10 กรกฎาคม 2563

JFK ... the secrets ตอนที่สอง autoimmune polyendocine syndrome

JFK ... the secrets ตอนที่สอง
ในตอนแรกเราได้รู้จักท่านอดีตประธานาธิบดีและโรคต่อมหมวกไต Addison ในเบื้องต้นไปแล้ว เรามาติดตามต่อถึงวิบากกรรมของ JFK
การคิดค้นยา cortisone ในปี 1950 ที่เป็นยากินได้เปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิตของ JFK ไปมากมาย ทำงานได้ดีขึ้น สะดวกขึ้น น่าจะเป็นจากระดับฮอร์โมนที่คงที่มากขึ้น เมื่อโรคประจำตัวได้รับการดูแลดีขึ้น JFK จึงดั่งพยัคฆ์ติดเครื่องเจ็ต ดังพญาเป็ดเป็นพญาหงส์ ความมั่นคงทางการเมืองและอนาคตช่างรุ่งโรจน์ แต่มันก็ไม่เป็นดังคาด
ปี 1954 JFK ต้องเข้ารับการผ่าตัดกระดูกสันหลัง จากบันทึกวารสารทางการแพทย์บอกว่า "สภาพกระดูกของเขาแก่กว่าอายุจริง" ตรงนี้ผมอาจจะตีความไปว่า หรือว่าเป็นผลข้างเคียงจากคอร์ติโคสเตียรอยด์ที่ใช้มานาน จนเกิดกระดูกพรุนได้ เห็นว่าการรักษากระดูกพรุนจะมีหัวเรื่องเฉพาะเลยสำหรับคนที่จำเป็นต้องได้สเตียรอยด์เป็นเวลานาน ว่าต้องตรวจวัดมวลกระดูก เมื่อไรต้องกินยาเม็ดแคลเซียมและวิตามินดี หรือให้ยาเพื่อป้องกันกระดูกพรุน
ระหว่างการผ่าตัด JFK ได้เป็นหนึ่งในผู้ป่วยที่เข้าร่วมในการศึกษา case series สำหรับการจัดการฮอร์โมนจากต่อมหมวกไตสำหรับผู้ป่วยที่ต้องเข้ารับการผ่าตัด เพื่อออกมาเป็นคำแนะนำแรก ๆ เวลาที่มีผู้ป่วยที่ใช้สเตียรอยด์แล้วจะต้องผ่าตัด ว่าจะจัดการฮอร์โมนอย่างไรและติดตามอย่างไร จะเห็นว่าผู้ป่วยที่ต้องเข้ารับการผ่าตัดใหญ่นั้น จะต้องเพิ่มขนาดยาสเตียรอยด์ก่อนผ่าตัดและปรับลดลงเมื่อการผ่าตัดเรียบร้อยดี รหัสผู้เข้าร่วมการทดลองของ JFK คือ "ผู้ป่วยหมายเลข 3"
แต่ไม่ได้มีแค่เข้าร่วมเป็นตัวอย่างการศึกษาเท่านั้น สิ่งที่ทีมแพทย์พบเพิ่มเติมคือ ฮอร์โมนไทรอยด์ของเขาก็ต่ำเช่นกัน !!
