21 มีนาคม 2562

aortic dissection

ได เส็ค ..di sect ..แยกเป็นสอง
ภาพที่นำมาให้ดูคือเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ของหลอดเลือดส่วนทรวงอก ส่วนที่ผมทำขอบเขตสีเหลืองคือหลอดเลือดแดงใหญ่ของร่างกาย เอ-ออร์-ตา ตามปกติเมื่อมีสารทึบรังสีอยู่ในหลอดเลือดเราจะเห็นหลอดเลือดเป็นแท่งขอบเรียบสวย เนื้อในเนียน ท่านลองดูหลอดเลือดอื่น ๆ ในภาพแรกดูได้
แต่ในผู้ป่วยรายนี้ท่านจะพบรอยแยกของสี เหมือนมีอะไรมาแบ่งหลอดเลือดออกจากกัน อะไรล่ะครับ ก็ผนังหลอดเลือดเองนั่นแหละที่ฉีกขาดออกแล้วเลือดก็เซาะแทรกผนังให้ฉีกออกเรื่อย ๆ มากขึ้น นึกภาพเหมือนท่านเอาช้อนยาว ๆ ไปเซาะขูดเนื้อมะพร้าวจากลูกมะพร้าวมากินครับ เลือดจะไปอยู่ที่ช่องนี้แทนที่จะไปอยู่ในท่อจริง เรียกว่า aortic dissection
อาการสำคัญคือเจ็บหน้าอกมาก รุนแรงเฉียบพลันคล้ายคนเอามีดมาแทงข้างหลังทะลุถึงหัวใจ หรือแทงหัวใจทะลุไปถึงข้างหลัง อาจเจ็บร้าวไปตามแขนงหลอดเลือดนั้นได้เช่น แขนงหลอดเลือดไปที่ลำไส้ก็ปวดท้องได้
ภาพแรกคือท่านมองก้มจากศีรษะผู้ป่วยลงไป (cross section) จะเห็นแผน่งผนังหลอดเลือดแยกท่อออกเป็นสองส่วน ภาพที่สองคือท่านมองจากด้านหน้าทะลุตัวผู้ป่วย (coronal) เห็นร่องรอยการเซาะแยกชัดเจน ภาพที่สามคือมองจากด้านข้าง (sagital) รอยฉีกแยกยาวมาก
ถือเป็นภาวะฉุกเฉินอันหนึ่ง ผู้ป่วยรายนี้ได้รับการวินิจฉัยเบื้องต้นก่อนส่งมาในไอซียูว่า ลิ่มเลือดดำอุดตันที่ปอด หรือหลอดเลือดหัวใจตีบ เพราะอาการเหมือนกันนะครับ ท่านคงยังจำ "อะวาดาเคดาฟรา" ได้ดี
การรักษาด้วยการผ่าตัดคงไม่ลงรายละเอียดเพราะไม่รู้กระจ่างครับ แม้โรคนี้จะพบน้อยกว่าหลอดเลือดหัวใจตีบ แต่ก็เป็นอีกหนึ่งโรคที่ต้องแยกกันเมื่ออาการคล้ายกัน การวัดความดันแขนขา การคลำชีพจร การฟังเสียงฟู่ฟ่าของหลอดเลือดที่อกและท้อง จะช่วยแยกโรคได้
ผมว่าโรคนี้จะเจ็บปวดทรมานเด่นมาก เข้าได้กับคาถา "ครูซิโอ" มากกว่าครับ
..ครูซิโอ เสียดแทงเพียงร่างกาย ไม่มีใครข้างกาย แทงใจตายทุกวี่วัน...

