรุนแรงลงได้มาก เพียงใช้ยาแก้แพ้ ก็ควบคุมได้ ไม่ต้องใช้สเตียรอยด์ ไม่ต้องฉีดอะดรีนาลีน
เมื่อเย็น ผมสั่งข้าวผัดคะน้าปลาเค็มมากิน และเพื่อนเก่าก็มาเยือนในช่วงค่ำ ที่คลินิกของตัวเอง
คันตา คันจมูก แสบตา น้ำมูกน้ำตา จมูกบวม
ในใจคิดว่าโควิดเปล่าฟระ รอดมาตลอด จะเกมหรือนี่ ซึ่งว่ากันตามตรง อาการเร็วแบบนี้โอกาสเป็นโรคติดเชื้อน้อยมาก แต่เนื่องจากเราเสี่ยงทุกวันและรักษาทุกวัน จึงตรวจเพื่อป้องกัน สรุปว่าไม่มีทั้งโควิดและไข้หวัดใหญ่
อาการเริ่มเยอะขึ้น ตายล่ะวา ไม่มีอาการมานานแล้ว อาการแพ้เฉียบพลันแน่นอน คิดแยกโรคต่าง ๆ แล่วไม่เหมือน แถมอาการก็คุ้นเคยมาก ปล่อยทิ้งไว้จะแก้ยาก (อันนี้เคยเขียนให้อ่านแล้ว)
เลยให้พยาบาลประจำร้าน ฉีดยาแก้แพ้ chlorpheniramine 10 mg IV ให้
ตามปกติผมเป็นคนกลัวเข็มและไม่ชอบการฉีดยาอย่างยิ่ง เป็นโรคอะไรจะใช้ยากินเสมอ แต่คราวนี้ต้องหยุดให้ได้
อยากจะบอกว่า หลังฉีดยาก็นอนพัก มันรู้สึกมึน ๆ อาจจะเพลียจากอาการแพ้ด้วย เลยบอกคุณพยาบาลว่า ผมจะนอนพักสักครู่ มันมึนยา คุณพยาบาลหัวเราะลั่น ตอบว่า ทุกทีคุณหมอก็แจ้งคนไข้แบบนี้นี่คะ หรือพอตัวเองฉีดเองเลยกลัว
ใช่จริง ๆ นั่นแหละ ผมกลัว เลยปิดตาพัก
รู้ตัวอีกที เฮ้ย ทำไมมันมืดแบบนี้ !!!
ไม่ใช่อากาศแทรกในหลอดน้ำเกลือ ไม่ใช่อาการแพ้รุนแรง แต่ผมหลับ !! นานจนคนอื่น ๆ เขาปิดไฟกลับบ้านกันแล้ว
สถานพยาบาลไม่รับผู้ป่วยค้างคืน เกือบทำผิดกฏ รับคุณหมอไว้ค้างคืน !
ทุกคนก็เนาะ ปิดไฟจนมืดสนิท ผมค่อย ๆ เดินไปที่หลังร้าน กดโทรศัพท์ดูพบว่ามีข้อความส่งมาทิ้งไว้
“เห็นคุณหมอหลับสนิท กรนสนั่น คงไม่ใช่จากยาฉีด คงจะนอนน้อย พวกหนูเลยกลับกันก่อนค่ะ ล็อกประตูไว้แล้ว สังเกตอาการตัวเอง ถ้ามีอะไรก็เรียกรถพยาบาลเอาเองนะ”
โอเค อาการบวม ยุบลง น้ำมูกน้ำตาลดลง ไม่มึน ไม่วิงเวียน พอจะขับรถกลับได้ จัดยาแก้แพ้ให้ตัวเองกินต่อไป เพราะรู้ว่า อาการแพ้จะกลับมาอีกแน่ แต่จะรุนแรงน้อยลงเรื่อย ๆ ในอีกสองสามวัน ต้องใช้ยากินควบคุมต่อไป
หลับนานแค่ไหน ก็จนบนถนนไม่มีรถเลย นั่นแหละ 55

