29 กุมภาพันธ์ 2567

ข้อควรรู้เกี่ยวกับไวรัสตับอักเสบ D

 ของดี (D) มีอยู่จริง : ข้อควรรู้เกี่ยวกับไวรัสตับอักเสบ D (จาก JAMA ประมาณเดือนสองเดือนที่แล้ว)

1.ไวรัสตับอักเสบดี เป็นไวรัส RNA จำเป็นต้องอาศัยเซลล์โฮสต์คือเซลล์ตับของเรา ในการสร้างองค์ประกอบชีวิตเพื่อมีชีวิตอยู่และสืบพันธุ์ และที่พิเศษมากขึ้นคือ มันจะต้องเป็นเซลล์โฮสต์ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีด้วย จึงจะมีทรัพยากรที่เหมาะสมสำหรับไวรัสตับอักเสบดี … จึงพบไวรัสตับอักเสบดี ในคนที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี เท่านั้น
2.แล้วเราจะติดเชื้อไวรัสตับอักเสบดีได้อย่างไร กรณีแรกคือติดมาพร้อมไวรัสตับอักเสบบีนั่นแหละ ติดต่อทางเดียวกัน เพศ,เลือด,แม่สู่ลูก กรณีที่สองคือติดเชิ้อไวรัสตับอักเสบบีอยู่ก่อน แล้วติดเชื้อไวรัสตับอักเสบดีซ้ำไป ก็ติดทางเดียวกัน แต่จะเสี่ยงมากในคนที่ เป็นเอชไอวี,เพศสัมพันธ์แบบชายชาย,ดื่มเหล้า,เบาหวาน,อ้วน … สำหรับคุณหมอ บางกรณีที่เราคิดว่าผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรังที่แย่ลงจากโรคกำเริบ จริง ๆ แล้วเกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบดีเข้าไปเพิ่ม
3.แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าติด ก็ต้องตรวจหาแอนติบอดีต่อเชื้อ HDV และยืนยันด้วยการตรวจปริมาณ RNA ของเชื้อ คำแนะนำหลายประเทศโดยเฉพาะพบอุบัติการณ์สูง จะแนะนำตรวจคู่กับไวรัสตับอักเสบบี แต่ในอีกหลายประเทศจะตรวจเมื่อสงสัย เช่นโรคไวรัสตับอักเสบบีแย่ลง หรือในผู้ป่วยเสี่ยงในข้อสอง เพราะ ค่าตรวจแพง มีความแปรปรวนในการตรวจ (มันเป็น RNA ไวรัส จะทำให้มีจุดไม่เหมือนกันในแต่ละชุดตรวจ) และที่สำคัญ ตรวจแล้วยังไม่มีการรักษาที่ดีพอเฉพาะกับไวรัสตับอักเสบดี … อุบัติการณ์จึงต่ำ เพราะไม่ค่อยได้ตรวจ
4.แล้วมีไวรัสตับอักเสบดีมันต่างจากไม่มีไวรัสตับอักเสบดีไหม เพราะยังไงก็ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีอยู่แล้ว ไวรัสตับอักเสบดีมันไม่ดีตามชื่อ การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบดี จะเพิ่มการเกิดตับแข็งมากขึ้น เพิ่มตับแข็งชนิดกำเริบมากกว่า (decompensated cirrhosis) เพิ่มโอกาสเกิดมะเร็งตับชนิด hepatocellular carcinoma มากกว่า หรือกล่าวโดยรวมคือ หากติดเชื้อไวรัสตับอักเสบดีร่วมกับไวรัสตับอักเสบบี จะทำให้การดำเนินโรคของไวรัสตับอักเสบบีแย่ลง