ฮอร์โมนจากต่อมหมวกไตและต่อมไทรอยด์ถูกควบคุมโดยต่อมใต้สมองเหมือนกัน ยังจำ ACTH ได้ใช่ไหมครับ ส่วนฮอร์โมนไทรอยด์นั้นถูกควบคุมจาก TSH หากฮอร์โมนต่ำทั้งคู่ สิ่งที่ต้องคิดคือ ต่อมใต้สมองอาจจะบกพร่อง ในกรณีนี้จะไม่ได้มีแค่สองต่อมที่บกพร่อง แต่สารพัดต่อมและสารพัดฮอร์โมนจะบกพร่องไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นฮอร์โมนเพศ ฮอร์โมนควบคุมน้ำ ฮอร์โมนควบคุมการเจริญเติบโต การสร้างและการบีบน้ำนม
ถ้าต่อมใต้สมองผิดปกติจะมีอาการอื่น ๆ เต็มไปหมด รวมทั้งอาการทางระบบประสาทตรงจุดที่ต่อมใต้สมองยึดครองพื้นที่อยู่ คือจุดตัดของเส้นประสาทรับภาพ ผู้ป่วยมักจะมีอาการของการรับภาพที่ผิดปกติไป
แต่ JFK ไม่มีอาการอย่างอื่นที่ว่า เขามีแค่ฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำ และฮอร์โมนจากต่อมหมวกไตต่ำ ผมค้นไม่เจอว่าระดับ ACTH และ TSH สูงหรือไม่ ถ้าสูงแสดงว่าต่อมใต้สมองยังดี ...แต่เพื่อให้เรื่องดำเนินไปอย่างที่ผมพล็อตมา ก็ขอให้คิดว่า ACTH สูงและ TSH สูงเช่นกัน แสดงว่ามีอาการที่ตัวต่อมหมวกไตและต่อมไทรอยด์ สองต่อมเชียวนะ
สาเหตุที่พบบ่อยของต่อมหมวกไตทำงานบกพร่อง เช่นมีก้อนไปกดเบียด เลือดออกในต่อม เป็นพังผืดหลังติดเชื้อโดยเฉพาะติดเชื้อวัณโรค แต่ก็คงไม่ข้ามไปเกิดที่ต่อมไทรอยด์ด้วยแน่
มันมีสาเหตุสำคัญอันหนึ่งของความผิดปกติต่อมไร้ท่อหลาย ๆ ต่อม อันเนื่องมาจากภูมิคุ้มกันตัวเองไปจับทำลายต่อม ชื่อว่า autoimmune polyendocine syndrome และเจ้าโรคนี้แหละที่คิดว่าน่าจะเป็นโรคของท่านอดีตประธานาธิบดีเคเนดี้ ด้วยสาเหตุอะไร แล้วพบอะไรเพิ่ม สุดท้ายท่านเป็นโรคอะไรกันแน่ ต้องติดตามตอนต่อไปครับ
ภาพล้อเลียนทางการเมืองตอนเกิดวิกฤตการณ์คิวบา

