13 กันยายน 2569

การตัดสินงานวิจัย

"ผลิตภัณฑ์นี้มีงานวิจัย โดยผู้วิจัยระดับศาสตราจารย์" : แบบนี้น่าเชื่อถือใช่ไหม

1.การตีพิมพ์งานวิจัยวิชาการ เกือบทั้งหมดจะเน้นความเท่าเทียมทางวิชาการ จะเป็นนักเรียนหรือศาสตราจารย์ก็ต้องเท่าเทียม จึงไม่นิยมลงตำแหน่งทางวิชาการ จะมีแค่ชื่อและวุฒิการศึกษาเท่านั้น

2.การได้ลงตีพิมพ์ในวารวารชื่อดัง ไม่ได้หมายความว่าจะมีคุณภาพเสมอไป หลายงานก็ถูกถอดออก ชื่อเสียงที่โด่งดังหมายถึง มีคนเห็นเยอะ มีคนอ้างอิงถึงมาก ไม่ได้บอกว่างานวิจัยนั้นคุณภาพดี

3.งานวิจัยจากสถาบันชั้นนำ ก็ไม่ได้หมายถึงคุณภาพของงานที่ดี และยิ่งทำให้เกิด prestige bias คือโน้มเิียงว่าสถาบันดัง งานต้องดี

4.งานวิจัยที่ดี ต้องพิจารณาเป็นรายงานวิจัย ถึงคำถามวิจัย การเลือกรูปแบบการศึกษา กระบวนการศึกษา ผลที่ได้ การประเมิน internal, external validity 

5.วารสารชื่อดัง สถาบันดัง เขาก็พยายามรักษามาตรฐานของวารสาร โดยการตั้งเกณฑ์ผ่าน การมีผู้เชี่ยวชาญมาทบทวนก่อนจะปล่อยตีพิมพ์ การตรวจสอบหลังตีพิมพ์ ดังนั้นจึงเพียงตัวคัดกรองประมาณหนึ่งเท่านั้น สุดท้ายต้องอ่านเอง วิเคราะห์เอง

6.หลายงานวิจัยที่ดี แต่ผลอาจออกมาเป็นลบ วารสารหลายที่เลือกจะไม่ตีพิมพ์ (publication bias) และเช่นกันของที่ผ่านเกณฑ์วารสาร ก็มีหลายอันบกพร่อง ต้องพิจารณาเอาเอง

7.อย่าเชื่อเพียงแค่บอกว่า "มีงานวิจัยรองรับ" 
   อย่าเชื่อเพียงบอกว่า "งานวิจัยจากสถาบันชื่อดัง"
   อย่าเชื่อเพียงบอกว่า "งานวิจัยจากวารสารชั้นนำ'

8.บางผลิตภัณฑ์จะเลือกนำจุดที่เขา "ขายได้" มานำเสนอ เรียกว่าไม่ผิด แต่ไม่ครบและอาจเกิดการสรุปผิด ดังนั้นการวิเคราะห์วารสาร การวิเคราะห์งานวิจัย มีความสำคัญมากในการหาความรู้

9.ผลประโยชน์ทับซ้อนเป็นเรื่องที่พูดยาก ถ้าไม่มีก็อาจจะไม่มีงานดี ๆ ออกมาเพราะไม่มีเงิน  ถ้ามีทับซ้อน เราก็กังวลว่าผลอาจจะถูกบิด ระเบียบวิธีวิจัยถูกบังคับ   ดังนั้นทักษะการสกัดความจริง กรองผลวิจัยและวิเคราะห์วารสาร จึงช่วยเราได้ดี

10.สุดท้ายคือ myself bias เราจะมีอคติเข้าข้างตัวเอง ว่าเราเข้าใจถูก คนอื่นผิด ยิ่งเก่งยิ่งกร่าง เราจึงต้องเปิดใจ เปิดหู เปิดตา มองคนอื่นมองผู้อื่นด้วยใจเป็นกลาง เอามาปรับปรุงตัวเราเอง ลด myself bias เพิ่ม humble wisdom 

🩵🩵🩵-❤️

Honda CB 400 NC42 ปี 2008


 


เท่าที่เคยขี่มา รุ่นไหนประทับใจสุด : วันนี้มาคุยกันแบบขาลุย สายนักบิด มอเตอร์ไซค์ในใจของผม

