28 พฤษภาคม 2564

แพ้ยาซัลฟา การตรวจในระดับยีน HLA-B*13:01

 แพ้ยาซัลฟา การตรวจในระดับยีน ที่ประเทศไทยทำได้ !!

ยากลุ่มซัลฟา เป็นยาอีกกลุ่มที่คนไทยเราแพ้เป็นจำนวนมาก ทั้งยาฆ่าเชื้อซัลฟาเช่น sulfamethoxazole ในตัวยา co-trimoxazole หรือ sulfadiazine, sulfasalazine

รวมไปถึงการแพ้ยาซัลฟาข้ามกลุ่มไปในกลุ่มที่ไม่ใช้ยาฆ่าเชื้อ เช่น ยาขับปัสสาวะ furosemide หรือยาเบาหวาน gliplizide

การแพ้ยาซัลฟามีทั้งแบบปฏิกิริยาไม่รุนแรง ไปจนถึงปฏิกิริยารุนแรงมาก อักเสบในทุกอวัยวะ ผื่นผิวหนังรุนแรง ผิวหนังหลุดลอกเป็นพื้นที่กว้าง ในกลุ่มแพ้ยารุนแรงมีอันตรายและอัตราตายสูงมาก

ในอดีตเราแทบไม่มีอะไรมาคาดเดาว่าใครคนใดจะแพ้ยา การใช้ยาซัลฟาจึงไม่ค่อยปลอดภัยทั้ง ๆ ที่ตัวยาหลายชนิดก็ยังมีประสิทธิภาพสูง (ซัลฟาเป็นยาฆ่าเชื้อตัวแรกในโลกครับ)

ปัจจุบันด้วยความก้าวหน้าทางเวชพันธุศาสตร์ นักวิจัยสามารถเข้าถึงการแพทย์แม่นยำ Precision medicine มากขึ้น ด้วยการลงลึกไปถึงปัจจัยการเกิดโรคในระดับยีน และพบว่ามียีนที่เดี่ยวข้อกับการแพ้ยาซัลฟานี้ด้วย

ผลงานร่วมของนักวิจัยไทยทางด้านเภสัชพันธุศาสตร์ ที่สร้างผลงานการตรวจยีน สร้างชุดตรวจราคาไม่แพงและผลักดันให้อยู่ในสิทธิประโยชน์ของการตรวจ ที่เคยทำสำเร็จมาแล้วกับยีนแพ้ยา carbamazepine (HLA-B*15:02) และยา allopurinol (HLA-B*58:01) วันนี้สามารถตรวจยีนแพ้ยาซัลฟาได้แล้ว

การศึกษาทั้งจากไทยและจากความร่วมมือหลายประเทศที่ไต้หวัน ทำให้เราทราบข้อมูลว่า

หากใครที่มียีนแพ้ยา HLA-B*13:01 หากได้รับยา co-trimoxazole จะมีโอกาสแพ้ยารุนแรงที่เรียกว่า DRESS มากกว่าคนที่ไม่มียีนนี้ถึง 40 เท่า และเพิ่มโอกาสการแพ้ยารุนแรงในทุกรูปแบบ (รวมผื่นรุนแรงและผิวหนังลอกด้วย) ถึง 7 เท่าเมื่อเทียบกับคนที่ไม่มียีนนี้

การศึกษาในคนไทยก็พบเหมือนกันว่า คนที่มียีน HLA-B*13:01 เพิ่มความเสี่ยงการแพ้ยา co-trimoxazole แบบ DRESS และพบว่าหากมียีน HLA-B*15:02 ก็เพิ่มความเสี่ยงการแพ้ยาแบบผื่นผิวหนังรุนแรงอีกด้วย

