22 เมษายน 2568

อาการวัยหงุดหงิดช่วงมีประจำเดือน : อาจรักษาง่ายกว่าที่คิด : อิทธิพลแห่งจิตใจ

 อาการวัยหงุดหงิดช่วงมีประจำเดือน : อาจรักษาง่ายกว่าที่คิด : อิทธิพลแห่งจิตใจ

หลายคนอาจจะงงว่ามาผิดเพจ ลุงหมอกินยาผิดหรือเปล่า ไม่ใช่นะครับ คือว่าผมสมัครเป็นสมาชิกวารสารการแพทย์หลายฉบับ และหลายกลุ่ม
หนึ่งในนั้นคือเรื่องการวิจัยและระบาดวิทยาคลินิก เพื่อแปลผลการศึกษาทางการแพทย์ต่าง ๆ นั่นแหละครับ มีการศึกษาอันหนึ่งแสดงให้เห็นอีกมุมของการรักษาครับ ถ้าใครอยากจบเร็วข้ามไปสรุปย่อหน้าสุดท้ายเลย
ปกติแล้วหากคุณผู้หญิงเริ่มเข้าสู่วงรอบประจำเดือน ก็จะมีอาการของฮอร์โมนแปรปรวน อารมณ์ไม่คงที่ หงุดหงิด ขวางหูขวางตา ซึ่งส่วนมากคนที่เกิดปัญหาคือสามีของเธอ !! หากไปหาหมอ คุณหมอจะช่วยโดยการให้ยาควบคุมอารมณ์กลุ่มยาต้านซึมเศร้ามากิน แล้วถ้าเรามองว่ามันคือเรื่องธรรมชาติ ไม่ต้องกินยาล่ะ มันจะดีขึ้นไหม
คณะนักวิจัยจากสวิสเซอร์แลนด์ทำการศึกษาลงใน BMJ evidence-based medicine ตีพิมพ์เมื่อ 25 มีนาคม 2568 โดยเขาทำการศึกษาแบบ RCTs ทำการสุ่มและแบ่งกลุ่มสุภาพสตรีที่มีปัญหานี้จำนวน 150 คน อายุประมาณ 26-28 ปี
แบ่งออกเป็นสามกลุ่ม กลุ่มละ 50 คน แล้ววัดผลคะแนนความหงุดหงิด (PMS symptom intensity and interference) หลังจากผ่านไปสามรอบประจำเดือน
กลุ่มแรก ให้ยาหลอก โดยบอกว่าเป็นยาหลอกด้วยนะ แต่อธิบายว่าจากการศึกษาเดิม ยาหลอกก็มีผลลดอาการได้
กลุ่มสอง ให้ยาหลอกเช่นกัน บอกด้วยว่ายาหลอก แต่ไม่ได้อธิบายอะไร
กลุ่มสาม อันนี้ให้การรักษาตามปกติ แนะนำการปฏิบัติตัว ใช้ยาตามแนวทางการรักษา
ปรากฏว่าทั้งสามวิธีสามารถลดอาการได้ดีตั้งแต่รอบประจำเดือนที่สอง โดยการรักษาที่ลดอาการได้ดีที่สุด คือ การใช้ยาหลอกร่วมกับอธิบายว่ายาหลอกก็มีผลดี แตกต่างจากทั้งสองวิธีอย่างมีนัยสำคัญ
ส่วนวิธีแจกยาหลอกโดยไม่อธิบายอะไรก็ยังลดอาการได้ดีกว่าการใช้การรักษาตามปกติอีกด้วย (แต่ต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญ) โดยที่ผลข้างเคียงจากการรักษาและการติดตามการใช้ยา ไม่ต่างกันในทั้งสามกลุ่ม นั่นคืออิทธิพลของการอธิบายและยาหลอกมีผลจริง
ไม่ได้หมายความว่าจะใช้ได้กับทุกโรคทุกอาการ บางโรคก็ใช้ไมได้นะครับ จะมาใช้ยาหลอกแบบนี้ถือว่าผิดเลย แต่ในโรคที่เราคิดว่าอาจจะไม่จำเป็นต้องรักษา หรือ ผลจากการรักษาให้ยามันไม่มากนัก โรคแบบนี้มันมีอิทธิพลของยาหลอกมาก แต่ไม่มีใครพิสูจน์แบบ บอกโต้ง ๆ แบบนี้สักเท่าไร การศึกษานี้มาเพื่อพิสูจน์แนวคิดนี้ครับ
หึหึ คุณผู้ชาย คุณสามีทั้งหลาย เวลาทองของคุณมาถึงแล้ว คราวนี้พอคุณผู้หญิงหงุดหงิดจากวันแดงเดือด เราก็ไม่ต้องแก้ไขโดย...กระเป๋าลองชอมป์ รองเท้าปราด้า นาฬิกาแอร์เมส หรือทริปฝรั่งเศสสุดหวิว ก็ให้ยาหลอกวันละสองเม็ด แล้วบอกว่า เดี๋ยวก็หายเองนะเธอ อย่าเยอะ !!!
อ่านฟรี
Frey Nascimento A, Gaab J, Degen B, et alEfficacy of open-label placebos for premenstrual syndrome: a randomised controlled trialBMJ Evidence-Based Medicine Published Online First: 25 March 2025. doi: 10.1136/bmjebm-2024-112875

