23 กรกฎาคม 2561

เกลือในอาหาร

ก่อนกินอาหารเที่ยง
เราเคยบอกตัวเองว่า ไม่กินเค็ม ไม่เติมเกลือ ไม่ใช่ซีอิ๊ว ไม่เติมน้ำปลา อาหารก็จืดๆ
นั่นคือเกลือที่ตาเรามองเห็น แต่ยังมีเกลือผสมเสร็จที่ตาเรามองไม่เห็นอีก
อย่าลืมคิดถึงเกลือจากอุตสาหกรรมอาหารที่มีมาสำเร็จในอาหารแล้วด้วยนะครับ
หวังว่าท่านคงกินอาหารเที่ยงอย่างเอร็ดอร่อยนะครับ

22 กรกฎาคม 2561

ฝีดาษ

ครั้งหนึ่งฝีดาษเคยคร่าชีวิตมนุษย์โลกไปกว่า 60% เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้นและทำไมอยู่ๆฝีดาษจึงหายไป ถึงเวลาที่ท่านจะต้องไปชงกาแฟอุ่นๆ คู่กับปาท่องโก๋ร้อนๆ นั่งลงบนโซฟานุ่มนิ่ม อิ่มเอมไปกับกรุ่นหอมกาแฟและย้อนอดีตไปกับ ฝีดาษ ภัยสะท้านโลกกก (ให้เสียงภาษาไทยโดยลุงหมอ)
หลักฐานแรกๆที่เชื่อกันว่าฝีดาษได้เข้ามาสู่อารยธรรมของมนุษย์มีตั้งแต่สมัยก่อนคริสตกาล ต้นธารของโรคร้ายได้ถูกบันทึกไว้ว่ามีโรคแปลกๆที่ทำให้ร่างกายเป็นตุ่มทั้งตัว บางตุ่มก็เป็นฝี กระจัดกระจาย ทำให้ผู้ที่ป่วยนั้นทรมานมากและถึงแก่ความตาย น้อยรายนักที่จะรอด และรอดก็พิการ แต่เรื่องเล่าก็คือเรื่องเล่า หลักฐานเริ่มแน่ชัดขึ้นเพราะเทคโนโลยีการทำ "มัมมี่" ของชาวอียิปต์โบราณ แสดงให้เห็นผิวหนังที่ได้รับการรักษาสภาพเป็นอย่างดีแม้จะผ่านมากว่า 3000 ปี
ฟาโรห์รามเสสที่ห้า แห่งอาณาจักรใหม่ มีลักษณะผิวหนังแบบฝีดาษ !! ตรงกับบันทึกในปาปิรัสว่าพระองค์มีผิวเป็นตุ่ม มองดูคล้ายอักษรจารึกบนแผ่นดินเหนียวของชาวฮิตไทต์ ... สมัยนั้นชาวฮิตไทต์ จารึกอักษรคูนิฟอร์มบนดินเหนียว ท่านลองจินตนาการเอาแผ่นดินเหนียวมาใส่เครื่องพิมพ์ดีด แล้วพิมพ์ลงไป ก็จะเป็นตุ่มและรอยเว้าตัวอักษร นั่นแหละ อียิปต์เขามองผิวฟาโรห์รามเสสว่าเหมือนจารึกดินเหนียวของชาวฮิตไทต์ (สมัยนั้นอยู่แถบตุรกี ซีเรีย)
หลังจากนั้นก็มีจารึกและบันทึกถึงโรคที่มีตุ่มขึ้นตามตัวและตาย มากขึ้นเรื่อยๆ ลุกลามจนถึงขั้นระบาด ความจริงที่ว่าโรคน่าจะเกิดที่อียิปต์ก็ยิ่งมีหลักฐานชัดขึ้น เพราะบันทึกถึง Plague of Athenes ที่เกิดในปี 430 ก่อนคริสตกาล ได้บันทึกรอยโรคที่ต่างจากกาฬโรคแต่กลับเหมือนฝีดาษ บันทึกของฮิกไทต์เองก็มีเช่นนั้น ความเชื่อเดิมว่าการรบพุ่งกันในสมัยก่อน โดยเฉพาะอียิปต์ที่ยิ่งใหญ่มากนั้น ได้นำพาเอาโรคฝีดาษไปแพร่ตามดินแดนต่างๆในแถบแอฟริกาตอนบน ไล่มาทางตะวันออกผ่านทะเลแดงมาถึงตะวันออกกลางและเอเชียตะวันตกเฉียงใต้
บันทึกโรคในอินเดียสมัยศตวรรษที่หนึ่ง ได้บันทึกว่าเจ้าโรคฝีดาษนี้มาจากพ่อค้าที่รอนแรมมาจากแถบอียิปต์
และนี่คือการระบาดของโรคฝีดาษที่ตอนนั้นยังแยกไม่ออกระหว่างฝีดาษกับกาฬโรค