และในประเทศไทยตอนนี้สามารถตรวจยีนแพ้ยา HLA-B*13:01 ได้แล้วนะครับ ในราคาที่ไม่แพงประมาณ 1000-2000 บาท ที่แล็บของรพ.รามา จุฬา ศิริราช และศรีนครินทร์ (ยังไม่บรรจุในชุดสิทธิประโยชน์ทางการรักษานะครับ) ทำให้เราสามารถคาดเดา เลือกใช้ และแนะนำการใช้ยาซัลฟาได้อย่างแม่นยำขึ้น เป็นผลดีต่อทั้งคนไข้และผู้ให้การรักษาครับ

ขอขอบคุณ อ.วิจิตรา ทัศนียกุล จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น หนึ่งในคณะวิจัยหลักที่เอื้อเฟื้อข้อมูลครับ

ที่มา
1. (abstract) Sukasem, C., Pratoomwun, J., Satapornpong, P., Klaewsongkram, J., Rerkpattanapipat, T., Rerknimitr, P., Lertpichitkul, P., Puangpetch, A., Nakkam, N., Konyoung, P., Khunarkornsiri, U., Disphanurat, W., Srisuttiyakorn, C., Pattanacheewapull, O., Kanjanawart, S., Kongpan, T., Chumworathayi, P., Saksit, N., Bruminhent, J., Tassaneeyakul, W., Chantratita, W. and Pirmohamed, M. (2020), Genetic Association of Co-Trimoxazole-Induced Severe Cutaneous Adverse Reactions Is Phenotype-Specific: HLA Class I Genotypes and Haplotypes. Clin. Pharmacol. Ther., 108: 1078-1089. https://doi.org/10.1002/cpt.1915

2. ฉบับเต็ม อ่านฟรี Allergy Clin Immunol. 2021 Apr; 147(4): 1402-1412

ไม่มีคำอธิบายรูปภาพ

27 พฤษภาคม 2564

การฉีดวัคซีนซิโนแวกในคนไทย

 ได้ข่าวเรื่องการศึกษาเก็บข้อมูลการฉีดวัคซีนซิโนแวกในคนไทย ที่ภูเก็ตมาสักพัก แต่ยังไม่เห็น pre print หรือ preliminary reports ใด ๆ จนมาเห็นในเนื้อข่าวจากหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับ 28 พค. 2564 (ผมรับหนังสือพิมพ์ตอนบ่ายครับ) ลงข่าวการเก็บข้อมูลชิ้นนี้

ศึกษาเรื่องการติดเชื้อโควิดที่จังหวัดภูเก็ต วัคซีนที่ฉีดคือ ซิโนแวก ข้อมูลจากหน่วยราชการในจังหวัดภูเก็ตร่วมกันเก็บข้อมูลพบว่า

 ประชากรภูเก็ต 45% รับวัคซีนเข็มแรกเรียบร้อย ประชากร 22% ได้รับวัคซีนครบสองเข็ม

จากประชากรกลุ่มเสี่ยงสูง (สัมผัสเชื้อ)1366 ราย ไม่ใช่คนที่ติดเชื้อนะ ในกลุ่มนี้เมื่อกักตัวครบ 14 วันแล้วมาประเมิน มาคิดเรื่องการติดเชื้อจากการตรวจทางแล็บ (ไม่ได้บอกว่ามีอาการหรือไม่)
⊙ ถ้าได้วัคซีนอย่างน้อยหนึ่งเข็ม ลดการติดเชื้อลง 73.1%
⊙ ถ้าได้วัคซีนสองเข็ม ลดการติดเชื้อลง 83.3%

 จากประชากรที่ติดเชื้อ จำนวน 386 ราย พบว่า
⊙ ได้รับวัคซีนครบสองเข็ม 6 ราย จำนวนนี้ไม่มีปอดอักเสบเลย
⊙ ได้รับวัคซีนเพียงหนึ่งเข็ม จำนวน 31 ราย ในจำนวนนี้มีปอดอักเสบ 4 ราย
⊙ ผมคำนวณดูเองว่า แสดงว่าผู้ติดเชื้อกลุ่มนี้ ยังไม่ได้วัคซีน 343 ราย