20 เมษายน 2568

the walking backpack ลากคุณชายไปอินเดีย

 the walking backpack ลากคุณชายไปอินเดีย : เล่มที่สองในช่วงสงกรานต์นี้

คุณจิรพัฒน์ พัวพิพัฒน์ หรือคุณปั้น เป็นนักเดินทางคนเดียว ประเภทแบ็คแพ็กเกอร์ ลุยทุกที่ กินทุกอย่าง และคุณปั้นก็มาเขียนเล่าประสบการณ์มาให้เราได้อ่านครับ
คุณปั้นเป็นนักเรียนทุนสิงคโปร์ตั้งแต่มัธยมปลาย ไปเรียนที่นั่นจนจบและทำงานที่นั่น ระหว่างเรียนตามประสานักเรียนประเทศพัฒนาแล้ว เขาออกไปหาประสบการณ์ทั่วโลก
คุณปั้นเลือกแบ็คแพ็ก ขึ้นรถไฟ ตั๋วรถบัส ลงเรือ แชร์รถกับเพื่อนนานาชาติ นอนโฮสเทล ทำกับข้าวและคุยกับเพื่อน เพื่อนร่วมห้อง เพื่อนร่วมรถ
นั่นทำให้คุณปั้นได้เรียนรู้ชีวิต เรียนรู้ผู้คน และวัฒนธรรม จากทั่วทุกมุมโลก ในแง่มิตรภาพ รวมถึงการถูกโกง มิจฉาชีพ จากการแบ็คแพ็กทั่วโลก
และคุณปั้นนำมาบอกเล่าให้เราฟัง พร้อมภาพสวย ๆ เพราะคุณปั้นเขาเป็นช่างภาพด้วย โดยวิธีเล่าของคุณปั้นจะใช้ภาษาที่เราคุยกัน เหมือนเขาคุยกับตัวเองให้เราฟัง อ่านแล้วจึงสนุก เหมือนเราอยู่ในกระเป๋าคุณปั้นตามไปด้วย
แทรกด้วยเกร็ดความรู้แบบแบ็กแพ็กเท่านั้นจะรู้ โดยแบ็คแพ็กเกอร์ตัวจริง และคำบอกเล่าจากแบ็กแพ็กเกอร์ทั่วโลก น่าสนใจมากครับ
ผมเจอหนังสือคุณปั้นครั้งแรกคือ “ยุโรปไม่ได้เป็นเหมือนฝัน” หนึ่งในจักรวาล the walking backpack หลังจากนั้นก็ติดตามงานเขียนมาทุกเล่ม
เล่มนี้ยิ่งพิเศษ เพราะคุณปั้นมีคุณปั๊ม น้องชายสุดที่รักที่สไตล์การเที่ยวสบายกว่าคุณปั้นเยอะเลย แล้วพอมาแบ็กแพ็กจะเกิดอะไรขึ้น
นั่นไม่พอ เพราะประเทศที่จะไปแบ็กแพ็กเป็นประเทศที่นับว่า ยากที่สุดแห่งหนึ่ง คือ อินเดีย เพราะผู้คนล้นหลาม แน่นขนัด แออัด ไม่มีระเบียบ ต้องหาน้ำแบะอาหารสะอาด แบ็กแพ็กผู้เชี่ยวชาญยังยาก นี่ต้องพาคุณชายไปด้วยนี่สิ
แต่ก็ได้ประสบการณ์ล้ำค่า จากวัฒนธรรมที่ต่างกันสุดขั้ว ความเหลื่อมล้ำที่มองเห็นชัด อาหารที่หลากหลาย ภูมิประเทศที่ร้อนจัดในเดลี และไปถึงหนาวติดลบบนหิมาลัยที่เลห์ ลาดักห์
การหนีขายตรงแบบตื้อ การต่อรองราคาที่ถูกโก่งไปเกิน 100%
คุณปั้นเล่าได้สนุกมากกับเล่มนี้ครับ อ่านไปยิ้มไป หลับตาเห็นภาพความแออัดได้เลยครับ ใครอยากอ่านสารคดีท่องเที่ยวสนุกสนานแบบแบ็คแพ็กในอินเดีย ต้องเล่มนี้เลย
เรื่องและภาพโดยคุณปั้น จิรพัฒน์ พัวพิพัฒน์ มีภาพสี่สีสวย ๆ พร้อมซิกเนเจอร์คุณปั้น คือภาพถ่ายจากด้านหลัง ที่คุณปั่นสะพายกระเป๋าเท้าเอวมองฟ้า
หนังสือโดยสำนักพิมพ์ Geekbook ราคาปก 335 บาท แต่ผมคิดว่าคงหาซื้อมือหนึ่งได้ยากเต็มที เล่มนี้ผมก็ซื้อมือสองมาเช่นกันครับ หรือสามารถหาได้ตามแอปส้มครับ
สนุกมาก แนะนำ the walking backpack ทุกเล่มครับ

