21 กันยายน 2563

ดื่มไวน์แดงปริมาณน้อย ๆ ดีต่อสุขภาพหัวใจ ตกลงว่าจริงหรือไม่

 จากคำถามจากทางบ้านว่า เคยได้ยินคำแนะนำว่าดื่มไวน์แดงปริมาณน้อย ๆ ดีต่อสุขภาพหัวใจ ตกลงว่าจริงหรือไม่อย่างไร


เรื่องนี้เป็นเรื่องของความจริง การตีความ และความเห็น ผมไปอ่านและค้นคว้ามาจากหลาย ๆ ที่ที่คิดว่าน่าเชื่อถือ และตามไปดูข้อมูลเปเปอร์ที่มาว่าเป็นอย่างไร และมาสรุปให้เป็นกลางที่สุด มุ่งหวังจะบอกเล่าให้ทราบ ส่วนจะนำไปปฏิบัติอย่างไร อันนี้ขึ้นกับวิจารณญานของแต่ละท่านครับ

สิ่งที่คำแนะนำเรื่องโภชนาการและอาหารเพื่อสุขภาพหัวใจทั้งยุโรปและอเมริกา ได้กล่าวตรงกันเป็นข้อความจริงว่า

1. ถ้าไม่เคยดื่มแอลกอฮอล์มาก่อน ไม่แนะนำให้เริ่มดื่มแอลกอฮอล์

2. การดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณสูง มีผลเสียชัดเจน ถ้าจะนับในเรื่องโรคหัวใจและหลอดเลือด คือ
2.1เพิ่มความดันโลหิต อันตรายสำหรับความดันโลหิตสูง
2.2 เพิ่มน้ำหนัก โรคอ้วนจะตามมา
2.3 การดื้ออินซูลิน เกิดสารพัดโรคอันเกี่ยวกับเบาหวาน
2.4 โอกาสเกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะมากขึ้น
2.5 โรคหัวใจล้มเหลว โรคกล้ามเนื้อหัวใจพิการจากแอลกอฮอล์ (alcoholic cardiomyopathy)

3. ถ้าหากดื่มแอลกอฮอล์อยู่ แนะนำให้ดื่มไม่เกิน 2 ดื่มมาตรฐานต่อวันสำหรับผู้ชาย และไม่เกิน 1 ดื่มมาตรฐานต่อวันสำหรับผู้หญิงที่ไม่ตั้งครรภ์

4. หากมีข้อห้ามหรือข้อระวังสำหรับการดื่มแอลกอฮอล์ ไม่ควรดื่มแอลกอฮอล์

🚩🚩ประเด็นที่หยิบยกมาพูดกันคือ ดื่มไม่เกินปริมาณที่กำหนดต่อวัน มีผลดีต่อร่างกายหรือไม่

การศึกษารวบรวมข้อมูล (ไม่ได้เป็นการศึกษาทดลอง) เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์กับผลลัพธ์การเกิดโรคและอัตราการเสียชีวิต เราพบว่า ถ้าหากดื่มแอลกอฮอล์ไม่เกิน x กรัมต่อวัน อัตราการเสียชีวิตจะน้อยกว่ากลุ่มที่เลิกแอลกอฮอล์ และหากดื่มเกินค่า X กรัมต่อวัน อัตราการเสียชีวิตจะไต่เพิ่มขึ้น และหากเราวาดกราฟ แกนนอนคือปริมาณการดื่มต่อวัน แกนตั้งคืออัตราการเสียชีวิต เราจะพบกราฟเป็นรูปเครื่องหมายถูก (checkmark) หรือ ตัว "J" ที่เราเรียกว่า J-curve phenomanon

ค่า X ที่ว่าคือ 2 ดื่มมาตรฐานต่อวันสำหรับผู้ชาย และ 1 ดื่มมาตรฐานต่อวันสำหรับผู้หญิง

จึงออกมาเป็นคำแนะนำว่า ค่า X คือค่าดื่มที่น่าจะปลอดภัยถ้าคุณยังดื่มอยู่ ไม่สามารถแปลผลได้ว่า การดื่มไม่เกินค่า X จะทำให้อัตราการเสียชีวิตน้อยลงหรือทำให้สุขภาพดีขึ้น