การรักษา ลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบ

ลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบ (aortic valve stenosis) โรคที่มีความหวังในการรักษาที่ดีขึ้นในปัจจุบัน
ลิ้นหัวใจเอออร์ติก ลิ้นบังคับเลือดเดินทางเดียวแบบเช็ควาล์วของระบบประปา เหมือนตัวไดโอดในวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ป้องกันไม่ให้เลือดที่ส่งจากหัวใจห้องล่างซ้าย ปั๊มหลักของเรา บีบจากปั๊มไปหลอดเลือดแดงใหญ่ไปเลี้ยงร่างกาย เรียกหลอดเลือด เอ-ออร์-ต้า และเรียกแผ่นลิ้นสามแผ่นนี้ว่า ลิ้น เอ-ออร์-ติก
ถ้าลิ้นตีบเลือดย่อมออกไปเลี้ยงร่างกายได้น้อยลง และถ้าตีบมากเลือดจะผ่านออกไปสู่ร่างกายน้อยมาก ทั้ง ๆ ที่หัวใจบีบแรงขึ้น สุดท้ายปลายทางหัวใจก็จะเสื่อมสภาพ เลือดก็ไหลออกมาน้อย อาการที่พบคือแน่นหน้าอก เจ็บหน้าอก มักเป็นเวลาออกแรงต้องการเลือดมากแต่ออกมาไม่ได้ เมื่อรุนแรงขึ้นจะมีอาการหมดสติ วูบเพราะเลือดส่งออกไม่ทัน ไปสมองไม่ทันในบางจังหวะ และสุดท้ายจะมีอาการเหนื่อยแบบหัวใจวาย ออกแรงเล็กน้อยก็เหนื่อยม หรือแย่มากอยู่เฉย ๆ ก็เหนื่อย
มักจะตรวจพบชีพจรเบาลง ขึ้นช้าลงช้า ฟังเสียงหัวใจมีเสียงฟู่ฟ่าในขณะหัวใจบีบ (systolic ejection murmur) ยืนยันการตรวจด้วยการตรวจคลื่นสะท้อนความถี่สูง
เมื่อมันตีบมากจนมีอาการให้เห็น แน่นอนก็ต้องไปเปิดทางให้กว้างขึ้น การรักษามาตรฐานแต่นานมาคือการผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจ surgical aortic valve replacement (SAVR) การเปลี่ยนลิ้นหัวใจไม่ใช่บีบสิว แน่นอนว่ามีความเสี่ยงจากการผ่าตัด และเจ้าลิ้นตีบนี่นะครับ กว่าจะเกิดอาการร่างกายก็โทรมพอควรและมักเกิดกับผู้สูงวัย ที่ผ่าตัดก็เสี่ยงอันตรายทั้งอันตรายจากการผ่าเองและอันตรายจากโรคที่เป็นอยู่
20 ปีมานี้มีการพัฒนาการรักษารูปแบบใหม่ สอดสายสวนเข้าไปทางหลอดเลือดแดงส่วนปลาย สวนย้อนไปที่หลอดเลือดแดงใหญ่และลิ้นเอออร์ติก นำลิ้นหัวใจที่พับได้คล้ายร่ม ไปกางออกตรงตำแหน่งที่ลิ้นตีบ เป็นลิ้นใหม่ใส่ทับของเดิม ก็ไม่ตีบแล้ว...ดีไหม เรามาฟังก่อน
ระยะแรกออกแบบมาสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงในการผ่าตัดสูงหรือไม่สามารถทนการผ่าได้ กลุ่มนี้ถ้าปล่อยไว้มีแต่ตายกับตาย (อายุเฉลี่ยหลังจากพบว่าลิ้นตีบมากและอาการรุนแรงคือประมาณ 2-3 ปี เวบาเราทำการศึกษาจึงใช้ระยะเวลานี้เป็นตัวกำหนดอัตราตายที่สองปี) จึงใช้วิธีนี้ transcatheter aortic valve replacement (TAVR) มารักษา ยุคนั้นลิ้นยังไม่ดีนักและเทคนิคยังไม่ดี ยังพบอัมพาตหลังใส่สายสวน หัวใจเต้นผิดจังหวะ ไตวาย เลือดออกมากมาย ผลการศึกษาช่วงแรก ๆ ไม่ได้ดีกว่าการผ่าตัดมากนัก ราคาก็แพงกว่า แต่...แต่...อย่าลืมว่าเดิมเขา "ผ่าไม่ได้" แม้ออกมาผลไม่ต่างจากผ่าตัดมากนัก มันก็ยังช่วยชีวิตมากกว่าไม่ทำอะไร
เวลาต่อมาได้พัฒนาลิ้นให้ทันสมัย วิธีใส่ที่ดี ทำให้โอกาสลิ้นรั่วซึม ผลข้างเคียงต่าง ๆ ลดลงจนสามารถชนะการผ่าตัดได้ เรียกว่าถ้าคุณลิ้นตีบมาก ๆ และผ่าไม่ได้ มาใช้วิธีนี้แทน แม้อัตราการเสียชีวิตจะไม่ได้ลดมากนัก (เพราะอายุมากและโรคเดิมก่อนทำมันไม่ดีมาก) แต่ช่วยคุณภาพชีวิตดีขึ้นมาก (PARTNER, NOTION)
จากความสำเร็จนั้นเราเริ่มมองมาที่ กลุ่มคนที่ความเสี่ยงปานกลางบ้าง (PARTNER 2 and SURTAVI)...อ้อ ความเสี่ยงนี้เขามีคะแนนคิดนะครับ ไม่ใช่ดูโหวงเฮ้ง เรียกว่า STS หรือ EuroSCORE ... เราก็ศึกษาและพบว่าเฮ้ยมันใช้ได้นะ ไม่ต้องผ่า ประสิทธิภาพดีพอ ๆ กันกับผ่าตัดเลย อัมพาตหลังทำก็ลด ไตวายก็ลด เลือดออกไม่มาก ที่สำคัญโอกาสเกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะ AF ที่เป็นตัวบ่งชี้สำคัญถึงผลที่ไม่ดี ก็พบว่าลดลง
ข้อเสียก็มีนะ เช่นวางตำแหน่งได้ไม่แนบสนิทพอจึงรั่วซึม โอกาสใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจมากกว่าการผ่าตัด และไม่สามารถใช้แก้ไขลิ้นตีบได้ทุกกรณี และราคาสูงมากกว่าการผ่าตัดสิบถึงยี่สิบเท่า แต่บวกลบคูณหารแล้ว น่าจะมาแทนการผ่าตัดได้ในกลุ่มเสี่ยงปานกลาง
เมื่อไม่นานมานี้ ในงานประชุม ACC ที่นิวออร์ลีนส์ มีการรายงานการใช้ TAVR ในผู้ป่วยที่เสี่ยงต่ำแล้วนะครับ (PARTNER 3) เสี่ยงต่ำคืออันตรายจากโรคไม่มาก อันตรายจากการผ่าไม่มาก ผลสรุปเต็มน่าจะออกมาไม่นาน แต่แนวโน้มจะเหมือนกันคืออัมพาตลดลง ไตวาย เลือดออกลดลง โอกาสเกิด AF ลดลง แม้โอกาสใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจจะยังสูงกว่าการผ่าตัด แต่ก็ลดลงจากอดีตที่ตัวลิ้นและเทคนิควิธียังไม่ดีขนาดนี้ แถมลิ้นปัจจุบันยังสามารถใส่ครอบทับลิ้นเทียมเดิมที่เสื่อมสภาพได้อีกด้วย
ไม่แน่นะในอนาคต หากไม่ใช่ความผิดปกติของลิ้นหัวใจแบบที่จะต้องผ่าตัดเท่านั้น เราสามารถใช้การรักษาผ่านสายสวนแก้ไขลิ้นหัวใจตีบได้หมดกับผู้ป่วยทุก ๆ ความเสี่ยง ต้องรอติดตามต่อไปนะครับ