ใครติดตามมานานจะทราบว่าผมเป็นอดีตไบค์เกอร์ ตั้งแต่รถเล็กไปจนรถใหญ่ เคยมีครอบครองซื้อมาขายไป เคยลองของพรรคพวกเพื่อนฝูง ตั้งแต่ยุคสมัยรถมอเตอร์ไซค์ยังสีดำ คือ ไม่มีทะเบียนอะไรเลย มาถึงยุคสีเทาคือมีทะเบียนอะไหล่แต่มาประกอบเอง จนมายุคสีขาวคือจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย
ส่วนมากจะฉายเดี่ยว หาเส้นทางใหม่ กินลาบข้างทาง นอนโรงแรมจิ้งหรีด มีออกทริปบ้างแล้วแต่โอกาสว่าง แน่นอนว่าเคยลองรถมาหลายแบบ รถสปอร์ตตัวแรงเช่น CBR 600 R, รถกึ่งวิบาก BMW F850 GS, ครุยเซอร์ HD fatboy, สายสตรีท CB 400 superfour และรถในบ้านเรา ไม่ว่า NSR 150SP proarm, kawasaki victor R, belle 100, honda nova sonic, suzuki raider 150 สุดท้ายชีวิตสงบ ใช้แค่ honda click 125i ฮ่า ๆ
ถามว่าให้เลือกคันไหน ที่จะเป็นคู่ชีวิต โดยรวมแล้วประทับใจที่สุด ขอยกให้ Honda CB 400 NC42 ปี 2008 หรือ superfour หัวฉีด เครื่องวีเทค รุ่นแรก
ตัวเครื่องตัวถังไม่ใหญ่ไป ใช้เดินทางระยะกลางได้ดี จากประสบการณ์ผมนะครับ ถนนเมืองไทย ลากยาวได้ยาก ไม่ว่าจะสภาพถนน รถรามากมาย อากาศร้อน และของอร่อยริมทางเพียบ การเดินทางระยะกลางคือครั้งละ 50-100 กิโลเมตร ผมว่ากำลังดี ไม่เหนื่อยไป ซูเปอร์โฟร์มีกำลังมากพอ และทยทาน ไม่ต้องเร่งมาก ตัวถังเป็นแบบเปลือย ไม่ร้อน และท่านั่งสบายไม่ก้มมากไปและไม่ปะทะลมจนเหนื่อย
ใช้ในเมืองก็ได้ ด้วยความที่ไม่ใช่บิ๊กไบค์ ไม่เทอะทะ ควบคุมรถตามแยก ไฟแดง ซอกซอยได้ดี หาที่จอดง่าย จอดหน้าร้านสะดวกซื้อยังได้ จึงตอบโจทย์ของผมที่ชอบเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรมเป็นหลัก แวะนู่นนี่ เข้าไปที่ต่าง ๆ ซอกแซกไปเรื่อย
กำลังเร่งและความเร็ว ในย่านความเร็วปานกลาง 80-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซูเปอร์โฟร์ยังนิ่ง ไม่สั่น ไม่วอกแว่ก แช่ยาว ๆ ได้เลย และอัตราเร่งแซงที่ดีมากจาก 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พรวดเดียวไปที่ 120 ได้เลย ทำให้เร่งแซงหนีพี่ ๆ รถพ่วงรถบรรทุกได้ดี ใครขับขี่ทางไกลจะรู้ว่าข้อนี้สำคัญมาก และเมื่อติดระบบวีเทค พอวีเทคเปิดนะคุณ หัวตั้งเลยล่ะ
ระบบความปลอดภัยทำได้ดี ผมจำไม่ได้ว่าเบรกรถติด ABS มาหรือยัง แต่ว่าเบรกทำได้ดี ไม่เคยปัดไม่เคยล้ม ระบบกันกระแทกนุ่มมาก ไม่โยน ส่วนอัตราความสิ้นเปลืองไม่ต้องพูดกันครับ รถสี่สูบ รอบจัดจ้าน กินน้ำมันสุด ๆ แถมตอนนั้นเดิม 95 ด้วย ดีที่มีเกจ์น้ำมันมาให้ไม่งั้นลำบาก (รถรุ่นอนาล็อกเก่า ๆ ยังไม่มีนะครับ) ยุคปัจจุบันคงขายทิ้ง
การควบคุมดีมาก แฮนด์แบบสั้นไม่ต้องออกแรงเยอะ เลี้ยวง่ายไม่ต้องตั้งวงเลี้ยวมาก ศูนย์ถ่วงสูงสักหน่อยต้องตั้งสติตอนกลับรถดี ๆ ติดกันสะบัดหนึ่งตัวครับ นิ่งกริ๊บเลย
เรียกว่าทางกลางสบายมาก ทางไกลจะเหนื่อยหน่อยแต่ผมก็ไม่เคยขี่ยาวไกล ๆ อยู่แล้ว ในเมืองก็คล่องดี ขึ้นเนินขึ้นเขาสะดวก บังคับดี อยู่มือ รถรุ่นอื่นก็มีดีของมันนะครับ ตอนผมขี่สปอร์ต พอถึงจุดหมายมือชาจนไม่รู้สึกอะไรเลย และปวดหลังมาก ส่วนรถใหญ่อย่าง HD ผมรู้สึกว่าเหนื่อยไปหน่อยตอนบังคับรถครับ
และถ้าเป็นรถบ้านเรา จริง ๆ ผมรัก honda nova sonic RS super รุ่นเต๋าสมชายเป็นพรีเซนเตอร์ครับ ครบเครื่อง แรงพอควร ทนทาน ไม่จุกจิก ถ้าไม่ต้องเดินทางไกลก็คันนี้เลย ของผมสีเทาสวยมาก
มอเตอร์ไซค์คันแรกที่ฝึกขับ : yamaha belle R 100 cc
มอเตอร์ไซค์ที่ใช้ปัจจุบันและคิดว่าคงใช้ไปอีกสักพัก : honda click 125i helmet in
ถ้าจะซื้อคันใหม่แทนคันเดิม : yamaha all new aerox SP 155 cc
สุดยอดรถในฝัน และยังอยู่ในฝันตลอดไป : BMW R1200 C
เอาล่ะถึงเวลาของพวกคุณแล้ว บอกกันมา ใครชอบอะไร ใครฝันอะไร