🚩🚩ประเด็นต่อมาที่มีปัญหาต้องขบคิดถกเถียงกับข้อมูลชุดนี้คือ การดื่มปริมาณไม่เกิน x มีอัตราการเสียชีวิตน้อยกว่าหยุดไปเลย (abstinence) ย้ำว่า ไม่ได้ไปเทียบกับคนที่ไม่เคยดื่มนะครับ ข้อมูลส่วนมากไปเทียบกับคนที่เคยดื่มมาแล้วและหยุดแอลกอฮอล์ไปแล้ว

** จึงไม่สามารถกล่าวว่า หากไม่เคยดื่มเลย ให้มาดื่มจะดีต่อสุขภาพมากกว่า**

ข้อสำคัญสองประการที่น่าสังเกตในข้อมูลชุดนี้ที่สำคัญมีสองประการ

1. abstainers คือคนที่เลิกนั้น เป็นคนที่มีความเสี่ยงสูงหรือเกิดโรคแล้วจึงเลิก คนกลุ่มนี้มีโอกาสเกิดโรคและอัตราตายสูงอยู่แล้วไงครับ และเมื่อไปเทียบกับคนที่ยังดื่มในขนาดไม่เกิน X กรัม นั่นคือเขายังสามารถดื่มได้ โอกาสเกิดโรคและโอกาสเสียชีวิตของผู้ป่วยกลุ่มนี้จะน้อยกว่ากลุ่มที่ต้อง "abstain" เมื่อติดตามไประยะยาว กลุ่ม abstinence จึงเกิดโรคหรือเสียชีวิตมากกว่านั่นเอง

2. กลุ่ม abstainers มีข้อมูลกลุ่มที่เคยเป็นกลุ่มดื่มหนัก กลุ่มที่เกิดโรคมากมายตามที่มีข้อมูลชัดเจนมาแล้ว เรียกว่าข้อมูลมี contamination จากกลุ่มดื่มหนักมาด้วย โอกาสการเกิดโรคและเสียชีวิตจึงสูงกว่ากลุ่มที่ดื่มไม่เกิน X กรัมต่อวัน

ระดับคำแนะนำของคำแนะนำดื่มแอลกอฮอล์ไม่เกินมาตรฐานต่อวัน เป็นข้อมูลที่มีความแปรปรวน มีการปนเปื้อน มีความโน้มเอียงของข้อมูลสูงมาก ระดับคำแนะนำจึงเป็น level of evidence "C" เป็นคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ มากกว่ามาจากหลักฐานข้อมูลเชิงประจักษ์ที่ดี

** คำแนะนำคือ หากดื่มอยู่ ไม่ควรดื่มเกินนี้ ไม่ใช่แนะนำให้ดื่มเท่านี้ **
เหมือนบอกว่า ถ้าจะกู้เงิน ดอกเบี้ยไม่ควรเกินเท่านี้ ไม่ใช่สนับสนุนให้ไปกู้เงิน การไม่มีหนี้ย่อมดีกว่าการมีหนี้ดอกเบี้ยต่ำ

🚩🚩ประเด็นต่อมาที่สำคัญคือ เมื่อดื่มเกิน X กรัมต่อวัน ความเสี่ยงของการเกิดโรคและเสียชีวิตไม่ได้เพิ่มเป็นเส้นตรง แต่เพิ่มขึ้นเป็นเส้นที่ชันขึ้นมาก หมายความว่าเกิน X กรัมต่อวัน ผลเสียจะเพิ่มขึ้นมากกว่าที่คิดอย่างมากมาย

มันก็จะสำคัญว่าปริมาณการดื่มไม่เกิน X กรัมต่อวัน คือ ดื่มไม่เกิน 2 ดื่มมาตรฐานต่อวันสำหรับผู้ชาย และไม่เกิน 1 ดื่มมาตรฐานต่อวันสำหรับผู้หญิงที่ไม่ตั้งครรภ์ เมื่อคิดเป็นชนิดของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และปริมาณแล้วนั้น มันน้อยมากนะครับ

* หนึ่งดื่มมาตรฐานของเบียร์ ประมาณหนึ่งกระป๋อง (320ml)

* หนึ่งดื่มมาตรฐานของวิสกี้หรือเหล้าขาว ประมาณครึ่งขวดยาคูลท์ (40ml)

โอกาสที่จะดื่มเกินมาตรฐานมันสูงมากครับ หรือโอกาสจะลดมาเป็นต่ำกว่าที่กำหนด ..สำหรับคนที่ดื่มอยู่..มันไม่ง่ายครับ เลิกเลยจะดีกว่า ง่ายกว่า

