22 ตุลาคม 2560

ด้วยรักและผูกพัน

ด้วยรักและผูกพัน
เดินทางไปทำบุญกฐิน ในที่ที่แสนไกล ที่ที่เป็นต้นเรื่องของชายชราหน้าหนุ่ม ณ ดินแดนแสนไกล ระหว่างทางครั้งนี้โหลดเพลงเก่าตั้งแต่สมัยเป็นหนุ่มๆ ฟังไปตลอดทาง รู้สึกเพลิดเพลิน ไม่เหนื่อย และเมื่อถึงเพลงนี้ จึงอยากชวนทุกท่านรำลึกความหลัง ...ด้วยรักและผูกพัน
ภาพยนตร์นำฉายในปี 2529 นำแสดงโดยคุณธงไชย แมคอินไตย์ และคุณกาญจนา จินดาวัฒน์ ต้องบอกว่าสมัยนั้นสวยคมมาก กำกับโดยหม่อมเจ้าทิพยฉัตร ฉัตรชัย ภาพยนตร์เรื่องนี้ถ่ายทำที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นดินแดนสวิส สวยมากจริงๆ ขุนเขา ทะเลสาบ หิมะ
สลับด้วยบทบาทที่แสนสนุกของนฤนาท ช่างภาพหนุ่มจากเมืองไทย (งานอดิเรกคล้ายแอดมินบางเพจแถวนี้) และไกด์สาวสวย พัชรี ที่อดีตเป็นนักแสดง ครับ...เป็นหนังตื้อ ง้องอน เล่นตัว น่ารักมากสำหรับวัยรุ่นยุคนั้น ด้วยภาพสวยๆและเรื่องราวหวานๆ
เรื่องราวทั้งหวานแหวว ผิดหวังและสุดท้ายดราม่า สมหวัง ...สนุกมากๆ
สลับด้วยเพลงประกอบภาพยนตร์ จากเพลงในอัลบั้มแรกของคุณเบิร์ด หาดทราย สายลม สองเรา ที่ผมคิดว่าไพเราะที่สุดของคุณเบิร์ดเลย ทั้งเสียงร้อง ดนตรี ที่เรียกว่า คลาสสิก โรแมนติก แบบฟัง Fur Elise ของเบโธเฟนเลยทีเดียว .... อยากบอกว่า ผมยังเก็บเทปม้วนนี้ไว้เลยนะ แม้จะเล่นไม่ได้แล้ว ...ไม่มีเครื่องเล่น แต่ก็เป็นเทปม้วนแรกๆที่ซื้อ
ชอบเบิร์ดมาตั้งแต่ตอนนั้น ฟังทุกชุด มีรูปแปะข้างฝาด้วย แต่ไม่เคยไปดูแบบเบิร์ดๆ...ไม่มีตังค์
ใครเคยดู ใครประทับใจทั้งภาพยนตร์ หรือ เพลง ก่อนนอนวันนี้ เรามาประทับใจฝันดีด้วยกันนะครับ
ด้วยรักและผูกพัน
https://youtu.be/9o6UTS0ecwE
บันทึกหน้าสุดท้าย
https://youtu.be/U_m81w3t57M
หาดทราย สายลม สองเรา
https://youtu.be/uPmXtJ4-7BY
Songkhram Chockchai ขอความเห็นด้วยครับ เปิดเพลงให้ละนะครับ