5.เมื่อติดเชื้อไวรัสตับอักเสบดีแล้ว จะต้องทิ้งเวลาไว้สักพักกว่าจะลดไวรัสได้และตรวจเจอแอนติบอดี โอกาสหายเองประมาณ 20% ที่เหลือจะติดเชื้อเรื้อรังเรียก HBV-HDV co-infection อันนี้แหละที่จะเพิ่มความรุนแรงตามข้อสี่ และในช่วงติดเชื้อใหม่ แบบเฉียบพลัน อาจจะมีอาการเหมือนไวรัสตับอักเสบบีกำเริบ (HBV flare) ข้อสังเกตคือจะตรวจพบปริมาณไวรัสตับอักเสบบีไม่มาก อาการเยอะ อันนี้น่าจะตรวจหาไวรัสตับอักเสบดี
6.มีวัคซีนไหม ..ตอนนี้ยังอยู่ในขั้นตอนของสัตว์ทดลอง แนวโน้มออกมาดี กระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันได้ดี แต่ยังไม่ดีพอในการรักษาในคน ปัจจุบันพบว่าการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันไวรัสตับอักเสบบี มีผลลดการติดเชื้อและลดความรุนแรงของไวรัสตับอักเสบดีได้ การป้องกันโรคจึงเป็นวิธีเดียวกันกับป้องกันตับอักเสบบี… ทางที่จะติดเชื้อไวรัสตับอักเสบดีมากที่สุดตามตัวเลข คือ การถูกเข็มทิ่มตำ
7.แล้วมียารักษาไหม รักษาอย่างไร ข่าวร้ายคือ ยังไม่มียาที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการจากองค์การอาหารและยาสหรัฐ มีแต่การศึกษา มียาในระยะศึกษา และยาบางตัวได้รับการรับรองในยุโรป แต่ว่าการศึกษาทั้งหมดนี้บอกว่า หากสามารถใช้ยาและลดปริมาณไวรัสได้ดีหรือหายขาด จะลดการเกิดตับแข็งรุนแรง และลดอัตราการเสียชีวิตได้ดีกว่าการไม่ใช้ยา และยาที่ออกแบบมารักษาไวรัสตับอักเสบดี เมื่อใข้ร่วมกับการรักษาไวรัสตับอักเสบบีจะใช้ได้ผลดีกว่าการรักษาตับอักเสบบีเพียงอย่างเดียว
8.ยาที่มีข้อมูลมากสุดคือ interferon alfa ก็ยาที่รักษาไวรัสตับอักเสบบีนั่นแหละ ทั้งในรูปปกติและในรูป peglycated ที่สามารถฉีดสัปดาห์ละครั้ง และถ้าให้ร่วมกับยากินรักษาไวรัสตับอักเสบบีร่วมด้วย ประสิทธิภาพจะดีกว่าฉีดอย่างเดียว ประสิทธิภาพที่ว่าคือไม่สามารถตรวจจับ DNA ของไวรัสตับอักเสบดีได้ ซึ่งประสบความสำเร็จในการใช้ยาประมาณ 30% และหากใช้ยาจนประสบความสำเร็จจะลดอัตราการเสีขยชีวิตลงได้
9.ยากินที่ออกแบบมาควบคุมไวรัสตับอักเสบบีอีกสองชนิดคือ bulevirtide และ lonafornib ผลการศึกษาออกมาว่าสามารถควบคุมไวรัสตับอักเสบดี ไม่ว่าจะร่วมกับการรักษาตับอักเสบบีหรือไม่ก็ตาม แต่คำแนะนำหลายสมาคมก็แนะนำให้รักษาไวรัสตับอักเสบบีได้พร้อมกัน ผลจะออกมาดีกว่า และจริง ๆ แล้วผลความสำเร็จการรักษาขึ้นกับการรักษาไวรัสตับอักเสบบีด้วย (การรักษาในข้อแปดจึงดูดีและมีข้อมูลเยอะกว่า)
10.สรุปว่า การป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบบีสามารถป้องกันตับอักเสบดีได้ด้วย ไม่ว่าสวมถุงยางหรือวัคซีน อาจตรวจหาไวรัสตับอักเสบดีถ้าพบติดเชื้อตับอักเสบบีหรือติดเชื้ออยู่แล้วแย่ลง การรักษายังไม่ชัดเจนมตอนนี้ให้รักษาไวรัสตับอักเสบบีไปก่อน (วิธีเดียวกัน) หรือหากใช้ยากินก็อาจพิจารณายากินทั้งสองไวรัส (ในอนาคต)