ยังไม่เห็นระเบียบวิธีวิจัย การคำนวณทางสถิติ แต่อ่านดูน่าจะเป็น case-control study ไม่ทราบ control ด้วยว่าเป็น test negative control หรือไม่ กลุ่มประชากรสองกลุ่มมีความเหมือนหรือต่างกันอย่างไร มีการใช้ propensity score ลดความแตกต่างไหม มีการคิดกลุ่มย่อยตามโรคร่วมบ้างไหม และกลุ่มที่ไม่ได้ฉีดวัคซีนมีปอดอักเสบเท่าไร

ข้อมูลนี้เป็นเพียงข่าว หากจะไปอ้างอิงคงต้องแสดงข้อมูลมากกว่านี้ ซึ่งเป็นการศึกษาที่น่าสนใจมาก ทำในคนไทย สถานการณ์จริง เฝ้ารอดูการศึกษาที่จะออกมาฉบับสมบูรณ์ต่อไป

***ขณะนี้ยังเอาไปอ้างอิงไม่ได้หากไม่เห็นผลงานฉบับสมบูรณ์และนำมาวิเคราะห์อีกครั้ง***

peer review ของวัคซีนแบบเชื้อตายจากซิโนฟาร์ม

 ข้อมูล peer review ของวัคซีนแบบเชื้อตายจากซิโนฟาร์มของจีน ใน JAMA 26 พค. 2021

ทำเมื่อครึ่งปีหลังของ 2020 ศึกษาในเอมิเรตส์และบาห์เรน จำนวน 40000 กว่าคน โดยส่วนใหญ่อายุไม่มาก ประมาณ 35-40 ปี อัตราการติดเชื้อไม่มากเท่ายี่ห้ออื่น มีสัดส่วนคนเอเชียเกือบทั้งหมด

ฉีดสองเข็ม และติดตาม 'การติดเชื้อแบบมีอาการ'เหมือนวัคซีนทุกตัว ข้อเด่นคือใช้ adjuvant เป็นยาหลอก ไม่ใช่น้ำเกลือ ก็จะดูผลข้างเคียงได้ใกล้เคียงความจริงมากกว่า

ปรากฏว่า สามารถปกป้องการติดเชื้อแบบมีอาการได้ 72-78% ผ่านเกณฑ์เฉลี่ยและขั้นต่ำของ CDC, WHO ผลข้างเคียงไม่ต่างจากยาหลอกที่เป็น adjuvant ขอวัคซีน (สารในวัคซีนที่ไม่มีตัวเชื้อ)

ยังไม่สามารถแปลผลเรื่องวัคซีนกลายพันธุ์ และการปกป้องการติดเชื้อแบบ 'ไม่มีอาการ'ได้

ลิ้งค์มาให้ อ่านฟรี

26 พฤษภาคม 2564

Vaping cessation การเลิกเวป หรือการเลิกบุหรี่ไฟฟ้า

 Vaping cessation การเลิกเวป หรือการเลิกบุหรี่ไฟฟ้า

ในประเทศอเมริกาและยุโรปมีการใช้บุหรี่ไฟฟ้ากันอย่างแพร่หลาย ทั้งเปลี่ยนจากบุหรี่ดั้งเดิมมาใช้ ทั้งผู้ใช้ที่เริ่มต้นด้วยบุหรี่ไฟฟ้า ทำให้เกิดคำถามว่าเราจะเลิกเวป (vape) ได้อย่างไร เหมือนการเลิกบุหรี่แบบเดิมไหม

ปัจจุบันนี้ยังมีข้อมูลการศึกษาวิจัยวิธีในการเลิกเวปอยู่น้อยมาก ส่วนใหญ่ที่เลิกได้เพราะตัวผู้ใช้เองต้องการจะเลิก ใช้วิธีหักดิบบ้าง ใช้วิธีการลดความเข้มข้นนิโคตินในบุหรี่ไฟฟ้าลงทีละน้อยบ้าง แต่ยังไม่มีการศึกษาที่มีคุณภาพปริมาณมากพอ