🚩🚩ส่วนที่กล่าวเรื่องไวน์แดง มีประโยชน์ต่อหัวใจและหลอดเลือดมากกว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประเภทอื่นนั้น มาจากข้อเท็จจริงในเชิงชีวเคมีของเครื่องดื่มแต่ละชนิด ไวน์แดงนั้นพบว่ามีสาร flavonoids และสารต้านอนุมูลอิสระจำนวนมาก ...เอาล่ะ ต่อไปนี้สำคัญนะครับ

สาร flavonoids และสารต้านอนุมูลอิสระต่าง ๆ เหล่านั้นมีข้อพิสูจน์ว่าช่วยลดการอักเสบ ส่งผลให้ biological marker หลายชนิดของโรคหัวใจและหลอดเลือดเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น แต่ยังไม่มีบทพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า หากเป็น "ไวน์แดง" ไม่ใช่ "สารที่อยู่ในไวน์แดง" ผลจะเป็นอย่างไร อาจจะดีขึ้นเพราะใช้สารนี้ที่มีรูปแบบเฉพาะในไวน์แดง หรืออาจจะแย่ลงเพราะจากน้ำตาลในไวน์แดงที่มากขึ้น เรียกว่ายังมีตัวแปรอื่นที่ส่งผลต่อผลลัพธ์นี้อีกมากมาย (confounder factors)

มีผลดีที่สามารถพิสูจน์ได้ในเชิงชีวเคมี แต่ยังมีข้อมูลไม่พอในการพิสูจน์ทางคลินิกที่มีน้ำหนักมากพอว่าดื่มไวน์แดงแล้วดี หรือดื่มไวน์แดงดีกว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประเภทอื่น

น่าจะพอตอบข้อสงสัยอันนี้ได้นะครับ

ที่มา
-Nutrients. june 2016,8(6):363
-Alcohol Res Health. 200; 24(1): 5-11
-Addiction. 2019 Sep :114(9); 1670-78
-PATHs study in Arch Intern Med. 1998;158(11): 1197-1207
-seminars in thrombosis and hemostasis. 37(8); 875-84
-AHA dietary guidelines 2000
-www.heart.org : Is drinking alcohol part of healthy lifestyle?
-esc : Nutrition : changing diet and alcohol consumption
-2012 ESC guidelines for Cardiovascular prevention
-2013 AHA/ACC Guideline on Lifestyle Management to Reduce Cardiovascular Risk
-2015-2020 dietary guidelines for americans

20 กันยายน 2563

13 กันยายน world sepsis day

 เมื่อวันที่ 13 กันยายนที่ผ่านมาคือ world sepsis day


วันนี้ก่อตั้งขึ้นโดย Global Sepsis Alliance หน่วยงานที่ไม่หวังผลกำไรในการพัฒนาดูแลผู้ป่วยติดเชื้อในกระแสเลือด ในวันที่ 13 กันยายน 2012 หวังผลให้ทุกคนในโลกให้ความสำคัญกับ sepsis และ septic shock

ติดเชื้อรุนแรงในกระแสเลือด หรือติดเชื้อแล้วเกิดปฏิกิริยารุนแรง คือ โรคที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงมากมาตั้งแต่อดีต แม้เราจะมีเทคโนโลยีและความรู้เกี่ยวกับกลไกการเกิดโรคมากขึ้นกว่าอดีตก็ตาม

ต่างคนต่างรักษา รอดบ้างตายบ้างขึ้นกับแต่ละที่แต่ละคน จนมีจุดเปลี่ยนสำคัญในปี 2001

Emanuel Rivers ได้ตีพิมพ์งานวิจัยอันหนึ่งเกี่ยวกับการรักษาติดเชื้อในกระแสเลือดแบบใหม่ รักษาแบบมีเป้าหมายชัดเจน มีข้อกำหนดการรักษาและเป้าหมายแต่ละขั้นตอนที่เป็นรูปธรรม วัดผลได้ เรียกว่า Early Goal directed Therapy ที่เป็นมาตรฐานการรักษาที่ใช้กันทั่วโลก