11 กันยายน 2569

แมกนีเซียม : ช่วยนอนหลับหรือไม่ : อันตรายไหม

 แมกนีเซียม : ช่วยนอนหลับหรือไม่ : อันตรายไหม

1. ในเรื่องการนอนหลับให้ดีขึ้น มีการศึกษาขนาดเล็ก การควบคุมและวัดผลทำยาก ส่วนมากใช้การสอบถามจากความจำ ... สรุปว่าผลทำให้นอนหลับไม่ชัดเจน
2. ถ้านอนไม่หลับจะช่วยให้นอนไหม การศึกษาเพื่อตอบคำถามนี้ วัดผลยาก แปรปรวนมาก มีการศึกษาทดลองด้วย แต่สรุปว่า ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนในการรักษาโรคนอนไม่หลับ
3. ที่น่าเป็นห่วงคือ ผลข้างเคียง ..น่าห่วงสุดคือ ไตเสื่อมแต่ได้รับแมกนีเซียม ที่ไม่ต้องมากเกินไปนะครับ แต่ก็เกิดพิษได้เพราะขับออกจากร่างกายไม่ได้ ใครเป็นโรคไต โปรดระวัง
4. น่าห่วงข้อต่อมาคือ เกินขนาด อาจจะเป็นอาหารเสริมหลายยี่ห้อพร้อมกัน หรือกินร่วมกับยาที่มีแมกนีเซียมสูง ซึ่งเกือบทั้งหมดคือ ยาระบาย
5. น่าห่วงข้อสุดท้าย คือ แมกนีเซียมจะไปตีกับยาหลายตัว ทำให้ดูดซึมผิดปกติ ที่พบบ่อยคือ
ยาฆ่าเชื้อ fluoroquinolones, doxycycline
ยากระดูกพรุน bisphosphonated
6. อาหารอุดมแมกนีเซียม คือ ถั่ว ธัญพืช เต้าหู้ ถ้ากินอาหารหลายหลายและเพียงพอ ไม่จำเป็นต้องเสริมแมกนีเซียม หากไม่เกิดโรคครับ

severity of disease x degree of concern = ปัญหาที่ต้อ

 คำปรารภจากผู้ป่วยรายหนึ่ง .. น่าคิด

ผู้ป่วยหญิง 68 ปี มาปรึกษาอยากตรวจติดตามค่าไต เดิมรักษา รพ.จังหวัดแห่งหนึ่งในภาคกลาง คนไข้บอกว่า ค่าไตได้ 50 อยากรู้ว่าเพิ่มขึ้นหรือลดลง จะต้องฟอกเลือดไหม กลัวมากเพราะอยู่คนเดียว
หลังพูดคุยแล้ว ก็พบว่าผู้ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง ใช้ยาประจำ ตรวจติดตามทุกปี เราคุยกันอยู่เกือบสามสิบนาที จนเข้าใจถึงหลักการการตรวจติดตาม, การใช้ค่า GFR , ผลแทรกซ้อนของโรคต่อไต
ผู้ป่วยและญาติบอกว่า ถ้าทางรพ.อธิบายจนเข้าใจแบบนี้ก็จะไม่กังวล แต่ทุกวันนี้ไปเจอหมอ เจาะเลือด รับยา คุยกันนิดเดียว ไม่ได้อธิบายให้ 'หายกลัว'
เธอจึงต้องหาคำอธิบายตามสื่ออินเตอร์เน็ตในโทรศัพท์ เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง ยิ่งกลัวมากขึ้น ถ้าคุณหมอและรพ. ได้พูดคุยให้เข้าใจก็คงจะดีกว่านี้ (ดีที่ไม่ถูกชักจูงซื้อผลิตภัณฑ์ใด)
คิดว่าคงแก้อะไรต่าง ๆ ได้ยาก แต่อยากมาบอกว่าปัญหาเหล่านี้ มันก็ร้ายแรงไม่แพ้ตัวโรคเช่นกัน
severity of disease x degree of concern = ปัญหาที่ต้องแก้ไข

09 กันยายน 2569

ทำไมจึงเกิดติดเชื้อทางเดินปัสสาวะบ่อย ๆ ในผู้หญิง

 มีผู้ติดตามถามว่า ทำไมจึงเกิดติดเชื้อทางเดินปัสสาวะบ่อย ๆ ในผู้หญิง (บางคน) ลองไปสืบค้นแบบเป็นระบบ พบอะไรหลายอย่าง

1.มีการศึกษาชัดเจนว่าเชื้อก่อโรค สะสมใกล้ทวารหนัก มากกว่ารอบท่อปัสสาวะ เป็นการศึกษาเชิงชีววิทยา น่าจะเป็นที่มาคำอธิบายว่าเช็ดทำความสะอาดจากหน้าไปหลังจะลดการปนเปื้อน
2.แต่หลักฐานจริง ๆ ว่าเช็ดทำความสะอาดจากหน้าไปหลังแล้ว จะลดการติดเชื้อได้จริงหรือ กลับมีการศึกษาน้อยมากและที่มีอยู่ก็สรุปไม่ได้ว่าจะน้อยลง
3.หลักฐานว่าล้างดีกว่า หรือเช็ดดีกว่า ผมพยายามค้นแล้ว ไม่พบที่ชัดเจนเลย
4.แต่มีหลักฐานชัดว่า การสวนล้างช่องคลอดเพิ่มโอกาสติดเชื้อช่องคลอดและติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ มากกว่าการล้างภายนอก
5.หลักฐานเรื่องการเช็ดหรือล้างไม่ชัดเจนเลย เหมือนจะขัดกับความรู้สึกที่เราสอนกันมา แต่ก็ยังแนะนำแบบนั้นคือ เช็ดจากหน้าไปหลัง ตามหลักฐานทางจุลชีววิทยา ไม่ใช่หลักฐานทางคลินิก
6.เจอหลักฐานว่า การล้างทำความสะอาดภายนอกหลังมีเพศสัมพันธ์ ลดการเกิดการติดเชื้อซ้ำ แม้ว่าคุณภาพหลักฐานจะเป็น historical control และ case-control แต่น้ำหนักหลักฐานดีกว่า เช็ดจากหน้าไปหลัง เสียอีก
7.เคยมีคนทำรวบรวมการศึกษา พบว่าสาเหตุการเกิดการติดเชื้อซ้ำ มาจากความเปลี่ยนแปลงของเชื้อประจำถิ่น และความไวการติดเชื้อของคนคนนั้น ( ซึ่งเป็นปัจจัยที่ปรับไม่ได้) มากกว่าพฤติกรรมทางสุขอนามัย
8.แล้วเอาอย่างไร ... เมื่อหลักฐานทางคลินิกมีไม่มากพอและไม่หนักแน่น เราใช้หลักฐานทางจุลชีววิทยา และใช้คำอธิบายเชิงเหตุผลได้ จนกว่าจะมีการศึกษาที่ดีที่ตอบคำถามได้มาอธิบาย
9.สรุปว่า ควรเช็ดทำความสะอาดจากหน้าไปหลังเวลาขับถ่ายอุจจาระและปัสสาวะ ทำความสะอาดภายนอกหลังมีเพศสัมพันธ์ งดการสวนล้างช่องคลอด
10. ค้นไปเกือบห้าชั่วโมง ทดไปอีกสิบแผ่นเอสี่ จบลงด้วย คำแนะนำตามเดิมครับ 😅😅😅😅😅😅😅😅
ใครมีข้อมูลใดก็มาเสริมได้นะครับ ค้นจนตาลาย ใช้ทั้งมือเราเองและ AI prompt สองตัว (จ่ายตังเอง) ...ยังไม่มีโอกาสลอง TH-AI passport..