20 มีนาคม 2562

สูญเสียโปรตีนทางปัสสาวะ กินไข่ขาวชดเชย

สูญเสียโปรตีนทางปัสสาวะ กินไข่ขาวชดเชย จบไหม ?
โปรตีนในร่างกายมนุษย์มีมากมาย สร้างสมดุลอยู่ในเนื้อเยื่อและกระแสเลือด แน่นอนเมื่อมันไปตามกระแสเลือดได้มันย่อมไปที่ไตได้ และมีโอกาสถูกกรองออกจากร่างกายผ่านตัวกรองสารพัดประโยชน์ของไตที่เรียกว่า โกลเมอรูลัส (glomerulus) ...เบรกเอี๊ยด มันไม่ใช่อย่างนั้น
ด้วยความที่โปรตีนมีมวลโมเลกุลใหญ่และมีประจุไฟฟ้า โอกาสที่มันจะถูกกรองออกจากโกลเมอรูลัสมีไม่มากนัก และถึงผ่านออกมาได้ไตจะดูดกลับที่ท่อไต ไม่ยอมให้สูญเสียโปรตีนออกไปจากร่างกาย สำหรับร่างกายแล้วโปรตีนเป็นสิ่งที่มีค่ามาก ปริมาณที่สูญเสียออกจากไตจึงน้อยมาก ไม่เกิน 6% ของสมดุลการสร้างและทำลายของร่างกาย
แต่แน่นอน มันย่อมมีโปรตีนบางอย่างที่ร่างกายไม่ต้องการ หรือปริมาณมากเกินไป ไตจะดูดกลับน้อยลง และอาจจะมีการขับโปรตีนส่วนที่ไม่ต้องการจากท่อไตหรือโกลเมอรูลัสอีกด้วย ตัวอย่างที่ดีคือโปรตีนที่ชื่อว่า Tamn- Horsfall protein ที่ขับออกมาจากผู้ป่วยที่เป็นโรคไตจากเบาหวาน
ดังนั้นการสูญเสียโปรตีนทางปัสสาวะจึงมาจาก โปรตีนที่มากเกินไปดูดกลับไม่ไหว เช่นการมีโปรตีนสูงจากการสร้างของเซลล์มะเร็งมัยอีโลมา หรือจากการรั่วจากหน่วยกรองโกลเมอรูลัสผิดปกติ หรือจากการขับออกเพิ่มขึ้น
การรักษาจึงต้องไปแก้ไขสาเหตุ ลดเซลล์มะเร็ง ลดการสร้างโปรตีน ลดการกินโปรตีน หรือให้ยารักษาโกลเมอรูลัสรั่ว รักษาโรคเดิมให้ดี การสูญเสียจึงลดลงและกลับสู่สมดุล นอกจากนี้ในขณะแก้ไขสาเหตุ ยังต้องชดเชยโปรตีนให้เพียงพออีกด้วย เพื่อไม่ให้ร่างกายทำงานผิดปกติจากการมีโปรตีนไม่พอ
ไข่ขาวคือคำตอบหรือไม่...เพราะไข่ขาวมีส่วนประกอบเป็นอัลบูมินเกือบ ๆ 95%
โปรตีนในปัสสาวะที่เราวัดจากวิธีใช้แผ่นตรวจ จะเป็นโปรตีนอัลบูมิน จริง ๆ มีการวัดหาโปรตีนอีกสารพัดอย่าง แต่การวัดอัลบูมินมันง่ายและมีประโยชน์สูง จึงเป็นที่มาของคำพูดที่ว่า "ไข่ขาวรั่วมาทางปัสสาวะ" เพราะเราวัดอัลบูมินและอัลบูมินมันดันไปตรงกับสิ่งที่เรารู้จักดีคือ ...ไข่ขาว
"สูญเสียอัลบูมินทางไต" กลายเป็น "ไข่ขาวรั่วมาทางปัสสาวะ" ... อะไรรั่วก็เติมไอ้นั่น ง่ายดีเนอะ คิดแบบการเมืองไทย อย่างนั้นก็กินไข่ขาวสิ เสียมากกินมาก กินปั๊บไข่ขาวสูงเลย รั่วสิบเราก็กินสิบสอง เดี๋ยว ๆ เบรกอีกแล้ว
ร่างกายไม่ได้ขาดนะ แค่สูญเสียมากกว่าปรกติ และอีกอย่างอัลบูมินในร่างกายมันมาจากการสร้างเอง ด้วยตัวเราเองที่ตับ ไม่ได้เอาจากไข่ขาวที่เรากินดูดมาเข้ากระแสเลือดตรง ๆ ไม่ ๆ ๆ ...มันต้องไปแปรรูปที่ตับก่อน มีการย่อยโปรตีนเป็นกรดอะมิโน และสร้างใหม่เป็นโปรตีนต่าง ๆ เช่น สารการแข็งตัวเลือด ภูมิคุ้มกัน เอนไซม์ และอัลบูมิน (จากตับ ไม่ใช่จากไข่ขาว..และไม่ต้องคิดจะไปกินตับแทนล่ะครับ)
ถ้าตับเรายังดี และเราใส่วัตถุดิบการผลิตโปรตีนที่ดีพอ คือ กรดอะมิโนจำเป็นทั้ง 22 ชนิด (สมัยก่อน 20 ตัว) ตับจะสร้างชดเชยส่วนที่รั่วให้สมดุลเอง โดยมีการควบคุมการสร้างจากร่างกายให้พอดี ๆ ไม่มีมากไป ไม่มีน้อยไป ถูกใจทุกอย่าง
การกินไข่ขาวอย่างเดียว หรือเพิ่มแต่ไข่ขาวจึงเป็นการเพิ่มโปรตีนแค่ชนิดเดียวเท่านั้น ไม่พอหรอก..ต้องกินโปรตีนให้หลากหลายและเพียงพอเหมาะกับโรค ไม่ใช่โด๊ปจนเกิน ไม่ว่าจะเป็น นม เนื้อสัตว์ ถั่ว และไข่
อีกอย่างเพิ่มไข่ขาววันละ 1-2 ฟองไม่ง่ายเลยนะ บางคนซ้ำร้ายผสมไข่ขาวในอาหารปั่นทางสายยาง รับรองสายตันแน่
จากที่เล่ามาทั้งหมดเพื่อสรุปว่า การมีโปรตีนรั่วทางปัสสาวะต้องแก้สาเหตุ ส่วนการชดเชยโปรตีนให้กินอาหารโปรตีนให้เพียงพอตามปรกติ หรือเพิ่มเล็กน้อย หาใช่การกินไข่ขาวอย่างเดียวหรือเพิ่มแต่ไข่ขาวไม่ และมันไม่ได้ส่งตรงไปใช้ชดเชยส่วนที่รั่วแบบที่เคยเข้าใจ
"โด๊ปไข่ขาวดูท่าไม่ตอบโจทย์ ต้องของดีมีประโยชน์..ลองนี่โลด.. ไข่แอดมิน"