ข่าวล่าสุดของการศึกษา ORCA-V1 ศึกษาการใช้ยา cytisnicline เพื่อเลิกบุหรี่ไฟฟ้า กำลังศึกษาในอเมริกา ผลยังไม่ออกมา แต่เรามีการศึกษาการเลิกเวป โดยใช้วิธีดั้งเดิมที่เคยใช้ได้ผลกับบุหรี่มาแล้ว มาลองประยุกต์ใช้

ผลงานการศึกษาจากนักวิจัยที่ Mayo Clinic ต้องบอกว่าที่ Mayo Clinic มีศูนย์ศึกษาวิจัยเรื่องการเลิกบุหรี่ ศูนย์ฝึกอบรมการติดยาสูบระดับโลกเลยนะครับในชื่อ Mayo Clinic – Nicotine Dependence Center และ Mayo Clinic –Tobacco Education programs

งานวิจัยนี้ลงตีพิมพ์ในวารสาร JAMA Internal medicine ฉบับ 17 พฤษภาคม 2021 ศึกษาคนที่ใช้เวป ในช่วงอายุ 18-24 ปีที่มีความสนใจอยากจะเลิกเวป ระหว่างวิธีให้คำแนะนำครั้งเดียว กับวิธีให้คำแนะนำและส่งข้อความไปกระตุ้นไปช่วยเลิกเวป โดยใช้เวลาในการศึกษา 7 เดือน เพื่อดูว่าเมื่อครบ 7 เดือนมีการหยุดใช้บุหรี่ไฟฟ้าในช่วง 1 เดือนก่อนเก็บข้อมูลว่าต่างกันหรือไม่

การศึกษานี้ใช้แอปพลิเคชั่น This is Quit ติดตามปริมาณการสูบของทั้งสองกลุ่ม ที่เคยใช้ได้ผลในการเลิกบุหรี่มาแล้ว เรียกว่าการวิจัยในยุคปัจจุบันใช้เทคโนโลยีข้อมูลกันมากเลย ข้อเสียคือเป็นการส่งข้อมูลจากตัวผู้เข้าร่วมการศึกษาเอง อาจหลงลืม อาจกดผิดได้บ้าง และไม่มีการทดสอบสารชีวเคมีเพื่อยืนยันการหยุดเวปในช่วง 30 วันดังกล่าว

มีคนร่วมการศึกษา 2588 คน แบ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับข้อความ 1304 คนและกลุ่มควบคุม 1284 คน

โดยที่คนกลุ่มนี้เกือบ 90% เขาเวปทุกวัน และเป็นกลุ่มติดหนัก (เวปใน 30 นาทีแรกหลังตื่นนอน) ถึง 82% การศึกษานี้มีการติดตามจนจบงานวิจัยค่อนข้างสูงคือที่ 74% งานวิจัยเรื่องการเลิกบุหรี่ปกติ อัตราการติดตามจนจบมักอยู่ที่ 50% โดยผลที่ออกมาพบว่า

กลุ่มที่ส่งข้อความ ไม่ใช้เวป 24.1% เทียบกับกลุ่มควบคุม ไม่ใช้เวป 18.6% ตัวเลขต่างกันไม่มากแต่มีนัยสำคัญทางสถิติ และเป็นจริงในทุกเงื่อนไขการเวป ไม่ว่าเวปมาก เวปน้อย อาชีพ ระดับการติด ใช้สารอื่นร่วมด้วย

ก็เรียกว่าการใช้ข้อความกระตุ้นมีผลจริง ๆ ในการช่วยเลิกเวป เหมือนกับที่เคยทำได้ในบุหรี่มาแล้ว

เป็นอีกหนึ่งความก้าวหน้าในการเลิกบุหรี่ไฟฟ้าครับ

ที่มา
Graham AL, Amato MS, Cha S, Jacobs MA, Bottcher MM, Papandonatos GD. Effectiveness of a Vaping Cessation Text Message Program Among Young Adult e-Cigarette Users: A Randomized Clinical Trial. JAMA Intern Med. Published online May 17, 2021. doi:10.1001/jamainternmed.2021.1793