ก่อนจะไปตอนต่อไป เรามารู้จักฝีดาษกันหน่อย ชื่อภาษาอังกฤษคือ smallpox เกิดจากเชื้อไวรัส variola เจ้าเชื้อตัวนี้ติดต่อทางการหายใจ ติดสารคัดหลั่งที่มีเชื้อ ก็ในหนองหรือแผลจากตัวคนไข้ ติดง่ายมาก อัตราการติดเชื้อเมื่อสัมผัสโรค 90% หลังจากติดก็จะแพร่กระจายผ่านทางระบบน้ำเหลือง และกระแสเลือด ลักษณะเด่นคือจะมีตุ่มเหมือนกระดุมขึ้นเต็มตัว มีรอยบุ๋มตรงกลาง ต่อมาก็เป็นหนองออกมา ติดเชื้อซ้ำ ภายในร่างกายก็มีตุ่มแบบนี้หรือเป็นโรคในตัว มีภาวะแทรกซ้อนเลือดออก ตายได้
เป็นคนละอย่างกับ อีสุกอีใส หรือ chickenpox ..pox มาจากภาษาละติน คือ spot ในภาษาอังกฤษนั่นเอง ... แม้ขื่อจะเหมือนแต่เชื้อคนละตระกูลเลย อาจจะมีความใกล้ชิดกับ cowpox ที่เกิดในวัว และท่านจำ cowpox นี้ไว้ให้ดี จะมามีบทบาทตอนท้าย
หลายคนก็สงสัยอีกว่า มี smallpox และมี great pox ไหม คำตอบคือมี และ great pox คือตุ่มจากการติดเชื้อซิฟิลิสนั่นเอง
เอาล่ะ ต่อมาก็การระบาดไปภูมิภาคอื่นๆของโลก เริ่มจากระบาดไปที่จีนด้วยเส้นทางการค้าที่มีมาเป็นพันปี เส้นทางสายไหมที่เชื่อมระหว่างเอเชียไมเนอร์และประเทศจีน พบเรื่องราวรอยโรคที่จีนในสมัยศตวรรษที่แปดถึงสิบ และเช่นกันโรครุนแรงและจีนก็เดือดร้อนมากเช่นกัน
ดังนั้นก่อนศตวรรษที่สิบเอ็ด โรคฝีดาษถือเป็นโรคติดต่อสำคัญ คร่าชีวิตมนุษย์ไปมากมาย ไม่มีทางรักษาและติดต่อง่ายมาก เมื่อเริ่มศตวรรษที่สิบเอ็ด เริ่มมีรายงานการเจ็บป่วยในยุโรป โดยปรกติก็มีการเดินทางผ่านไปมาระหว่างยุโรป ไครเมีย ออตโตมาน มาถึงแถบอิหร่านอยู่แล้ว แต่ที่มาระบาดหนักๆก็ด้วยเหตุมหาสงครามที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์โลก ...สงครามครูเสด นักรบศักดิ์สิทธิ์จากทั้งสองศาสนาไม่เพียงแต่มาเยี่ยมเยือนเยรูซาเล็ม แต่กลับพาฝีดาษกลับไปที่บ้านเกิดตัวเองด้วย กองทัพฝรั่งเศสและรัสเซียได้รับฝีดาษไปเต็มที่เลย
และหลังจากนั้นการระบาดก็เริ่มแพร่กระจายไปทั่วโลกตามเส้นทางการคมนาคมของชาวโลก และติดตามนักสำรวจชาวสเปนไปถึงแผ่นดินอเมริกา กระจายไปถึงอีสต์อินเดีย คือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไทยก็มีการระบาดของฝีดาษหลายครั้งในสมัยอยุธยาและต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เลยไปถึงทวีปออสเตรเลีย ระหว่าศตวรรษที่ 13 ถึง 17 การระบาดลุกลามขยายวงกว้าง แต่ว่าไม่ได้น่ากลัวมากเท่ากาฬโรค เพราะรอยโรคมันชัดเจนเป็นตุ่มขนาดนั้นก็ยากนักที่ใครจะเข้าใกล้
โรคนี้ไม่มียารักษานะครับ ประคับประคอง รอดก็อาจมีแผลเป็นหรือพิการ แต่ส่วนมากจะเสียชีวิต มนุษย์โลกงงๆ กับโรคนี้มาเกือบสองพันห้าร้อยปี จนกระทั่ง...