28 กุมภาพันธ์ 2567

medical literacy

 ไม่รู้จะเรียกความรู้สึกและอารมณ์แบบนี้ว่าอย่างไร

มีผู้ป่วยมาปรึกษาเรื่องเหนื่อย ... เอาล่ะจะวินิจฉัยอะไรก็ไม่ใช่สาระที่จะนำมาเล่าวันนี้ แต่สิ่งที่เป็นสาระคือ
ผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวาน และความดันโลหิตสูงมานาน ต่อมาเจอไขมันในเลือด กินยามาตลอด ตอนนี้รับยาที่ รพ.สต.
ผู้ป่วยรูปร่างอ้วน ขาดการออกกำลังกาย ทำงานเป็นแม่ครัวอยู่ร้านอาหารแห่งหนึ่งและรับจ้างทำอาหารเป็นฟรีแลนซ์อีกด้วย
ผู้ป่วยนำสมุดประจำตัวผู้ป่วยเบาหวานมาด้วย ตามบันทึก น้ำหนักตัวขึ้น ๆ ลง ๆ แต่มองโดยรวมแล้วไต่ขึ้นตลอด ระดับน้ำตาลสะสม HbA1c ไม่เคยต่ำกว่า 8.5% จนเริ่มมีไตเสื่อม และเสื่อมมากขึ้นเรื่อย ๆ มาตลอด 5 ปี เจอจอประสาทตาผิดปกติ
คำถามของผมที่ถามคนไข้คือ ขาดยาไหม ผู้ป่วยบอกว่า ไม่เคยขาด
ถามเรื่องการปฏิบัติตัว ผู้ป่วยตอบว่าก็ทำแบบเดิม ไม่ได้ควบคุมอะไร
ถามว่า ได้ศึกษารายละเอียดในสมุดเบาหวานไหม ผู้ป่วยให้คำตอบ เขาอ่านหนังสือไม่ออก (เพื่อนที่มาด้วยกันก็อ่านหนังสือไม่แตกฉาน)
ถามว่า ที่บ้านมีคนช่วยอ่านคู่มือและฉลากยาไหม ผู้ป่วยตอบว่ามีหลานน้อยอยู่ด้วยกัน เขาก็ไม่เคยอ่านให้ฟัง
ถามว่า มีการอบรมและสอนอาหารกับการปฏิบัติตัวไหม ผู้ป่วยตอบว่าเคยเมื่อนานมาแล้ว และไม่ได้อบรมอีก จำได้บ้างไม่ได้บ้าง ทำยาก
ถามว่า แล้วเวลาไปติดตามรักษา มีการเน้นย้ำเรื่องนี้ไหม ผู้ป่วยตอบว่า ส่วนมากก็มารับยา แล้วกลับ ไม่มีใครแนะนำ บอกแค่ว่า คุมอาหารหน่อยนะป้า และมาเจาะเลือดแล้วก็กลับ
ลุงหมอ ....🥲🥲🥲🥲🥲🥲🥲🥲🥲🥲🥲😢😢😢😢😢😢😢😢😣😣😣😣😣😣😣😣😣😣😣😣
ตกลงมันเป็นปัญหาเชิงบุคคลหรือเชิงระบบ เรายังมีผู้ป่วยที่ขาดโอกาสแบบนี้อีกมากไหม การพัฒนา medical literacy ของเราไปถึงไหน เราเดินทะลวงไปเป็น medical hub โดยทิ้งคนท้ายแถวไว้หรือเปล่า
GDP จะโตเพียงใด , soft power จะรุ่งแค่ไหน
ถ้า Hard Power คือ สุขภาพประชากร ยังเป็นแบบนี้ ......