21 ตุลาคม 2560

decompression sickness อันตรายแฝงเร้นจากการดำน้ำ

decompression sickness อันตรายแฝงเร้นจากการดำน้ำ
ก่อนหน้านี้เราเคยพูดถึงเรื่องนี้มาแล้วหนึ่งรอบว่าผู้ที่เคยเป็นลมรั่วในปอดอาจต้องระวังเวลาโดยสารเครื่องบิน เพราะความดันอากาศต่ำ คราวนี้เรามาดูเรื่องที่ตรงข้ามกันคือความดันอากาศสูงใต้น้ำบ้าง เวลาดำน้ำ ภาพลงในวารสาร NEJM เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา
ชายชาวจีนอายุ 42 ปี ไปดำน้ำแบบ scuba ลึก 26 เมตร แล้วขึ้นมาเร็วเกินไป ถูกนำส่งโรงพยาบาลเพราะใจสั่น ปวดข้อ คลื่นไส้อาเจียนมาก ตรวจผิวหนังก็เป็นลายๆสีม่วงๆดังภาพ หอบ ตรวจเลือดพบเลือดเป็นกรด (กรดแลคติก) ถ่ายภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์เป็นสีดำๆ เต็มเนื้อตับ สีดำๆคือลมและบริเวณที่เป็นสีดำๆนั้นจริงๆ ไม่ควรมีลมอยู่เลยควรเป็นสีเทาๆคล้ายๆเนื้อเยื่อข้างๆ เพราะตำแหน่งนั้นคือ หลอดเลือดดำในตับ !! ในหลอดเลือดไม่ควรมีลม
อากาศที่อยู่ในถังอากาศดำน้ำเป็นอากาศที่ถูกอัดให้ขนาดแก๊ซเล็กลง เวลาอยู่ใต้น้ำความดันอากาศก็สูง เพราะลึกกว่าระดับน้ำทะเลและมีน้ำดันรอบด้าน แก๊ซในตัวจึงถูกบีบอัดเป็นลูกเล็กๆ แถมแก๊ซไนโตรเจนยังแทรกตัวไปอยู่ในเนื้อเยื่อไขมันและสมองด้วย
โอเค ในบรรยากาศแบบนั้นก็สมดุลดี แต่พอขึ้นมาสู่ผิวน้ำ ความดันบรรยากาศกลับมาเป็นปรกติ แก๊ซที่เล็กๆก็ขยายขนาดใหญ่ทันที จนอาจอุดตันหลอดเลือดได้ แก๊ซไนโตรเจนก็เป็นพิษต่อเนื้อเยื่อด้วย โดยเฉพาะสมอง เกิดอาการที่เรียกว่า decompression sickness และ nitrogen narcosis แต่อาการไม่เกิดทันทีนะครับ มักจะเกิดหลังจากขึ้นสู่บรรยากาศปกติแล้ว 3-6 ชั่วโมง
**การลงดำน้ำ การขึ้นสู่ผิวน้ำ ต้องทำตามคำแนะนำและครูฝึกอย่างเคร่งครัด**
สีผิวที่เกิดแบบนี้คือ หลอดเลือดใต้ผิวหนังผิดปกติ เรียกว่า cutis marmorata มีการตีบและขยายไม่สามัคคีกัน marmor คือ marble คือ ลายเหมือนหินอ่อนครับ ในกรณีนี้ก็เกิดจากอันตรายจากแก๊ซในเลือดนั่นเอง ทำให้ตีบขยายไม่พร้อมกัน มีการไหลของเลือดไปทางลัดอื่นๆ ภาวะนี้พบได้อีกหลายอย่างนะครับ แต่ถ้ามาพบในคนที่ดำน้ำก็ต้องคิดถึงโรค decompression sickness นี่ด้วย