08 กันยายน 2569

ยาฆ่าเฃื้อที่กระตุ้น myasthenia gravis

 เรื่องเล่า : ความรู้ที่ปลายนิ้ว : myasthenia gravis

ผู้ป่วยรายหนึ่งโทรมานัดหมายเพื่อปรึกษาเรื่องยา หมอชราจึงแปลงร่างเป็นเภสัชกรจำเป็น ที่อยากเล่าให้ฟังคือ ความตื่นรู้ของคนไข้ครับ
ผู้ป่วยหญิงวัยเริ่มทำงาน นั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์แฟนหนุ่มมาปรึกษา เธอเป็นผู้ป่วยโรคมัยแอสธีเนีย กราวิส (myasthenia gravis) ใช้ยา pyridostigmine เพื่อเพิ่มสัญญาณประสาท และยากดภูมิคุ้มกัน azathioprene ตอนนี้ควบคุมโรคได้ดี เธอป่วยมาตั้งแต่เรียนมัธยม และแฟนคนนี้ก็ดูแลกันมาตั้งแต่เรียนมัธยม มหาวิทยาลัย จนเรียนจบมาทำงาน
สองวันก่อนเธอปัสสาวะขัด แสบ ปัสสาวะบ่อย ไม่มีไข้ ด้วยความที่เลิกงาน 1800 น. สถานพยาบาลตามสิทธิปิดบริการแล้ว เธอจึงไปร้านยา หวังผลกินยาแล้วดีขึ้น จะได้ไม่ต้องลางาน ที่ร้านยาให้ยา ciprofloxacin มารับประทาน กำชับกินยาให้หมดและดื่มน้ำมาก ๆ
เธอกินยาไปหนึ่งเม็ด วันนี้ตอนเช้าขณะที่กำลังจะกินยาเม็ดที่สอง แฟนเธอถามว่ายาอะไร จะไม่ไปตีกันกับยาเดิมหรือ และเธอก็ไม่ได้แจ้งร้านยาว่าเธอมีโรคประจำตัวใด ไม่ได้แจ้งว่ากินยาใดอยู่
หลังจากนั้นสองหนุ่มสาวค้นหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต พบว่ายาที่ต้องระวังสำหรับผู้ป่วย myasthenia คือยาฆ่าเชื้อกลุ่ม aminoglycoside, fluoroquinolones, macrolide เพราะอาจทำให้โรค myasthenia แย่ลงจนอันตรายได้
และค้นต่อพบว่า ciprofloxacin คือยากลุ่ม fluoroquinolones ---คือตระกูล floxacin ทั้งหลายนี่แหละครับ---
ก็เลยพากันมาปรึกษาเภสัชกรจำแลงที่คลินิก
ต้องชื่นชมในสติ การระมัดระวังตัว การใช้สารสนเทศให้เกิดประโยชน์ และมาปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์
โดยทั่วไปติดเชื้อทางเดินปัสสาวะส่วนล่างในสตรี เราไม่จำเป็นต้องให้ยาฆ่าเชื้อครับ ให้ดื่มน้ำบ่อย ๆ ขับออกมาก ๆ ยกเว้นในหญิงตั้งครรภ์ หรือในผู้ป่วยรายนี้ที่ใช้ยากดภูมิคุ้มกัน จะเลือกใช้ nitrofurantoin, co-trimoxazole, fosfomycin ก็ได้ แต่ยากลุ่มนี้อาจไม่แพร่หลาย จะเลือกใช้ยา cephalosporin แบบกินแทนที่ก็ได้
ไม่ทำให้โรค myasthenia แย่ลง
และเน้นย้ำการรักษาความสะอาดท่อปัสสาวะ ทวารหนัก เวลาขับถ่าย รวมทั้งการทำความสะอาดอวัยวะเพศภายนอก หลังจากมีเพศสัมพันธ์ หลีกเลี่ยงท่าทางการมีเพศสัมพันธ์ที่เสียดสีรุนแรง
น่าชื่นใจแทนผู้ป่วย ที่มีแฟนหนุ่มคอยดูแลอย่างดี และทั้งคู่มีทักษะการใช้ข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตที่ดี และมาปรึกษาเมื่อไม่มั่นใจ