อาจเป็นรูปภาพของ หนึ่งคนขึ้นไป และกลางแจ้ง

Golden rain acacia ต้นไม้ช่วยเลิกบุหรี่

 Golden rain acacia ต้นไม้ช่วยเลิกบุหรี่ อ่านสบาย ๆ ไปชงกาแฟร้อน ๆ กับขนมปังอุ่น ๆ แล้วนั่งโซฟา จิบกาแฟอ่านกันเลยครับ

เรื่องราวของการสูบบุหรี่และใบยาสูบ มีมาอย่างยาวนานตั้งแต่ผ่านพ้นยุคกลาง การขนส่ง การครอบครอง การผลิตใบยาสูบในแผ่นดินอเมริกา แผ่นดินแอฟริกา สร้างความมั่งคั่งให้เจ้าอาณานิคม ให้กลุ่มการค้าของยุโรปอย่างมาก และบางครั้งก็เกิดสงครามและข้อขัดแย้งจากยาสูบ

เมื่อผ่านมาถึงหลังยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ยาสูบ บุหรี่และหลากหลายผลิตภัณฑ์จากยาสูบเข้าครอบครองโลกนี้ ในขณะนั้นการสูบบุหรี่ไม่ถือว่าเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ไม่มีใครทราบว่ามันก่อให้เกิดอันตราย อีกทั้งเป็นค่านิยมในสังคมอีกด้วยว่าการสูบบุหรี่เป็นสิ่งที่ยอมรับ

จนมาปลายยุคสงครามโลกครั้งที่สอง เราเริ่มรู้จักอันตรายจากบุหรี่ที่เราใช้กันมานานหลายร้อยปี

ในช่วงหนึ่งของสงคราม มีการบันทึกว่าทหารใช้เมล็ดของพืชชนิดหนึ่ง ที่มีสมบัติเสพแล้วสบายเหมือนบุหรี่มาใช้แทนบุหรี่ที่สมัยสงครามช่างขาดแคลนอย่างยิ่ง และพืชชนิดนั้นคือ golden rain acacia หรือชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Cytisus laburnum

หลังจบสงคราม ความรู้เรื่องภัยอันตรายจากบุหรี่เริ่มเป็นที่รู้จักและมีงานวิจัยออกมาอย่างแพร่หลาย หลายประเทศเริ่มเห็นภัยร้ายของบุหรี่และเริ่มมีมาตรการควบคุม รวมถึงบำบัดรักษาผู้ติดบุหรี่ และเลิกบุหรี่ด้วยกรรมวิธีต่าง ๆ มากมายที่ได้ผลบ้าง ไม่ได้ผลบ้าง

จนกระทั่งเราเริ่มทราบเรื่องของนิโคตินและการติดนิโคติน ว่าเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ติดและเลิกไม่ได้ ความพยายามเลิกบุหรี่เริ่มมาโฟกัสที่ นิโคติน

นิโคตินเป็นสารประกอบอาโรมาติก สามารถเข้าสู่สมองได้ดีมากสามารถจับตัวรับ แอลฟ่า4เบต้า2 ในสมองและหลั่งสารที่ทำให้มีความสุขคือ โดปามีน ทำให้ติดนิโคติน

จึงมีความพยายามที่จะหายาและสารที่สามารถไปจับตัวรับ แอลฟ่า4เบต้า2 ในสมองได้เช่นกันแต่ไม่ได้ติดรุนแรงเพื่อลดอาการอยากและช่วยเลิกนิโคติน และก็หาไม่ยากเสียด้วย สารนั้นมีการค้นพบมาแล้วตั้งแต่ปี 1818 ชื่อว่าสาร cytisine

