19 กุมภาพันธ์ 2564

ค้อนทางการแพทย์

 ค้อนทางการแพทย์

Reflex hammer คือ ค้อนปลายยาง ที่เอาไว้ตรวจปฏิกิริยาสนองตอบของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ เช่น เคาะที่เข่า (จะเคาะตรง tendon หรือส่วนเอ็นยึดเกาะกระดูกและกล้ามเนื้อ) หรือเคาะที่กล้ามเนื้อ เป็นการตรวจการส่งสัญญาณไปกลับระหว่าง muscle spindle ส่งสัญญาณผ่านประสาทนำความรู้สึก เข้าไปที่ไขสันหลัง แล้วส่งกลับมาทันทีกับประสาทควบคุม ส่งมาที่กล้ามเนื้อมัดนั้น

โดยทั่วไปมักจะใช้แยกรอยโรคในทางประสาทวิทยา เป็นการตรวจร่างกายพื้นฐานของหมอทุกคน

ส่วนหัวจะเป็นยาง กันเจ็บ ส่วนปลายจะเป็นโลหะปลายเรียว ไม่แหลม เอาไว้ขูด หรือเขี่ยผิวหนัง เพื่อตรวจรีเฟล็กซ์ผ่านเส้นประสาทรับความรู้สึกที่ผิวหนัง หรือใช้ขูดฝ่าเท้าตรวจ Babinski's Sign

เรามารู้จักค้อนแบบต่าง ๆ

1. Taylor คือสิ่งที่เราคุ้นเคยกันดี คิดโดย John Maddison Taylor ชาวอเมริกัน อย่าลืมตรวจดูสภาพยางแดงนะครับ บางอันแข็งมาก บางอันแตกจนมีรอยคม ข้อดีคือพกง่ายมาก ข้อเสียคือต้องเหวี่ยงให้เป็น นิยมมากในฝั่งอเมริกา

2. Queen Square อันนี้น่าจะเป็นไม้เคาะรีเฟล็กซ์ที่มีประวัติยาวนานที่สุด คิดค้นโดยคุณพยาบาล Wintle ที่โรงพยาบาล Queen Square ประเทศอังกฤษ แรกเริ่มก้านเป็นไม่ไผ่ ต้องออกแรงมาก ปัจจุบันเป็นยางแข็ง ใช้แรงไม่มากแต่เคาะได้แรงดี ตัวไม้ถือกำเนิดในอังกฤษจึงนิยมใช้ในฝั่งอังกฤษและยุโรป

3. Tromner จะมีสองปลาย ปลายใหญ่เอาไว้เคาะรีเฟล็กซ์ที่เส้นเอ็นเหมือนอันอื่น ปลายเล็กไว้เคาะกล้ามเนื้อ ตรวจ myotonic พกยาก หนัก แพงมาก และเวลาเคาะต้องเล็งดี ๆ เพราะพื้นที่สัมผัสแคบ คิดค้นจากคุณหมอชาวเยอรมัน Ernst Tromner (คนเดียวกับที่คิด Tromner's sign)

4. Babinski ดูเผิน ๆ เหมือนของ Queen แต่ปลายยางไม่ได้ตั้งฉากกับก้าน จะราบไปตามแนวก้าน เวลาเคาะก็คล้ายกับของ Queen แค่ทิศปลายค้อนมันเปลี่ยนทิศเท่านั้น บางยี่ห้อเป็นทรานสฟอร์เมอร์ สลับเกลียวเปลี่ยนได้ทั้งแบบ Babinski และแบบ Queen ก็ออกแบบมาจาก Joseph Babinski ก็คนที่คิด Babinski's sign นั่นแหละ

5. Kaori อันนี้ถือว่าพลังสูงที่สุดในบรรดาค้อนทั้งหมด พกง่ายมาก สามารถปรับรูปร่างได้ดี คุณเคยเห็นร่อยรอยการพกพาของคาโอริไหมล่ะ แถมแม่นยำมาก

คุณล่ะ ชอบค้อนอันไหน

ไม่มีคำอธิบายรูปภาพ

18 กุมภาพันธ์ 2564

สุดยอดตำรายาต้านจุลชีพ ภาษาไทย จากสมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย

 สุดยอดตำรายาต้านจุลชีพ ภาษาไทย จากสมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย

สองเล่มปกแข็ง สำหรับวางบนโต๊ะ บนชั้น ได้รวบรวมข้อมูลทั้งหมดของยาต้านจุลชีพ ทั้งยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา ปรสิต ครบถ้วน ทุกตัว ทุกกลุ่ม

เขียนโดยบรรดาคณาจารย์โรคติดเชื้อ ดังนั้น เนื้อหาจะเน้นเรื่องการใช้งานทางคลินิกเป็นหลัก ด้านเภสัชวิทยาอาจไม่ได้ลงลึกมากนัก (แต่ก็ระดับโมเลกุลเลยทีเดียว)

เหมาะกับ ..บุคลากรทางการแพทย์ทุกคน ทุกระดับ รับรองว่ามีการใช้ยาต้านจุลชีพกันอย่างแน่นอน **อ่านง่าย ใช้ศัพท์ไม่ยากครับ** และน่าจะครอบคลุมทุกยาและทุกโรคติดเชื้อในไทยที่เราจะหยิบใช้กันได้

เล่มแรกจะมีส่วนของพื้นฐานเภสัชวิทยาที่สำคัญในโรคติดเชื้อ เช่น ยาออกฤทธิ์จุดใด จะได้เข้าใจการออกฤทธิ์และกลไกการดื้อยา เรื่องเภสัชจลน์ศาสตร์ จะได้เข้าใจการบริหารยา การขับยา การเมตาบอลิซึ่ม

หลังจากนั้นจะว่าด้วยยาแต่ละกลุ่ม และแต่ละตัวในกลุ่ม ว่าแต่ละตัวทำงานอย่างไร ครอบคลุมเชื้อใด มีข้อบ่งชี้อะไร แต่ละข้อบ่งชี้ใช้ยาขนาดเท่าไร นานแค่ไหน จะบริหารยาอย่างไรดี มีข้อควรระวังอะไร เรียกว่า ถ้าสงสัย- เปิดอ่าน-จบ-ใช้ได้ทันที ที่สำคัญ...**ครบทุกตัวจริง ๆ **

กระดาษอาร์ตอย่างดี สองเล่ม เล่มละ 800 บาทครับ ผมใช้เป็น reference มาจนปัจจุบัน (ไม่ได้เปิด Goodman & Gillman อีกเลย)

ต้องมีครับ ใช้เป็นอ้างอิงได้ ใช้ประกอบการทำงานก็ได้




หนองในก็ดื้อยา

 หนองในก็ดื้อยา

ประกาศล่าสุดจากศูนย์ควบคุมโรคติดต่อสหรัฐ เรื่อง การใช้ยารักษาหนองใน เนื่องจากตรวจพบหนองในดื้อยามากมายจนไม่สามารถใช้ยาขนาดเดิมได้อีก ต้องปรับมาใช้ขนาดใหม่ ซึ่งจริง ๆ แล้วเรื่องนี้ประเทศไทยเราปรับมาสักพักแล้วนะ

เดิมการรักษาโรคหนองใน ใช้ยาฉีด ceftriaxone ขนาด 125 มิลลิกรัมเข้ากล้ามครั้งเดียว และตามคู่นอนมารักษา ต่อมาเชื้อดื้อยามากขึ้นและปรับขนาดเพิ่มเป็น 250 มิลลิกรัม (sanford 2020 ยังแนะนำขนาดนี้) จนวันนี้ปรับขนาดขึ้นอีกเป็น 500 มิลลิกรัมฉีดเข้ากล้ามเนื้อ ครั้งเดียว ขอบอกว่าปริมาณ 500 มิลลิกรัมนี่ค่อนข้างเยอะและปวด ในทางปฏิบัติต้องผสมยาชาด้วยเสมอ

** ที่สำคัญให้ตามคู่นอนมารักษาด้วย **

ถ้าแพ้ยาเพนิซิลิน เซฟาโลสปอร์ริน ให้ใช้ยา gentamicin 240 มิลลิกรัมเข้ากล้ามครั้งเดียว ร่วมกับยากิน azithromycin ขนาด 2 กรัมกินครั้งเดียว

