07 กันยายน 2564

ten drug ของโธมัส เฮเกอร์

 ใครว่าวงการหนังสือตายแล้ว!

หลังจากที่ร้านหนังสือในห้างเปิดทำการ ผมก็ไปสูดกลิ่นกระดาษอีกครั้ง ที่นี่ไม่มีร้านอิสระ ถ้าเดินทางสะดวกกว่านี้จะไปอุดหนุนร้านอิสระนะครับ

แล้วก็เจอเล่มนี้ ten drug ของโธมัส เฮเกอร์ วางขายที่ร้านนายอินทร์ ผมนึกออกทันทีครับ เคยอ่านมาแล้วจบแล้วจากใน kindle นานแล้วด้วย

เป็นเรื่องราวของการค้นพบยาที่สำคัญ ว่ามีที่มาอย่างไร นำความรู้เรื่องยา เรื่องการพัฒนายา กลไกการทำงานของยา มาในรูปแบบเล่าประวัติความเป็นมา แบบไม่น่าเบื่อ ใส่เทคนิคการเล่าเรื่องที่สนุกลงไป

เล่มคินเดิลผมใช้เวลาไม่นานก็จบ

มาเห็นเล่มแปลไทย ดีใจมากครับ หยิบเลยซื้อเลย อยากอ่านแบบที่คนอื่นแปลบ้าง ของนที สาครยุทธเดช 265 บาท สนพ.โซเฟีย

หนังสือแบบนี้สมัยก่อนแทบไม่แปลเลยนะครับ พวกความรู้เล่าใหม่ ย่อยง่าย brainy book ต้องซื้อคินเดิล สั่งแอมาซอน หรือแหล่งที่ผมไปประจำก็คิโนะ พารากอน มีเพียบเลย

แต่ตอนนี้มาแปลไทยมากขึ้น คึกคักมากขึ้น ไม่ว่าจะแนวแพทย์ เภสัช วิทย์ ศิลปะ สงคราม ประวัติศาสตร์ อ่านเพลิน ไม่น่าเบื่อ และราคาถูกลงด้วยครับ

แปลน่าอ่านทีเดียว ขอเชิญทุกท่านมาเป็นสมาชิกกองดองด้วยกันนะครับ

อาจเป็นรูปภาพของ หนังสือ

ผื่นจากยา amoxicillin ที่ไม่ใช่การแพ้ยา

 ผื่นจากยา amoxicillin ที่ไม่ใช่การแพ้ยา

อีกหนึ่งเหตุผลที่ยังไม่ควรให้ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียแบบแจกถ้วนหน้าเวลามีไข้ไอเจ็บคอ นอกจากว่าส่วนมากเกิดจากเชื้อไวรัสแล้ว คือ ผลที่เกิดจากยา

เด็กอายุ 7 ปีคนนี้มีอาการไข้เจ็บคอ และได้รับยา amoxicillin เพื่อรักษา แต่แล้วก็มีผื่นขึ้นทั้งตัวแบบนี้ เป็นผื่นปื้นแดงเล็ก ๆ ไม่มีตุ่มน้ำ ไม่มีรอยโรคแบบเป็นวงเป็นเป้า (target lesion) กระจายทั่วตัว
เห็นแบบนี้แว่บแรกก็คงต้องคิดถึงการแพ้ยาแน่นอน แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่
การติดเชื้อไวรัสหลายชนิด สามารถมีผื่นหลังจากการติดเชื้อได้ ที่เราชอบเรียกว่า “ส่าไข้” ซึ่งไม่เป็นอันตรายและหายเอง และมีการติดเชื้อไวรัสอีกหลายชนิดที่มีอาการผื่น เช่น หัด หัดเยอรมัน ที่หายเองได้เช่นกัน โรคไข้ออกผื่นที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียนับว่าน้อยมาก ดังนั้น เมื่อมีไข้ไอเจ็บคอ จึงควรใช้หลักการ

“คิดว่าไม่ใช่เชื้อแบคทีเรียเอาไว้ก่อน จนกว่าจะพิสูจน์ (หรือมีข้อมูลสนับสนุนชัดว่าใช่) จึงให้ยาปฏิชีวนะ”