ชื่อ cytisine มาจากชื่อจีนัส Cytisus ของต้น golden rain acacia นั่นเอง โดยมีการกล่าวถึงสารนี้จากต้นนี้ตั้งแต่ปี 1818 ต่อมาสามารถสกัดสารนี้จากพืชได้ในปี 1865 แต่ก็ไม่ได้มีบันทึกการนำสารนี้มาใช้อย่างจริงจัง

จนกระทั่งในปี 1964 บริษัทยาในบัลแกเรียชื่อ Sopharma ได้นำสารสกัดของพืชตัวนี้มาใช้ทำเป็นยาอดบุหรี่ชื่อว่า cytisnicline (Tabex) ใช้แพร่หลายในฝั่งยุโรปตะวันออก

เราอาจจะเคยได้ยินชื่อยา varenicline ยาที่สกัดจากสาร cytisine อีกชนิดโดยบริษัทไฟเซอร์ วางจำหน่ายในปี 1997 ที่มีการศึกษาวิจัยมากมาย เพจเราก็นำเสนอไปมากมายและผมเองก็ถือว่าเป็นพระเอกหลักของการเลิกบุหรี่

แต่ข้อมูลของ cytisnicline เรากลับมีน้อยทั้ง ๆ ที่มีใช้ตั้งแต่ 1964 อาจจะเป็นจากข้อมูลของประเทศแถบนี้ไม่ได้รับรู้มากนักยุคสงครามเย็น การปิดประเทศและการสู้รบต่อเนื่องหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ทำให้ประเทศแถบยุโรปตะวันออกมีผลงานทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีออกมาสู่สายตาชาวโลกไม่มากนัก

แถมการศึกษาของ cytisnicline ที่ออกมาเป็นที่ยอมรับในยุคหลังก็มาจากประเทศนิวซีแลนด์ ไม่ได้มาจากบัลแกเรีย

การศึกษาชื่อ RAUORA study ศึกษาคนที่สนใจเลิกบุหรี่จำนวน 679 รายมาแบ่งใช้ยา cytisnicline เทียบกับยา varenicline เป็นการศึกษาเทียบกันโดยตรงเรียกว่า head-to-head study ผลปรากฏว่า เลิกบุหรี่ได้พอ ๆ กันแต่ cytisnicline มีผลข้างเคียงต่อระบบประสาทและอาการคลื่นไส้น้อยกว่า varenicline

นอกจากนี้ที่น่าสนใจคือ ตอนนี้ cytisnicline กำลังทำการศึกษาเพื่อเลิกบุหรี่ในอเมริกา น่าจะเพื่อรับรองการใช้ในยุโรปและอเมริกา ชื่อการศึกษา ORCA study

และที่น่าสนใจมากขึ้นไปอีกคือ การศึกษาย่อยของ ORCA ชิ้นหนึ่งชื่อว่า ORCA-V1 เป็นการศึกษาเพื่อทดสอบสมมติฐานการใช้ยาอดบุหรี่กลุ่มนี้ ในผู้ที่ใช้บุหรี่ไฟฟ้า ผมติดตามเรื่องการเลิกบุหรี่มานาน แทบจะไม่มีการศึกษาคุณภาพสูงเกี่ยวกับการเลิกบุหรี่ไฟฟ้าเลย นี่เป็นการศึกษาแรก ๆ ที่น่าสนใจมากทีเดียว

จึงเรียกว่าต้น golden rain acacia เป็นต้นไม้ที่อยู่ในฝั่งหยินหยางตรงข้ามกับใบยาสูบที่แท้จริง

ใครสนใจเรื่องยาเลิกบุหรี่ varenicline ไปที่บล็อก https://medicine4layman.blogspot.com
แล้วพิมพ์ในช่องค้นหา ใส่คำว่า ยาเลิกบุหรี่ หรือคำว่า varenicline น่าจะมีเรื่องดี ๆ ให้คุณได้อ่านมากมายครับ

อาจเป็นรูปภาพของ ดอกไม้, ต้นไม้ และกลางแจ้ง

บทความที่ได้รับความนิยม