ไม่แนะนำยากิน -floxacin อีกต่อไปเพราะดื้อหมดแล้ว และที่สำคัญคือการป้องกันนะครับ สวมถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ และตามคู่นอนมารักษา ไม่ได้หมายความว่าคุณต้องมีคู่นอนหลายคน บางทีก็ติดสลับกันไปมา ๆ สองคนนี่แหละ จึงต้องรักษาทั้งคู่

"หนองในยังดื้อยา ถ้ายอมให้สบตา..จะไม่ดื้อเลย"

Kuehn BM. Updated Recommendations for Gonorrhea Treatment. JAMA. 2021;325(6):523. doi:10.1001/jama.2021.0241

ไม่มีคำอธิบายรูปภาพ

17 กุมภาพันธ์ 2564

คุยเรื่องวารสาร การใช้ statin ในผู้สูงวัย

คุยเรื่องวารสาร การใช้ statin ในผู้สูงวัย

 สำหรับวารสาร meta analysis จาก lancet อันนี้ ผมถือว่าค่อนข้างครบเครื่องเลยครับ เพราะมีครบและรวบรวมการศึกษาในหลายช่วงเวลา พาดผ่านช่วงเวลาที่เราไม่ใช้ statin คือมีการเทียบกับยาหลอกด้วย และพาดผ่านช่วงเวลาที่การใช้ statin ค่อนข้างแพร่หลาย ทำให้เกิดการเทียบสองลักษณะ คือ ใช้กับไม่ใช้ และใช้ขนาดต่ำและขนาดสูง และข้อนี้เองก็เป็นจุดด้อยของมันเพราะต้องใช้ random effect model ที่มีความแปรปรวนข้อมูลกว้างสักหน่อย


สิ่งที่พบคือ กระทั่งทำ meta-analysis จำนวนผู้สูงวัยที่อายุมากกว่า 75 ปี ก็ยังมีแค่ 8% เพราะอย่างที่เล่าให้ฟังแต่ต้นว่า การศึกษามักจะไม่ค่อยรวมผู้สูงวัยเกิน 75 เข้ามา เนื่องจากอัตราการตายสูง โอกาสที่ยาจะแสดงผลจะต้องใช้จำนวนผู้เข้าร่วมจำนวนมาก และต้องมีผู้ที่เสี่ยงต่ำกับเสี่ยงสูงปะปนกัน ในทางปฏิบัติทำยากเพราะผู้สูงวัยเสี่ยงมากอยู่แล้ว

ระยะติดตามโดยเฉลี่ยคือ 5 ปี ซึ่งเป้าหมายเขากำหนดของดูการศึกษาแค่สองปีก็พอ เพราะช่วงอายุของผู้สูงวัยไม่ได้ยาวนานมาก หากเราไปดูผลการศึกษาที่จะเห็นประโยชน์ที่ 5 ปี บางทีมันก็อาจนานเกินไปกว่าที่จะพบประโยชน์แล้วสำหรับเขา

ตัวเลขออกมาว่า การใช้ statin ในผู้สูงวัยลดอัตราการเกิดโรคหลอดเลือด 21% ต่อ LDL ที่ลดลง 1 mmol/L หรือประมาณ 40 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร เป็นอัตราที่น้อยกว่าวัย 40-60 ปีก็จริง แต่ว่าน้อยกว่ากันแค่ 10-15% เท่านั้นเอง และอย่าลืมว่าตัวเลขการลดความเสี่ยงใกล้เคียงกัน แต่ผู้สูงวัยมีความเสี่ยงกว่าเยอะมาก ก็แสดงว่า การลดความเสี่ยงด้วยการใช้ยา ได้ผลจริง ๆ นะครับ และไม่ว่า statin ขนาดสูงหรือขนาดกลางก็ลดความเสี่ยงได้พอกัน 

เนื่องจากความเสี่ยงที่ลดลง วัดจาก MACE ที่เป็น composite endpoint ถามว่าแล้วจากข้อมูล มันลดอะไรมากกว่า คำตอบจาก retrospective study จากอ้างอิงในวารสารข้อสอง และการศึกษาแบบ case-control ในเกาหลีตามวารสารอ้างอิงข้อที่สาม ระบุว่า สิ่งที่ยาช่วยปกป้องได้มากคือ โอกาสการเกิดอัมพาต และการเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือด สองอันนี้เด่นและมีนัยสำคัญมากกว่าโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ (ก็ลดลงนะครับ แต่ไม่ได้มี magnitude เท่า non fatal stroke และ CV death) แถมประโยชน์ก็เห็นได้ชัดเจนตั้งแต่สองปีแรกเลย