26 กุมภาพันธ์ 2567

การป้องกันโรค การตรวจจับโรคในระยะต้น การคัดกรองมะเร็งพันธุกรรม

 เราหลงลืมอะไรกันไปไหม : การป้องกันโรค การตรวจจับโรคในระยะต้น

ผู้ป่วยสุภาพสตรี รูปร่างท้วม (ดัชนีมวลกาย 28) อายุ 60 ปี มีโรคประจำตัวเป็นเบาหวานควบคุมได้ดี ยังไม่มีบุตร มีอาการท้องผูกบ่อย ๆ เป็นพัก ร่วมกับมีอาการกลั้นปัสสาวะไม่ค่อยอยู่ ไอจามแล้วปัสสาวะเล็ดบ่อย มีอาการแบบนี้มาสามเดือน เมื่อสัปดาห์ก่อนมีอาการปัสสาวะไม่ออก ขัด ไปตรวจที่คลินิกได้กินยาฆ่าเชื้ออาการดีขึ้น วันนี้ท้องผูก เกิดความสงสัยมาตรวจ
ตรวจร่างกายพบว่าท้องบวม ๆ เคาะไม่พบน้ำในท้อง ตับม้ามไม่โต ไม่มีก้อนที่ใด ตรวจทางทวารหนักไม่พบก้อนที่ปลายนิ้วแต่สัมผัสก้อนอะไรบางอย่างได้นอกลำไส้
ส่งตรวจทางสูตินรีเวชพบว่ามดลูกปกติ ไม่มีก้อน มดลูกไม่หย่อน …ซึ่งไม่ได้อธิบายอาการเลย คงต้องสืบค้นอวัยวะแถว ๆ อุ้งเชิงกรานต่อ กระเพาะปัสสาวะหรือลำไส้
ผลเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์พบก้อนเนื้อลำไส้ส่วน sigmoid มีจุดที่ผนังช่องท้องและน้ำในท้อง ต่อมน้ำเหลืองในท้องโตหลายจุด
ผลชิ้นเนื้อพบเป็น adenocarcinoma หรือมะเร็งลำไส้ระยะลุกลาม
😣😣 ประวัติเพิ่มเติม ผู้ป่วยมีพี่น้องรวมตัวเองด้วยสามคน พี่สาวป่วยเป็นโรคมะเร็งลำไส้เสียชีวิตเมื่อสามปีก่อน ตอนนั้นพี่สาวอายุ 60 ปี 😣😣
จะเห็นว่าผู้ป่วยรายนี้เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ และมีประวัติครอบครัวใกล้ชิด (first degree relatives) เป็นมะเร็งลำไส้ ตอนที่พี่สาวเป็นมะเร็งนั้น ผู้ป่วยอายุ 56 ปี ร่างกายปกติดี และไม่ได้รับคำแนะนำให้เข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งแต่อย่างใด
คุณเห็นโอกาสที่หายไปไหมครับ
ปกติแล้วเราจะคัดกรองมะเร็งลำไส้ตั้งแต่อายุ 50 ปี โดยการตรวจอุจจาระประจำปี การตรวจยีน หรือจะส่องกล้องหรือจะถ่ายภาพเอ็กซเรย์ก็ตาม และหากว่าผู้ป่วยมีญาติพี่น้อง โดยเฉพาะลำดับ พ่อเม่-พี่น้องท้องเดียวกัน-ลูก เราจะเพิ่มความสำคัญในการคัดกรองกลุ่มผู้ป่วยเหล่านี้ สมควรอย่างยิ่งที่จะต้องทำ และอาจต้องทำเร็วกว่าอายุ 50 ปี (โดยทั่วไปนับอายุคนที่เป็นมะเร็งลบด้วยสิบ) และวิธีที่ใช้ควรเป็นการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่
เพราะหากเจอระยะต้น อาจจะแค่ตัดออกก็หาย ไม่ต้องให้ยามุ่งเป้า ไม่ต้องให้ยาเคมีบำบัดหรือฉายแสง
คุณภาพชีวิตของการผ่าตัดระยะแรก ดีกว่าต้องผ่าตัดให้ยาเมื่อเจอโรคที่มีผลแทรกซ้อน
ปัจจุบันส่องกล้องตรวจราคาถูกกว่าโทรศัพท์เรือธงเสียอีก แถมทำทุก 10 ปี เรายังผ่อนโทรศัพท์กันทุกปีสองปี ในราคาเครื่องกว่าสองหมื่น ดังนั้นถ้ามีข้อบ่งชี้การส่องกล้องก็ควรทำนะครับ
และฝากถึงคุณหมอและทีมดูแล หากพบมะเร็งที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม น่าจะต้องแนะนำครอบครัวเครือญาติเข้ารับการตรวจ และส่งตรวจตามที่ญาติผู้ป่วยมีสิทธิการรักษา อาจจะไม่ทำให้ญาติคนนั้นเสียโอกาสการรักษาเร็ว แถมยังเพิ่มโอกาสการมีชีวิตอย่างมีความสุขหากรักษาเร็วอีกด้วย