เริ่มมีเรื่องราวของคนที่สัมผัสโรค แต่เกิดโรคไม่รุนแรงแล้วหาย และไม่ติดฝีดาษอีกเลย เรื่องราวเล่าขานนี้ได้รับการบันทึกในจีนและอินเดียในสมัยศตวรรษที่สิบห้า มีการนำเอาฝีแห้งๆ สารคัดหลังแห้งๆจากฝีดาษมาป่นเป็นผงแล้ว "เป่า" เข้าจมูกคนปรกติ ปรากฏว่าคนที่ถูกเป่ามีอาการเล็กน้อยและหายไป หลังจากนั้นก็ไม่ติดโรคฝีดาษอีกแม้จะสัมผัสใกล้ชิด
ในดินแดนอินเดียและแอฟริกา พบว่าหากสัมผัสหนองจากฝีดาษที่แห้งแข็ง จะเกิดโรคที่ไม่รุนแรงและป้องกันไม่ให้เกิดโรคฝีดาษอีก แต่ถ้าสัมผัสหนองสดๆ จะติดรุนแรง
ด้วยวิธีนี้ เกิดคนหัวใส นำหนองที่มาจากคนเป็นโรคมาทำให้แห้ง ป่น หรือสะเก็ดแผลแห้ง เอามาแปะหรือ "inoculate" ลงบนผิวหนังที่ขูดให้เปิดเป็นแผลเล็กน้อย หลังจากนั้นอาจมีอาการน้อยๆ หรือไม่มีอาการ และสามารถป้องกันการติดเชื้อฝีดาษได้
แน่นอนคิดสตางค์เป็นธุรกิจใหญ่โต เรียกวิธีนี้ว่า Suttonian Method เป็นที่มาของการฉีดเชื้อฝังลงไปที่เรียกว่า inoculation หรือตอนนั้นเรียก variolation ตามชื่อไวรัส variola ตัวก่อโรคฝีดาษ แต่วิธีนี้ก็ดูสกปรกมาก แถมไม่ได้รับรองว่าจะได้ผลหรืออาจติดเชื้อจนตายก็ได้ ถึงกระนั้นพวกอีลิตในแถบเอเชียก็นิยมทำกันมาก
แน่นอนมันต้องมีจุดเปลี่ยน ในปี 1717 ภายหลังจากวิธี Suttonian ได้รับความนิยมสักพัก ทูตอังกฤษแห่งอาณาจักรออตโตมาน เลดี้มองตากู Lady Mary Wortley Montagu (แหมฟังชื่อแล้วไม่กล้าสบตาเลย) ได้เขียนจดหมายไปหาเพื่อนๆถึงวิธีที่ได้พบเห็นมา แน่นอนเพื่อนๆของเลดี้มองตากู เป็นคนใหญ่โต มีการศึกษาทั้งนั้น
ได้เรื่องเลยครับท่าน ข่าวแพร่กระจายไปทั่วโลก นับตั้งแต่ ปี 1720 จน 1800 โรคฝีดาษลดลงมากด้วยวิธี variolation ท่านประธานาธิบดีจอร์จ วอชิงตันสั่งล็อตใหญ่มาทำให้กองทัพเลย มีการศึกษาเรื่องนี้แพร่หลาย เรียกว่า variolation คือต้นกำเนิดของการป้องกันโรคโดยเอาเชื้อโรคที่ใกล้ตายแล้วหรืออาจจะตายแล้ว นำมาฉีดเข้าร่างกายให้ร่างกายได้รู้จัก เรียนรู้ และสร้างระบบป้องกัน เพราะเชื้อมันอ่อนมันจึงไม่ก่อโรค เราเรียกวิชานี้ว่าวิชา วิทยาภูมิคุ้มกัน และการฉีดเชื้อให้ร่างกายเกิดภูมิเพื่อป้องกันการติดเชื้อในอนาคตนี้ว่า vaccination ใกล้กับ variolation ไหมครับ
แต่ด้วยความไม่แน่นอนของการใช้ Suttonian Method เหล่านักวิจัยชาวอังกฤษนำโดย เอ็ดเวิร์ด เจนเนอร์ได้ศึกษาต่อไป และพบว่า cowpox (มาแล้วๆ ที่ให้ท่องไว้) เป็นเครือญาติกับ smallpox และถ้าหากสัมผัส cowpox ในวัวจะไม่เกิดโรคในคน และร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันต่อ cowpox ซึ่งข้ามสายพันธุ์ไปปกป้อง smallpox หรือฝีดาษได้ด้วย โดยที่ไม่เกิดโรคฝีดาษ ปลอดภัย และใช้ได้ผลแน่เพราะเชื้อที่มาจากวัวยังเป็นเชื้อสดๆ ปริมาณและแอนติเจนมากมาย ต่างจากสะเก็ดแผลแห้งๆหรือหนองผงจากฝีดาษที่ไม่รู้ว่าจะได้ผลจริงไหม