อัตราการเสียชีวิตลดลงอย่างพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน เมื่อเอาแนวทางนี้มาใช้ เวชบำบัดวิกฤตทั้งโลกเกิด concept disruption อย่างฉับพลัน แนวทางการรักษาและพยาธิสรีรวิทยาเรื่อง การไหลเวียนโลหิต การส่งออกซิเจนไปสู่เนื้อเยื่อทุกส่วน การเพิ่มการไหบเวียนและกำซาบของเลือดไปสู่ทุกอวัยวะ อย่างรวดเร็วและได้ประสิทธิผล กลายเป็นวิชาใหม่ กลายเป็นแนวคิดหลัก โยนแนวคิดเดิมไปสิ้น

แต่หลังจากนั้น เราก็เริ่มเห็น "ความล้น" ในแนวทางของ Rivers

เมื่อใช้ goal directed therapy นี้ไปเรื่อย ๆ ก็เริ่มพบว่ากระบวนการบางอย่างก็เกินจำเป็น กระบวนการบางอย่างก็ควรปรับตามปัจเจกคนและทรัพยากรของแต่ละที่ การใส่โปรโตคอลเดียวกันหมด อาจไม่ดีที่สุด ไม่ใช่ว่าแนวทางของ Rivers ไม่ดีครับ แต่เมื่อเราศึกษาและใช้มากขึ้น เราเริ่มเห็นข้อบกพร่องที่จะเอามาปรับปรุงให้ better กลายเป็น best

เริ่มมีการเปลี่ยนแนวทางการให้สารน้ำที่ต้องได้ตามเป้าเดียวกันทุกคน มาเป็นปรับตามสภาวะผู้ป่วยและการตอบสนองแต่ละระยะ ซึ่งต้องติดตามบ่อยขึ้น

เมื่อต้องติดตามบ่อยขึ้น การใช้เครื่องมือติดตามที่ง่ายขึ้น ไม่จำเป็นต้องรุกล้ำร่างกายผู้ป่วยมากนักก็ถือกำเนิดขึ้น อดีตต้องใส่สานสวนหลอดเลือดดำวัดแรงดันหัวใจห้องขวาบนทุกราย ตอนนี้ใช้การวัดหลอดเลือดดำด้วยอัลตร้าซาวน์ การใช้ pulse pressure ที่แปรเปลี่ยนตามเวลามาช่วยวินิจฉัยและปรับการรักษา

การใช้ยาบีบหลอดเลือดเพื่อเพิ่มความดัน ปรับใช้เร็วขึ้นตามพยาธิสภาพของโรค ไม่ต้องทำตามขั้นเดิม ที่กว่าจะได้ยาอาจจะช้าไป

องค์ความรู้การใช้ยาฆ่าเชื้อแบบ loading แบะการปรับการให้ยาตามเภสัชกลศาสตร์มากขึ้น

การติดตามการไหลเวียนโลหิตระดับเซลล์และเนื้อเยื่อโดยการวัดค่าต่าง ๆ ช่วยให้เราสามารถกู้เก็บและช่วยชีวิตทุกเซลล์ได้อย่างแท้จริง

สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้พัฒนามาจากการศึกษาพลิกโลกของ Rivers และจนมาถึงวัน world sepsis day 2020 ทางองค์การอนามัยโลกได้มาประกาศสถานการณ์ล่าสุดดังนี้

สถานการณ์ในปี 2017 ทั่วโลกมีคนเสียชีวิตจากเหตุอันมาจาก sepsis ถึง 11 ล้านคนคิดเป็น 20% ของอัตราการเสียชีวิตโดยรวมต่อปีของทั้งโลก เทียบเท่ากับอุบัติเหตุทางถนนและโรคไม่ติดต่อทั้งหลาย

คิดเป็น 27% ของอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยใน และกว่า 45% ของผู้ป่วยไอซียู ไม่ใช่น้อยนะครับ 😲😲

ที่น่ากลัวมากขึ้นคือ ข้อมูลนี้มาจากกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว รายได้ระดับกลางถึงสูง ตัวเลขคร่าว ๆ ของกลุ่มประเทศรายได้น้อยและปานกลางจะสูงกว่านี้ ที่ประมาณ 80-85%

ประเทศไทยเราอยู่ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางค่อนข้างสูงครับ และอัตราการเสียชีวิตจาก sepsis ของประเทศเราไม่ได้สูงจนน่ากลัวครับ เพราะระบบการส่งตัวและการตระหนักรู้ของเราดีมากครับ