25 กุมภาพันธ์ 2567

Campbell's Biology

 รักแรกพบ

คุณเคยเจออะไรครั้งแรกแล้วประทับใจไม่ลืมแบบนี้ไหม นึกทีไรก็ประทับใจ แถมยังเสาะแสวงหามาครอบครองอีกด้วย
เรื่องการอ่านหนังสือ ผมก็ยอมรับและประมาณว่าตัวเองอ่านมากระดับหนึ่ง แต่ในระดับของเด็กจนถึงมัธยม หนังสือที่อ่านเกือบร้อยทั้งร้อยเป็นภาษาไทย ถ้าจะจากต่างประเทศก็ต้องแปลไทย ผมเคยบอกผู้อ่านหลายครั้งแล้วว่าผมอ่านหนังสือภาษาอังกฤษแบบจริงจังตั้งแต่ประถม นั่นคือ Charlie and The Chocolate Factory ต่อด้วยนิทานเด็กน้อยอีกหลายเล่ม ด้วยความที่เราอ่านไม่เก่ง อ่านไม่ออก และยุคนั้นหนังสือภาษาอังกฤษหายาก ราคาแพง สารานุกรมภาพสีภาษาอังกฤษนั้น ทางห้องสมุดจัดอยู่ในตู้หนังสืออ้างอิง ล็อกกุญแจ ยากมากที่จะอ่าน
แต่สำหรับนักเรียนผู้ช่วยบรรณารักษ์อย่างเรามันก็อีกเรื่องนึง มีกุญแจอยู่กับตัวนี่ครับ แอบอ่าน แอบเปิดซึ่งก็ภาพสวยดีนะ แต่ก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง
ยิ่งกับตำรา ภาษาไทยล้วน ๆ แน่นอน …จนเมื่อได้เจอ standard textbook ตอนเข้าเรียนมหาวิทยาลัยชั้นปีที่ 1 สมัยนั้นอาคารห้องสมุดรวมของศาลายาในสายตาของผมคือมันหรูมาก มีสามชั้น ตู้หนังสือสูงท่วมหัวเรียงราย มีโต๊ะเก้าอี้เพียบ ช่วงสอบเปิดให้อ่านจนดึกอีกด้วย สวรรค์ชัด ๆ
แต่เด็กท้ายห้องอย่างผมจะไปรู้จักอะไร นั่งเรียนไป ก็ได้ยินคุณครูพูดถึงหนังสืออ้างอิงที่ไปอ่าน แน่นอนไม่มีภาษาไทยเลยแม้แต่น้อย ในใจคิด มันคืออะไรฟระ ต่างประเทศเขาก็เรียนแบบเดียวกับเราหรือนี่ น่าสน
แต่ก็ยังไม่มากพอจะทำให้ลองอ่าน ก็บรรดาวิชาต่าง ๆ ที่อัดเข้ามา ผมว่าแค่ภาษาไทยก็ตามไม่ทันแล้ว จนกระทั่งวันหนึ่ง ได้ยินเสียงเพื่อนข้าง ๆ มันขิงเพื่อนข้าง ๆ มัน (เราแอบฟัง) บอกว่า "เฮ้ย มึงรู้ไหม ไอ้…(ตัวท้อปของรุ่น โคตรเก่ง) มันอ่านชีวะของแค้มป์เบลเลยนะ"
หือ..ชีวะของแค้มป์เบล มันคืออะไร ผมเคยไปหาอ่านหนังสือประกอบการเรียน เป็นชีววิทยาระดับมหาวิทยาลัย ของ อ.เชาวน์ ชิโนรักษ์ ยังจำได้จนตอนนี้ หนังสือกระดาษปรูฟ เล่มหนามาก และขอบคุณอาจารย์เชาวน์ ที่ทำให้สอบผ่านมาได้ครับ
สงสัยต้องลองดู มันอ่านเล่มนี้หรือนี่ มันถึงเก่ง …ไอ้เราก็อยากบ้าง คือว่าคณะที่เรียนนี่นะครับ ตัดเกรดแยกจากคณะอื่น มาคิดเกรดเฉพาะคณะนี้เดี่ยว ๆ แล้วคุณมองรอบข้าง แม้จะไม่ได้รู้จักหน้าค่าตามาก่อนเลย แต่พอรู้แหละว่าพวกนี้ ทีมชาติ ถ้าไม่อ่านเราจะล่องจุ๊นไหมเนี่ย คราวนี้แหละครับ ที่อยากรู้ว่าตำรามาตรฐานต่างประเทศมันเป็นอย่างไรก็ได้รู้
ตัดภาพมาที่ห้องสมุด
มันก็ไม่ได้หายากนะครับ เจ้า Campbell's Biology แถมมีหลายเล่มเรียงกัน เรียบสวย เลขรหัสประจำเล่มยังเรียงกันเลย ด้วยประสบการณ์ในห้องสมุดทราบเลย แสดงว่ามันไม่มีใครมาหยิบยืมไปมากนัก นึกในใจ โธ่ นี่ตรูโดนขิงหรือนี่ แต่ไหน ๆ ก็มาแล้ว ลองหยิบไปอ่าน