ลมที่ไปอยู่ในหลอดเลือดนี้อันตรายนะครับ จากภาพที่เห็นลมที่ไปอยู่ในหลอดเลือดที่ตับที่เรียกว่า portal system ก็จะทำลายเนื้อตับรอบข้างมีตับอักเสบรุนแรงได้ จากการขาดเลือดและการอักเสบของผนังหลอดเลือด
นอกจากนี้ยังมีอาการหลากหลายขึ้นกับแก๊ซนั้นไปอุดตันและไปทำอันตรายอยู่ที่อวัยวะใด ที่พบบ่อยๆคืออาการปวดข้อปวดกล้ามเนื้อ อาการทางระบบประสาทและทางผิวหนัง โรคแบ่งความรุนแรงได้สองแบบคือ รุนแรงน้อย (type I) และ รุนแรงมาก (type II) พวกที่รุนแรงมากคือมีอาการหลายๆระบบพร้อมๆกัน และต้องมีอาการทางระบบประสาท และ อาการทางเดินหายใจเช่นหายใจขัด แน่นจนถึงหายใจลำบาก และ ระบบไหลเวียนเลือดล้มเหลว
การพยากรณ์โรคแบบรุนแรงจะไม่ดี อาจเสียชีวิตถ้าช่วยไม่ทัน
อีกประการคืออาจเกิดลมขนาดใหญ่ไปตามหลอดเลือดแดง ไปอุดอวัยวะไหน อวัยวะนั้นก็จะขาดเลือดและตายไป เช่น แขนขา สมอง หรือ ลำไส้
การรักษา ใช้ออกซิเจนความเข้มข้นร้อยเปอร์เซนต์ และให้เข้าเครื่องอุปกรณ์ออกซิเจนแรงดันสูง Hyperbaric Oxygen Chamber เพื่อลดขนาดแก๊ซที่มีปัญหาให้ละลายน้ำละลายเลือดได้ เอามาปล่อยออกที่ปอด ใช้การแทนที่ไนโตรเจนด้วยออกซิเจน เพราะร่างกายจัดการออกซิเจนได้ดีกว่า ไนโตรเจนจึงถูกขับออกมาทางเลือดและไปสู่ปอด (อ่านทบทวนเรื่องนี้ ได้อ่านฟิสิกส์มัธยมปลายซ้ำเลยนะครับ) เพื่อลดอาการที่จะเกิดเพิ่มและรักษาอาการเกิดแล้วให้ดีขึ้น
แต่ว่าอัตราการเสียชีวิตและพิการจะมากน้อยนอกจากขึ้นกับความรุนแรงแล้วยังขึ้นกับ การประคับประคองอาการ การให้สารน้ำ การส่งออกซิเจนไปที่เนื้อเยื่อต่างๆ การช่วยหายใจ
ชายคนนี้ได้รับการรักษาโดยเข้าห้องปรับแรงดันออกซิเจนสองครั้ง อาการทั้งหมดก็หายเป็นปรกติ
"ดำน้ำมีแก๊ซดัน อยากมันส์มีแอดมิน"
โพสต์เดิมเกี่ยวกับอันตรายจากความดันแก๊ซในปอดในคนที่เคยเป็นลมรั่วในเยื่อหุ้มปอดมาแล้ว
http://medicine4layman.blogspot.com/2017/09/blog-post_9.html