07 กันยายน 2569

ยาคุมกำเนิดและยากันชัก

 มีน้องผู้หญิงอายุเกือบสามสิบปี มาปรึกษาเรื่องการกินยาเม็ดโฟลิกก่อนการตั้งครรภ์ เธอตั้งใจอยากมีลูกในช่วงปีหน้าปลายปี ตอนนี้ยังขลุกขลักเรื่องงาน

ผมแนะนำว่าเมื่อไรหยุดคุมกำเนิดก็เริ่มยาได้เลย วันละเม็ด ยาไม่แพง ปฏิกิริยาก็น้อยมาก คุ้ม !!!
ช่วยลดโอกาสเกิดความพิการของกระดูกสันหลังและไขสันหลังในเด็กได้
ถามต่อว่าแล้วคุมกำเนิดด้วยวิธีใด คำตอบที่ได้คือใช้ยาคุม ผมแนะนำว่าก็สะดวกดี อยากมีจึงหยุดยา แล้วถามต่ออีกว่ามีโรคประจำตัวอื่นไหม ...
คำตอบที่ได้ คือ ปลายประสาทอักเสบ ใช้ยา carbamazepine อยู่ ผมนิ่งไปพักหนึ่ง เธอบอกว่าเธอตรวจยีนแพ้ยาแล้ว และใช้ยาแล้วไม่แพ้ โอเค นั่นดี เพราะการตรวจยีน HLA B* 15:02 ช่วยระบุโอกาสแพ้ยาได้
แต่ว่ายากันชักกับยาคุมกำเนิดเป็นสิ่งต้องคิด
ยากันชักยุคเก่า (แต่ใช้ดีอยู่นะ) เช่น phenytoin, carbamazepine, phenobarbital, primidone รวมยากลุ่มใหม่ตัวนี้คือ oxcarbazepine จะทำให้ประสิทธิภาพยาคุมกำเนิดลดลง อาจตั้งครรภ์ก่อนกำหนดที่คาดได้
ยายุคใหม่ (ผลข้างเคียงต่ำกว่า การคุมชักดีพอกัน) เช่น lamotrigine, levetiracetam, lacosamide, gabapentin จะไม่ค่อยยุ่งกับยาคุม มียายุคเก่าอีกตัวที่ไม่ค่อยยุ่งกับยาคุมกำเนิดคือ valoroate
และยาคุม อาจไปลดระดับยากันชัก lamotrigine ได้
เลยต้องคุยกันยาว....
สรุปว่า สุภาพสตรีที่มีโอกาสตั้งครรภ์ ต้องพิถีพิถันเรื่องการใช้ยากันชัก (ที่อาจจะไม่ใช่แค่เพียงรักษาชัก)หรือ เลือกวิธีคุมกำเนิดให้เหมาะสมกับการใช้ยาโรคประจำตัว
ฝากไปบอกสุภาพสตรีที่ไม่ใช่ผู้ติดตามเพจนี้ด้วย เพราะส่วนมากสุภาพสตรีที่ติดตามเพจนี้ "เสี่ยงต่ำ" ครับ

01 กันยายน 2569

statin กับสมองเสื่อม

 

statin กับสมองเสื่อม
จริง ๆ แล้วมีการศึกษาหลายการศึกษาแล้วนะครับที่แสดงผลว่าการใช้ statin ไม่เกี่ยวอะไรกับสมองเสื่อม โดยปรับตามอายุ ตามโรคแล้ว แต่ส่วนมากเป็นการศึกษาขนาดไม่ใหญ่มากนัก
หน่วยงานสุขภาพของเดนมาร์กเลยจัดหนักให้ ใช้ตัวอย่างขนาดเป็นแสน ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน นำเสนอในงานประชุมสมาคมแพทย์โรคหัวใจยุโรป และลงตีพิมพ์ใน Lancet
เก็บรวบรวมผู้ที่ไม่เคยได้ยา statin มาก่อนเลยและได้รับการวินิจฉัยเบาหวานรายใหม่ ในช่วงปี 2006-2019 เรียกว่าเป็นกลุ่มในยุคปัจจุบัน แนวทางการรักษาปัจจุบัน ความทันสมัยของการตรวจในยุคปัจจุบัน
ผู้ป่วยทั้งหมด 132,585 ราย อายุเฉลี่ย 60 ปี LDL เฉลี่ยที่ 125 mg/dL เก็บข้อมูลใน 3 กลุ่ม
-กลุ่มแรก ไม่ได้ยา statin เลยในห้าปีแรกหลังวินิจฉัย
-กลุ่มสอง ได้ยา statin ในช่วงไม่เกินสามปีแรกหลังวินิจฉัย
-กลุ่มสาม ได้ยา statin ทันทีเลย (ไม่เกินปีแรก)
ติดตามเฉลี่ย 7.1 ปีแล้ววัดผลว่ามีการเกิดสมองเสื่อม (demantia) ในทุกแบบเป็นจำนวนเท่าไร และแยกย่อยตามเพศ ตามโรคอัลไซเมอร์ ตามโรคสมองเสื่อมจากหลอดเลือด
ผลรวมการเกิดสมองเสื่อมทั้งหมดออกมาว่า
-กลุ่มไม่ได้ statin 3.9%
-กลุ่มได้ statin ภายในสามปี 3.5%
-กลุ่มได้ statin แต่แรก 3.3%
ผลย่อย ๆ ทั้งหลายออกไปทางเดียวกัน คิด relative risk reduction ได้ 15% แต่ถ้ามาดู absolute risk reduction แตกต่างกันน้อยมาก (0.38%)
ผลการศึกษาของผู้ทำวิจัยเขาแปลว่า statin ช่วยลดสมองเสื่อม แต่ที่ผมสนใจและอยากเน้นย้ำประเด็นแรกที่ยกมาแต่ต้นคือ การใช้ statin **ไม่ได้เพิ่มการเกิดสมองเสื่อมแต่อย่างใด** โดยคนที่เริ่ม statin เป็นกลุ่มคนที่พื้นฐานเท่ากัน และศึกษาในคนประมาณ 130,000 ราย
เพิ่มความมั่นใจในการใช้ statin มากขึ้นครับ
<open access>
Ternhamar T, Johansen M, Nordestgaard B et al.
Association between timing of statin treatment after diabetes diagnosis and risk of dementia: a nationwide observational study
The Lancet Regional Health – Europe, 2026; 0