ความรู้สึกแรกคือ หนักมาก หนามาก ใหญ่เทอะทะ มันไม่น่าจะเป็นตำราที่ "เป็นที่นิยม" ได้เลย ปกสวย กระดาษเป็นกระดาษอาร์ตเลยนะครับ พิมพ์สี่สีสดทั้งเล่ม ตำราไทยระดับเดียวกันสมัยนั้นยังหายากเลยครับ และพอเปิดเข้าไป
เออ ภาษาที่ใช้สำหรับวิชาในมหาวิทยาลัยมันก็ไม่ได้ยากซับซ้อนอะไร พออ่านได้นี่นา ก็เลยพลิกไปหน้าที่ตรงกับบทเรียนปัจจุบัน แล้วเริ่มอ่าน นั่นคือวินาทีแรกที่ได้อ่าน standard textbook ภาษาอังกฤษ
คือมันดีมากเลย เริ่มต้นด้วย ความเป็นมาที่ว่าทำไมเราต้องรู้เรื่องนี้ มันสำคัญตรงไหน หรือส่วนเปิดเรื่องที่น่าสนใจ หลังจากนั้นเนื้อหาจะขยับต่อไปตามลำดับ แบ่งออกเป็นส่วน ๆ ที่ชัดเจน มีภาพประกอบ มีตารางที่ช่วยให้เข้าใจได้จริง มีไดอะแกรมที่ตอนนั้นคิดว่า โห..คนเขียนนี่เก่งมาก เขียนรูปเดียว อธิบายได้ครบหมดเลย จำได้เลยว่ารูปนั้นคือ Kreb's Cycle แห่งการสันดาปพลังงานในเซลล์
อ๋อ ..สารตั้งต้นตัวนี้มาจากที่นี่ เข้าตรงนี้ มีลูกศรโยงจำนวนพลังงานที่ได้แต่ละขั้นตอนมารวมกัน พออ่านจบถึงเข้าใจว่า 38 ATP มันมาได้ไง มีการคิดสมการพิสูจน์ให้เห็นว่า ทำไมจึงได้แบบนี้ ไม่ใช่ได้มาจากเขาบอกหรือต้องจำ
เฮ้ย..มันเจ๋ง มันดี มันเข้าใจ นั่งอ่านอ่านจนจบเรื่องเซลล์เลย
ไม่พอ คำถามท้ายบท เป็นคำถามแบบ ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น เพราะอะไรจึงเป็นแบบนี้ ไหนนักเรียนอธิบายสิ ซึ่งมันชวนคิดมาก และชวนให้กลับไปค้นว่า ทำไมวะ (ถึงตอบผิด) ต่างจาก ก ข ค ง ที่เคยผ่านมาชัดเจน
หิวข้าวแล้ว ก็เลยปิดและไปวาง ผมขอสารภาพว่าไม่ได้ไปวางตรงชั้นวางหลังอ่าน แต่เดินไปเก็บที่ชั้นเลยด้วยความเคยชิน ไม่ได้ยืมไปอ่านด้วย ตอนนั้นกลัวเป็น..จุดเด่น ประมาณว่า โห มันอ่านเท็กซ์ว่ะ เลยมานั่งอ่านที่ห้องสมุดเอา ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรอายนะครับ ใครอ่านอยู่ ถ้าทำเรื่องที่ดี โดยที่คนอื่นไม่เดือดร้อน ก็ไม่ต้องอายอะไร
นั่นคือครั้งแรกที่ได้เปลี่ยนโลก รู้จักตำรานานาชาติ หลังจากนั้นก็เริ่มสะสมทักษะการอ่าน การวิเคราะห์ การอ่านวารสาร การฟังบรรยาย จนได้มาเป็นวันนี้ ขอบอกเคล็ดลับนะครับ ถ้าเราอ่าน textbook ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อไม่ได้ไปสอบ อ่านทบทวน อ่านเอาความรู้ ผมว่าตำราภาษาอังกฤษมาตรฐาน อ่านเข้าใจกว่า ง่ายกว่า สนุกกว่า ตำราภาษาไทยครับ และถ้าได้อ่านไทยคู่อังกฤษ ก็จะได้เรียนรู้ถึงวิธีคิดของคนเขียนตำราภาษาไทยเพิ่มอีกด้วยครับ
หลายปีต่อมา เห็นเล่มนี้วางขายที่ศูนย์หนังสือจุฬา ก็ไม่กล้าซื้อ ด้วยความที่ราคาแพง และคิดว่าคงไม่คุ้มเท่าไร เราเอามาใช้น้อย เอาเงินไปซื้อตำราอายุรศาสตร์คุ้มกว่า จนได้มาเจอเล่มนี้ในกลุ่มขายหนังสือมือสอง ขอดูสภาพแล้วพบว่ามันเจ๋งมากกับราคาเท่านี้ (ไม่กี่ร้อย,) จึงสอยมาเป็นสินทรัพย์ทางปัญญาต่อไปครับ