หลังจากใช้วัคซีนครั้งแรกในปี 1798 วัคซีนฝีดาษสูตรของเจนเนอร์ได้รับการรับรองมากกว่า และแพร่หลายไปทั่วโลก ได้รับการบรรจุเป็นวัคซีนจำเป็น อุบัติการณ์เกิดของโรคฝีดาษแทบจะแตะศูนย์ จนองค์การสหประชาชาติและองค์การอนามัยโลก หวังจะขุดรากถอนโคนฝีดาษให้หายไปจากโลกนี้ จึงจัดการ "ฉีดทุกคนในโลก" และฝันก็เป็นจริง
รายงานผู้ป่วยรายสุดท้ายในโซมาเลีย ปี 1977 ต่อจากนั้นสามปีให้หลังองค์การอนามัยโลกประกาศว่าฝีดาษหายไปจากโลกแล้วในปี 1980
โดยเก็บตัวอย่างเชื้อเอาไว้ศึกษาที่ CDC สหรัฐอเมริกาและที่รัสเซีย เผื่อสักวันที่เราอาจต้องเจอมันอีก .... แต่ทว่า เรื่องราวไม่จบแค่นั้น
เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา องค์การอาหารและยาของอเมริกา ได้ประกาศรับรองยารักษาฝีดาษตัวใหม่ภายใต้โค้ด TROPXX หรือ Tecovirimat ที่รักษาหายในสัตว์ทดลองและไม่เกิดผลข้างเคียงในคน
หมายความว่าเจ้าฝีดาษกลับมาอีกหรือ ไม่นะครับ เขาไม่ได้ทำออกมาด้วยเหตุผลนั้น แต่อเมริกาผลิตออกมาเผื่อว่าจะถูกโจมตีด้วยอาวุธชีวภาพฝีดาษต่างหาก น่ากลัวนะครับและน่าคิดว่าใครจะเป็นคนสร้างอาวุธนั้นขึ้นมา จะเป็นชาติที่จ้องทำลายสหรัฐ หรือเป็นสหรัฐเองที่ทำเช่นนั้น
เป็นจังหวะที่เราต้องจับตามอง ชีพจรโลกปัจจุบัน

21 กรกฎาคม 2561

เรื่องราวของไขมันทรานส์ที่ทางการของไทยประกาศห้ามผลิต ห้ามใช้

เรื่องราวของไขมันทรานส์ที่ทางการของไทยประกาศห้ามผลิต ห้ามใช้ โด่งดังมากในช่วงสัปดาห์นี้ คำถามที่อยู่ในใจคือ มันจะมากระทบชีวิตประจำวันของเรามากน้อยแค่ไหน และคำประกาศนี้จะทำให้โรคหัวใจและหลอดเลือดลดลง เราๆท่านๆ ปลอดภัยจริงหรือ
โรคหัวใจและหลอดเลือดต่างๆนั้น ที่มีไขมันเป็นสาเหตุอันหนึ่ง ต้องเข้าใจก่อนนะครับว่ามันไม่ใช่เป็นไขมันตรงๆที่เรากินเข้าไปแล้วเจ้าไขมันตัวนั้นจะไปก่อปัญหา ไปก่อเรื่อง เกือบทั้งหมดของไขมันที่ก่อเรื่องมันเกิดจากการจัดการไขมันในตัวเรา (lipid metabolism) ที่ผิดปรกติที่เป็นชื่อโรค dyslipidemia (dys คือ ผิดปกติ lipidemia คือไขมันในเลือด) นั่นคือ ผิดปกติทั้งปริมาณและคุณภาพ
ตัวที่มีปัญหาหนักๆ คือ ไลโปโปรตีน ไขมันที่มีโปรตีนมาเกาะซึ่งเกิดจากการเมตาบอลิซึ่มหลายขั้น ที่เรียกว่า LDL (low-density lipoprotein) และ โคเลสเตอรอล ทั้งสองตัวนี้เกิดจากการสร้างใหม่ขึ้นในร่างกาย นั่นคือกระบวนการสร้างการทำลาย โดยเฉพาะระดับยีนผิดปกติครับ จากอาหารนั้นมีส่วนน้อย