เพราะอาจแยกยากจากการแพ้ยา และนอกจากนี้การติดเชื้อไวรัส Ebstein-Barr Virus (EBV) ก็อาจเกิดปรากฏการณ์ ผื่น amoxicillin ที่มาชวนปวดหัวว่าแพ้ยาหรือไม่อีกด้วย

เชื้อ EBV เมื่อก่อโรคไข้ไอจะเรียกว่าโรค infectious mononucleosis อาการที่พบบ่อยคือ ไข้สูงแบบคล้ายไข้เลือดออกเลย ปวดเมื่อยตามตัว ปวดข้อ มีอาการไอเจ็บคอได้เล็กน้อย แยกยากจากไข้เลือดออก ไข้หวัดใหญ่ ไข้หวัด (ก็ยังไม่ให้ยาปฏิชีวนะอยู่ดี)

จะพบภายในลำคอบวมแดง มีปื้นแผ่นคล้ายหนองที่ทอนซิลและคอได้ มีต่อมน้ำเหลืองที่คอโตได้ อันนี้จะคล้ายกับการติดเชื้อแบคทีเรีย แต่ก็จะมีส่วนต่างคือ *จะมีตับม้ามโตร่วมด้วย* อันเป็นลักษณะของการติดเชื้อทั่วตัวของไวรัส

และหากให้ยา amoxicillin ก็จะเกิดผื่นดังภาพ เป็นเองหายเอง กลไกการเกิดไม่ชัดเจน จริง ๆ ก็ยาฆ่าเชื้อ beta lactam สามารถเกิดได้ทุกตัว แต่เราพบมากจาก amoxicillin จึงเรียก amoxicillin rash ที่ต้องแยกจากการแพ้ยาล่ะคราวนี้

แถมปรากฏการณ์นี้จะเพิ่มโอกาสการแพ้ยาของจริงให้มีโอกาสเกิดมากขึ้นอีกด้วย

ครั้นจะส่งเลือดไปตรวจหลักฐานการติดเชื้อ EBV ก็ไม่เฉพาะเจาะจงมากพอสำหรับการตรวจครั้งเดียว ต้องตรวจสองครั้ง หรือจะตรวจหาเชื้อก็ใช้เวลานาน กว่าผลการตรวจจะมาส่วนใหญ่ อาการหายไปหมดแล้ว การตรวจร่างกายทางคลินิกจึงสำคัญมาก เพื่อใช้แยกโรค

หรือต้องมีการติดตามการดำเนินโรคเพื่อแยกโรคและประเมินผลการรักษา จะสามารถให้การรักษาได้ดีกว่า เจอหน้าแล้วแจกยาฆ่าเชื้อครับ

https://www.facebook.com/…/a.121524228461/10158845891558462/

อาจเป็นรูปภาพของ 1 คน

02 กันยายน 2564

อันตรายที่สุดของการกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบบนี่คือ ได้รับเกลือเกินขนาด

 บะหมี่กึ่งสำเร็จหนึ่งซอง ฉีกซองอย่างระวัง เปิดแค่ด้านเดียว

ฉีกซองเครื่องปรุง โรยให้หมด

บีบบะหมี่ให้แตก เขย่าให้เครื่องปรุงคลุกกันดี

เอ้า.. จก.. จ้วง.. ล้วง.. หยิบ

อันตรายที่สุดของการกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบบนี่คือ ได้รับเกลือเกินขนาด

หนึ่งซองก็โดนเกลือไป 45-55% ของปริมาณเกลือที่ควรได้รับแล้ว แต่ขอโทษ ปรุงแบบนี้ มีคำสาป

มีหยิบไม่หยุด ซัดต่อซองสองซองสามแน่ ๆ ทำให้เกลือเกินกำหนดได้ครับ

แหม แต่อร่อยนะ กรุบ ๆ ๆ อ่าห์
ดูดนิ้วด้วย จุ๊บ จ๊วบ ๆ

อาจเป็นรูปภาพของ อาหาร

ผลข้างเคียงต่อระบบทางเดินอาหารของยาเบาหวาน metformin

 อีกหนึ่งปัญหาที่เรามองข้ามบ่อย ๆ ผลข้างเคียงต่อระบบทางเดินอาหารของยาเบาหวาน metformin