คำอธิบายว่าทำไมหลอดเลือดหัวใจตีบดูไม่ค่อยลดลง คำอธิบายว่า เพราะส่วนหนึ่งมีหลอดเลือดหัวใจตีบอยู่แล้วในตอนเริ่มต้นนั่นเอง มันวัดยากครับ ไม่เหมือนอัมพาตที่วัดได้ง่ายกว่า

และตัวเลขการลดความเสี่ยงการเกิด MACE คือ 25% เมื่อเทียบกับการไม่ได้ statin เพราะรูปแบบการศึกษาก็มีความโน้มเอียงสูง และไม่ได้รวมแนวทางยุคปัจจุบันที่มีการคำนวณความเสี่ยงและการใช้ statin อย่างแพร่หลาย ทำให้น้ำหนักของสองวารสารอ้างอิงนี้ยังสู้ meta analysis ในข้อแรกไม่ได้  แต่บอกเราว่า ข้อมูลมันไปในทางเดียวกัน  

ด้วยความที่ยุคปัจจุบัน มีการใช้เครื่องมือคำนวณความเสี่ยงเช่น Thai CV risk, ASCVD risk ทำให้คนยุคปัจจุบันได้รับ statin เร็วขึ้นและด้วยปริมาณมากขึ้น การจัดการเรื่องยา ความคิดการลดความเสี่ยง มันเปลี่ยนไปจากอดีตมาก เราจึงต้องรอการศึกษาในยุคปัจจุบัน ใช้สถานการณ์ ณ เวลาปัจจุบัน แนวทางปัจจุบัน กับกลุ่มประชากรยุคใหม่ที่ superhealthy มากกว่าเดิม ซึ่งคือการศึกษาแบบ prospective RCTs เรียกว่า ทันสมัยกว่าและน่าเชื่อกว่า รวมทั้งเน้นเรื่องการศึกษาในผู้สูงวัยโดยเฉพาะ แต่ต่างจากการศึกษาที่ผ่านมา ที่ผลของผู้สูงวัยเป็นเพียงแค่ "ติ่ง" ของการศึกษาเท่านั้น นั่นคือ STAREE และ PREVENTABLE 

และมีความคิดการใช้ CTA coronary ร่วมกับ Coronary Artery Calcium scoring มาใช้จัดลำดับความเสี่ยงแทนที่ตัวคำนวณทั้งหลายที่มีสัดส่วนจากผู้อายุเกิน 75 ปี จำนวนไม่มาก ... เหตุที่ต้องใช้เพราะ ข้อมูลต่าง ๆ บอกว่าการปกป้องปฐมภูมิจะมีผลมากกว่าเมื่อความเสี่ยงต่ำนั่นเอง การระบุความเสี่ยงว่า "ต่ำ" หรือไม่ อาจต้องใช้ CAC แทนที่การคำนวณแบบต่าง ๆ ที่เราใช้กัน

สำหรับเรื่องที่เราให้ความสำคัญคือ ผลข้างเคียงจากการใช้ยา จากข้อมูลรวบรวมในชุดเดียวกับที่พิสูจน์ประโยชน์จากยา ก็บอกว่า ได้รวบรวมข้อมูลความปลอดภัยของยาเอาไว้ด้วย ซึ่งถามว่าความน่าเชื่อถือมากไหม ก็ต้องบอกว่าไม่มาก เพราะหลายการศึกษาที่นำมารวบรวม ก็ไม่ได้ระบุความปลอดภัยเป็นเป้าหมายการศึกษาที่จะต้องออกแบบคำตอบทางสถิติ เพียงแต่เก็บผลที่เกิดขึ้นจากการศึกษา แต่มันจะเป็นจริงหรือบังเอิญ มันบอกไม่ได้ 