20 ตุลาคม 2560

การใช้ยากันเลือดแข็งและต้านเกล็ดเลือดเวลาส่องกล้องทางเดินอาหาร

แจกแนวทางการรักษาฟรี การใช้ยากันเลือดแข็งและต้านเกล็ดเลือดเวลาส่องกล้องทางเดินอาหาร
วิชาการก้าวหน้าไปเรื่อยๆ ยาถูกใช้มากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะ Blood Thinner
คนไข้ที่ได้รับยาต้านการแข็งตัวของเกล็ดเลือด antiplatelet มากขึ้น โดยมีแอสไพรินเป็นหลัก บางคนได้รับยากลุ่ม P2Y12 inhibitor คือ clopidogrel, prasugrel, ticagrelor หรือบางคนกินคู่กันเลยโดยเฉพาะคนที่เพิ่งได้รับการใส่ขดลวดค้ำยันในการรักษาหลอดเลือดหัวใจตีบ
คนไข้ได้รับยาต้านการแข็งตัวของเลือด (anticoagulant) อันนี้มากขึ้นกว่าอดีตมากๆ จากการพัฒนายา พัฒนาเครื่องตรวจติดตามและการศึกษาว่าสามารถลดอัตราการเกิดอัมพาตและหลอดเลือดอุดตันได้มากมาย ซึ่งมีทั้งยากลุ่มเก่า คือ warfarin ที่ต้องติดตามวัดระดับการแข็งตัวของเลือดบ่อยๆ หรือยากลุ่มใหม่ non vitamin K anticoagulants ที่ไม่ต้องติดตามผลเลือด
คำถาม ถ้าใช้ยาอยู่ จะไปส่องกล้องทางเดินอาหารทำอย่างไร ต้องหยุดยาไหม หยุดนานแค่ไหน หยุดแล้วเมื่อไรจะเริ่ม จะอันตรายจากเลือดออกหรืออันตรายจากเลือดแข็งมากกว่ากัน
คำตอบเรื่องนี้ตั้งอยู่บนปรัชญาสองอย่าง หนึ่ง การส่องกล้องนั้นเสื่ยงเลือดออกสูงหรือไม่ กลุ่มเสี่ยงน้อยเช่น ส่องดูเพื่อวินิจฉัย ส่องไปวางอุปกรณ์ค้ำยัน ไม่ต้องมีการตัดหรือจิ้มให้เลือดออก แต่ถ้าต้องตัดติ่งเนื้อ ตัดชิ้นเนื้อ ถ่างขยายรูแคบ หรือเพื่อการรักษา โดยเฉพาะ mucosal resection อันนี้เสี่ยงมากเลย
ปรัชญาข้อสองคือ ภาวะของคนไข้ที่ต้องกิน blood thinner มันเสี่ยงเลือดตันมากไหม กลุ่มเสี่ยงมากคือ กลุ่มที่ใส่ลิ้นหัวใจเทียมที่ตำแหน่งไมตรัล ลิ้นหัวใจไมตรัลตีบร่วมกับหัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือพวกที่เพิ่งใส่ขดลวดค้ำยันหลอดเลือดหัวใจมาใหม่ๆ มีลิ่มเลือดในหัวใจ พวกนี้เสี่ยงสูงมาก การจะไปหยุดยาอาจต้องประเมินความเสี่ยงและมีวิธีรองรับ
สิ่งที่หมอต้องรู้ ผมทำลิงค์มาให้แล้ว อ่านง่าย มีแผนภูมิชัดเจน คำบรรยายและที่มา รวมทั้งระดับคำแนะนำ (จะบอกว่าส่วนมากเป็น low grade evidence มีไม่กี่ข้อที่ strong) ผมว่าง่ายและใช้ได้จริง มาจาก British Society of Gastroenterology (BSG) and European Society of Gastrointestinal Endoscopy (ESGE) guidelines ไม่ต้องอ่านเกือบห้าสิบหน้าเหมือนฝั่งอเมริกา
สิ่งที่คนไข้ต้องรู้ เรากินยาอะไร เพื่อรักษาหรือป้องกันอะไร นานแค่ไหนแล้ว บอกสิ่งต่างๆเหล่านี้ให้แพทย์ทราบด้วย เพื่อจะได้ไม่อันตราย ผมเคยได้รับปรึกษาด่วนก่อนลงมีดผ่าตัด ว่าคนไข้กินยาชนิดนี้ ...new oral anticoagulant ยาใหม่ ไม่ต้องตรวจติดตามผลเลือด คนไข้เพิ่งเอามาให้ดู
และเมื่อหมอรู้ คนไข้รู้ ปรึกษาร่วมกัน ความเสี่ยงเลือดออก ความเสี่ยงเลือดตัน เตรียมตัวให้เหมาะ อย่างนี้ ไม่ใช่รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง แต่เป็นร่วมกันรักษาร้อยครั้ง ไม่มีปัญหาเลยสักครั้ง