การรักษาโรค ณ ปัจจุบันจึงมุ่งเน้นไปที่การควบคุมการสังเคราะห์ในร่างกายมากกว่า และมีบทพิสูจน์ว่า LDL กับ Cholesterol มีผลเสียต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด และ อัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดที่ชัดเจน ในขนาดที่สูงมาก และการลด LDL ลงก็ทำให้อัตราการเกิดโรคและอัตราตายลดลง อย่างนี้เรียกว่า น่าจะเป็นเหตุเป็นผลกัน ทำให้แนวทางการรักษาปัจจุบันให้ใช้ยา statin เป็นหลักและติดตาม LDL เป็นหลัก
ไขมันบางประเภทเช่น ไตรกลีเซอไรด์ในเลือด พบว่าสัมพันธ์กับโรคหัวใจ แต่ทว่าการลดไตรกลีเซอไรด์ด้วยการควบคุมอาหารและใช้ยา กลับไม่ได้ทำให้โรคหัวใจและอัตราการเสียชีวิตลดลง
ดังนั้นเราไม่สามารถแปลได้ว่าอาหารชนิดหนึ่งมีโคเลสเตอรอลมาก หรือไตรกลีเซอไรด์มาก จะส่งผลเสียผลเลวร้ายต่อสุขภาพ เพราะผลเสียผลเลวร้ายนั้น ..**วัดจากระดับไขมันในเลือดนะครับ** ไม่ใช่ระดับไขมันในอาหาร ระดับไขมันในเลือดเป็นระดับอิ่มตัวอันเกิดจากการสร้างและเมตาบอลิซึ่มของไขมันในร่างกายเราเอง...
และหากคิดว่าการควบคุมอาหารไขมันอย่างเดียวจะมีผลต่อระดับไขมันในเลือดไหม ... มีผลนะครับ แต่ไม่มากนัก แล้วถามต่อว่ามีผลต่ออัตราการเสียชีวิตหรือเกิดโรคหัวใจไหม ก็ต้องตอบว่ามีแต่ไม่มากเช่นกัน ผลที่มาจากการศึกษาเทียบระหว่างกินอาหารปกติ กินอาหารควบคุม หรือใช้ยาด้วย ผลออกมาว่าการใช้ยานั้นสามารถลดอัตราการเกิดโรคหัวใจและอัตราการเสียชีวิตได้อย่างมีนัยสำคัญ จึงเป็นที่มาว่าถึงแม้จะคุมอาหารคุมไขมันดีเพียงใด แต่หากมีความจำเป็นต้องใข้ยา ก็ต้องใช้
แล้วการลดไขมันทรานส์ล่ะ มีผลไหม ... คำตอบก็มีครับ สุขภาพโดยรวมดีขึ้น อัตราการเกิดโรคและป่วยลดลง ...แต่มันก็อยู่ภายใต้เงื่อนไข
1. ที่ว่าลดลง เพราะไม่ใช่ควบคุมไขมันทรานส์อย่างเดียว อาหารและปัจจัยอื่นๆ ต้องควบคุมด้วย ไม่ว่าจะเป็นแคลอรี่ บุหรี่ น้ำตาลส่วนเกิน เค็ม ออกกำลังกาย ผลจึงออกมาดี อัตราการเกิดโรคลดลง อีกอย่างการศึกษาที่อัตราการเสียชีวิตลดลง เกิดเพราะว่าเทคโนโลยีการรักษามันดีขึ้นด้วย การสวนหัวใจ การให้ยาละลายลิ่มเลือด การมียาลดอัตราการเสียชีวิตที่ดีขึ้น
จึงต้องบอกว่าการลดไขมันทรานส์ เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ดีขึ้น ไม่ใช่ทั้งหมด
2.ศัตรูตัวร้ายจริงๆ ไม่ใช่ไขมันทรานส์ หรือ ไขมันอิ่มตัว แต่เป็น "ปริมาณไขมัน" ที่บริโภคเข้าไปมากกว่า ถึงจะกินไขมันดี แต่กินมากเกินก็เกิดโรคเช่นกัน ทั้งอ้วน ทั้งโรคหลอดเลือดมากมาย ดังนั้นก่อนที่เราจะพิจารณาชนิดของไขมัน ต้องพิจารณาลดและควบคุมปริมาณไขมันทุกชนิดก่อน การศึกษาที่ว่าดีๆนั้น เขาควบคุมปริมาณไขมัน และปริมาณแคลอรี่ด้วยนะครับ