ชวนเธอกลับมาที่คาเฟ่ลูส

 “ชวนเธอกลับมาที่คาเฟ่ลูส” นิยายโคซี่ เต็มไปด้วยกลิ่นอายของขนมหวานทั่วโลก

ผมตามอ่านผลงานของฟูมิเอะ คนโดะ มาตลอด คุณคนโดะ มีความสามารถในการร้อยเรียงเรื่องราวขนมและอาหารนานาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งขนมหวานแบบต่าง ๆ ให้มาเข้าเรื่องราวปริศนาเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้อย่างดี
เรื่องราวของคุณมาโดกะ เจ้าของคาเฟ่ลูส ที่เคยมาปรากฏกายจากหนังสือ “คาเฟ่ลูส เมนูที่รักจากการเดินทาง”
มาโดกะ เป็นนักเดินทางที่ชอบชิมอาหารทั่วโลก แล้วนำมาประยุกต์ทำในร้านตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นอาหารฝรั่งเศส รัสเซีย อิตาลี ที่ส่วนมากเป็นขนมน่าอร่อย เครื่องดื่มเลิศรส แล้วผู้แต่งก็บรรยายได้ อึ้มมม มาก
“ กัดชูครีมกินคำหนึ่ง ความคิดแรกคือ ไม่หวาน สัมผัสได้ถึงความหอมมันจากไขมันของนม ตามด้วยกลิ่นหอมของแป้งชู หลังจากนั้นจึงได้รสหวานของน้ำตาล”
และบรรดาลูกค้าในร้านก็มักจะมีเรื่องราวในชีวิต ที่มีปริศนาเล็ก ๆ ให้มาโดกะข่วยให้ชีวิตลูกค้าสบายขึ้น สมบูรณ์ขึ้น
คราวนี้คุณมาโดกะ ต้องได้รับผลกระทบจากโควิด ร้านต้องปิด มาขายออนไลน์ รวมทั้งเปิดฟู้ดทรัก
แต่ลูกค้าก็ยังถามหา ขนมรสเลิศของคุณมาโดกะ และเมื่อเปิดไลน์อาหารมากขึ้น เราก็จะได้เห็นการบรรยายอาหารแสนอร่อยจากชาติต่าง ๆ แบบต่าง ๆ รวมทั้งกลุ่มลูกค้าที่หลากหลาย ปัญหาชีวิตที่แสนเศร้าแต่จบแบบอบอุ่น ภายใต้การแก้ไขปัญหาแบบมิตรภาพกลางโต๊ะขนม
แต่ละตอน แต่ละเรื่อง ไม่ยาวมากเกิน เราจะได้ลุ้นว่าปัญหาลูกค้าคืออะไร และมาโดกะพลิกวิกฤตเป็นโอกาสอย่างไร และที่สำคัญ เราจะเจอขนมอะไรในตอนนี้
อ่านเรื่อย ๆ เพลินมาก อ่านแล้วอบอุ่นมีความสุข ตามสไตล์ฟูมิเอะ คนโดะ
หนังสือแปลโดยท่านเดิม กนกวรรณ เกตุชัยมาศ และสำนักพิมพ์เดิม sunday afternoon หนังสือเอห้าเล่มบาง ๆ 260 หน้า ราคาปก 315 บาท พกง่าย หยิบมาอ่านเวลาพัก เวลากินขนม เพลินเลย
รับรองอ่านแล้วมีกดกูเกิ้ลดูรูปอาหารและขนม และสรรหาขนมมากินแน่นอนครับ
โอม..จงซื้อ จงดอง ป้ายยามหานิยม