เตือนประชาชนที่ป่วยเป็นโรคหอบหืด หน้าหนาว

ประกาศ กรมอายุรศาสตร์ง่ายนิดเดียว
เนื่องจากกรมอุตุนิยมวิทยาประกาศเตือนสภาพอากาศแปรปรวนในวันที่ 21-26 ตุลาคมนี้ จะมีฝนและลมกรรโชกแรงในบางพื้นที่ หลังจากนั้นสภาพอากาศจะเย็นลง 2-5 องศาเซลเซียส ด้วยสภาพอากาศเช่นนี้ ทางกรมอายุรศาสตร์ง่ายนิดเดียวจึงขอประกาศเตือนประชาชนที่ป่วยเป็นโรคหอบหืด ควรระมัดระวังตัวและปฏิบัติตัวตามคำแนะนำดังนี้
1. อย่าขาดการรักษา ควรรักษาต่อเนื่องเพื่อควบคุมโรคให้ดีก่อนสภาพอากาศจะแปรปรวน เพราะหากยังควบคุมไม่ดี ในช่วงฤดูหนาวอาจกำเริบรุนแรงได้
2. ปรึกษาแพทย์ที่รักษา เพื่อวางแผนการรักษาล่วงหน้า (action plan) หากอาการแย่ลงจะทำอย่างไร พ่นยาเพื่มแบบไหน และถ้าอาการไม่ดีจริงๆ เมื่อไรควรมาโรงพยาบาล มีทางติดต่อหรือมาฉุกเฉินได้ทางใด มีอุปกรณ์ใดช่วยเหลือได้บ้าง
3. อย่าขาดยาสูดพ่น แม้อาการดีแล้วก็ตาม การหยุดยาจะเพิ่มโอกาสการกำเริบ ยิ่งอากาศเย็นก็เป็นตัวกระตุ้นหอบหืดที่ดีด้วย ควรพ่นไปตลอดและติดตามอาการต่อเนื่อง
4. เตรียมยาพ่นแก้ไขอาการ (reliever) ไว้ให้พร้อม โดยมากก็เป็นยาพ่นกลักสีฟ้า ventolin หรือ berodual ดูว่าหมดหรือไม่ ทบทวนการใช้ยากับคุณเภสัชกรว่าใช้ถูกวิธี พกติดตัวไว้ตลอด หรือบางคนอาจใช้ยาพ่น formoterol ที่เป็นยาแบบออกฤทธิ์ยาว แต่ว่ามันออกฤทธิ์เร็วแทนได้ (SMART)
5. หายใจทางจมูก ทางเดินลมปกติจะมีตัวกรองคือขนจมูก และเยื่อเมือกดับจับสารกระตุ้น ฝุ่นต่างๆ และช่วยเพิ่มความชื้นของลมหายใจ การหายใจทางปากจะเป็นลมแห้ง ทำให้คอแห้งด้วย
6. สวมเสื้อผ้าอบอุ่น เลือกหาผ้าพันคออุ่นๆสีสวยๆ มาเป็นอุปกรณ์กันหนาวบริเวณจมูกและลำคอ จะช่วยลดสิ่งกระตุ้นได้ดี
7. อากาศภายนอกหนาวมาก ส่วนมากก็จะเลือกอยู่ในบ้าน อย่าลืมกำจัดสิ่งกระตุ้นในบ้าน ฝุ่นละออง หยากไย่ ไรฝุ่นบนที่นอน (อุจจาระไรฝุ่นทำให้แพ้ง่าย ควรซักตากบ่อยๆ) เพื่อลดโอกาสกำเริบ
8. ถ้ายังไม่ได้ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ อย่าลืมไปฉีดด้วย
คำแนะนำจาก center of disease control USA, National Health Services UK, Asthma UK, Asthma AU.
อนึ่ง ความหนาวเย็นนอกจากจะทำให้โรคทางกายแย่ลงแล้ว อาจทำให้ผู้ที่ไม่มีแฟนเกิดโรคทางใจได้ ควรรีบหาความอบอุ่นโดยด่วน และหากท่านใดมีความอบอุ่นแล้ว ก็ไม่ควรใช้ความอบอุ่นเกินวันละสองครั้ง !!!
ลงชื่อ หมอชราหน้าหนุ่ม
อธิบดีกรมอายุรศาสตร์ง่ายนิดเดียว
ประกาศ ณ วันที่ 20 ตุลาคม 2560