3. ไขมันที่เราพบเจอในชีวิตประจำวัน ที่เป็นปัญหามากกว่าคือ "ไขมันอิ่มตัว" ครับ ไขมันที่ได้จากสัตว์ น้ำมันสัตว์ น้ำมันมะพร้าว หรือเนื้อติดมัน ติดหนัง อาหารทอด เป็นไขมันตัวร้ายจริงๆที่เราพบเจอ เพราะว่าไขมันทรานส์นั้น มักจะเกิดจากกระบวนการอุตสาหกรรม ถามว่าบางครั้งเราก็เลือกไม่ได้เมื่อมันทำสำเร็จมาแล้ว จึงเป็นหน้าที่ของทางภาครัฐที่ต้องใช้กฎหมายควบคุม
4. เรื่องไขมันทรานส์ ตอนนี้ข้อมูลมากมาย ท่านคงทราบและปลอดภัยระดับหนึ่ง อย่าลืมควบคุมไขมันอิ่มตัวด้วย ไขมันจากสัตว์ ผัดทอด เนย ไม่ใช่ว่าคิดแต่ไขมันทรานส์แล้วจะคลีนร้อยเปอร์เซนต์ ตามมาตรฐาน เราจะจำกัดไขมันทรานส์และไขมันอิ่มตัวไม่ให้เกิน 10% ของพลังงานที่ควรได้รับ และหากต้องใช้ไขมันอย่างอื่นมาแทนก็แนะนำไขมันไม่อิ่มตัวแทนนั่นเองครับ (แพงกว่า หายากกว่า)
การควบคุมไขมันทรานส์ด้วยการออกฎหมายควบคุมการผลิต เป็นวิธีที่ใข้กันแพร่หลายและได้ผล แต่ว่าอาจไม่พอที่จะทำให้สุขภาวะโดยรวมดีขึ้นได้ ยังต้องอาศัยการบังคับอีกหลายอย่างเช่น การควบคุมปริมาณเกลือ การควบคุมน้ำตาลและภาษีน้ำตาล การควบคุมยาสูบและแอลกอฮอล์
นอกจากการควบคุมต้องเพิ่มความเข้าใจที่ถูกต้องด้วย บางทีความเชื่อผิดๆก็ยังแพร่หลายและมีอิทธิพลมากกว่าความเชื่อที่ถูกต้อง
และที่สำคัญ เป็นหน้าที่ของเราทุกคนที่จะต้องคิด อ่าน หาความรู้ และระวังตัวเอง แม้จะมีมาตรการใดก็ดี หากเราหลงผิดและไม่ใส่ใจ มาตรการเหล่านั้นก็ไร้ผล
อย่าให้การงดไขมันทรานส์ กลายเป็นไฟไหม้ฟาง ควรจะเป็นจุดเริ่มการการควบคุม ให้ความรู้ และ เปลี่ยนความคิดของพวกเราให้ดีขึ้นครับ

20 กรกฎาคม 2561

การทดสอบฟลอเรนซ์ (Florence Test)

ฟลอเรนซ์ (Florence) อิตาลี ... นครแห่งศิลปะ ประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรมคลาสสิก วันนี้เรามาฟังฟลอเรนซ์ในอีกรูปแบบนึงนะครับ
การทดสอบฟลอเรนซ์ (Florence Test) เป็นการทดสอบหาสารโคลีนในน้ำอสุจิ หนึ่งในการตรวจหาหลักฐานของน้ำอสุจิที่อยู่ "ผิดที่" อันเป็นเหตุทำให้เกิดเรื่องราวต่างๆ การทดสอบฟลอเรนซ์ทำโดยการสกัดเอาร่องรอยของน้ำอสุจิตามเสื้อผ้า ตามส่วนต่างๆของร่างกาย นำมาทำละลายด้วยน้ำเกลือเพื่อเก็บสิ่งส่งตรวจในหลอดทดลอง แล้วนำมาป้ายบนกระจกสไลด์ทิ้งให้แห้ง นำกระจกปิดสไลด์ทับไว้ แล้วหยดน้ำยาฟลอเรนซ์ ตรงรอยปิดกระจก
น้ำยาฟลอเรนซ์จะแทรกเข้าไปใต้กระจกที่ปิด ซึมไปทำปฏิกิริยากับสารโคลีนของน้ำอสุจิ เกิดเป็นตะกอนผลึกรูปเรียวๆคล้ายเข็มสีน้ำตาล เป็นการตรวจที่บ่งชี้ว่าสารที่นำมาตรวจน่าจะมีส่วนของน้ำอสุจิปนอยู่ เพราะน้ำอสุจิมีสารโคลีนมาก เช่นกันหากสารคัดหลั่งอื่นๆที่มีโคลีนมากก็อาจตรวจพบได้เช่นกัน