ผลข้างเคียงที่เรากลัวกันมาตลอดเกี่ยวกับ statin ก็รับการรวบรวมและบอกว่า สิ่งที่เรากังวลนั้นพบน้อยมากและไม่ได้รุนแรง คือ อาการปวดเมื่อกล้ามเนื้อ ส่วนเรื่อง มะเร็ง ไทรอยด์เป็นพิษ เลือดออกในสมอง เบาหวานที่เกิดมาใหม่ มะเร็ง สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ไม่ได้พบมากขึ้นในผู้สูงวัย แต่อย่าลืมว่า สัดส่วนปริมาณผู้สูงวัยในการศึกษาที่ผ่านมายังน้อยแถมการรวบรวมก็ไม่ได้ชัดเจนเหมือนประสิทธิภาพด้านบวก อย่างไรก็ต้องรอ STAREE และ PREVENTABLE 

ในสถานการณ์จริงที่ปรากฏใน PALM registry ที่ปรากฏในบทความอ้างอิงที่ 5 ที่บันทึกข้อมูลจริง ที่ไม่ได้กำหนดหรือตัดทอนใด ๆ อย่างที่ทำในการวิจัย แถมมีจำนวนผู้ที่อายุเกิน 75 ปีอยู่ถึง 25%  พบมีการใช้ยาเพื่อ primary และ secondary  prevention ในผู้สูงวัยที่ไม่ได้มีจำนวนน้อยไปกว่าคนที่อายุน้อยกว่า 75 ปีเลย เรียกว่า อายุไม่มีผลต่อการสั่งจ่ายยาตามข้อบ่งชี้ ส่วนผลของการลดความเสี่ยงคือผลลัพธ์ของการใช้ยาก็ออกมาพอ ๆ กับตัวเลขจากการศึกษาวิจัย คือ ลดลงประมาณ 20-25% เมื่อเทียบกับ กลุ่มที่ไม่ใช้ยา ... แต่ในกรณีนี้ กลุ่มที่ไม่ใช้ยาอาจจะเพราะว่าความเสี่ยงต่ำกว่า (อย่าลืม นี่ไม่ใช่งานวิจัย แต่คือเก็บข้อมูลจริง)  จึงเลือกไม่ใช้ยาก็เป็นได้ ข้อมูลจาก registry จึงเอามาเปรียบเทียบประสิทธิภาพไม่ได้ ระหว่าง กินยากับไม่กินยา หรือกินยาขนาดต่ำกับขนาดสูง 

บอกได้แค่ว่า เมื่อมีการใช้ยาในผู้สูงวัยในสถานการณ์จริง ตัวเลขการปกป้องและลดความเสี่ยงก็ออกมาพอ ๆ กับจากการศึกษาวิจัยนั่นเอง

อธิบายมาเสียยืดยาว ก็บอกได้นะครับ ว่าการใช้ยา statin เพื่อลดความเสี่ยงการเกิดโรคหลอดเลือดในผู้ที่อายุมากกว่า 75 ปี มีประโยชน์จริง และรอการยืนยันอย่างหนักแน่นด้วยข้อมูลจาก RCTs ที่กำลังทำอยู่ในขณะนี้ครับ แต่ถ้าข้อมูลอันใหม่ออกมาว่า ประโยชน์ไม่มีจริง หรือไม่มากอย่างที่ข้อมูลเก่า ๆ บอกไว้ ก็จะมานำเสนอกันอีกครั้งครับ 

ที่มา ทั้งหมดผมเลือกที่ฟรีและน่าเชื่อถือครับ ที่เป็น webference มีความสำคัญคือ รายชื่อวารสารอ้างอิงครับ
1. Efficacy and safety of statin therapy in older people: a meta-analysis of individual participant data from 28 randomised controlled trials. The Lancet.VOLUME 393, ISSUE 10170, P407-415, FEBRUARY 02, 2019

2. Nicholls SJ, Nelson AJ. Statins for Primary Prevention in the Elderly: The Importance of Rigorous Evidence. JAMA. 2020;324(1):45–46. doi:10.1001/jama.2020.8390

3. Statins for primary prevention in adults aged 75 years and older: A nationwide population-based case-control study. Atherosclerosis. VOLUME 283, P28-34, APRIL 01, 2019