19 ตุลาคม 2560

เมื่อคุณคิดว่ายาฆ่าเชื้อไม่ได้ผล

Antibiotic has fallen !! เมื่อคุณคิดว่ายาฆ่าเชื้อไม่ได้ผล
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมาช้านานแล้ว แต่ความเข้าใจและการปฏิบัติก็ยังคลาดเคลื่อนอยู่มาก นั่นคือเมื่อให้ยาฆ่าเชื้อแล้วไม่ตอบสนอง ใครผิด !! เชื้อมันแรง ยามันแย่ หรือฉันเองที่ผิด ..(ที่คิดมีใจให้กับเขา)
บทความนี้ลงตีพิมพ์ใน Intensive Care Medicine 14 ตุลาคม 2560 เป็นบทความที่ดีมากนะครับ เช่นเคยเราก็มาบอกเล่าตามประสาชาวบ้านผู้ใฝ่รู้ ว่าทำไมยาจึงไม่ได้ผล แต่ก่อนจะไปถึงเนื้อเรื่องมันก็ต้องอารัมภบทก่อน
เมื่อคนไข้สงสัยจะมีโรคติดเชื้อ ..สงสัยนะครับ หากมีเวลาพอและอาการไม่รุนแรง สิ่งที่ควรจะทำคือยืนยันว่ามีการติดเชื้อและค้นหาเบื้องต้นว่ามันคือเชื้อะไร เพื่อจะตัดสินใจในการให้ยา เพราะถ้าไม่ใช่การติดเชื้อ ให้ยาไปก็ไม่เกิดประโยชน์เช่น ไข้สูง ปวดข้อ ข้อบวม ...จากโรคเก๊าต์ ให้ยาฆ่าเชื้อไปคงไม่ช่วยอะไร ดีร้ายหากเกิดผลเสียจากยาก็จะไม่คุ้มเสียเข้าไปใหญ่ ดังนั้นถ้าไม่ด่วนเราก็เจาะข้อ ย้อมเชื้อ เพาะเชื้อ สังเกตอาการ เอาละถ้าไม่ใช่การติดเชื้อก็ไม่ต้องให้ยา แต่ถ้าติดเชื้อค่อยให้
ในบางสถานการณ์ก็รอไม่ได้ เช่นอาการรุนแรง ปล่อยไว้อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตหรือพิการ เช่นติดเชื้อในกระแสเลือดรุนแรง หรือเข้าสู่ภาวะช็อกแล้ว หรือคนไข้ที่อ่อนแอมากหากรอจะอันตราย เช่น ตัดม้าม ได้รับยาเคมีบำบัด
สถานการณ์แบบนี้เรามักจะให้ยาไปก่อนให้ครอบคลุมเชื้อที่เราคิดว่าเป็นไปได้ แล้วค่อยมาปรับแต่งหลังจากผลเพาะเชื้อกลับมา (นี่ก็เป็นข้อพลาดอันหนึ่ง บางทีผลออกมาก็ไม่ปรับ คิดว่าดีแล้วให้ต่อไปเถอะ ..อันนี้อันตรายนะครับ)
ไม่ว่าจะทราบเชื้อแล้วหรือให้ไปก่อน สิ่งที่ต้องประเมินคือ ให้แล้วตอบสนองไหม...
ถ้าตอบสนองก็จะมีอาการดีขึ้นเช่นไข้ลดลง หอบเหนื่อยลดลง ชีพจรลดลง อาการดีขึ้น ตรวจร่างกายที่ผิดปกติเริ่มดีขึ้น ผลเลือดเริ่มเข้าสู่ปกติ ฟิล์มเอกซเรย์ไม่แย่ลง (เพราะกว่าจะดีขึ้นมันนาน)
หรือ ตรวจผลเลือดของการอักเสบต่อเนื่องแล้วลดลง ไม่ว่าจะเป็น C-reactive Protein หรือ Procalcitonin แต่ว่าทั้งสองอันนี้ก็ไม่มีการศึกษาใด หรือ คิดคำนวนเป็นคะแนนเป็น score แบบใดที่แม่นยำ เรียกว่า เป็นประสบการณ์และศิลปะของแท้ (มีแต่ใช้เป็นแนวโน้ม)
หรือถ้าทำได้จริงก็ต้องพิสูจน์ว่าเชื้อที่เจอ ที่มีตอนแรกมันหายไป ถึงจะบอกว่าตอบสนอง เช่นเพาะเชื้อซ้ำไม่พบ หนองหายไป
โอเค..ตอบสนองก็ปรับยาให้เหมาะสม ลดยาให้เป็นตัวที่ออกฤทธิ์แคบลง จะได้ไม่มีผลเสียและไม่ดื้อยา แต่ถ้ามันไม่ตอบสนองล่ะ ... จะทำอย่างไร ส่วนมากจะเปลี่ยนยาให้ครอบคลุมเชื้อมากขึ้น กว้างขึ้น (มาถึงตอนนี้ แสดงว่าเรายอมรับแล้วว่าเราประเมินพลาด) แต่ก่อนหน้านั้น คุณลืมบางอย่างไปนะ...มาดูกัน
1. วินิจฉัยพลาด จริงๆไข้และอาการต่างๆอาจไม่ใช่โรคติดเชื้อ เช่นข้ออักเสบเก๊าต์อย่างที่กล่าวตอนต้น หรือโรคแพ้ภูมิตัวเองบางอย่างก็มีไข้โดยที่ไม่ติดเชื้อ เรารีบให้ยาไป ไข้ลงด้วยจริงๆคือการดำเนินโรคมันไข้ลงพอดี แล้วเราเข้าใจว่าเราเก่ง ยาเจ๋งก็มี เช่น Adult Still's Disease (ตอนสอบบอร์ดอายุรกรรม ผมเจอโรคนี้)