31 สิงหาคม 2569

ตรวจสอบการใฃ้ยา

 ผู้ป่วยรายหนึ่งมาปรึกษาว่าตัวเองเป็นโรคถุงลมโป่งพอง เลิกบุหรี่แล้ว ใช้ยาพ่นตลอดไม่เคยขาด ไปหาหมอตามนัด แต่ยังเหนื่อยและทำงานไม่ไหว มาปรึกษาขอตัวยาที่แรงกว่านี้

ตรวจร่างกายมีเสียงวี้ดและเหนื่อย เออ..ของจริงแฮะ หรือมีโรคร่วมอื่น โรคนั่นนี่ ...
แต่เดี๋ยว ทุกคน สิ่งแรกที่ต้องถามต้องทำ คือสิ่งนี้ พบบ่อยมาก และพบในคนไข้รายนี้ด้วย
ผมขอให้คนไข้ "พ่นยา" ให้ดู ยาพ่นเป็นสเตียรอยด์และยาขยายหลอดลมแบบกดพ่น pMDI
ผู้ป่วยฉีดพ่นยาเป็นสเปรย์แก้เจ็บคอเลยครับ อ้าปากรอ กดพ่นสามทีติด มีส่ายให้ทั่วช่องปากด้วยนะ ยาเข้าปากพร้อมออกมาทันที ไม่มีการกลั้นลมหายใจใด ๆ
ใช้ผิดวิธีอย่างสมบูรณ์
สรุป ใช้ยาเดิม ปรับวิธี ให้ทำเอง ให้ญาติช่วยตรวจสอบ
หนึ่งสัปดาห์ต่อมา ทำงานได้ ไม่เหนื่อย ยาเดิมชุดเดิม

30 สิงหาคม 2569

ยาดี ยาถูก ยานอก ยาใน : ความเห็นของผม

 ยาดี ยาถูก ยานอก ยาใน : ความเห็นของผม

1.บัญชียาหลักแห่งชาติตอบสนองภาระการเจ็บป่วย ไม่ใช่จำนวนโรคที่มี ดังนั้นก่อนจะมาบรรจุเป็นบัญชียา ต้องมีการศึกษารองรับที่ดี มีการคิดเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขถึงความคุ้มค่า ตอบสนองความต้องการส่วนใหญ่ของประเทศ
2.สำหรับโรคที่พบบ่อย พบมาก ผมอ่านบัญชียาหลักแล้ว มีความครอบคลุมและใช้ได้เกือบทุกสถานการณ์
3.ยาหลายตัวที่ไม่อยู่ในบัญชี ไม่ใช่ไม่ดี หลายตัวอยู่ในแนวทางการรักษาระดับโลก แต่พอมาคิดให้เข้ากับบริบทประเทศ อาจไม่คุ้มและมีทางเลือกอื่นที่เหมาะสมกว่า
4.ยาที่ดี ไม่ใช่ยาที่แพงหรือยานำเข้า ยานอกบัญชีแต่อย่างใด แต่คือยาที่ตอบโจทย์การรักษาผู้ป่วยได้ รักษาชีวิต เข้ากับวิถีชีวิต ไม่แพงจนล้มละลาย ไม่แพงจนชาติเสียหาย
5.ยาสามัญ ประสิทธิภาพไม่ได้ด้อยกว่ายาต้นฉบับ (จากข้อมูลการวิจัย) สามารถใช้ได้ รักษาได้ จริงอยู่ที่แต่ละคนตอบสนองไม่เหมือนกัน เพราะยามันไม่เหมือนกัน 100% ค่อย ๆ ปรับกันไป
6.โรคอันเป็นปัญหาหลัก ขอยกตัวอย่างโรคทางอายุรกรรมแล้วกัน เช่น กลอดเลือดหัวใจตีบ อัมพาต มะเร็ง ความดันโลหิตสูง โรคติดเชื้อ โรคต่าง ๆ เหล่านี้เกือบทั้งหมดยังสามารถจัดการได้ด้วยยาในบัญชี และยาสามัญทั่วไป
7.การจัดยาที่ถูกต้อง ถูกข้อบ่งชี้ เลือกยาให้เหมาะกับคนไข้ ห่วงใยผลข้างเคียง ยังมีความสำคัญมากกว่าชื่อเสียงเรียงนามของตัวยา ถ้าเราจัดถูกต้องนั่นคือคุ้มค่า เน้นไม่แพงแต่ไม่หายก็ไม่ดี จัดแพงเต็มที่แต่ล้มละลาย ก็ไม่ดีอีก
8.ที่ผ่านมาจนปัจจุบัน ประมาณ 90% ผมก็ใช้ยาในบัญชียาหลักแห่งชาติ ใช้ยาสามัญ ยังจัดการคนไข้ได้ดี (ไอ้ที่แพง ๆ หายาก ก็ใช้บ้าง เฉพาะกรณีไป)
9.อยากให้พวกเราเข้าใจว่า การรักษาด้วยยาในประเทศของเรา มีความปลอดภัย ได้มาตรฐาน และไม่แพงเกินไป ส่วนความสะดวกสบาย หรือใหม่ล่าสุด หรือตามเมืองนอก อันนี้ต้องปรับเป็นรายบุคคล
10.การจัดการยาในมือ ก็เหมือนจอมยุทธสู้จอมมารด้วยกระบี่ ถ้าจอมยุทธจบสิ้นถ้วนกระบวนวิชา กิ่งพฤกษาในมือก็ฟาดฟันจอมมารได้ และแม้กระบี่คมปานใด จอมยุทธผู้ไร้ใจก็พ่ายจอมมาร