23 กุมภาพันธ์ 2567

ทิชชู ไม่ได้ทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูก

 ทิชชู ไม่ได้ทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูก

1. มะเร็งปากมดลูก เกิดจากพันธุกรรมเสี่ยง และติดเชื้อไวรัส HPV
2.HPV มาจากเพศสัมพันธ์เป็นหลัก
3.ควรฉีดวัคซีน HPV ก่อนมีเพศสัมพันธ์
4.โอกาสติด HPV จากการใช้ทิชชูเช็ดอวัยวะเพศภายนอก แทบเป็นศูนย์ ไม่ว่าทิชชูอะไรบนโลกก็ตาม
5. จากการเช็ดทิชชู มากสุดก็ติดเชื้อปัสสาวะ ถ้าเช็ดปนเปื้อนจากหลังมาหน้า หรือขยี้แรงเกิน
6.และไม่ควรนำทิชชูใช้แล้วมาเช็ดซ้ำ
7. ป้องกันมะเร็งให้ฉีดวัคซีน HPV และตรวจจับระยะต้นด้วยการตรวจภายใน ตรวจเซลล์และไวรัส HPV ฉีดแล้วก็ยังต้องตรวจ
8. ไม่มีเพศสัมพันธ์ก็เกิดมะเร็งได้ (สัดส่วนน้อย) อย่างไรก็ควรฉีดวัคซีนและตรวจภายใน

บทความที่ได้รับความนิยม