2. การติดเชื้อดีขึ้น แต่การอักเสบยังไม่หยุด ยาฆ่าเชื้อได้ดีแล้วแต่การอักเสบอาจจะยังไม่ลดลงเช่น ฝีหนองที่ผ่าดีแล้วให้ยาถูกแล้วแต่ฝีมันใหญ่ ต้องใช้เวลาในการจัดการ เราก็ต้องทำการทดสอบว่าเชื้อหมดเช่น เพาะเชื้อซ้ำ หรือตรวจซากของเชื้อโรคที่ลดลง
3. การติดเชื้อเดิมนั่นแหละ แต่ว่ามันเกิดผลข้างเคียง พบบ่อยๆก็เช่น ปอดอักเสบติดเชื้อให้ยาตรงเชื้อที่เพาะขึ้นแต่ไข้ไม่ลง เอ...ไปเอ็กซเรย์ซ้ำก็ได้คำตอบว่ามีน้ำในเยื่อหุ้มปอด เจาะออกมาเป็นหนอง ไข้ก็เลยไม่ลด ก็ต้องไปเอาหนองออก เปลี่ยนยาหรือให้ยาเพิ่มก็ไม่ช่วยอะไร
4. จุดติดเชื้อเดิมกำจัดไม่หมด มีหลงเหลือหรือมีที่อื่น เช่นติดเชื้อในชั้นลึกผิวหนัง ให้ยาแล้ว ผ่าตัดระบายแล้วแต่ว่ายังไม่หมดยังมีจุดที่ซ่อนเร้นอยู่ หนองยังออกมา อย่างนี้เราก็ต้องไปเอาจุดกำเนิดการติดเชื้อที่พึงเอาออกได้ ออกให้หมด จึงจะควบคุมการติดเชื้อได้
5. พลาดที่การให้ยา เชื้อก็เชื้อเดิมนั่นแหละ การวินิจฉัยก็อันเดิมนั่นแหละ แต่เราจัดการยาไม่ดี เช่นให้ยาไม่ถูกขนาด หรือผู้ป่วยมีปัญหาลำไส้ดูดซึมได้ไม่ดีแต่ใช้ยากิน หรือการติดเชื้อในเยื่อหุ้มสมองแต่ใช้ยากลุ่ม first generation cephalosporins ซึ่งไม่เข้าเยื่อหุ้มสมอง ใช้ยา Moxifloxacin รักษาการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะเพราะยาออกมาทางปัสสาวะน้อยมาก การติดเชื้อที่กระดูกที่ต้องให้ยาแบบพิเศษ อันนี้ต้องทบทวนการใช้ยาร่วมกับเภสัชกร ปรับการบริหารยาเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด
6. ปฏิกิริยาของคนไข้ หรือ host response ไม่ดี เช่นคนไข้เบาหวาน ต้ดม้าม ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน ระบบฆ่าเชื้อโรคทำงานน้อยแม้ว่าการใช้ยาจะดีก็ตาม หรือติดเชื้อไวรัสเอชไอวีที่ทำให้ภูมิคุ้มกันบกพร่อง ปฏิกิริยาจึงผิดไป
7. ระบุเชื้อผิดประเภท เช่นการเก็บตัวอย่างไม่ดีได้สิ่งปนเปื้อนแทน การเพาะเชื้อมีการปนเปื้อนมาก ได้ตัวเชื้อที่ไม่ใช่ตัวก่อโรค หรือที่พบมากกว่าคือไม่เจอ เช่นการเก็บเชื้อหนองในที่ไม่ได้เก็บในสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสม อันนี้อาจต้องเก็บใหม่โดยใช้วิธีที่ถูกต้อง หรือ ใช้วิธีที่ทันสมัยขึ้น ได้แก่การตรวจหาสารพันธุกรรม หรือในวารสารใช้วิธี MALDI-TOF ที่ปัจจุบันแทบจะใช้กันหมด แต่อาจเป็นของใหม่ของบ้านเรา เอาไว้วันหลังจะมาเล่าให้ฟัง
8. สุดท้ายคือ เชื้อดื้อยา หรือ ติดเชื้อตัวใหม่ อันนี้ถึงต้องเปลี่ยนยา ปรับขยาด ปรับวิธีการให้ยา หรือ ใช้ยามากกว่าหนึ่งชนิดร่วมกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องใช้ทั้งความรู้และการประยุกต์ (อย่าอ่านผิดเด็ดขาด) ทางคลินิกอย่างมากครับ
สรุปว่า Antibiotic อาจไม่ Fallen แต่เป็นตัวเรานี่แหละที่ Fallen และถ้าไม่ตระหนักให้ดี คนที่จะ Fallen ท้ายสุดคือ....คนไข้

บทความที่ได้รับความนิยม