องค์การอนามัยโลกรายงานว่าส่วนหนึ่งของความรุนแรงคือ การดื้อยาปฏิชีวนะ

จากข้อมูลของ Global Antimicrobial Resistance Surveillance System (GLASS)ระบุว่าเชื้อ Klebsiella pneumoniae โดยภาพรวมดื้อยา 3rd gen cephalosporins ถึงกว่า 60% แล้ว และเชื้อดื้อยาสำคัญคือ Acinetobactor ดื้อยาตัวแรงสุดคือ carbapenem ถึงกว่า 63% แล้ว

การใช้ยาฆ่าเชื้อโดยไม่จำเป็นและไม่มีข้อบ่งชี้ งดการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างไม่จำเป็นในสัตว์ ยังเป็นข้อสำคัญที่จะหยุดยั้งปัญหาการดื้อยาฆ่าเชื้อและอัตราการเสียชีวิตของ sepsis ลงได้

ปล. คริสตัล พาเลซ บุกไปชนะทีมเหย้าถึง 3-1

ที่มาข้อมูล
WHO 2020 reported, Global Report on the Epidemiology and Burden of Sepsis. Current Evidence, Identify My Gaps and Future Directions.

18 กันยายน 2563

added sugar น้ำตาลส่วนเกิน

 added sugar (อ่านว่า ชูเกอร์) น้ำตาลส่วนเกิน

รายงานพิเศษจาก CNN บอกว่าในช่วงที่โควิดระบาด คนต้องอยู่กับบ้าน มีตัวเลือกการกินอาหารได้ไม่มาก พบว่าคนอเมริกันมีการบริโภคน้ำตาลส่วนเกิน (added sugar) มากกว่าที่ควรจะเป็นถึงเท่าตัว

ตามแนวทางโภชนาการอเมริกา 2015-2020 แนวทางอันนี้ของอเมริกาจะปรับปรุงทุก 5 ปีครับ ทางเพจเราเคยเขียนแนะนำเอาไว้แนว แนวทางนี้ระบุว่า added sugar ไม่ควรเกิน 6% ของค่าพลังงานที่ควรได้รับในแต่ละวัน added sugar คือน้ำตาลที่เกินมาจากอาหารมื้อหลัก และจะเน้นไปที่น้ำตาลอันมีที่มาจากน้ำตาลใช้ในอุตสาหกรรม น้ำอัดลม น้ำตาลขัดสีที่เติมในอาหารหรือขนม คอร์นไซรัปในอาหารต่าง ๆ น้ำตาลในเครื่องดื่ม

added sugar เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้อ้วน ทำให้น้ำตาลในเลือดสูง ทำให้ควบคุมเบาหวานไม่ได้ เพิ่มการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด แนวทางสุขภาพทุกแนวทางในปัจจุบันแนะนำให้ลด added sugar ให้มากที่สุด

added sugar เป็นสิ่งแรกที่แนะนำให้ลดหรือตัดออกเมื่อจะลดน้ำหนัก และเป็นสิ่งที่ได้ผลมากเสียด้วย (ผมเองก็ตัดสิ่งนี้ตอนลดน้ำหนักเช่นกัน) ซึ่ง 6% นั้นประมาณน้ำอัดลมหนึ่งกระป๋อง หรือน้ำตาลประมาณ 30 กรัม เท่านั้นเอง ลองพิจารณาว่าเรากิน added sugar เกินหรือเปล่า

รายงานจาก CNN ระบุว่าหลังจากโควิดระบาด คนอเมริกันบริโภค added sugar คิดเป็น 13% ของพลังงานที่ควรได้รับ สูงกว่าที่แนะนำ 2 เท่า โอกาสที่อนาคตข้างหน้าจะเกิดโรคจะเพิ่มขึ้น หนีโควิดปะโรคอ้วนโดยแท้ เพราะต้องใช้อาหารผ่านกระบวนการอุตสาหกรรมมากขึ้น อาหารสำเร็จมากขึ้น และเครียดมากขึ้น (เครียด-กิน-อ้วน)

เราจึงควรฝึกลด added sugar ดังนี้

1. ฝึกลดความหวาน ฝึกตัวเอง ฝึกสมองให้ชินกับ "ความไม่หวาน"

2. กินอาหารที่น้ำตาลน้อย ลดการใส่น้ำตาล

3. หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มหวาน น้ำหวาน น้ำอัดลม เครื่องดื่มให้กำลังงาน กาแฟกระป๋อง น้ำผลไม้บรรจุ น้ำปั่น