ยาเบาหวาน metformin เป็นยาที่ลดน้ำตาลได้ดีมาก ปกป้องหัวใจและหลอดเลือดได้ด้วย ราคาถูกมาก ผลข้างเคียงที่รุนแรงนั้น.. พบน้อย

แต่ผลข้างเคียงระคายเคืองทางเดินอาหาร พบบ่อยนะครับ ตามตัวเลขก็ 25-30% ของผู้ที่ใช้ยา ไม่น้อยนะครับ และเมื่อไปคิดว่าตัวเลขของผู้ป่วยที่ได้รับยา metformin ก็มากมายอีกด้วย นั่นคือ ผลข้างเคียงอันนี้จะพบมากจริง

มีทั้งจุกแน่น ท้องอืด รู้สึกไม่ย่อย คลื่นไส้ ท้องผูกท้องเสีย

ก่อนจะไปโทษยา ต้องหาเหตุอื่นด้วยนะครับ และบางทีก็มีหลายเหตุร่วมกัน ไม่ว่าแผลในกระเพาะ ดื่มเหล้า ยาชุด NSAIDs และต้องแก้ไขไปด้วยกัน

คราวนี้ถ้าสงสัยจากยา เราก็มีวิธีช่วย

1. เริ่มยาขนาดต่ำ แล้วค่อย ๆ ปรับเพิ่ม จะได้ปรับตัว ทนไหว

2. กินยาหลังกินอาหารทันที อันนี้ช่วยเยอะเลย ยาหลายตัวก็ใช้วิธีนี้ เช่น doxycycline

3. ปรับยาเป็นสูตรออกฤทธิ์ยาว (extended release)​จะช่วยลดผลข้างเคียงนี้ลงได้

สุดท้ายถ้ารักษาดีแล้ว ปรับการใช้ยาแล้ว ก็ยังไม่ดีขึ้น คงต้องปรับเปลี่ยนยา แต่ต้องคุยผลได้ผลเสียก่อนนะครับ เพราะยา metformin มีประโยชน์สูงมากทีเดียว

Metforminอาจปวดท้อง
เห็นหน้าน้องพี่ปวดใจ
ช่วงนี้ไม่รู้เป็นอะไร
ฟังอภิปรายไปปวดใจทุกที

อาจเป็นรูปภาพของ 1 คน

01 กันยายน 2564

การศึกษาชื่อ SSaSS study

ไม่ไว้วางใจ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายชรา หน้าหนุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร์จะนอน จังหวัดสารขันธ์ พรรคใจไว้ที่เธอ ขออภิปรายไม่ไว้วางในคุณ SSaSS โซเดียม รัฐมนโทกระทรวงเกลือ

(การศึกษาชื่อ SSaSS study)​

เนื่องจากเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2564 คุณสาส ได้ตีพิมพ์งานวิจัยลงวารสาร NEJM และนำเสนองานวิจัยในงานประชุม ESC online 2021 ในเนื้อหาการวิจัยกล่าวคร่าว ๆ ดังนี้

คุณสาสได้เก็บข้อมูลผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง และมีเงื่อนไขที่สองอย่างใดอย่างหนึ่งคืออายุตั้งแต่ 60 ปีหรือป่วยเป็นอัมพาต โดยต้องไม่มีปัญหาการควบคุมเกลือโปตัสเซียม จำนวนทั้งสิ้น 20,995 คน แบ่งกลุ่มละครึ่ง กลุ่มควบคุมให้รักษาความดันตามปรกติ ส่วนกลุ่มทดลองส่งเสริมให้ใช้เกลือทดแทน คือ โซเดียม 75% และโปตัสเซียม 25% โดยสนับสนุนเกลือตัวนี้ให้วันละ 20 กรัม หลังจากนั้นติดตามผลไปประมาณ 5 ปี เพื่อวัดผลการศึกษาคือ การเกิดอัมพาต