JFK .. the secrets Addison's Disease

JFK .. the secrets
22 พฤศจิกายน 1963 มีเสียงกระสุนปืนดังขึ้นที่เมืองดัลลัส มลรัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา เป็นกระสุนปืนที่สั่นสะเทือนโลก และสร้างปริศนาตลอดกาลมาถึงทุกวันนี้ กระสุนที่คร่าชีวิตอดีตประธานาธิบดี จอห์น เอฟ เคเนดี้ หรือ JFK ที่เรารู้จักกันดี
JFK เป็นชายหนุ่มที่ฉลาด กล้าได้กล้าเสีย ขึ้นดำรงตำแหน่งสูงสุดตั้งแต่อายุ 43 ปี ในยุคสมัยสงครามเย็น เกิดเหตุการณ์หลายอย่างในยุคสมัยของท่าน การอนุมัติโครงการอวกาศ ชีวิตรักกับมาริลีน มอนโร แต่ที่โด่งดังที่สุดคือวิกฤตการณ์คิวบา (Cuban Missile Crisis) ที่เกือบจะกลายเป็นสงครามโลกครั้งที่สาม หายนะแห่งระเบิดนิวเคลียร์ เคราะห์ดีที่ศาสตราจารย์เซเวียร์และเหล่าเอ็กซ์เมน ได้มายุติวิกฤตนั้นได้
แต่เรื่องราวของ JFK ไม่ได้มีเพียงความหวือหวาและดุดัน แต่กลับมีความทุกข์ทรมานมากมายตลอดช่วงชีวิตของท่าน
ตั้งแต่วัยเด็ก JFK เป็นเด็กหนุ่มที่แข็งแรง เข้าร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่สองในกองทัพเรือสหรัฐ แต่ทว่าหลังจากที่เขากลับมา และเริ่มชีวิตทางการเมือง เขากลับมีสุขภาพไม่ดีนัก ล้มป่วยบ่อย หน้ามืด เป็นลม น้ำหนักตัวขึ้น ๆ ลง ๆ ด้วยตำแหน่งทางการเมืองของเขาทำให้เขามีโอกาสได้ตรวจรักษากับคุณหมอระดับต้นของอเมริกา จากบันทึกหลักฐานทางการแพทย์ (ที่มาเปิดเผยหลังจากท่านเสียชีวิต) พบว่าท่านเป็นโรคขาดฮอร์โมนจากต่อมหมวกไตที่ชื่อว่า Addison's Disease
ต่อมหมวกไตมีหน้าที่ผลิตฮอร์โมนสามชนิด กลูโคคอร์ติคอยด์ (glucocorticoid) หรือสเตียรอยด์ที่เรารู้จักกันเพิ่อควบคุมการเผาผลาญและทำงานของร่างกาย มิเนอราลโลคอร์ติคอยด์ (mineralocorticoid) ควบคุมสมดุลของน้ำและเกลือ และ ฮอร์โมนเพศ (adrenal sex hormone) ที่มีปริมาณไม่มากนัก หากเทียบกับอัณฑะและรังไข่
การทำงานของต่อมหมวกไตจะถูกควบคุมโดยต่อมใต้สมอง (pituitary gland) อีกลำดับขั้นหนึ่ง โรค Addison's disease เกิดความผิดปกติของต่อมหมวกไตเองที่ทำงานบกพร่อง มักจะเสียหน้าที่ทั้งสามฮอร์โมน และฮอร์โมนควบคุมจากต่อมใต้สมองคือ ACTH จะมีระดับสูงมากเพื่อมากระตุ้นต่อมหมวกไต ที่กระตุ้นเท่าไรก็ทำงานไม่ทันจึงต้องกระตุ้นมาก ๆ นั่นเอง
ส่วนการทำงานของต่อมหมวกไตบกพร่องจากการกินยาสเตียรอยด์นั้น มักจะสูญเสียหน้าที่แค่ กลูโคคอร์ติคอยด์ เท่านั้น
***ที่เราพบมาก คืิอเวลากินยาชุดยาสเตียรอยด์นาน ๆ ***
อาการจะอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย เป็นลม ความดันโลหิตแปรปรวน ต้องการอาหารเค็ม และอาจพบลักษณะสีผิวที่คล้ำลงในบริเวณผิวหนังที่เสียดสีบ่อย เป็นจุดยับย่นหรือเป็นรอย เรียกว่า Hyperpigmentation (Addison's skin) และหากเจาะเลือดตรวจระดับฮอร์โมนจากต่อมหมวกไตจะต่ำ และ ACTH จะสูง
บันทึกกล่าวไว้ว่า JFK ได้รับการวินิจฉัยตั้งแต่ 1947 และได้รับการรักษาโดยการให้ฮอร์โมนทดแทน ในยุคนั้นเพิ่งเริ่มมีการสังเคราะห์ฮอร์โมนจากต่อมหมวกไตเพื่อทำการรักษา ท่าน JFK ได้รับการรักษาโดยการฝังยา desoxycorticosterone acetate ทุกสามเดือน
ขนาดฝังยาเป็นประจำก็ยังมีอาการเป็นลมบ่อย ๆ แม้แต่ตอนทำงานการเมือง เป็นประธานาธิบดีแล้วก็ตาม เคยไปเป็นลมที่ลอนดอน จนหมอที่ลอนดอนบอกว่า "อาจจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน" ... แม่นไหม อย่างกับหมอดูทีเดียว แล้วคุณหมอจะแม่นยำแบบนั้นจริงไหม
เรื่องราวของ สเตียรอยด์, โรคแอดดิสันของ JFK และจริง ๆ แล้วใครฆ่าเจเอฟเค โปรดรอคอยตอนต่อไป