แต่การทดสอบแบบนี้ก็ยังไม่ได้เฉพาะกับน้ำอสุจิเสียทีเดียว มันอาจมีผลบวกกับอีกหลายสารและบางครั้งน้ำอสุจิที่นำมาตรวจก็ทิ้งไว้นานแล้ว หรือเจือจางมาก ในทางการพิสูจน์หลักฐานยังต้องใช้การทดสอบอื่นอีก เช่น การทดสอบหาสารแอซิด ฟอสฟาเทส (acid phosphatase) ที่มีอยู่มากในน้ำอสุจิ (สร้างจากต่อมลูกหมาก) โดยหยดน้ำยาลงบนสิ่งส่งตรวจไม่ว่าจะเป็นสำลีที่ป้ายมาหรือเศษผ้าที่ตัดมา เมื่อหยดน้ำยาแล้วสีจะเปลี่ยน การทดสอบนี้จะไวและสามารถทดสอบได้แม้คราบอสุจิแห้งมานานแล้ว
การทดสอบอื่นอีกเช่น การตรวจสอบหาสารที่เฉพาะเจาะจงกับสารที่สร้างออกมาจาก seminal vesicle และจะมาอยู่ในน้ำอสุจิ
แต่การตรวจพบหลักฐานของน้ำอสุจิยังไม่เป็นหลักฐานชัดแจ้งเท่าการพบ ...ตัวอสุจิ
เราใช้สิ่งส่งตรวจที่เก็บมาจากร่างกาย หรือละลายสกัดจากเสื้อผ้า นำมาตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์เพื่อตรวจหาตัวอสุจิ การตรวจพบตัวอสุจิจะมีความหนักแน่นมากกว่าว่าสิ่งที่ส่งมาตรวจคือน้ำอสุจิ แต่ก็ต้องยกเว้นในบางกรณีเช่น เป็นหมัน
ยิ่งตรวจเร็วๆใหม่ๆหลังจากที่น้ำอสุจิอยู่นอกร่างเจ้าของยิ่งเกิดประโยชน์สูง ยิ่งปล่อยไว้นานไป โอกาสตรวจพบจะลดลงและความแม่นยำก็ลดลงด้วย
และไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นร่องรอยของใคร เกิดร่องรอยมานานแค่ไหน และกระบวนการปนเปื้อนน้ำอสุจิในที่ที่ไม่ควรอยู่นั้นเกิดจากการนำส่งด้วยอุปกรณ์ใด ในภาวะขัดขืนหรือไม่ ยังต้องอาศัยหลักฐานเชิงประจักษ์ที่แน่ชัดกว่านี้ครับ
ที่มาแค่คำว่า ฟลอเรนซ์...ไปไกลเลย

gastric outlet obstruction

มาดูภาพกันบ้าง ว่างๆวันศุกร์
ภาพนี้คือเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ของผู้ป่วยจริง มีอาการคลื่นไส้อาเจียนเป็นอาหารที่กินเข้าไปมีอาการมาหนึ่งเดือน ตรวจร่างกายพบท้องอืดมาก ไม่มีก้อน เอกซเรย์เบื้องต้นมีเงากระเพาะใหญ่มาก ตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ก็พบ เงากระเพาะที่มีน้ำและอาหารอยู่ สีดำๆ ขยายขนาดใหญ่มาก ใหญ่กว่าตับที่เป็นอวัยวะที่ใหญ่ที่สุดในช่องท้องเสียอีก
ภาพนี้คือ กระเพาะอาหารอุดตัน อุดตันตรงทางที่จะออกไปลำไส้เล็ก (gastric outlet obstruction) ทำให้ส่วนต้นกว่าจุดอุดตันขยายขนาดใหญ่มาก
เนื่องจากกระเพาะอาหารเป็นถุงเก็บข้าว มันขยายขนาดได้ หลังจากอุดตันใหม่ๆ อาการๆม่ชัดนัก ต้องรอสักระยะจนมันเต็มจึงเกิดอาการ เวลากินข้าวเข้าไปจะยังไม่อาเจียน ต้องรอให้กระเพาะเก็บอาหารแล้วย่อย พอย่อยเสร็จก็ส่งไปให้ลำไส้เล็ก ผ่านช่องทางเล็กลงเพราะลำไส้เล็กมีเส้นผ่านศูนย์กลางเล็กกว่ากระเพาะมาก ..ปรากฏว่าส่งได้ช้า เป็นคอขวด และท่วมท้น..!!!