Tongxinluo กับการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ

 Tongxinluo กับการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ

ประมาณสองเดือนที่ผ่านมา มีการประชุมแพทย์โรคหัวใจอเมริกา มีการนำเสนอความก้าวหน้า การศึกษาใหม่ ๆ ในการรักษาโรคหัวใจ ก็ตื่นตาตื่นใจมากครับ แต่มีสะดุดตาจนอยากรู้ว่ามันทำได้จริงไหม อย่างไร คือ สมุนไพร tongxioluo จากจีนนำมาใช้รักษาหลอดเลือดหัวใจตีบชนิด ST elevation myocardial infarction
เกริ่นก่อนว่า tongxinluo เป็นสมุนไพรรวมมิตร มีตัวยาหลายตัวและแมลงหลายชนิดมาผสมกัน !! ไม่ทราบตัวใดที่จะออกฤทธิ์ชัดเจน ที่ตั้งชื่อ tongxinluo เพราะแปลว่า to open (tong) the network (luo) of the heart (xin) คือ มันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อการนี้แหละครับ ยาได้รับการรับรองในจีนเมื่อสิบกว่าปีก่อน เพื่อลดอาการเจ็บหน้าอกจากหลอดเลือดตีบ
คราวนี้ทีมวิจัยในจีนนำมาให้เพิ่มจากการรักษา STEMI ว่าในผู้ป่วยที่ได้รับการรักษามาตรฐานแล้ว ใช้ยานี้เทียบกับยาหลอกแล้ว ตัวชี้วัด Major Cardiovascular Outcomes Events (MACE) ที่ 30 วันจะต่างกันไหม ผลออกมาพบว่าในผู้ป่วย 3700 กว่าราย อายุประมาณ 60 ปี ผลลัพธ์แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (tongxinluo มีการเกิดโรคหัวใจซ้ำน้อยกว่าที่สามสิบวัน) โอ…ในที่สุดก็ถึงเวลาของสมุนไพรจีน 3000 ปีแล้วหรือไม่
สำหรับผม ยังตอบว่ายังครับ
อย่างแรกคือ ผู้ป่วยที่คัดเลือกเข้ามาในการศึกษาวิจัยนี้ ถูกกำหนดว่าจะต้องเป็นแบบไม่รุนแรงและไม่มีโรคร่วมรุนแรง นั่นคือ หากจะใช้ได้จริงจากการศึกษานี้ ใช้ได้เฉพาะกลุ่มคนไข้อาการน้อยและเสี่ยงต่ำ
อย่างที่สอง กลุ่มผู้ป่วยที่คัดเข้ามาศึกษาที่เสี่ยงต่ำแล้ว ยังปรากฏว่ากลุ่มที่ได้ยาหงอกหรือกลุ่มควบคุม มีอัตราการเกิดโรคหัวใจ 5.2% ทั้ง ๆ ที่การคาดการณ์จากการศึกษาที่ผ่านมาคาดการณ์ที่ 9% นั่นคืออัตราการเกิดโรคซ้ำในกลุ่มประชากรนี้ต่ำมาก (TIMI flow grade 0-1 เกิน 80%) ผลที่เกิดจะมีพลังไม่มากพอที่จะบอกความแตกต่างของ tongxinluo กับยาหลอกได้ เนื่องจากแม้กลุ่มยาหลอกยังเกิดเหตุน้อยมาก
อย่างที่สาม เรื่องของสัดส่วนในตัวยา tongxinluo ที่ไม่ทราบส่วนผสมที่ชัดเจน สัดส่วนที่ชัดเจน จนไม่รู้ว่าสารใดกันแน่ที่ไปทำงาน ยากที่จะทำซ้ำในหลายสถานการศึกษา และหลากหลายประชากร หลายเชื้อชาติ
แม้การศึกษาจะแสดงผลความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ 3.4% ในฝั่งสมุนไพร และ 5.2% ในฝั่งยาหลอก แต่ถ้ามาดูความแตกต่างจริง ๆ absolute risk reduction 1.8% เท่านั้น หากคิดเป็นจำนวนคนไข้กี่คนที่ต้องรักษาเพื่อจะได้ประโยชน์จากยานี้หนึ่งคน (Number Needed To Treat) จะเท่ากับ 55.5 คนทีเดียว
คิดว่าการศึกษา CTS-AMI ทำเพื่อพิสูจน์แนวคิดเท่านั้น ยังไม่สามารถนำไปใช้จริงได้ครับ

บทความที่ได้รับความนิยม