09 กรกฎาคม 2563

อกาธา คริสตี้ กับ บาร์บิทูเรต

ภาพที่เห็นคือเครื่องพิมพ์ดีด เรมิงตัน วิคเตอร์ ที เครื่องพิมพ์ดีดคู่ใจนักเขียนนิยายสืบสวนสอบสวนชั้นเอกคนหนึ่งของโลก อกาธา คริสตี้
งานเขียนของอกาธา คริสตี้ เป็นอมตะและเป็นงานเขียนที่ได้รับการแปล ตีพิมพ์ เป็นอันดับสามของโลก รองจากคัมภีร์ไบเบิ้ล และงานเขียนของวิลเลี่ยม เช็คสเปียร์ (น่าจะเป็นเหตุผลที่ดีสำหรับการอ่านงานของเช็คสเปียร์) และงานเขียนที่สร้างชื่อให้เธอ เรียกว่าเปิดตัวแล้วปัง คือ ฆาตกรรมโรเจอร์ แอคครอยด์
ฆาตกรรมของโรเจอร์ แอคครอยด์ เริ่มเรื่องด้วยภรรยาวางยาพิษสามีจนเสียชีวิต เอาล่ะ เราจะไม่ลงไปที่นิยาย แต่จะมาแตกขยายเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยให้ฟัง
ในสมัยสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ยานอนหลับที่นิยมใช้ในยุคนั้นคือ บาร์บิทูเรต ซึ่งปัจจุบันเลิกใช้ไปเกือบหมดเพราะผลข้างเคียงสูงมาก จะเหลือแต่ลูกหลานที่ได้รับการปรับปรุงให้ปลอดภัยและใช้ภายใต้การควบคุมเช่น thiopental ที่ใช้ในการดมสลบ หรือ phenobarbital ที่ใช้รักษาลมชัก
ผลของยาบาร์บิทูเรตทำให้ซึมมาก กดการหายใจจนเกิดอันตราย หรือหากกินมาอย่างต่อเนื่องแล้ว การหยุดยากะทันหันก็เกิดอาการถอนยาถึงชีวิตได้ ด้วยข้อเสียของมันมากมายจึงเลิกใช้
เกณฑ์การวินิจฉัยสมองตายข้อหนึ่งคือ ต้องไม่มีผลจากยาบาร์บิทูเรต เพราะมันกดการทำงานของสมองอย่างยาวนานมาก
อกาธา คริสตี้ ได้เข้าร่วมสงครามโลกทั้งสองครั้งในฐานะพยาบาลอาสาร่วมรบ ได้รับการอบรมและได้เรียนรู้การใช้ยาระงับปวด ยาระงับความรู้สึกหลายชนิดจากสมรภูมิรบ และได้แรงบันดาลใจเรื่องพิษของยามาเขียนนิยายจนโด่งดัง ยิ่งกับสงครามโลกครั้งที่หนึ่งที่ได้ชื่อว่าเป็นสงครามเคมี เพราะมีการใช้แก๊สพิษ อาวุธเคมี ความรู้ด้านเคมีตอนนั้นกว้างขวางและสดใหม่ แต่บางทีได้รับการพัฒนาในทางสงคราม ส่วนสงครามโลกครั้งที่สองคือ สงครามฟิสิกส์ เพราะมีอันตรายจากการใช้ระเบิดโดยเฉพาะระเบิดปรมาณู
ส่วนสงครามชีวภาพ เกิดขึ้นบ่อยมาก ทั้งในเมืองแรคคูนซิติ้แห่ง resident evil, ซอมบี้ใน walking dead หรือเชื้อราสุดสยองใน the last of us และยังคงมีต่อไปเรื่อย ๆ
ส่วนยาพิษอีกหลายชนิดที่เข้าข่ายเป็นยาพิษประจำในนิยายของคริสตี้ ที่เธอหยิบประสบการณ์ในวิชาการพยาบาลและสมรภูมิรบมาเป็นพล็อตนิยาย คือ สารหนู ยาพิษขาประจำในการช่วงชิงอำนาจสมัยกรุงศรีอยุธยา ที่เป็นฆาตกรไร้เงาที่น่ากลัว ส่วนอีกตัวที่ผมสงสัยคือ สารประกอบโบรไมด์ ที่สมัยก่อนเราใช้รักษาโรคลมชัก (น่าจะหยิบมาเล่าให้ฟังกันต่อไปกับเรื่อง "เรื่องราวแห่งหน้ากากมรณะ")
สุดท้าย ต้องขอนับถือ อกาธา คริสตี้ ที่สามารถหยิบเรื่องราวรอบตัวมาเรียงร้อยเป็นอาชญนิยายได้อย่างกลมกล่อมและเร้าใจ ส่วนลุงหมอก็หยิบเรื่องราวของอกาธา คริสตี้ มาแกะรอยเป็นเรื่องเล่าให้ทุกคนฟังต่อไปครับ
น่าจะมีเรื่องเล่าสนุก ๆ อีกหลายตอนนะ ช่วงนี้อ่านนิยายวันละหกชั่วโมงมาหลายวัน