แนะนำสร้างนิสัยอ่านหนังสือ ตอนที่ 3

ตอนสุดท้ายกับการสร้างนิสัยรักการอ่าน...ขั้นโปร

หลังจากที่เราเริ่มเบนตัวเองมาให้สนใจหนังสือ จนเริ่มอ่านได้ จนถึงนักอ่านขั้นกลางและได้ฝึกวิชาการอ่านมาสักสองสามปีแล้ว มีหนังสือสะสมหรือผ่านมือมาพอควร ต่อไปก็จะเริ่มเป็นนักอ่านขั้นโปร วิธีการฝึกนักอ่านขั้นโปรอาจจะไม่เหมือนกันในแต่ละคน ผมขอแนะนำที่อ่านมาและทำเองครับ

วิธีที่ง่ายที่สุดคือ ...อ่านซ้ำ

ในเรื่องเดิมถ้าอ่านซ้ำเราจะแตกฉานและเห็นจุดซ่อนเร้นที่ผู้เขียนซ่อนเอาไว้ ยิ่งเราอ่านมากขึ้นมุมมองของเราจะยิ่งกว้างและลึก หากได้ถกประเด็นกับคนที่อ่านเรื่องเดียวกันจะยิ่งโปร ส่วนตัวผมแนะนำวรรณกรรมอมตะ นำมาอ่านใหม่หลาย ๆ รอบ คุณจะอดทน คุณจะจับประเด็น คุณจะคิดตามและลึกซึ้งระดับเดียวกับผู้เขียนทีเดียว เช่น สามก๊กหรือหนังสือของอาจารย์หม่อมคึกฤทธิ์ (อันนี้แนะนำมาก โดยเฉพาะ สี่แผ่นดิน) หรือยุคใหม่คือชุดนิยายลอร์ดออฟเดอะริง หรือแฮร์รี่ พ็อตเตอร์