4. ลดการใส่น้ำตาลในชาและกาแฟ ลดกาแฟ 3-in-one

5. กินผลไม้ปริมาณไม่มาก แทนขนม (ผลไม้ก็มีน้ำตาลนะ แต่เป็นน้ำตาลธรรมชาติ อันตรายน้อยกว่า) ย้ำว่า อย่ากินมาก !! ไม่ใช่กินทุเรียนเป็นลูก...แบบเพจนั้น

6. ระวังน้ำตาลที่ไม่หวาน เช่น ซอสต่าง ๆ

7. อ่านฉลากโภชนาการบ่อย ๆ จะได้รู้ว่ากินอะไรเข้าไปและจัดการโภชนาการส่วนตัวได้ดี

"added sugar คือส่วนที่เกิน
ถ้าอยากได้ส่วนที่เพลิน..ลองมาเจอกัน"

ในภาพอาจจะมี อาหาร

17 กันยายน 2563

ติดเชื้อไวรัสซิคะ (zika)

 ติดเชื้อไวรัสซิคะ (zika) .. ซิคะ ... ไวรัสซิก้า ต่างหาก!!!


ไข้ซิก้า เกิดจากเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใกล้เคียงกับ ไข้เลือดออกเดงกี่และไข้ปวดข้อยุงลายชิคุนกุนย่า ติดต่อทางยุงเป็นหลัก ยุงก็เป็นยุงตัวเดียวกับไข้เลือดออก แต่ก็จะมียุงสายพันธุ์อื่นประปราย นอกเหนือจากติดต่อทางยุงแล้ว ยังมีรายงานการติดทางเลือด การติดผ่านรก และการติดต่อทางเพศสัมพันธ์

รายงานในปี 2009 พบคนที่เดินทางไปในแดนระบาดแล้วติดเชื้อไปสู่คู่นอน ประเด็นนี้ทำให้มีคำแนะนำว่าหากเข้าไปในแดนระบาด ในระยะเวลาระบาด หรือมีอาการสงสัย อาจต้องงดมีเพศสัมพันธ์ เพื่อการตั้งครรภ์ 3 เดือน (ไม่ได้ระบุว่าเพศสัมพันธ์เพื่อความบันเทิงต้องงดหรือไม่)

ตัวโรคเองไม่ได้มีความรุนแรงมากนัก หายเองได้ โรคจึงไม่ได้รับการสนใจมากนัก เชื้อซิก้าเองก็เป็นเชื้อประจำถิ่นที่ระบาดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มานาน ตัวโรคซิก้าจึงไม่ได้รับความสนใจมากนัก แต่ประเด็นที่ทำให้โรคนี้ได้รับความสนใจขึ้นมาคือ ปัญหาเรื่องเด็กที่เกิดจากแม่ที่ติดเชื้อซิก้าจะมีศีรษะเล็กกว่าเกณฑ์

เนื่องจากมีรายงานออกมาอย่างชัดเจนว่า เด็กที่เกิดจากแม่ตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อ zika จะมีโอกาสเกิดความผิดปกติแต่แรกเกิดคือ ศีรษะเล็กกว่าเกณฑ์ หรือ มีการเจริญเติบโตของสมองที่ด้อยลงได้

ข้อมูลรายงานจากวารสาร NEJM เก็บข้อมูลหญิงตั้งครรภ์ในโคลัมเบีย พบว่ามีความผิดปกติของสมองหรือดวงตาประมาณ 2% ของจำนวนคนที่ได้รับการตรวจว่าติดเชื้อและติดตามผล (ย้ำคือจากคนที่ได้รับการตรวจและติดตามครับ) ตัวเลขโดยเฉลี่ยทั้งโลกประมาณ 5-10%

นี่คือหลักฐานที่บอกว่า เมื่อมีการเก็บข้อมูลที่ชัดเจน เราจะเห็นการมีอยู่ของโรคซิก้าและผลที่เกิดของโรคซิก้า แต่เนื่องจากการเก็บข้อมูลซิก้านั้นมีไม่มาก เพราะมันไม่ใช่โรคที่รุนแรงจนเกิดปัญหา ไม่ว่าที่ประเทศไทยหรือทั้งโลก