19 เมษายน 2568

หูชั้นนอกอักเสบ (otitis externa)

 สั้น ๆ เร็ว ๆ กับ หูชั้นนอกอักเสบ (otitis externa)

1. ส่วนมากเกิดจากการแคะหู น้ำเข้าหู
2.อาการคือบวม แดง เจ็บ ที่อาจเป็นเฉพาะจุด หรือเป็นทั่วทั้งใบหู
3. การรักษาคือ หยุดแคะหู ใช้ยากินฆ่าเชื้อ.ยาหยอดหู อาจให้ยาต้านการอักเสบถ้าบวมมาก
4.เชื้อก่อโรคส่วนมากคือเชื้อที่ผิวหนัง Staphylococcus ยากินที่เป็นยาหลักคือ cloxacillin และยาหยอดหู polymyxin
5.หากเป็นทั้งใบหู หรือ มีโรคประจำตัวรุนแรงที่อาจลุกลามเข้าช่องกะโหลก ที่สำคัญคือ เบาหวาน ต้องระมัดระวังเชื้อ Pseudomonas และต้องให้ยาครอบคลุมเชื้อนี้
6.ติดตามอาการเสมอ ถ้าลุกลามมาก อาจต้องให้ยาทางหลอดเลือด หรือผ่า,เจาะ