วิธีที่ท้าทาย ไม่ง่าย แต่ถ้าทำได้คุณผ่านโปรแน่ ... อ่านเรื่องที่ไม่สนใจ

การอ่านเรื่องที่เราไม่สนใจ แต่มันเป็นประโยชน์ หรือคนทั่วโลกเขาอ่าน แต่ฉันไม่ชอบนี่ว้อย เป็นการฝึกขั้นสูงเพราะคุณมีทักษะการอ่านแล้ว รู้เรื่องแล้ว ผ่านการฝึกปรือในเรื่องที่ชอบมาเต็มที่แต่ต้องมาขัดใจตัวเองให้มานั่งทำความเข้าใจเรื่องไม่ชอบโดยไม่จำเป็น เช่น ตัวอย่างคือผมเอง ผมไม่เคยชอบเรื่องการตลาดและแบรนด์ดิ้งมาตั้งแต่ไหนแต่ไร กี่เล่ม ๆ ก็ไม่เคยหยิบ จนกระทั่งดูหนังเรื่องหนึ่งที่มีเมดูซ่า คิดถึงแบรนด์สตาร์บัคส์ เฮ้ย...ทำไมมันผุดขึ้นมาในหัวได้ ทั้ง ๆ ที่เราก็ไม่ดื่มสตาร์บัคส์ เลยลองเปิดใจอ่านดู ก็พบว่าเปิดกว้างทางความคิดมากมายครับ แต่ต้องอ่านหลายรอบเพราะไม่ถนัดแต่ก็พยายามจนได้หลายเล่ม เข้าใจวิธีการคิด การทำการตลาด ไปถึงแบรนด์อื่น ๆ ด้วย

  ข้อดีอีกอย่างคือ ถ้าคุณทำได้ เวลาที่คุณต้องไปอ่านหนังสือที่ไม่ชอบ ไม่ถนัดแต่ "จำเป็น" คุณจะทำได้ดี

  วิธีนี้ยากสุด แต่เป็นวิธีที่แนะนำมากที่สุด ... เปิดกว้างอ่านหนังสือต่างประเทศ

  หลายคนบอกว่า ภาษาตัวเองยังไม่แตกเลย จะไปอ่านภาษาต่างประเทศ เยสโนโอเคฮาวมัช ยังใข้ผิด นี่จะให้อ่านนิยายเชียวรึ ... ใจเย็น ๆ ขอบอกว่าการเปิดโลกกว้างด้วยภาษาต่างประเทศเป็นสิ่งสำคัญมาก หนังสือทุกแนวทุกอย่าง มีมากมายเรียกได้ว่ามหาศาล

  เทคนิคคือ เริ่มจากหนังสือภาพสนุก ๆ สารานุกรมเด็ก ๆ การ์ตูนสนุก ๆ เริ่มจากพวกนี้ก่อนเขาจะใช้คำไม่ยาก เราพออ่านเข้าใจ ไม่ไหวก็ใช้ดิกชันนารีครับ หลังจากนั้นเริ่มอ่านนิทานสำหรับเด็ก ของผมใช้นิทานของโรอัลด์ ดาลห์ และชุดห้าสหายผจญภัยของอีนิด ไบลตัน เมื่อเริ่มเข้าใจแล้วให้ไปหนังสือพวก non fiction ก่อนครับเพราะจะใช้ภาษาง่าย เช่น ชีวประวัติหรือ how to หรือสารคดีสั้น ๆ ผมใช้ชีวประวัติของบุคคลที่ชอบคือ วินสตัน เชอร์ชิล อ่าน how to ของสตีฟ จ็อบส์ แล้วไปจบที่นิยาย อันนี้ถ้าเป็นนิยายร่วมสมัยจะง่ายกว่านิยายคลาสสิก ผมชอบ ทอม เคลนซี่ ส่วนนิยายคลาสสิกต้องมีชั่วโมงอ่านมาก ๆ ครับ ผมชอบเรื่อง Out of Africa & Shadows on the Grass
  เราจะได้พัฒนาภาษาอังกฤษโดยไม่รู้ตัว สนุกด้วย เพิ่มคลังคำศัพท์

  ขั้นโปรนี้ใช้เวลาฝึกไม่นาน เพราะคุณจะดื่มด่ำ มีอารมณ์ร่วม ครุ่นคิด บางทีเขียนได้เอง ใช้เวลาไม่เกินหนึ่งปี ถ้าตั้งใจจริง นับจากขั้นแรกมาขั้นกลางมาขั้นสุด ใช้เวลาปลูกนิสัยรักการอ่านจนอ่านได้ประมาณ สามถึงสี่ปี
  และคุณจะลดการเสพข่าวเต้าข่าวลวง ลดการเล่มเกม ลดดูซีรี่ส์ มาเป็นนักอ่านได้ และอีกไม่นานคุณอาจจะเป็นนักเขียนที่ดีได้ด้วยนะ