จากข้อมูลชุดเดิมใน NEJM เก็บข้อมูลคนท้องที่มีอาการเข้าได้กับการติดเชื้อซิก้า 18117 ราย มีคนที่ได้ทำการทดสอบการติดเชื้อแค่ 45% และมีเพียง 33% ที่ได้ผลบวกจากที่ได้ทำการทดสอบ นั่นคือตัวเลขผู้ติดเชื้อ สถานการณ์จากที่รายงานน่าจะน้อยกว่าความจริงอยู่มาก เพราะได้รับการตรวจน้อย ทั้งจากอาการไม่เด่นชัด การตรวจไม่สามารถทำได้ง่าย และการขาดความรู้ความเข้าใจ

ข้อมูลจากไทยใน lancet infectious 2019 เก็บข้อมูลคนที่มาโรงพยาบาลและมีอาการคล้ายการติดเชื้อซิก้านำมาวิเคราะห์ โดยเก็บข้อมูลตั้งแต่ มกราคม 2016 จนถึงธันวาคม 2017 จำนวน 1, 717 ราย พบการยืนยันการติดเชื้อจากผลเลือด 368 ราย ได้พบความจริงอันหนึ่งคือ โอกาสที่ผลการทดสอบจะเป็นบวก หมายถึงสัมผัสเชื้อซิก้าจะสูงเป็น 2.8 เท่า หากผู้นั้นมาจากพื้นที่ที่มีรายงานการตรวจพบก่อนหน้า หรือมีการระบาดเมื่อปีที่แล้ว

อาจจะต้องมีการสอบสวนโรคหรือลงพื้นที่คัดกรองหรือสืบหาโรคหากมีการรายงานการติดเชื้อ ค่อย ๆ เก็บข้อมูลไปเรื่อย ๆ น่าจะได้ข้อมูลการติดเชื้อซิก้าในประเทศเรามาได้ เพราะก่อนหน้านี้ไม่มีข้อมูลที่ชัดเจน อาการน้อย ตรวจน้อย ตระหนักน้อย

เมื่อได้ข้อมูลผู้ติดเชื้อและหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อ จะสามารถติดตามได้ว่าในประเทศเรา มีผู้ติดเชื้อที่ตั้งครรภ์และมีความผิดปกติของทารกเป็นตัวเลขเท่าไรกันแน่

มีรายงานจากกระทรวงสาธารณสุขเก็บข้อมูลเดือนมกราคม 2016 ถึง ธันวาคม 2017 รวบรวมข้อมูลหญิงตั้งครรภ์ 150 รายที่ตรวจพบการติดเชื้อซิก้า พบว่า เกิดรอด 132 คน แท้ง 6 คนและ สองในหกคนมาจากแม่ที่ติดเชื้อซิก้า

4 รายจาก 150 รายมีความผิดปกติของศีรษะ ศีรษะเล็ก 2 รายและความผิดปกติของระบยประสาทส่วนกลาง 2 ราย นับว่าน้อยมาก แต่ก็มาจากการเก็บข้อมูลที่ยังไม่มากพอ

ปัจจุบันในประเทศไทยแนะนำตรวจซิก้าเมื่อ

1. ตั้งครรภ์แล้วเกิดไข้ออกผื่

2. ไข้ออกผื่นเป็นกลุ่ม

3. ทารกศีรษะเล็ก

4. มีอาการ Gillian Barre Syndrome หลังป่วยติดเชื้อไวรัส

ยังไม่มีการคัดกรองหรือสอบสวนเป็นวงกว้างครับ

หลายประเทศ รวมถึง International Associations for Medical Assistance to Travellers (IAMAT) เตือนว่ามีการแพร่ระบาดและควรระมัดระวังหากวางแผนตั้งครรภ์หลังกลับจากประเทศไทยในช่วงสามเดือน สอดคล้องกับข้อมูลการระบาดที่ยังไม่ทราบตัวเลขชัดเจนในไทย

ถามว่าแล้วใครจะตั้งครรภ์ในประเทศเราที่เป็นแดนระบาดเป็นอย่างไร คำตอบจริง ๆ คือไม่รู้ครับ แต่ก็ไม่ได้ห้ามตั้งครรภ์นะครับ ยิ่งหายาก ๆ อยู่ด้วย จากข้อมูลประเทศอื่น ๆ และจากข้อมูลที่มีบ้างของเรา บอกว่าโอกาสเกิดอันตรายน้อยมากครับ

ขอให้โชคดีและมีโอกาสตั้งครรภ์ครับ

ที่มา
1.Long-term circulation of Zika virus in Thailand: an observational study. Ruchusatsawat, Kriangsak et al.The Lancet Infectious Diseases, Volume 19, Issue 4, 439 - 446