18 เมษายน 2568

 เรื่องราวของวัคซีนปอดอักเสบนิวโมคอคคัส : เรื่องยาวแต่จะเข้าใจ

เราย้อนกลับไปไกลนิดนึงนะครับ ประมาณปี 1850 ที่ประเทศแอฟริกาใต้
ตอนนั้นประเทศแอฟริกาใต้เป็นหนึ่งในอาณานิคมของจักรวรรดิบริติช หลังจากสงครามบัวร์ และเป็นหนึ่งในอาณานิคมแอฟริกาที่พระราชินีนาถวิคทอเรียมาเยือนถึงที่ ปัจจุบันท่าเรือที่พระราชินีมาเยือน อยู่ที่เคปทาวน์ ชื่อท่าเรือ V&A waterfront คือ วิคทอเรียแอนด์อัลเบิร์ต นั่นเอง
หนึ่งในเป้าหมายที่จักรวรรดิบริติชมาครอบครองดินแดนนี้คือ เหมืองทองคำ ที่มีมากมายในดินแดนแอฟริกาใต้ สวาซิแลนด์ ไปจรดนามิเบีย แต่เหมือนไม่ได้อยู่ที่เคปทาวน์นะครับ อยู่ลึกไปในแผ่นดินบริเวณเมืองโจฮานเนสเบิร์ก
มีเศรษฐีอังกฤษมาเปิดเหมืองที่นี่มากมายและทำเหมืองมาเกือบร้อยปี อาศัยแรงงานสำคัญในเหมืองคือ แรงงานทาสชาวแอฟริกา ได้จากการจับตัวเชลยศึกและซื้อขายทาสจากทั่วดินแดนแอฟริกา
แน่นอนว่าร้อยพ่อพันแม่ ต้องมาอยู่รวมกันในที่พักในเหมืองหรือขุดลึกลงไปในเหมือง สิ่งที่เลี่ยงไม่ได้คือ โรคระบาดจากการอยู่แออัด
หนึ่งในเหมืองทองชื่อดังคือ เหมืองทองที่เมือง witwaterstrand ที่ใหญ่มาก ขุดทองได้เยอะ และยังคงสภาพเป็นสถานที่ท่องเที่ยวในปัจจุบัน ตั้งอยู่ทางใต้ของโจฮานเนสเบิร์ก
แต่เนื่องจากเป็นเหมืองขนาดใหญ่ คนงานเยอะจึงประสบปัญหาสำคัญคือ การเสียชีวิตอย่างต่อเนื่องจากโรคปอดอักเสบ ทางเจ้าของเหมืองต้องว่าจ้าง Almroth Wright หนึ่งในบุคคลสำคัญอยู่ในทีมคิดค้นวัคซีนไทฟอยด์ มาช่วยจัดการโรคในเหมือง ที่ตอนนั้นทราบแล้วว่าเกิดจากปอดอักเสบติดเชื้อ และเกิดจากแบคทีเรีย นิวโมคอคคัส (Streptococcus pneumoniae)
ทำไมต้องเป็นทีมไทฟอยด์ มันมาเกี่ยวอะไรกับเชื้อปอดบวมนิวโมคอคคัส
คนเรารบกับเชื้อโรคมานานมากครับ เราพัฒนาวิธีกำจัดเชื้อโรค เชื้อโรคก็พัฒนาวิธีอยู่รอดเช่นกัน
แบคทีเรียบางชนิดได้พัฒนาเกราะกำบังตัวที่ชื่อว่า แคปซูล เพื่อไม่ให้เซลล์ฟาโกไซต์จับกินเชื้อโรคได้ เซลล์พวกนี้จับกินหมดครับถ้ามันกินได้ แต่พอแบคทีเรียสร้างแคปซูล เซลล์พวกนี้ก็กินลำบาก มันอยู่รอดได้ดีขึ้น เชื้อแบคทีเรียที่สร้างแคปซูลมีหลายชนิด ที่สำคัญคือ นิวโมคอคคัส เชื้อกาฬหลังแอ่น เชื้อไทฟอยด์
ร่างกายเราก็ฉลาดพอ พัฒนาการสร้างแอนติบอดี เฉพาะกับแคปซูลแต่ละเชื้อ แต่ละชนิดย่อย (serotype) ให้มาเกาะติดกับแคปซูล เป็นการติดป้ายบอกเซลล์ฟาโกไซต์ว่า นี่คือเชื้อโรคนะจ๊ะ กรุณาจับกินด้วย
กระบวนการนี้เรียกว่า opsonization เมื่อแคปซูลถูกติดป้าย และไหลเวียนในกระแสเลือด เข้าสู่ม้าม อวัยวะที่มีเซลล์ฟาโกไซต์เยอะมาก ทำการจับกินแบคทีเรียที่มีแคปซูลและติดป้ายเรียบร้อย
นั่นคือสาเหตุที่เราท่องกันว่า ผู้ป่วยที่ถูกตัดม้าม หรือม้ามไม่ทำงาน จะประสบปัญหาติดเชื้อโรคที่มีแคปซูลได้มากกว่าปกติ และควรฉีดวัคซีนก่อนตัดม้าม
เรากลับมาที่ Almroth Wright และเหมือนทองคำในแอฟริกาใต้