โดยผลการศึกษาออกมาว่า กลุ่มทดลองมีอัมพาตเกิดขึ้น 29.14 ต่อพันคนปี ส่วนกลุ่มควบคุมเกิดอัมพาต 33.65 ต่อพันคนปี ซึ่งแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยการเกิดเกลือโปตัสเซียมเกินขนาดของทั้งสองกลุ่มไม่ได้ต่างกัน

แต่การศึกษาทดลองยังมีอีกหลายประเด็นที่ไม่น่าไว้วางใจ กระผมจึงขอเรียนท่านประธานดังนี้ครับ

🚩ประการแรก มีความโน้มเอียงในการเลือกกลุ่มตัวอย่างหรือไม่ เพราะกลุ่มตัวอย่างจะอยู่ในพื้นที่ความรับผิดชอบของเครือข่ายงานวิจัยทั้งการทดลองครั้งนี้ และการรักษาความดันสูงอยู่เดิม จึงมีโอกาสสูงที่จะมีการคัดเลือกที่โน้มเอียงและการสุ่มเลือกอาจจะไม่ได้สุ่มจริง ข้อนี้ทำไห้ยังไม่ไว้วางใจคุณสาสได้เต็มที่นักครับ

ประธาน : คุณสาสขอชี้แจง เชิญท่านรัฐมนโทสาสครับ

รัฐมนโท : ผมสวดมนต์ทุกคืน ขอบคุณครับ

ประธาน : เชิญท่านชรา หน้าหนุ่ม ต่อไปครับ

🚩ประการที่สอง เรื่องการควบคุมตัวแปรของเกลือทดแทน ทางผู้วิจัยเขาแค่ สนับสนุนหรือขอร้องให้ใช้ แต่ไม่ได้บังคับเคร่งครัด ตรงนี้อาจจะมีผลต่อผลการศึกษา ทั้งการปนเปื้อนการใช้เกลือธรรมดาในกลุ่มทดลอง ซึ่งมีรายงานออกมาว่าการปนเปื้อนประมาณ 10% ของทั้งสองกลุ่ม กลุ่มควบคุมที่กำหนดให้ใช้เกลือธรรมดา ก็มีการรับเกลือทดแทนด้วยนะครับ แบบนี้ทุจริตหรือไม่ และทางผู้วิจัยสนับสนุนเกลือทดแทนวันละ 20 กรัม แม้จะมีคำแนะนำจำกัดเกลือ แต่กลับไม่พบมาตรการและข้อมูลว่า ใช้พอหรือไม่ ถ้าใช้ไม่พอจะไปใช้อะไร ประเด็นนี้ไม่น่าไว้วางใจอย่างรุนแรงครับ เพราะปนเปื้อนกลุ่มศึกษาได้มากครับท่านประธานที่เคารพ

ประธาน : เดี๋ยวนะครับ ท่านรัฐมนโทขอให้ถอนคำพูด ไม่ไว้วางใจอย่างรุนแรงครับ

รัฐมนโท : ผมขอให้ถอนคำพูดว่า “อย่างรุนแรง” ครับ เพราะผมถูกสอนมาให้มีมารยาทครับ

ชรา หน้าหนุ่ม : งง...เอ้า ถอนก็ถอนครับ

ประธาน : เชิญท่านชราอภิปรายต่อไปครับ

🚩ประการที่สาม เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะท่านรัฐมนโทอ้างว่า ความปลอดภัยเรื่องระดับโปตัสเซียมเกินนั้น ไม่ต่างจากกลุ่มควบคุมที่ไม่ได้ใส่เกลือโปตัสเซียมลงไป ท่านประธานครับ เลื่อนลอย เลื่อนลอยมาก ๆ เพราะไม่มีการวัดระดับโปตัสเซียมเพื่อเฝ้าระวังเป็นระยะ ๆ แต่อย่างใด แบบนี้จะกล่าวอ้างเกินจริง จะวัดค่าเมื่อมีข้อสงสัย แบบนี้ใช้ได้หรือครับท่านประธาน แถมที่รายงานออกมาก็ใช้คำว่า “Probable” ครับท่านประธาน งานวิจัยแบบนี้ วัดค่าง่ายมาก จะมาใช้ความน่าจะเป็นไม่ได้ ต้องวัดค่าชัดเจน ผมไม่รู้มีการ “อม” ค่าใช้จ่ายกันหรือไม่