2.N Engl J Med 2020; 383:537-545

3.Atichat Kuadkitkan, Nitwara Wikan, Wannapa Sornjai, Duncan R. Smith,Zika virus and microcephaly in Southeast Asia: A cause for concern?,Journal of Infection and Public Health,Volume 13, Issue 1,2020,Pages 11-15,

16 กันยายน 2563

ประโยชน์และผลข้างเคียงของยา gliflozin

 มาบอกเล่า ผลข้างเคียงของยามหาเสน่ห์แห่งยุค

ยาลดน้ำตาล ยารักษาโรคหัวใจล้มเหลว SGLT2 inhibitor หรือ -gliflozin ทั้งหลาย มีบทพิสูจน์อันเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า ในผู้ที่มีข้อบ่งชี้นั้น ประโยชน์สูงมากจริง ๆ แต่ไม่ว่าการใช้ยาใดก็มีโอกาสเกิดผลข้างเคียงได้ทั้งสิ้น

ผลข้างเคียงที่เรามักจะจดจำกันได้สำหรับยานี้คือ ติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะ เลือดเป็นกรด เพิ่มโอกาสถูกตัดนิ้วเท้าหรือตัดเท้า และมีโอกาสไตบาดเจ็บถ้ามีอาการขาดน้ำ อีกหนึ่งผลข้างเคียงที่ในตำราและแนวทางกล่าวไว้คือ อาการขาดน้ำ (volume depletion)

ด้วยตัวยาเพิ่มการขับน้ำตาลออกทางปัสสาวะ จะมีผลทำให้ปัสสาวะบ่อยมาก หากผู้ป่วยมีโอกาสเกิดการขาดน้ำอยู่แล้วเช่น รับยาขับปัสสาวะ หรือเป็นผู้สูงวัยกินน้อย ๆ น้ำหนักน้อย ๆ จะมีโอกาสขาดน้ำได้

มีผู้ป่วยหญิงอายุ 68 ปี น้ำหนักตัวน้อย ได้รับยา gliflozin ตัวหนึ่ง แล้วมีอาการวิงเวียนบ่อย ๆ หลังจากได้รับยา พร้อมกับปัสสาวะบ่อยขึ้นมาก ผู้ป่วยเข้าใจว่าเป็นเพราะยังควบคุมเบาหวานได้ไม่ดี จึงไม่ได้ไปปรึกษาแพทย์ มีอาการหลายครั้งเข้าก็ไปหาหมอที่คลินิก ได้รับการวินิจฉัยวิงเวียน ได้ยาแก้วิงเวียนมากิน อาการยังเท่า ๆ เดิม วันหนึ่งมีอาการวิงเวียนเหมือนจะเป็นลมเวลาลุกนั่ง เมื่อมาโรงพยาบาลก็หาสาเหตุต่าง ๆ ก็ไม่มีอะไรอธิบายอาการ ระดับน้ำตาลก็ปรกติดี ยกเว้นวัดความดันโลหิตท่ายืนท่านั่งที่ต่างกัน

หลังจากปรับเปลี่ยนยา gliflozin ออกไป ผู้ป่วยไม่มีอาการปัสสาวะบ่อย อาการวิงเวียนหายไป ผู้ป่วยรู้สึกมีความสุขในการใช้ชีวิตมากขึ้น ญาติไม่ต้องกังวลกับอาการของผู้ป่วย จึงกลับไปทำงานหาเลี้ยงครอบครัวได้ตามเดิม

เมื่อแนะนำประโยชน์และผลข้างเคียงของยา gliflozin อีกครั้ง ผู้ป่วยขอเลือกที่จะไม่รับยานี้ ขอติดตามอาการต่อไปก่อน

การรักษาใด ๆ นอกจากประโยชน์และโทษจากยาหรือการรักษาแล้ว ต้องคำนึงถึงว่าเข้าได้กับวิถีชีวิตหรือส่งผลต่อชีวิตในมิติอื่นหรือไม่ ที่สำคัญ คงต้องร่วมกันคิดร่วมกันตัดสินใจกับผู้ป่วย ทบทวนการเปลี่ยนแปลงและการรักษาเป็นระยะ ปรับให้ทันตามภาวะโรค และภาวะ "ที่แท้จริง"แห่งตัวผู้ป่วย

"optimize better than maximize"

ในภาพอาจจะมี 1 คน, ภาพระยะใกล้

บทความที่ได้รับความนิยม