มีการใช้เชื้อนิวโมคอคคัสที่ตายแล้ว นำมาฉีดให้กับคนงานเหมือง … อย่าเพิ่งตกใจ ในยุคปี 1891 ยังไม่มีข้อกำหนดเรื่องของการทดลองในคน และอีกอย่างตอนนั้นสิทธิเสรีภาพของชาวแอฟริกันในฐานะทาส มันน่าหดหู่อย่างยิ่ง ถูกเอารัดเอาเปรียบ ทรมาน เข้าไม่ถึงการรักษามาตรฐาน ผมเคยไปพิพิธภัณฑ์การค้าทาสที่แอฟริกามาแล้ว เรียกว่า ต้องก้มหน้าให้กับความอยุติธรรมในยุคนั้นเลย
เมื่อฉีดวัคซีนแล้วก็ปรากฎว่าอัตราการเสียชีวิตของคนที่เป็นปอดอักเสบลดลง โดยเฉพาะในสี่เดือนแรกของการป่วย คิดว่าสี่เดือนหลังที่ไม่ต่างกัน เพราะอาจจะมีผลแทรกซ้อนหรือโรคที่รุนแรง
คุณ wright เป็นนักวิจัยครับ เขาจึงนำเรื่องราวนี้ไปตีพิมพ์และต่อจากนั้นมีนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกให้ความสนใจศึกษาต่อเนื่อง เพราะตอนนั้นเรารู้แล้วว่าเชื้อนิวโมคอคคัส ทำให้เกิดปอดอักเสบ หูอักเสบ ไซนัสอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ แต่เรายังทำอะไรกับเชื้อไม่ได้
โปรดอย่าลืมว่าในปี 1891 เรื่อยมาจนศึกษามากขึ้นในปี 1917 เรายังไม่มีเพนิซิลิน เรายังไม่มียาฆ่าเชื้อ ช่วงเวลาแห่งการล่มสลายของจักรวรรดินิยม จนมาถึงจบสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง มีสงครามมากมาย แต่สิ่งที่คร่าชีวิตทหารมากกว่าสงครามคือ โรคระบาด กว่าเราจะจัดการสิ่งแวดล้อมและลดโรคระบาดได้ เรียกว่าตายไปครึ่งยุโรปเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการถือกำเนิดของไข้หวัดใหญ่หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ไข้หวัดสเปน
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่งการศึกษาต่อยอดจาก Wright เริ่มกว้างขวางขึ้น โดยเฉพาะการศึกษาในสัตว์ทดลอง เราจึงพบว่า สัตว์ที่ถูกเราฉีดเชื้อเข้าไป จะเกิดภูมิคุ้มกันแต่เฉพาะแบบของเชื้อสายพันธุ์นั้น ๆ ทำให้เรารู้จักชนิดของเชื้อแบ่งตามภูมิคุ้มกันหรือ serotype และทราบต่อไปอีกว่าตัวที่กำหนดชนิดภูมิคุ้มกันจะอยู่ที่แคปซูลของเชื้อนั้น
นำไปสู่การพัฒนาวัคซีนโดยการฉีดเฉพาะแคปซูลเท่านั้น ซึ่งในระยะแรกการฉีดแคปซูลในคนก็ไปทำที่เหมืองทองในแอฟริกาใต้อีกนั่นแหละครับ คนงาน 60800 คน แบ่งได้รับวัคซีนครึ่งนึง ปรากฏว่าอัตราการป่วยและตายลดลงจากเดิมถึง 50% และเมื่อเราสามารถแยกชนิดของแคปซูลได้ดี ก็มีการพัฒนาวัคซีนให้บริสุทธิ์มากขึ้น เฉพาะเจาะจงมากขึ้น
การศึกษาวัคซีนชนิด polysaccharide capsules สามสายพันธุ์ ทำครั้งแรกในคนเมื่อปี 1933 หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ซึ่งยังไม่มีระเบียบการวิจัยในคนอีกเช่นกัน (เกิดหลังสงครามโลกครั้งที่สอง) ในเวลานั้นพบว่า สามารถป้องกันการเสียชีวิตและการป่วยหนักได้เกือบ 100% ในการติดเชื้อที่ตรงกับสายพันธุ์วัคซีน
นั่นทำให้มีการเร่งค้นหาสายพันธุ์ต่าง ๆ ของนิวโมคอคคัส โดยเน้นสายพันธุ์ที่ก่อโรคในคน จนในปี 1983 ได้ถือกำเนิดวัคซีนปอดอักเสบชนิดโพลีแซคคาไรด์แคปซูล จำนวน 23 สายพันธุ์ หรือ PPSV 23 ที่ใช้ต่อเนื่องกันมาจนถึงทุกวันนี้