05 กรกฎาคม 2563

เทพารักษ์กับคนตัดไม้ไหม

คุณเคยฟังนิทานเรื่อง เทพารักษ์กับคนตัดไม้ไหม นิทานสอนเรื่องความซื่อสัตย์ จะได้รับผลตอบแทนที่ดี หึหึ... อยากฟังตำนานที่แท้จริงไหม
ย้อนกลับไปสมัยกลาง กษัตริย์อาเธอร์ อัศวินโต๊ะกลม ทั้งหมดกำลังรบกันอย่างห้าวหาญที่เกาะอังกฤษ ในขณะที่อีกซีกโลกหนึ่งที่ชนบทอันแสนสุข ชายชราหน้าหนุ่มคนหนึ่ง ทำมาหากินเป็นพ่อหมอ คอยรักษาคนไข้ วันหนึ่งเขากำลังนำยาห่อหนึ่งไปรักษาคนไข้ที่ได้รับปรึกษา คนไข้เป็นโรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก
จากบ้านชายชราไปที่บ้านคนไข้ มันจะต้องข้ามสะพานไม้เก่า ๆ ข้ามลำธาร เดิมทีเขาเดินชำนาญมากหลับตาเดินยังได้ แต่วันนี้ชายชราหน้าหนุ่มเกิดอยากหล่อ ด้วยความที่ข้างบ้านคนไข้เป็นร้านกาแฟ และบาริสต้าที่ชงกาแฟสวยมาก เขาจึงตัดสินใจใส่แว่นดำ แบบทอมครุยส์ในเรื่อง topgun
มองไม่เห็นทาง สะดุดหัวคะมำ ยาห่อนั้นคือ FBC ธาตุเหล็กที่ใช้รักษาผู้ป่วยโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก ที่กินแล้วอุจจาระจะออกสีดำ ๆ จำนวนร้อยกว่าเม็ด ตกน้ำ..ต๋อม ชายชรานึกในใจ อิ๊บอ๋ายแล้ว เขาชำระเงินล่วงหน้ามาแล้วด้วย ทำไงดีฟระ ยาก็มีห่อเดียว กว่าไปรษณีย์จะมาส่งอีกทีก็สัปดาห์หน้า ..แต่ทันใดนั้น เทพารักษ์ก็โผล่จากน้ำ รูปร่างงามสง่านัก ตัวเหลืองอร่าม มองคล้ายไก่ มีตาเดียวและพลอยระยับที่ขนตา
เทพารักษ์บอกว่า เจ้าทำของตกน้ำใช่ไหม เดี๋ยวข้างมให้ ข้าถูกศาลตัดสินให้ช่วยบำเพ็ญประโยชน์สาธารณะ จากคดีอมของแจก ... งมสักพักก็โผล่มาพร้อมห่อยา ทองคำ !!
ชายชราหน้าหนุ่มส่ายหน้าด้วยความระอาใจ .. ข้าทำห่อธาตุเหล็กตกน้ำ ไม่ใช่ทองคำ คนไข้ข้าขาดธาตุเหล็ก ไม่ได้เป็นโรครูมาตอยด์ที่จะฉีดสารทองคำเพื่อปรับสภาพโรค อีกอย่าง ผลจากการฉีดทองคำมันมากกว่าประโยชน์ โดยเฉพาะไตเสื่อม แล้วยาสมัยใหม่ก็ดีกว่า เขาไม่ใช้กันแล้ว .. ข้าไม่เอา ข้าอยากได้เหล็ก
เทพารักษ์บอกว่า ..เหม่ เจ้านี่ ช่างซื่อสัตย์นัก งั้นเดี๋ยวงมให้ใหม่ (นี่ได้ฟังชายชราพูดบ้างไหมฟระ)