พอท้นมากๆก็อาเจียนออกมา ใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงหลังกินเข้าไปตามคำอธิบายย่อหน้าที่แล้ว ลักษณะอาหารก็จะเป็นอาหารที่ยังไม่ย่อยหรือย่อยบางส่วน ไม่มีน้ำดีสีเหลืองๆเขียวๆปะปน เพราะจุดที่น้ำดีออกมามันอยู่ไกลกว่าจุดอุดตัน อาหารบางส่วนลงไปได้ คนไข้จะปรับตัวโดยการกินอาหารน้อยลงเพื่อไม่ให้อาเจียน ก็จะอยู่ได้สักพัก เมื่ออุดตันมากขึ้นก็จะมีอาการมาหาหมอ เมื่ออาเจียนมาก ผอมลง
เวลาตรวจร่างกายจะพบอาการขาดน้ำ แน่ละเพราะกินได้น้อย แต่ยังไม่แสดงอาการขาดอาหารมากนัก เพราะเวลาที่ป่วยยังไม่นานพอที่จะเข้าระยะขาดอาหารและสารอาหารบางส่วนยังลงลำไส้ได้ ตรวจพบท้องอืดโดยเฉพาะหลังกินอาหารมา คนไข้ส่วนมากจะเตรียมตัวงดอาหารหลังเที่ยงคืนมาตรวจเผื่อเจาะเลือด บางครั้งจึงตรวจไม่พบอาการอืดที่ชัดเจน
เอาล่ะแต่ถ้าสงสัยก็ให้เขากินอาหารหรือดื่มน้ำแล้วค่อยตรวจซ้ำ จะพบท้องอืด และสิ่งสำคัญที่จะตรวจพบคือ หากเราเขย่าท้องคนไข้ จินตนาการเหมือนวางกาละมังใส่น้ำครึ่งนึงเอาไว้แล้วเขย่า เราจะได้ยินเสียงน้ำกระฉอก ใช้หูฟังตรวจเรียกว่า succussion splash sound
หากตรวจเลือดจะพบลักษณะเกลือแร่ผิดปกติ โซเดียมต่ำ โปตัสเซียมต่ำ เลือดเป็นด่าง ที่ค่อนข้างเฉพาะเลย (หากเป็นนานพอ) เกิดจากการปรับตัวที่ไตนะครับ ผ่านเซลท่อไตและฮอร์โมนหลายชนิด ทำให้มีภาวะนี้ (สำหรับนักเรียนแพทย์ห้ามตอบว่าเพราะอาเจียนเอากรดออกไป เลือดจึงเป็นด่าง)
สาเหตุก็อาจเกิดจากตีบด้านใน เช่น เป็นแผลลำไส้แผลกระเพาะแล้วเวลาหายเป็นพังผืด หรือมีเนื้องอกอุดตันจากด้านใน หรือจากการกดเบียดด้านนอกเช่นเนื้องอกลำไส้ เนื้องอกตับอ่อน ก้อนต่อมน้ำเหลือง เป็นต้น เมื่อทราบสาเหตุก็จะรักษาเฉพาะแบบได้
การรักษาเบื้องต้น การดูแลรักษาขาดน้ำและเกลือแร่ การใส่สายท่ออาหารระบายความดัน หรือการผ่าตัด (ทั้งวินิจฉัยและรักษาไปพร้อมๆกัน) ทำทางอ้อมให้อาหารลงลำไส้หรืออื่นๆตามกระบวนการทางศัลยกรรม
ขั้นตอนการคิดโรคโดยเชื่อมโยง ประวัติ ตรวจร่างกายและสิ่งตรวจทางห้องแล็บ เพื่ออธิบายโรค เป็นขั้นตอนพื้นฐานทางการแพทย์ครับ

บทความที่ได้รับความนิยม