29 สิงหาคม 2569

ตรวจฟันประจำปี

 วันนี้ไปพบทันตแพทย์มา จึงนำความหวังดีมาฝากทุกคนก่อนนอน

😂😂😂😂😂😂😂😂😂😂😂😂😂😂😂😂😂😂😂😂😂
ขอกล่าวถึงชายชราหน้าวัยรุ่น
เกิดว้าวุ่นงุ่นง่านนานอยู่ไหว
ฟันกรามล่างฝั่งซ้ายไม่เป็นใจ
แตะโดนจุดทีไรเสียวทุกที
จะไก่แก่หนังเหนียวเสียวทุกคราว
จะไก่สาวเสียวสุดทุกวันวี่
ปล่อยเอาไว้เห็นจะไม่ได้ที
จรลีสามหมื่นลี้หาหมอฟัน
คุณหมอสาวผู้ช่วยสวยรุมเข้าหา
เสียวที่ฟันสั่นอุราโอ้ตัวฉัน
บอกอายอายว่าเสียวตอนโดนฟัน
สาวทั้งสองคาดคั้นให้ฉันนอน
คว้าผ้าทึบปิดตาบอกอ้ากว้าง
ฉันก็ถ่างกางองศาไม่ต้องสอน
โดนแท่งเหล็กล่วงล้ำเสียวอุทร
แตะซอกซอนถูซอกหว่างกลางซอกทนต์
ถามออกมาตรงนี้เสียวไหมคะ
ฉันก็ห้ะบอกดีไหมลุกขุมขน
เอ่ยไปว่าหมอครับเสียวสุดทน
หมอแตะวนจุดกระสันสั่นทั้งกาย
เอ่ยบอกฉันว่าลึกคอสึกมาก
อุดไม่ยากปาดลึกเอาให้หาย
เจ็บสักหน่อยเสียวสักนิดเดี๋ยวสบาย
ก็เอาวะยอมพลีกายให้พวกเธอ
เสียงจ๊าดจี๊ดกรีดกรอในหูฉัน
เสียงsuctionซู้ดซ้าดในทีเผลอ
น้ำเอ่อล้นทะลักมากเกินเบอร์
บอกพวกเธอพักก่อนผ่อนหายใจ
เธอให้หยุดสิบวิแล้วทำซ้ำ
เสียงกระหน่ำจี๊ดจ๊าดหวั่นเหลือหลาย
ไหล่เกร็งยกกลั้นใจหวิวปางตาย
แล้วสุดท้ายจบเสร็จเสียวเข็ดฟัน
เธอบอกหุบไม่ต้องอ้าเวลาพัก
ถอนหายใจหนักหนักไม่ทันฝัน
เธอให้อ้าสะกิดจุดอีกโดยพลัน
เสียวอีกไหมถามฉันฉันก็อาย
อ้อมแอ้มตอบไม่เสียวแล้วครับหมอ
พอแล้วพอรุมฉันจนฟันหาย
หมอบอกแล้วเดี๋ยวตัวเบาเดี๋ยวสบาย
ถ้าอีกซี่คงบ๊ายบายเสียวสุดทน
มาบอกเล่าให้ตระหนักอย่าเหมือนฉัน
ควรตรวจฟันทุกปีปีละหน
อย่าปล่อยให้ฟันแล้วเสียวสุดทานทน
ต้องโดนคนรุมกระหน่ำอย่างฉันเอย

27 สิงหาคม 2569

การส่งตรวจ AFP (alpha-fetoprotein) ในการตรวจสุขภาพบุคคลทั่วไป

 รับปรึกษามาสามสี่คนแล้ว

มีการส่งตรวจ AFP (alpha-fetoprotein) ในการตรวจสุขภาพบุคคลทั่วไป และในคนที่มีค่าเกินค่าปกติเล็กน้อย เกิดกังวลว่าตัวเองจะเป็นมะเร็งตับ
1. AFP ไม่ควรมาใช้ตรวจคัดกรองแยกโรคมะเร็งออกจากคนปกติ เพราะไม่ไวและไม่จำเพาะ
2. AFP ใช้ตรวจช่วยวินิจฉัยมะเร็งบางชนิด ช่วยใช้ในการเฝ้าระวังมะเร็งตับในคนที่ตับแข็ง ใช้ติดตามการรักษามะเร็ง
3. AFP ไม่จำเพาะกับมะเร็งตับ hepatocellular carcinoma ถ้าถามว่าจำเพาะกับมะเร็งอะไรมากกว่า ก็มีมะเร็ง hepatoblastoma ในเด็ก, มะเร็งเซลล์สืบพันธุ์ชนิด non-seminoma,
4. มะเร็งปอด มะเร็งตับ ก็ขึ้นได้ แต่ไม่จำเพาะเลย และไม่ได้ใช้ติดตามโรคแต่อย่างใด
5. ค่าที่ใช้ตัดเกณฑ์ก็ต่างกัน ค่ายิ่งสูง ความไวการวินิจฉัยจะลดลง อย่างค่าที่ใช้มะเร็งตับเราก็จะใช้ค่าที่ 400 และมะเร็งตับในระยะต้น ค่านี้จะไม่สูง ถ้าตัดเกณฑ์ที่ 400 จะถูกแปลผลว่า ไม่มีมะเร็ง ซึ่งผิด ! (และมีอีกหลายเกณฑ์)
6. โรคอื่นก็ขึ้น เช่น ตับอักเสบเรื้อรัง ตั้งครรภ์
สรุป ไม่ควรใช้ในการคัดกรองสุขภาพคนปกติ ไม่ควรใช้เป็นกรณีทั่วไป ใช้เมื่อตั้งใจจะสืบค้นเฉพาะกรณี เฉพาะรายเท่านั้น