ประธาน : ท่านรัฐมนโท ขอใช้สิทธิแก้ข้อกล่าวหาครับ

รัฐมนโท : ท่านประธานครับ เราต้องมองในภาพกว้าง โดยรวมบ้านเมืองมันดีขึ้นนะครับ

ประธาน : งี้เลยหรือท่าน เอ้า..ส่ายหัว..ท่านชรา เชิญท่านจัดการต่อเองเถอะ

🚩ประการที่สี่ เรื่องผลลัพธ์หลักของการศึกษา ถ้าเราไปดูรายละเอียดของการเกิดอัมพาตที่อ้างว่ากลุ่มที่ได้รับเกลือทดแทนเกิดน้อยกว่านั้น ถ้าไปอ่านตารางจะพบว่าเป็นการวินิจฉัยอัมพาตแบบ Definite คือมีหลักฐานชัดเจนเพียง 9.43 ต่อพันคนปี แล้วถ้าไปดูฝั่งควบคุมคือ 11.6 ต่อพันคนปี แต่เป็นระดับ probable ถึง 19.7 และ 22.03 ต่อพันคนปี ซึ่งงานวิจัยที่ยังก้ำกึ่ง ไม่ชัดเจนอาจจะมีปัญหาในการแปลผลรวม เดี๋ยวท่านรัฐมนโทอย่าเพิ่งตอบกระทู้ เวลาผมจะหมดผมขออภิปรายประเด็นสุดท้าย ประเด็นที่ห้า

🚩ประการที่ห้า ผลการศึกษาออกมาว่าการใช้เกลือทดแทน ลดการเกิดอัมพาตในผู้ที่ความดันโลหิตสูงได้จริง แต่ถ้าเราไปดูตัวเลขความดันโลหิตก็พบว่ากลุ่มที่ได้รับเกลือทดแทนนั้นสามารถลดความดันโลหิตได้ดีกว่ากลุ่มเกลือธรรมดา แล้วอัมพาตที่ลดลงนี้ ลดจากอะไร จากเกลือทดแทน หรือจากความดันที่ลดลง กันแน่

ท่านประธาน : อันนี้ท่านรัฐมนโทขอให้ โฆษกชี้แจงแทนนะครับ ท่านธุระด่วน

โฆษก : การศึกษาทำ pre-specified analysis ในเรื่องความดันโลหิตเอาไว้ ว่าไม่ว่าความดันซิสโตลิกสูงกว่าหรือน้อยกว่า 153 ก็ลดอัมพาตได้ทั้งสิ้น ตัวเลข 153 มาจากค่าความดันเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่างทั้งสองกลุ่ม ก็แสดงว่ามีผลจากเกลือทดแทนด้วย

ประธาน : ท่านชรา จะมีอะไรปิดท้ายไหม

ปิดท้ายคือ อย่าลืมเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนด้วย เพราะเกลือทดแทนเป็นสเป๊กเฉพาะและได้รับการสนับสนุนจากบริษัทในจีน ในช่วงท้าย ๆ ของการศึกษาด้วยครับ

ประธาน : ท่านรัฐมนโทกลับมาแล้ว ท่านจะชี้แจงอะไรปิดท้ายไหม เดี๋ยวจะโหวตแล้ว

รัฐมนโท : ผมมีประสบการณ์มากกว่าท่าน นี่แหละที่ผมเหนือกว่าท่าน

ประธาน : แหมท่าน ชี้แจงได้ “ตรงประเด็น” ทุกข้ออภิปรายเลยนะครับ เอ้าโหวต
---------------------------------------------------

คุณล่ะ โหวตไว้วางใจไหมครับ

อาจเป็นรูปภาพของ ข้อความพูดว่า "No Yes Maybe"

บทความที่ได้รับความนิยม