แต่ PPSV และวัคซีนจากแคปซูลยังไม่ตอบโจทย์การระบาดของโรคหลายประการ อย่างแรกที่สำคัญคือ มันแทบใช้ไม่ได้ในเด็กโดยเฉพาะทารกและเด็กเล็ก ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญในการป้องกันโรค เพราะติดเชื้อง่ายและป่วยหนัก อีกประการคือ ปฏิกิริยาการเกิดภูมิคุ้มกันที่ได้จากแคปซูลยังไม่มีสามารถอยู่ได้นานเท่านี่ควร
จึงมีการพัฒนาวัคซีนจากแคปซูลไปอีกขั้น
เชื้อ Hemophilus influenzae type B หรือ HiB เป็นเชื้อโรคที่มีแคปซูล และนำแคปซูลมาใช้พัฒนาวัคซีนเหมือนกับนิวโมคอคคัส ประสบปัญหาเช่นเดียวกัน นักวิทยาศาสตร์ได้ลองแก้ปัญหาโดยการ “conjugate”
นำส่วนหนึ่งของพิษเชื้อคอตีบ (diphtheria toxin) ที่สร้างจากการสังเคราะห์ ตัดมาเฉพาะส่วนไม่มีพิษ นำมาผสมกับส่วนแคปซูลของเชื้อ
ส่วน toxin นี้ ไม่มีพิษและมีสมบัติที่ดีในการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน กระตุ้นได้ดี กระตุ้นได้แรง และไม้ตายสำคัญคือ กระตุ้น T helper cell กับ memory B cell โดยการกระตุ้นภูมิโดยผ่าน toxin นี้ ผ่านระบบเซลล์ภูมิคุ้มกันครบถ้วน ต่างจากวัคซีนจากแคปซูลที่กระตุ้นโดยไม่ผ่านระบบ T cell
เราจึงเรียก polysaccharide capsule ที่มาผสานกับ harmless toxin นี้ว่า conjugated vaccine
หลังจากที่ใช้กับเชื้อ HiB จนสำเร็จ จึงนำหลักการนี้มาใช้กับนิวโมคอคคัส ผลิตเป็นคอนจูเกตวัคซีนนิวโมคอคคัสตัวแรก PCV-7 ชนิดเจ็ดสายพันธุ์ และมีการศึกษาในคน ที่น่าทึ่งเหมือนโลกกลม การศึกษาทั้งเด็กและผู้ใหญ่ทำที่แอฟริกาใต้อีกเช่นเคย ผลปรากฏว่าลดอัตราการป่วยหนักลงได้ถึง 90-95%
เช่นเคย ป้องกันได้ดีมาก หากป่วยตรงสายพันธุ์ที่ฉีดวัคซีน แต่ถ้าไม่ตรงจะป้องกันได้ปานกลาง อีกอย่างคือ เกิดปรากฏการณ์ของปอดอักเสบจากสายพันธุ์ที่ไม่มีวัคซีนเพิ่มสูงขึ้นอีก
จึงต้องมีการพัฒนาวัคซีนให้ครอบคลุมมากขึ้น หรือฉีดคู่ PPSV-23
ข้อดีของคอนจูเกตวัคซีนนี้ สามารถฉีดสร้างภูมิในเด็กได้ กระตุ้นการสร้างภูมิได้เร็ว แรง ดุดัน ไม่เกรงใจใคร
โดยก่อนหน้านี้ในผู้ใหญ่ เราจะฉีด PCV-13 หนึ่งเข็ม และพิจารณาฉีด PPSV-23 ซ้ำอีกหนึ่งเข็ม ในกลุ่มเสี่ยงเฉพาะ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กว้างขวางและทรงพลังมากพอในทุกสายพันธุ์ก่อโรค
และวันนี้พัฒนามาเป็น PCV-15 และ PCV-20 ที่ครอบคลุมเชื้อก่อโรคได้มากมาย สามารถฉีดเพียงเข็มเดียว โดยไม่ต้องฉีด PPSV-23 ซ้ำ
ยังมีการพัฒนาชนิดและการผลิตวัคซีนนิวโมคอคคัสต่อเนื่อง ก้าวหน้าขึ้น เพื่อให้ครอบคลุม ทรงพลัง ปกป้องและลดอัตราการเสียชีวิตได้ดีขึ้น ไม่ว่าจากโรคปอดอักเสบ หรือผลแทรกซ้อนสำคัญคือ หัวใจล้มเหลว
สรุปว่า
อายุ 65 ขึ้นไป ฉีด PCV-20 เพียงหนึ่งเข็มแล้วจบ ส่วน PCV-15 ก็ฉีดหนึ่งเข็มและพิจารณากระตุ้นด้วย PPSV-23 ในกลุ่มเสี่ยงเท่านั้น
ส่วนกลุ่มเสี่ยงพิเศษที่ต้องได้วัคซีนก่อนอายุ 65 ก็ใช้สองตัวนี้เช่นกัน ตามคำแนะนำของหมอครับ
จบแล้ว ปรบมือให้คนที่อ่านจบครับ

บทความที่ได้รับความนิยม