6. Treatment with Statins in Elderly Patients.Medicina (Kaunas). 2019 Nov; 55(11): 721.


การใช้ statin ในผู้สูงวัย

 กับคำถามและความสงสัยของผู้ป่วยและญาติ ว่าการใช้ statin ในผู้สูงวัยจะยังมีประโยชน์หรือไม่ 

ก่อนจะตอบคำถาม ต้องบอกก่อนว่า ในบรรดาข้อมูลการศึกษาวิจัยเรื่องการใช้ยาลดไขมัน การลดความเสี่ยง การป้องกันโรคต่าง ๆ มักจะไม่รวมผู้สูงวัยเข้ามาในการศึกษาด้วย เกณฑ์ที่เรามักจะพบคือ ไม่รับผู้ที่อายุมากกว่า 75 ปี เข้ามาในการศึกษา ด้วยสาเหตุที่ว่าผู้สูงวัยนั้นมักจะมีโรคร่วมอื่นมากมาย ทำให้มารบกวนผลการศึกษาได้ โดยเฉพาะอัตราการเสียชีวิต ยังไม่นับถึง อาการต่าง ๆ ที่ไม่ตรงไปตรงมา วินิจฉัยยาก มียาที่ใช้หลายชนิดที่ไม่สามารถเข้าร่วมการศึกษาได้  

และที่สำคัญคือ ปัจจัยของอายุ ที่เมื่ออายุมากแล้ว การเสียชีวิตจะพบมาก อัตราการพิการก็พบมาก ตามอายุ ดังนั้นการศึกษาต้องมี age- adjusted ซึ่งเมื่ออายุมาก ๆ แล้วอัตราการเสียชีวิตก็จะไม่มีอะไรมาปรับแต่งมันได้


แล้วข้อมูลเรื่องการใช้ยาลดไขมันลดความเสี่ยงล่ะ เรามาติดตามกัน

สำหรับการใช้ยาเพื่อลดความเสี่ยง "หลังจากเกิดโรค" ที่เรียกว่า secondary prevention พบว่ามีประโยชน์ชัดเจน ไม่ต่างจากคนหนุ่มสาวมากนัก เว้นแต่ระดับการปกป้องจะไม่ยิ่งใหญ่เท่า แม้ความเสี่ยงจะสูงมากกว่าคนหนุ่มสาว แต่ปัจจัยต่าง ๆ ทำให้ประโยชน์มันน้อยกว่า


ประเด็นที่ถกเถียงกันมากคือ primary prevention หรือการป้องกันก่อนเกิดโรค การศึกษาส่วนมากแทบจะไม่รวมผู้สูงวัยมากเข้าไปในการศึกษาเพราะต้องใช้เวลาในการติดตามนานกว่าจะเห็นผล ดังนั้นข้อมูลที่ได้จะมาจาก การติดตามข้อมูลสุขภาพ การติดตาม(ไม่ได้ทดลองแบบคุมปัจจัยเสี่ยง) การวิเคราะห์ข้อมูลย่อยมาจากการศึกษาใหญ่ (ความแม่นยำจะลดลง) หรือการศึกษาวิเคราะห์ย้อนหลัง 

ผลออกมาว่า ประสิทธิภาพในการลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด จากการใช้ยาลดไขมันนี้ลดลงจากการไม่ใช้ยาประมาณ 20-30%  โดยเฉพาะในกลุ่มที่ความเสี่ยงน้อยหรือไม่มีความเสี่ยง เพราะหากเสี่ยงสูงการลดอัตราตายจะไม่ยิ่งใหญ่เท่า อันนี้จะต่างจากคนหนุ่มสาว (40-75 ปี) โดยที่ผลข้างเคียงของยาต่าง ๆ ไม่ได้ต่างไปจากกลุ่มที่ไม่ใช้ยา