ชายชรา : ไม่ใช่ไม่อยากได้ แต่มันไม่ตรงกับโรค !!
หายไปสักชั่วเคี้ยวหมากแหลก เทพารักษ์โผล่มาอีก พร้อมกับห่อยา เงิน (silver) !!!
ชายชราอยากจะควักปืนมายิงเสียจริง เสียแต่ปืนเขาเล็กไปนิด ยิงใครก็ไม่ติดใจ จึงบอกไปว่า
"ท่าน ข้าทำเหล็กตกน้ำ ไม่ใช่เงิน คนไข้ข้าไม่ได้เป็นแผลไฟไหม้ ที่จะใช้เงิน Silver Zinc Sulfadiazine มาทาแผล และไม่ได้เป็นหูด ที่จะใช้ silver มาจี้หูด ข้าขอเพียงเหล็กของข้า ฮ่วย"
เทพารักษ์ คิดว่า ชายชราหน้าหนุ่มคนนี้ ซื่อสัตย์ สมถะยิ่ง (สงสัยท่านจะหูตึง ๆ ) บอกว่า ขอโทษ ๆ ข้าพลาดไป คราวนี้งมใหม่ หยิบห่อยาเหล็กมาให้ เอ้านี่ ยาธาตุเหล็กของเจ้า
ชายชรา : ท่านทำช้าเสียเวลาไปเกือบสองโมง ลูกค้าของข้าอาจจะเปลี่ยนใจไปสั่งออนไลน์แทนนะเนี่ย ถ้าเสียหายไปจะทำอย่างไร
เทพารักษ์ : ถ้างั้นข้าให้ทั้งทอง ทั้งเงิน และทั้งเหล็ก ให้เจ้าทั้งหมดเลยนะ ว่าแต่เรื่องที่ข้าหูตึง งมของให้ผิด ทำเจ้าเสียเวลา เจ้าอย่าไปบอกใครเด้อ ข้าจะเสียชื่อ
ชายชราหน้าหนุ่มเดินไปอย่างหัวเสีย ปรากฏว่าโดนลูกค้าบ่น สาวบาริสต้าก็ไปกินข้าวกลางวันกับนักเทคนิคการแพทย์หนุ่มขอบตาดำ ยังความแค้นให้ชายชราหน้าหนุ่มยิ่งนัก เขาจึงเที่ยวไปป่าวประกาศว่ามีเทพารักษ์คอยแจกเงินแจกทองอยู่ที่ทำเนียบรัฐบาล เอ้ย..อยู่ที่ลำธาร !!
หลังจากนั้นก็มีชาวบ้านทั้งตำบลเอาขวานเหล็กไปแลกเอาขวานเงินขวานทอง เอานาฬิกาเหล็กเอาไปแลกเป็นนาฬิกาทอง ทำให้ท่านเทพารักษ์งานหนักมาก และต้องควักเนื้อซื้อเงินซื้อทองจนเกือบหมดตัว นึกแช่งอีตาชายชราหน้าหนุ่ม ฝากไว้ก่อนเถอะเอ็ง ..
และนี่ก็คือที่มาของ เทพารักษ์กับคนตัดไม้ครับ

04 กรกฎาคม 2563

ถั่วปากอ้า

ภาพแสดงฉลากโภชนาการของถั่วปากอ้าบรรจุถุงยี่ห้อหนึ่ง
ผมเจตนาหาข้อความนี้ และก็พบจริง ๆ ครับ ว่าห้ามผู้ที่ป่วยเป็น G-6-PD รับประทาน
เหมือนลองหาข้อความ ห้ามผู้ป่วยโรค PKU รับประทานน้ำอัดลมชนิดไม่ใส่น้ำตาล ก็พบเช่นกัน
การอ่านฉลากโภชนาการมีความสำคัญและต้องเรียนรู้ครับ
อายุรศาสตร์ นอกห้องเรียน

บทความที่ได้รับความนิยม