ปริมาณการสูบบุหรี่ไฟฟ้า

 


ปริมาณการสูบบุหรี่ไฟฟ้า : ต่อเนื่องเรื่องบุหรี่
ปริมาณการสูบบุหรี่มวน เรามีมาตรฐานวัดการสูบบุหรี่ที่มีการศึกษาว่าตัวเลขปริมาณเหล่านี้ยิ่งมาก ยิ่งสัมพันธ์กับการเกิดโรคที่เพิ่ม ฃและการติดบุหรี่ที่สูง และยังใช้เป็นหน่วยวัดมาตรฐานสากลเกี่ยวกับเรื่องบุหรี่
▶️ CPD : cigarette per day : กี่มวนต่อวัน นับหมดนะครับ ไม่ว่าจะหนึ่งมวนเต็ม ครึ่งมวนทิ้ง
▶️ packyears : ซองปี นับเทียบปริมาณว่าสูบวันละกี่ซอง หนึ่งซองมี 20 มวน เทียบสัดส่วนเอาว่าต่อวันกี่ซอง และสูบมากี่ปี
ยาสูบอื่น ๆ ไม่มีหน่วยวัดที่ชัดเจน จะมีแต่เปรียบเทียบกับบุหรี่มวน เช่น ยาเส้นมวนเอง ซิการ์ มาเทียบหน่วยกับบุหรี่มวน ซึ่งพอเทียบได้เพราะเป็นยาสูบ เผาไหม้รูปแบบเดียวกัน แล้วถ้าเป็นบุหรี่ไฟฟ้าล่ะ
บุหรี่ไฟฟ้า ใช้น้ำยาบุหรี่จากการสังเคราะห์ที่ความเข้มข้นและโครงสร้างเคมีแตกต่างกันมาก หลากหลายจนบอกยาก (บุหรี่มวนมีกฎหมายควบคุมการผลิต) และพฤติกรรมการสูบที่ไม่ได้นับมวนแต่นับเป็น puff หรือนับเป็น “คำ” ในภาษาผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้า จึงยังไม่มีเกณฑ์มาตรฐานสากลเหมือนบุหรี่มวน
ในหมู่ผู้รักษาโรคจากบุหรี่ไฟฟ้าต้องประมาณปริมาณการสูบบุหรี่ไฟฟ้าเอาเอง ทำให้สื่อสารไม่ตรงกัน มีผู้พยายามนำเสนอหน่วยวัดให้พูดตรงกันบ้างครับ
1. American Association for Physician Leaderships ลงบทความในเว็บไซต์ตัวเองเมื่อ กุมภาพันธ์ 2020 ว่าความเห็นผู้เชี่ยวชาญหลายท่านเสนอใช้ e-years
🔴 e-year = ปริมาตรน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าต่อวัน (mL) x ปีที่สูบ 🔴
ไม่ได้มีหลักฐานหรืออ้างอิงว่าสูตรนี้จะสัมพันธ์กับโรคหรือการติดบุหรี่อย่างใด
2. จากการศึกษาแบบ retrospective เรื่องผลของสารเคมีที่พบหลังเปลี่ยนบุหรี่มวนเป็นบุหรี่ไฟฟ้า ลงตีพิมพ์ใน Tobaaco-Incuced Diseases เดือนมกราคม 2023 เห็นว่าควรเปรียบเทียบกับปริมาณบุหรี่มวนที่เราทราบผลของสุขภาพอยู่แล้ว เรียกว่า puff-equvalent year ประมาณว่าสูบ 10 puff เท่ากับบุหรี่มวนหนึ่งมวน บุหรี่หนึ่งซองจึงเท่ากับ 200 puff
🔴 puff-equivalent year = (puff per day/200) x ปีที่สูบ 🔴
ไม่มีการศึกษาตัวเลขนี้ว่ามีความสัมพันธ์โดยตรงกับโรคหรือการติดบุหรี่ แต่คำนวณและอนุมานว่าเทียบเท่ากับ packyears เพราะการคำนวณหลักการเดียวกัน
ตัวเลขข้อสองนี้มีการศึกษาเปรียบเทียบว่า 1 puff-years เพิ่มโอกาสการเกิดอาการทางระบบทางเดินหายใจคิดเป็น 11 เท่า เทียบกับผู้ที่ไม่สูบอะไรเลย และโอกาสนี้ประมาณเท่ากับการสูบบุหรี่มวน 1 packyears
ทั้งสองตัวเลขยังไม่มี validation study ออกมานะครับ สิ่งที่นำเสนอมานี้เป็นแค่การประมาณปริมาณการสูบให้สื่อสารตรงกันเท่านั้นครับ