  จบเรื่อง how to become a bookworm ไปแล้ว อยากแนะนำเทคนิคการอ่านเอาเรื่อง การเลือกหนังสือ อีบุ๊กดีกว่าไหม แหล่งขายแหล่งซื้อมือสองในเว็บ ไม่รู้จะมีคนอยากอ่านไหม...นักอ่านทั้งหลาย

19 มีนาคม 2562

กับดักนักอ่านหน้าใหม่



กับดักนักอ่านหน้าใหม่
ก่อนเราจะเข้าสู่การอ่านขั้นโปร เราต้องข้ามผ่านกับดักสำคัญของนักอ่านทุกคน คือ 
"ซื้อเก็บไว้ก่อน"
เวลาเราเริ่มอ่านได้อ่านเป็น ฮอร์โมนนักอ่านมันจะพลุ่งพล่านมาก เห็นหนังสือเล่มนี้ เฮ้ยน่าอ่าน เห็นหนังสือเล่มนั้น เฮ้ยเราอ่านได้นี่หว่า เล่มละสองสามร้อย จัดเลย
ยิ่งไปงานหนังสือนะ มันอุปาทานหมู่มาเลย ซุ้มนั้นลด ซุ้มนี้โฆษณา โห..เขาลากกระเป๋ามาเลย เล่มนี้หายาก เล่มนั้นออกใหม่ เอาล่ะใจเย็น ๆ การทำแบบนั้นนอกจากจะเปลืองสตางค์ ที่บอกว่าเปลืองคือมันไม่ได้อ่าน ถ้าได้อ่านคือไม่เปลือง แล้วยังจะทำให้แรงบันดาลใจการอ่านลดลงอีกด้วยเมื่อเรา ไม่ได้เลือกเพราะ "สนใจ" แต่เลือกเพราะ "สะใจ"
จำกัดงบก่อนครับ ถึงคุณจะรวยแค่ไหน ระดับเดียวกับ เคมีฟิสิกส์ของสิ่งทอ อาหาร และของรอบตัว ก็ตามที แต่ขอให้จำกัดงบก่อน ตั้งงบหนังสืออย่าให้เกิน 10-20% ของงบบันเทิงหรือใช้จ่ายเพิ่อความสุข ผมแนะนำไม่เกินครั้งละ 1,000 บาท อาจจะต่อเดือนหรือต่อรอบการซื้อ ยกเว้นหนังสือที่ต้องใช้ หรือกรณีเดินทางยาก
เวลาเลือกหนังสือ พยายามหาเวลาที่ไม่รัดตัว มีเวลาคิด ไปฉี่ให้เรียบร้อยด้วย แล้วเดินเลือกแบบเย็นใจ เลือกมาใส่ตะกร้าไว้ก่อนเลยอยากอ่านเล่มไหน หยิบมาเจ็ดแปดเล่มเลย เสร็จแล้วมานั่งคิดใหม่ ว่าถ้าเราจะต้องพกไปต่างประเทศ เปลืองพื้นที่ เสียน้ำหนัก ขนไปแล้วต้องขนกลับ จะเลือกเล่มไหนมาสักสามเล่มก็พอ (ยกเว้นจำเป็นต้องซื้อ อันนี้คือซื้อเพื่อฝึกนิสัยการอ่าน)
หนังสือที่เราได้จะเป็นหนังสือที่เราตั้งใจ ชื่นชอบ อยากอ่านและคุ้มค่า คราวนี้พลังมันจะมา แรงบันดาลใจมันจะมา ดีกว่าซื้อกองไว้แล้วไม่อ่าน ...ถ้าคิดไม่ออก ไปดูเสื้อผ้ารองเท้าในตู้นะ
สุดท้าย แนะนำให้อ่านจบก่อนหรือหมดไปสัก 80% จึงค่อยซื้อเล่มใหม่ ต่อให้เล่มที่จะซื้อมันจะเซลถล่มฟ้า ราคานาทีทองแค่ไหน ถ้าเราทำแบบนั้นเราก็จะตกมาวังวนเดิม ซื้อมากองไว้ ไม่อ่าน พอจะอ่านก็หมดความสนใจในเล่มนั้น
ที่แสบที่สุดคือ ...กรูซื้อมาซ้ำเล่มเดิม ลืมไปว่าซื้อมาแล้ว และยังไม่ได้อ่าน...

บทความที่ได้รับความนิยม