แต่โดยทั่วไปเมื่อคำนวณความเสี่ยงออกมาแล้ว ผู้สูงวัยก็มักจะมีความเสี่ยงสูงอยู่ดี ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า การใช้ยา statin ในผู้สูงวัย ยังคงได้ประโยชน์ แม้จะไม่ได้ยิ่งใหญ่เหมือนกลุ่มอายุ 40-75 แต่ก็ช่วยลดการเกิดโรค อัตราการตายและรักษาคุณภาพชีวิตได้ และก็ไม่ควรลังเลที่จะให้ยา **หากมีความจำเป็นที่ต้องให้**  ย้ำว่าไม่ใช่แจกยานะครับ ต้องอธิบายให้คนไข้เข้าใจด้วยว่ากินเพื่ออะไร ลดความเสี่ยงอะไร ได้มากเท่าไร และต้องปรับยาตามการทำงานของร่างกายและปฏิกิริยาระหว่ายาครับ


ข้อมูลที่ได้มาจะอยู่ในยุคก้ำกึ่งระหว่างแนวทางการใช้ยาลดไขมันเพื่อลดความเสี่ยงแบบเก่าและแบบใหม่ (แบบใหม่คือ คำนึงถึงความเสี่ยงเป็นหลัก) ยุคเก่าจะไม่ได้มีปรัชญาการลดความเสี่ยงที่เข้มข้นขนาดนี้ ดังนั้นข้อมูลในอ้างอิงจะดูไม่ค่อยไปในทางเดียวกันนัก  อีกอย่างคือ ปัจจุบันคนเรามีอายุมากขึ้น การคาดเดาประโยชน์ต่าง ๆ จากยาและการรักษาย่อมเปลี่ยนไป ตัวอย่างเช่น เรื่องการคำนวณความเสี่ยงโดยใช้ ASCVD calculator จะคิดในช่วงอายุแค่ 40-75 ตามข้อมูลการศึกษา แต่ปัจจุบันมีการใช้เอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์และวัดค่า coronary artery calcium score ที่น่าจะช่วยบอกปัจจัยเสี่ยงได้ดีในผู้ที่สูงวัยกว่า 75 ปีที่ยังไม่มีการคำนวณมาตรฐาน


เรากำลังรอการศึกษาอีกสองการศึกษาที่ตั้งเป้าวัดผลการป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดแบบก่อนเกิดโรคในคนที่อายุมากกว่า 75 ปี โดยใช้ยา atorvastatin ในขนาด 40 มิลลิกรัมต่อวัน ติดตามประมาณ 4 ปี ชื่อการศึกษา STAREE และการศึกษาผลของการใช้ atorvastatin 40 มิลลิกรัมต่อวัน ในการป้องกันโรคก่อนเกิดโรคในคนอายุเกิน 75 ปี โดยวัดผลเรื่องระบบสมองเสื่อมเป็นหลัก โดยมีการวัดผลด้านหัวใจและหลอดเลือดเป็นเรื่องรอง ชื่อการศึกษา  PREVENTABLE


ใครอยากอ่านสรุปแต่เวลาน้อยแนะนำที่เว็บในข้อ 4 แล้วไปคลิกเพิ่มจากอ้างอิงครับ ส่วนวารสารข้อ 1 ถือว่าเป็นหลักที่ "ต้อง" อ่านเลยนะครับ


ที่มา ทั้งหมดผมเลือกที่ฟรีและน่าเชื่อถือครับ ที่เป็น webference มีความสำคัญคือ รายชื่อวารสารอ้างอิงครับ

1. Efficacy and safety of statin therapy in older people: a meta-analysis of individual participant data from 28 randomised controlled trials. The Lancet.VOLUME 393, ISSUE 10170, P407-415, FEBRUARY 02, 2019

2. Nicholls SJ, Nelson AJ. Statins for Primary Prevention in the Elderly: The Importance of Rigorous Evidence. JAMA. 2020;324(1):45–46. doi:10.1001/jama.2020.8390

3. Statins for primary prevention in adults aged 75 years and older: A nationwide population-based case-control study. Atherosclerosis. VOLUME 283, P28-34, APRIL 01, 2019

4.https://www.tctmd.com/news/statin-benefits-confirmed-elderly-along-harmful-effects-high-cholesterol

5.https://www.acc.org/latest-in-cardiology/articles/2020/10/01/11/39/statin-therapy-in-older-adults-for-primary-prevention-of-atherosclerotic-cv-disease

6. Treatment with Statins in Elderly Patients.Medicina (Kaunas). 2019 Nov; 55(11): 721.




บทความที่ได้รับความนิยม